เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 355 สุญญตาทะลวงยุทธ์ เจ้ายุทธ์ปฐมมรรคา
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 355 สุญญตาทะลวงยุทธ์ เจ้ายุทธ์ปฐมมรรคา
หลังจากรับการถ่ายทอดความทรงจำของอภินิหารฟ้าดินสิ้นสลายเสร็จแล้ว เจียงฉางเชิงก็ยังไม่ได้ฝึกอภินิหารในทันที
“ผู้แข็งแกร่งที่สุดที่ไทสื่อฉางเชอจะเชิญมาได้นั้น แข็งแกร่งมากเพียงใด”
[ตอนนี้ไม่อาจพยากรณ์ได้ เป้าหมายไม่ได้อยู่ในขอบเขตที่ระบบรับรู้ได้]
เจียงฉางเชิงก็ไม่ได้ผิดหวัง เพราะเขาคุ้นชินไปแล้ว ก็แค่ลองเผื่อจะได้เท่านั้น เขาเริ่มศึกษาอภินิหารฟ้าดินสิ้นสลาย ไทฮวงกว้างใหญ่ไพศาล จะต้องมีสักแห่งที่สามารถฝึกอภินิหารนี้ได้แน่ เมื่อมีมหามรรคาจำแลงกายอยู่ ต่อให้เจียงฉางเชิงไม่ลงมือเอง ก็ยังมีโอกาสได้รับรางวัลรอดชีวิต เวลานี้เขายิ่งตั้งตารอคนจากโลกเบื้องล่างมากขึ้นเรื่อยๆ
อย่างไรก็ต้องสู้กันอยู่แล้ว ขอให้ศัตรูแข็งแกร่งสักหน่อยเป็นดีที่สุด
ปีติ้งเทียนที่ห้าสิบห้า ย่างเข้าสู่สารทฤดู เจียงจื่ออวี้ให้แม่ทัพผู้หนึ่งเข้าพบในห้องทรงพระอักษร แม่ทัพผู้นี้กำลังบอกเล่าประสบการณ์ที่ไปผจญภัยมาในครั้งนี้ด้วยความตื่นเต้น และโดยมากเป็นการเล่าถึงฝีมือของมรรคาจารย์เป็นหลัก
“มรรคาจารย์ช่างเก่งกาจจริงๆ แมลงโลหิตที่ศัตรูควบคุมมีจำนวนมากมายเหลือเกิน เรียกว่าปิดแผ่นฟ้าบังตะวันทีเดียว แต่ยามอยู่ต่อหน้ามรรคาจารย์ กลับไม่ควรค่าให้เอ่ยถึงแต่อย่างใด!”
แม่ทัพเอ่ยเรื่องการต่อสู้ในครั้งนั้น ก็อดขยับมือขยับไม้ไปด้วยไม่ได้
เจียงจื่ออวี้กลับไม่รู้สึกว่าแปลกใจใดๆ เขาสงสัยฐานะของคนทั้งสองนั้นมากกว่า ยังมีโอรสของเขาอีก… ดาวสังหารนิรันดรกาล!
ก่อนหน้านี้เจียงฉางเชิงก็เคยบอกแล้วว่าเจียงชั่นไม่ธรรมดา แต่นึกไม่ถึงว่าจะมีความเป็นมายิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ เขาให้คนปิดข่าวนี้ไว้ทันที โชคดีที่ผู้ฝึกยุทธ์ที่ต้องออกไปในครั้งนี้ล้วนเชื่อถือได้ทั้งสิ้น
เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป แม่ทัพจึงกลับไป ส่วนเจียงจื่ออวี้ก็เริ่มใช้ความคิดอยู่ภายในห้อง เมื่อใดที่เรื่องของดาวสังหารนิรันดรกาลเปิดเผยออกไป พวกเขาก็จะมีเรื่องยุ่งยากหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย แต่เจียงชั่นเป็นโอรสองค์แรกของเขา ผู้ซึ่งเขาเฝ้ามองดูมาจนเติบใหญ่ หาได้สนใจว่าชาติก่อนเจียงชั่นจะมีที่มาเช่นใด
แต่เมื่อลองคิดอีกครั้ง อย่างไรเจียงชั่นก็มีเสด็จพ่อของเขาคอยดูแลอยู่ จึงไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องไปกังวล และเขาก็ไม่สามารถรับมือกับศัตรูที่ดาวสังหารนิรันดรกาลต้องเผชิญได้ หลังจากคิดตกแล้ว เจียงจื่ออวี้ก็ยิ้มออกมาอย่างสบายใจ ทว่าเรื่องนี้กลับทำให้เขาเกิดความคิดใหม่ขึ้นมา ดาวสังหารนิรันดรกาลมีชื่อเสียงถึงเพียงนี้ วันหน้าจะต้องชักนำคนจากโลกเบื้องบนมาเป็นจำนวนมาก เทียนจิ่งอาจได้รับผลประโยชน์จากเรื่องนี้ในเวลาเดียวกัน
ภายในตำหนักเมฆาม่วง เจียงชั่นนั่งอยู่ตรงหน้าเจียงฉางเชิงด้วยจิตใจที่กระวนกระวาย ระหว่างทางที่กลับมาเขาได้รู้ตำนานมากมายของดาวสังหารนิรันดรกาลจากเฮยโหว ทำให้รู้ว่าที่แท้แล้วตัวเขาเป็นจอมชั่วระดับนิรันดรกาล!
