เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 356 คืนก่อนบรรลุขั้น สิทธิการเป็นเซียน
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 356 คืนก่อนบรรลุขั้น สิทธิการเป็นเซียน
หลังจากได้รู้เรื่องของมหาพิภพนิลเหลืองจากไทสื่อฉางเชอ เจียงฉางเชิงก็สั่งให้แดนสวรรค์ไปฝึกฝนในโลกยุทธ์ไทฮวง โดยเน้นที่การฝึกฝนพลังและการป้องกันเป็นหลัก เมื่อมีตรีมหาเทพสวรรค์คอยจับตาดูเทียนจิ่ง เจียงฉางเซิงก็ไม่กังวลว่าเทียนจิ่งจะเกิดเรื่อง
เวลารวดเร็วเฉกกระสวยทอผ้า เจียงฉางเชิงเริ่มต้นปิดด่านเป็นเวลานานอีกครั้งหนึ่ง มูหลิงลั่วเข้าออกตำหนักเมฆาม่วงหลายครั้ง ไป่ฉีและไป่หลงเตร็ดเตร่ไปมาในตำหนัก แต่เจียงฉางเซิงก็ยังคงนั่งสมาธิอยู่บนเบาะโดยไม่ขยับตัวแต่อย่างใด เขาหลงลืมเวลาไปแล้ว
มีโลกแห่งยุทธ์เริ่มเข้ามาในไทฮวงมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าเทียนจิ่งจะดึงตัวทหารจากโลกยุทธ์ซือเทียนมาเป็นจำนวนมาก แต่ก็ยังนำมาซึ่งสงครามที่ยาวนานอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ไม่เพียงแต่เทียนจิ่งเท่านั้น แต่มหาสมุทรไร้ขอบเขตก็เช่นเดียวกัน
ภายใต้การบังคับบัญชาของตรีมหาเทพสวรรค์และจตุมหาจอมทัพแห่งแดนสวรรค์ ช่วยให้เทียนจิ่งเอาชนะศัตรูแข็งแกร่งที่หลั่งไหลมาไม่ขาดสายได้ ชื่อเสียงของเฮยโหวและตี้ชางสั่นสะเทือนใต้หล้า ผู้คนทั่วหล้าต่างรู้ว่าเทพสงครามแห่งแดนสวรรค์ทั้งสองนี้คือผู้ไม่มีวันพ่ายแพ้
ในไทฮวงท่ามกลางภูเขาสูงใหญ่มากมาย ป่าไม้บนเขาและพื้นราบโบกไหว สัตว์ปีศาจนับไม่ถ้วนกำลังวิ่งอย่างรวดเร็วไปในป่าเขา ทั้งหมดมุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้เกิดฝุ่นคลุ้งไปหมด แผ่นดินสั่นสะเทือนราวกับเกิดแผ่นดินไหว
สัตว์ปีศาจพุ่งมาจากทุกทิศทุกทาง เข้ามายังพื้นที่เปิดราบระหว่างภูเขา ซึ่งมีสัตว์ปีศาจหลายขนาดและหลายเผ่าพันธุ์รวมตัวกันอยู่เป็นจำนวนมากอยู่ก่อนหน้าแล้ว
พวกมันคลานไปบนพื้นและมองไปยังร่างสองร่างบนหน้าผาตรงหน้า พวกมันทั้งสองหันหลังให้แสงแดดร้อนแรง ทรงอำนาจนัก พวกเขาเป็นชายร่างกำยำสองคนที่มีร่างกายเหมือนมนุษย์แต่ยังคงมีเอกลักษณ์ของแมวอยู่ เป็นหวงเทียนกับเฮยเทียนนั่นเอง ผมของพวกเขายาวมากจนทำให้ดูคล้ายสิงโต ใบหน้าของพวกเขาคล้ายคลึงและมีหลายส่วนที่คล้ายกับเจียงฉางเชิงอีกด้วย ตั้งแต่คอลงมาเต็มไปด้วยขน คลุมเสื้อคลุมขนาดใหญ่ที่ทำจากหนังสัตว์ไว้บนกาย
ผ่านไปหลายปี แมวทั้งสองตัวดูสุขุมขึ้นมาก โดยเฉพาะหวงเทียนที่ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นกับดวงตาที่เย็นชาและดุร้าย ผ่านไปเนิ่นนานจวบจนฟ้าดินสงบลงแล้ว หวงเทียนกับเฮยเทียนจึงทอดตามองออกไป มีสัตว์ปีศาจอยู่เต็มภูเขาและผืนป่า แม้แต่บนต้นไม้ก็ยังมีวิหคปีศาจเกาะอยู่มากมาย
สัตว์ประหลาดเฒ่าตัวหนึ่งที่มีหัวเป็นแกะและร่างเป็นมนุษย์ ตะโกนเสียงดังว่า “จักรพรรดิปีศาจคงอยู่ชั่วกาลนาน มหาราชาปีศาจคงอยู่ชั่วนิรันดร์!”