ต้องรู้ด้วยว่าตั้งแต่เล็กมา เขามีนามว่า “ชั่น” (ความดี) แม้เขาจะคร่าชีวิต แต่ก็เฉพาะตอนที่เขาต้องเผชิญหน้ากับพวกต่างเผ่า ยามเผชิญหน้ากับเผ่าคนเดียวกัน เขามักรักษาคุณธรรมและปราบปรามความอยุติธรรม ฐานะของดาวสังหารนิรันดรกาลทำลายสิ่งที่เขารู้มาทั้งหมด ทำให้ตลอดชั่วเวลานี้เขางุนงงยิ่งนัก และไม่อาจสงบใจฝึกยุทธ์ได้แต่อย่างใด
“เจ้าตัวแสบ เหตุใดจึงเซื่องซึมเล่า ถูกรังแกจากข้างนอกมาหรือไร” ไป่ฉีเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระเซ้าเย้าแหย่เต็มเปี่ยม
เจียงชั่นมองมันแล้วยิ้มเจื่อน ไม่สามารถพูดออกมาได้ ไป่ฉีกล่าวอย่างไม่แยแสว่า “ก็มิใช่แค่เป็นดาวสังหารนิรันดรกาลหรอกหรือ เจ้าตัวแสบเจ้าได้ของดีมายังทำไม่รู้ไม่ชี้อีก ข้ายังอิจฉานัก เจ้าอย่าไปสนว่าชาติก่อนเคยทำสิ่งใดมา อย่างน้อยดาวสังหารนิรันดรกาลก็ทำให้เจ้ามีพลังที่แข็งแกร่ง ขอเพียงเจ้าแข็งแกร่ง จิตใจดีงาม ทำบุญกุศล เจ้าก็ต้องดีงาม หากมีจิตใจชั่วช้า ต่อให้เจ้ามีพลังอ่อนด้อยอีกเท่าใด เมื่อเจ้าทำเรื่องชั่วช้า เจ้าก็ชั่วช้าอยู่ดี”
เจียงชั่นได้ฟังก็เหมือนถูกราดหัวด้วยน้ำมันข้น [1] และเบิกบานใจขึ้นมาทันใด เจียงฉางเชิงลืมตาขึ้นมาและสงสัยอยู่ในใจ คิดไม่ถึงว่าไป่ฉีจะมีปัญญาเช่นนี้ด้วย
ไป่ฉียิ้มได้ใจและกล่าวว่า “ต่อให้ไม่ได้เป็นดาวสังหารนิรันดรกาล ผู้คนที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของวิถียุทธ์ สังหารคนมาน้อยนักหรือ ตลอดทางที่นายท่านเดินมา เคยสังหารคนไปเท่าใดกัน แต่เขาก็สร้างความผาสุกให้แก่คนจำนวนมากกวา ฉีหยวนได้รับฉายาว่าผู้ไม่ทำศึก แต่ศิษย์ของเขาก็เคยสร้างความวุ่นวายให้แก่ต้าจิ่ง มีคนบาดเจ็บล้มตายตั้งเท่าใด”
มันยิ่งพูดก็ยิ่งได้อารมณ์ ที่สำคัญก็คือเจียงฉางเชิงกำลังฟังมันอยู่ ทำให้มันรู้สึกว่าโอกาสจะได้แสดงฝีมือมาถึงแล้ว เจียงฉางเชิงไม่ได้ขัดมัน เขาสัมผัสได้ถึงจิตใจของเจียงชั่นในระหว่างที่ฟังคำชี้แนะอยู่ เจ้าหนุ่มนี่ก็กำลังย้อนถามตัวเองอยู่เช่นกัน
ผ่านไปเนิ่นนาน เจียงชั่นสูดหายใจลึกครั้งหนึ่ง หันไปมองเจียงฉางเชิงและกล่าวว่า “ท่านปู่ ข้าจะปรับใจตนเอง ท่านตั้งชื่อให้ข้าว่าชั่น ด้วยต้องการให้ข้าตัดขาดจากชาติที่แล้วกระมัง ข้าก็คือข้า ข้าคือเจียงชั่น!”
เจียงฉางเซิงมีรอยยิ้มบนใบหน้า กล่าวว่า “ดูท่าว่าเจ้าคิดตกแล้ว เช่นนั้นก็จงลงไปตั้งใจฝึกยุทธ์ ในเมื่อเจ้ารู้ว่าเจ้าคือดาวสังหารนิรันดรกาล เป็นบุคคลผู้ลำเลิศสะเทือนมหาพิภพนิลเหลือง เช่นนั้นเป้าหมายที่ข้าจะให้เจ้าก็คือ ต้องเหนือกว่าในชาติก่อน ให้กลายเป็นดาวสังหารแห่งแดนสวรรค์ ในสายตาของศัตรูแดนสวรรค์ ทำลายปีศาจร้ายทั้งปวง”
เจียงชั่นตกตะลึง รีบพยักหน้ารับแล้วโขกหัวให้เจียงฉางเชิงครั้งหนึ่ง จากนั้นก็คารวะไป่ฉีแล้วลุกขึ้นจากไป
จวบจนเขาไปแล้ว เจียงฉางเชิงจึงได้เอาไทสื่อฉางเชอออกมา เวลานี้ไทสื่อฉางเชอถูกเขาแช่แข็งเอาไว้ ก่อนจะแช่แข็งเขาได้รักษาอาการบาดเจ็บจนหายดีแล้ว เดิมทีเจียงฉางเชิงอยากจะเก็บเขาไว้จนเมื่อระยะเวลาหนึ่งพันปีสิ้นสุดแล้วจึงค่อยสังหาร แต่เวลานี้เกิดความคิดอื่นขึ้นมาอีก ลองเปลี่ยนปณิธานของไทสื่อฉางเชอดูจะดีหรือไม่
เขาลืมดวงเนตรมหามรรคาขึ้น ใช้อภินิหารอ่านความทรงจำของไทสื่อฉางเชอ ภาพความทรงจำมหาศาลหลั่งไหลเข้ามาในดวงตาของเจียงฉางเชิงเหมือนกระแสน้ำหลาก
เผ่าไทสื่อเป็นเผ่าตระกูลโบราณที่ดำรงอยู่มานานนับล้านปี ในเผ่ามีท่านเทพอยู่สี่องค์ แต่พวกเขามีคนในเผ่าที่มีฐานะสูงกว่าในโลกเทพยุทธ์ ในเวลาเดียวกันพวกเขายังก่อตั้งหอแมลงกระหายเลือดขึ้นมา ผู้เยี่ยมยุทธ์ทุกคนจะมีหอแมลงกระหายเลือดหนึ่งหอซึ่งมีโลกกว้างใหญ่ซ่อนอยู่ภายใน หอสามารถกักเก็บเนื้อและเลือดเอาไว้ได้ จากนั้นจึงให้แมลงกระหายเลือดดูดซับไว้ จนสุดท้ายแมลงกระหายเลือดก็จะถ่ายทอดพลังที่มันได้รับมาให้กับผู้เยี่ยมยุทธ์
ไทสื่อฉางเชอต้องการใช้แมลงกระหายเลือดดูดกลืนดาวสังหารนิรันดรกาล เพื่อที่เขาจะได้รับดวงชะตาของดาวสังหารนิรันดรกาล
หอแมลงกระหายเลือดยังเป็นสำนักยุทธ์ที่ทรงพลังในมหาพิภพนิลเหลืองด้วย มีศิษย์อยู่เป็นจำนวนมาก และไม่น้อยกว่าเผ่าหนึ่งในโลกเทพยุทธ์ ในมหาพิภพนิลเหลืองมีเผ่าตระกูลอยู่นับไม่ถ้วน แม้แต่เผ่าไทสื่อที่ทรงพลังเช่นนี้ก็ยังไม่นับว่าอยู่อันดับต้นๆ และในความทรงจำของไทสื่อฉางเชอนั้น ขั้นยอดยุทธ์กำเนิดสวรรค์ไม่ได้แข็งแกร่งที่สุด จนถึงขั้นที่พูดได้ว่าเป็นเพียงผู้อยู่ในระดับกลางของเผ่าไทสื่อเท่านั้น