เมื่อเขาพูดจบ สัตว์ปีศาจทั้งหมดก็ตะโกนพร้อมเพรียงกัน ส่วนสัตว์ปีศาจที่พูดภาษามนุษย์ไม่ได้ก็ร้องคำรามออกมา “จักรพรรดิปีศาจคงอยู่ชั่วกาลนาน มหาราชาปีศาจคงอยู่ชั่วนิรันดร์!”
หัวใจของเฮยเทียนเต้นแรงเมื่อได้ยินเสียงตะโกนสะเทือนฟ้าสะเทือนดินนั้น เขาหันไปมองหวงเทียนแล้วถามว่า “พี่ใหญ่ นี่ถือว่าพวกเราสร้างอำนาจสำเร็จแล้ว!”
หวงเทียนเอ่ยด้วยแววตาสงบว่า “ยังอีกห่างไกลนัก พละกำลังน้อยนิดนี้ไม่เพียงพอจะชิงความเป็นใหญ่ได้แต่อย่างใด”
เฮยเทียนถอนหายใจและกล่าวว่า “ช่วยไม่ได้นี่ พวกเรายังอายุน้อยเกินไป”
“อายุน้อยรึ เจียงเทียนมิ่งกับเจียงจื่ออวี้แห่งเทียนจิ่งต่างก็เป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งฟ้าดินแล้ว”
“พวกเขาเป็นลูกหลานของนายท่าน จึงเป็นเรื่องเข้าใจได้ ในเมื่อพวกเราเป็นมหาราชา เป็นจักรพรรดิแล้ว เราจะยอมล้าหลังผู้อื่นได้อย่างไร” หวงเทียนถลึงตาพลางเอ่ยเสียงแข็ง เฮยเทียนตกใจจนไม่กล้าพูดอีก
เมื่อได้ยินว่าแดนสวรรค์และเทียนจิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อย ทำให้พวกเขาถูกกระตุ้นอย่างรุนแรงและต้องการพิสูจน์ตัวเอง พวกเขาต่างรูว่านายท่านอาจกำลังเฝ้าดูพวกเขาอยู่
“ออกเดินทาง เคลื่อนทัพไปยังทิศตะวันตกของไทฮวง!”
หวงเทียนตะโกนเสียงดัง จากนั้นก็กระโดดเหินขึ้นไปบนท้องฟ้า เฮยเทียนและกองทัพเผ่าปีศาจรีบตามไปทันที ขณะที่เทียนจิ่งแข็งแกร่งขึ้น เผ่าพันธุ์ที่มีความทะเยอทะยานในทางใต้ นอกไทฮวงรวมทั้งในทางใต้ ล้วนจำเป็นต้องอพยพออกไปให้ห่างเทียนจิ่ง เช่นเดียวกับเผ่าปีศาจของหวงเทียน เขาก็ไม่อยากชิงความเป็นใหญ่กับเทียนจิ่งเช่นกัน
ไกลออกไป จู่ๆ ก็มีใบหน้าปรากฏขึ้นบนผาของภูเขาแห่งหนึ่ง ใบหน้าเฒ่าชรานัก เขาพูดกับตัวเองว่า “ไม่รู้จริงๆ ว่าเจ้าปีศาจสองตัวนี้น่าดูแลที่ใดกัน ช่างเถิด อย่างไรพวกมันจากไปแล้ว ควรส่งข่าวให้ท่านไท่ซาน เพื่อให้เขารายงานต่อเทพสวรรค์ต่อไป” พอสิ้นเสียง ใบหน้านั้นก็ค่อยๆ ผสานเข้าไปในตัวภูเขา ราวกับว่าตัวภูเขาไม่เคยเกิดความเปลี่ยนแปลงใดมาก่อน
มูหลิงลั่วเดินเข้าไปในตำหนักเมฆาม่วง และเห็นเจียงฉางเชิงยังคงนั่งสมาธิฝึกวิชาอยู่ นางจึงมาหาไป่ฉีแล้วถามด้วยความใคร่รู้ว่า “เขายังไม่ได้ลืมตาเลยหรือ”
ไป่ฉีเหยียดตัวอย่างเกียจคร้านและกล่าวว่า “อืม ครั้งนี้นายท่านใช้เวลารู้แจ้งในมรรคานานกว่าตอนเกิดความวุ่นวายภายในต้าจิ่งครั้งก่อนเสียอีก อาจจะบรรลุขั้นแล้วกระมัง”
บรรลุขั้น?