หลังจากขั้นถ้ำสวรรค์ไปแล้ว จะแบ่งออกเป็นขั้น: จอมราชันยุทธ์, ผู้ยิ่งใหญ่แห่งฟ้าดิน, จักรพรรดิฟ้าดิน, ยุทธ์บรรจบเทพ, ยอดยุทธ์กำเนิดสวรรค์, สุญญตาทะลวงยุทธ และ เจายุทธปฐมมรรคา!
ยุทธ์บรรจบเทพเริ่มรู้แจ้งถึงกฎแห่งฟ้าดิน ยอดยุทธ์กำเนิดสวรรค์สามารถระดมพลังส่วนหนึ่งจากฟ้าดินมาใช้ได้ เทียบเท่ากับการยืมพลังมาใช้ เมื่อมีพลังแห่งฟ้าดินช่วยหนุนวิชายุทธ์ก็จะก้าวหน้าขึ้นเป็นทวีคูณ
เมื่อไปถึงขั้นสุญญตาทะลวงยุทธ์ แกนของร่างกายจะเปลี่ยนไป เหมือนลอกคราบ ลมปราณจะเปลี่ยนเป็นพลังยุทธ์กำเนิด กายเนื้อจะเปลี่ยนไปเป็นความว่างเปล่าและรู้แจ้งในกฎแห่งสุญญตา ที่ชัดเจนที่สุดคือมีเพียงสุญญตาทะลวงยุทธ์เท่านั้นที่จะกลายเป็นความว่างเปล่า พลังในระดับขั้นที่ต่ำกว่าจะไม่อาจสัมผัสพวกเขาได้ ว่ากันว่ายังสามารถสร้างอาณาเขตสุญญตาขึ้นมาได้อีกด้วย
แต่ไม่มีรายละเอียดที่จำเพาะเจาะจงในความทรงจำของไทสื่อฉางเชอ ทว่าเขาเคยได้เห็นได้เจอผู้ที่อยู่ในขั้นสุญญตาทะลวงยุทธ์ในเผ่าไทสื่อ ผู้ที่ไปถึงระดับขั้นนี้จะถูกเรียกว่าผู้แข็งแกร่งสุญญตา ส่วนเจายุทธปฐมมรรคาซึ่งอยู่ในระดับสูงขึ้นไปนั้น จนตอนนี้เผ่าไทสื่อยังไม่เคยสัมผัสกับพวกเขามาก่อน เผ่าของพวกเขาเคยมีเจายุทธปฐมมรรคาคนหนึ่งเมื่อหลายแสนปีก่อน เพียงแต่เขาได้หายตัวไปในเวลาต่อมา
“ผู้แข็งแกร่งสุญญตา…” ทันใดนั้นเจียงฉางเชิงก็นึกถึงตอนที่เขาไปท่องนอกพิภพก่อนจะผ่านด่านเคราะห์เมื่อครั้งก่อน เขามองเห็นดวงตาสีแดงขนาดใหญ่ยักษ์คู่หนึ่งที่ใหญ่กว่าคงคาสวรรค์รูปก้นหอยเสียอีก นั่นจะเป็นผู้แข็งแกร่งสุญญตาหรือไม่ ไม่ถูก อาจแข็งแกร่งกว่านั้นอีก ดวงตาที่มีขนาดใหญ่กว่าคงคาสวรรค์เป็นระดับขั้นที่ยากจะจินตนาการได้
เจียงฉางเชิงกลับไม่ได้ตื่นตระหนกใดๆ เพราะเขาใกล้จะบรรลุขั้นแล้ว ตราบใดที่เขาไม่ทำให้เผ่าไทสื่อตื่นตระหนกไว้ เมื่อเวลาหนึ่งพันปีสิ้นสุดลงแล้วก็ค่อยจัดการเผ่าไทสื่อไปพร้อมกัน
เจียงฉางเชิงอ่านความทรงจำของไทสื่อฉางเชอต่อ ปรากฏว่าเผ่าไทสื่อเคยเป็นเผ่าที่เคยอยู่ในเผ่าเยี่ยมาก่อน ภายในความทรงจำของไทสื่อฉางเชอ เจียงฉางเชิงได้เห็นคนผู้หนึ่งนามว่าเยี่ยเสินคง ในความว่างเปล่าไร้ขอบเขต ครั้งเผ่าไทสื่อถูกห้อมล้อมด้วยปีศาจชั่วร้ายไม่จบไม่สิ้น เยี่ยเสินคงกลายร่างเป็นดวงตะวันเจิดจ้ามาช่วยพวกเขา และทำลายความว่างเปล่าด้วยหมัดเดียว ทำให้ปีศาจชั่วร้ายทั้งหมดภายในขอบเขตแห่งความว่างเปล่าถูกดึงเข้าไปในมิติเวลาปั่นป่วน และร่างกายของพวกมันก็ถูกฉีกละเอียดเป็นเถ้าปลิดปลิว แข็งแกร่งจริงๆ!
ขอบเขตแห่งความว่างเปล่าที่แหลกสลายไปนั้น กว้างใหญ่กว่าโลกยุทธ์ไทฮวงทั้งหมดเสียอีก
ภายหลังไทสื่อฉางเชอได้ยินมาว่า เยี่ยเสินคงเข้าไปในโลกเทพยุทธ์เพียงลำพัน และทำให้โลกเทพยุทธ์เกิดความโกลาหล ต่อมาโลกเทพยุทธ์ก็มีคำสั่งให้ประหารชีวิตเยี่ยเสินคง และโลกเทพยุทธ์ยังได้ปลดตำแหน่งในโลกเทพยุทธ์ของเผ่าเยี่ยทั้งหมด รวมทั้งตำแหน่งท่านเทพด้วย ทำให้เผ่าเยี่ยเสื่อมถอยลง ต่อจากนั้นพวกเขาก็ถูกเผ่าที่แข็งแกร่งอื่นเข้าโจมตีจึงล่มสลายไปโดยสิ้นเชิง
ความทรงจำของไทสื่อฉางเชอใหญ่โตเหลือประมาณ เจ้าหมอนี่มีชีวิตอยู่มานับหมื่นปีแล้ว แค่เจียงฉางเชิงอ่านอย่างเดียวก็ยังรู้สึกว่ายากเย็น หากต้องการเปลี่ยนความทรงจำของไทสื่อฉางเชอทั้งหมดก็จะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนเกินไป เขาจึงได้แต่ต้องยอมแพ้เสียทว่าเจียงฉางเซิงก็สามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากไทสื่อฉางเชอได้อย่างมากมาย ไม่เลว โชคดีที่ไม่ได้สังหารเขา
เจียงฉางเชิงลืมตาขึ้นและวางไทสื่อฉางเชอไว้ที่มุมของตำหนักเมฆาม่วง ใช้เป็นน้ำแข็งสลักประดับ ไป่ฉีเฝ้าดูเขาอยู่เงียบๆ ไม่ได้ไถ่ถามให้มากความ มันรู้ว่าเรื่องใดควรถามเรื่องใดไม่ควรถาม ก่อนที่ไทสื่อฉางเชอจะถูกแช่แข็ง เขามีลมปราณและโลหิตที่แข็งแกร่งมาก เป็นคนที่มันไม่อาจไปล่วงเกินได้
“ลัทธิโบราณ…”
ดวงตาของเจียงฉางเชิงสั่นไหวขณะพึมพำอยู่ในใจ ในความทรงจำของไทสื่อฉางเชอ ชื่อนี้ถือเป็นเรื่องต้องห้ามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในมหาพิภพนิลเหลือง ว่ากันว่าเหตุที่มีลัทธิโบราณก็เพื่อแสวงหาพลังอำนาจก่อนยุคแห่งยุทธ์ พวกเขาจัดเป็นสิ่งต้องห้ามในโลกเทพยุทธ์ และใครก็ตามที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับลัทธิโบราณจะถูกไล่ล่าโดยไม่ปรานีเด็ดขาด
เมื่อใดที่มีพลังซึ่งไม่ใช่พลังยุทธ์เกิดขึ้นในมหาพิภพนิลเหลือง จะต้องถูกปราบปราม
สิ่งที่ลัทธิโบราณแสวงหาก็คือวิชาเก่าแก่ แต่ไม่รู้ว่าวิชาเก่าแก่นั้นจะเป็นวิชาฝึกเซียนหรือไม่ เจียงฉางเซิงก็คิดบางอย่างขึ้นมาได้ ป้ายศิลาสร้างโลกของโลกแห่งยุทธ์สามารถสร้างระบบการฝึกตนตามที่ต้องการได้ แต่โลกเบื้องบนกลับไม่อนุญาตให้มีสิ่งอื่นที่ไม่ใช่วิถียุทธ์อยู่นี่ คงไม่ใช่เหยื่อล่อปลาหรอกกระมัง
ฝ่ายใดก็ตามที่เตรียมจะใช้ป้ายศิลาสร้างโลกสร้างระบบการฝึกตนชนิดอื่นขึ้นมา โลกเทพยุทธ์จะต้องตรวจจับพบ จากนั้นก็ทำลายเสีย เพราะอย่างไรโลกแห่งยุทธ์ก็ถูกโลกเทพยุทธ์ควบคุมอยู่แล้ว ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นไปได้
เขาได้รู้เรื่องของโลกแห่งยุทธ์มากมายนับไม่ถ้วน และดินแดนทั้งสามพันโลกเป็นเพียงคำเรียกรวม เดิมทีโลกแห่งยุทธ์ที่อยู่เบื้องล่างมหาพิภพนิลเหลืองนั้นก็ไม่นับว่าเป็นสิ่งใดอยู่แล้ว เมื่อใดที่เกิดความผิดขึ้น การลงทัณฑ์จากสวรรค์จะมาถึงและทำลายโลกทั้งหมดนั้นไปเสีย!
“ดูท่าว่าควรต้องรีบบรรลุขั้นในเร็ววัน จะต้องบรรลุไปอีกหนึ่งขั้น ก่อนที่กำหนดหนึ่งพันปีจะมาถึง”
เจียงฉางเซิงคิดอยู่เงียบๆ เขาได้รู้แล้วว่ามหาพิภพนิลเหลืองกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต กว้างใหญ่เสียจนแม้แต่โลกเทพยุทธ์ก็ยังไม่สามารถควบคุมดูแลทุกพื้นที่ได้ และมีพื้นที่ว่างที่กว้างใหญ่มาก ท่ามกลางนั้นเขาก็แค่ย้ายโลกยุทธ์ไทฮวงออกไปเป็นพอแล้ว
แต่หากต้องการทำได้ถึงขั้นนั้น เขาจะต้องแข็งแกร่งกว่านี้ อย่างน้อยต้องมีพลังมากพอที่จะกุมโลกยุทธ์ไทฮวงทั้งหมดไว้ในมือ เขาใช้มือยกโลกแห่งยุทธ์เข้าไปในมหาพิภพนิลเหลือง จากนั้นค่อยใช้อภินิหารหนีไป!
เจียงฉางเชิงตั้งตารอคอยให้วันนั้นมาถึง เขาหลับตาลงแล้วเริ่มฝึกวิชา ให้บรรลุวิชามรรคาธรรมชาติขั้นที่สิบเอ็ดเสียก่อน ค่อยว่ากัน!
ไป่ฉีนอนอยู่ข้างๆ เขาสังเกตเห็นสีหน้าเขาเปลี่ยนไปมา ก็แอบสงสัยอยู่ในใจ นายท่านคิดสิ่งใดอยู่ในหัว เขาจะไม่มีความปรารถนาเช่นบุรุษเผ่ามนุษย์ทั่วไปเลยสักนิดจริงหรือ
[1] ถูกราดหัวด้วยน้ำมันข้น เปรียบกับธรรมะที่ทำให้จิตใจกระจ่าง