มูหลิงลั่วมองเจียงฉางเชิงแล้วก็ทอดถอนใจ แม้วาเขาจะเป็นบรรพจารย์แห่งเซียนทั้งปวงกลับชาติมาเกิด แต่ก็บรรลุขั้นเร็วจนเกินจริงไปแล้วกระมัง! หลังจากถอนหายใจน้อยๆ แล้ว มูหลิงลั่วก็รู้สึกปลอดภัยเต็มเปี่ยมในใจ ไม่เพียงแต่นางเท่านั้น แต่ทั้งแดนสวรรค์ต่างก็เป็นเช่นนี้ เมื่อมีมรรคาจารย์อยู่ พวกเขาก็ไม่ต้องหวาดกลัวต่อศัตรูทั้งปวง
“แดนมนุษย์ผ่านไปกี่ปีแล้ว” ไป่ฉีถาม
มูหลิงลั่วนั่งลงแล้วกล่าวว่า “สี่สิบปี เทียนจิ่งเข้าสู่ปีติ้งเทียนที่เก้าสิบห้าแล้ว”
ไป่ฉีกำลังจะพูดบางอย่างอีก พลันมีเสียงคุ้นเคยดังขึ้น “สี่สิบปีแล้วหรือ ผ่านไปเร็วจริงๆ ราวกับว่าข้าหลับไปตื่นเดียวและฝันไปครั้งหนึ่งเท่านั้น”
มันกับมูหลิงลั่วหันหน้าไปมอง เห็นว่าเจียงฉางเซิงลืมตาและกำลังยืดตัวบิดขี้เกียจอยู่
“พี่ฉางเชิง ในที่สุดท่านก็ตื่นแล้ว ท่านจะบรรลุแล้วหรือเจ้าคะ” มูหลิงลั่วเคลื่อนร่างไปปรากฏตัวข้างเจียงฉางเชิงและถามอย่างยินดี
เจียงฉางเชิงยิ้มและกล่าวว่า “อืม จวนแล้ว หลังจากฝันครั้งใหญ่ เขาพบว่าพลังอาคมของตนไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้อีกแล้ว มาถึงภาวะอิ่มตัว และผลแห่งมรรคาก็ถึงขีดจำกัดเช่นกัน ไม่อาจพลิกโฉมหน้าใหม่ได้อีกต่อไป เหมือนว่าจะถึงจุดตีบตันเสียแล้ว”
แต่ก็เกิดความคิดใหม่ขึ้นในหัวของเขา วิชามรรคาธรรมชาติลึกล้ำสูงส่งจนไมอาจหยั่งถึง หลังจากเขาได้รับการถ่ายทอดและวรยุทธ์ของเขาเพิ่มขึ้นแล้ว จะทำให้เกิดเคล็ดวิชาที่สูงส่งและลึกล้ำมากขึ้นอย่างต่อเนื่องไปพร้อมกันด้วย เมื่อยังคงฝึกฝนต่อไป เขาก็จะอยู่ไม่ไกลจากการบรรลุขั้น
ก่อนหน้านี้เขาวางแผนที่จะฝึกอภินิหารฟ้าดินสิ้นสลายต่อไป เผื่อไว้ในกรณีที่จำเป็น อาจเป็นได้ว่าการบรรลุขั้นของเขาจะทำให้โลกเบื้องบนเพ่งเล็ง เพราะการที่เขาสามารถใชอภินิหารฟ้าดินสิ้นสลายก็นับเป็นภัยคุกคามอย่างหนึ่ง เจียงฉางเชิงตัดสินใจว่าจะลงไปท่องแดนมนุษย์สักหน่อย
เมื่อมูหลิงลั่วและไป่ฉีรู้ว่าเขาจะลงไปยังโลกมนุษย์ ต่างก็บอกว่าเต็มใจจะตามเขาไปด้วย แต่เจียงฉางเชิงปฏิเสธ บอกให้ทั้งสองอยู่ที่นี่และตั้งใจฝึกยุทธ์ด้วยตนเอง
เจียงฉางเชิงหายตัวไปจากตรงนั้นและไม่ได้ทิ้งร่างแยกเอาไว้ด้วย เวลานี้โลกยุทธ์ไทฮวงอยู่ในขอบเขตการรับรู้ของเขาแล้ว มูหลิงลั่วและไป่ฉีก็มีเส้นผมที่เขาทำขึ้นจากมหามรรคาจำแลงกาย จึงปลอดภัยอย่างยิ่ง หลายอึดใจจากนั้น เจียงฉางเชิงมาถึงเขตภูเขาที่ไม่มีผู้อยู่อาศัย และเริ่มฝึกฝนวิชาฟ้าดินสิ้นสลาย ไม่จำเป็นต้องทำลายผืนปฐพีไปเสียทั้งหมด แค่ควบคุมพลังที่ออกมาเป็นพอ
ในวังอันลึกลับแห่งหนึ่ง ท่านเทพจื่อหวนค่อยๆ ลืมตาขึ้นพลางขมวดคิ้วงามแน่น
“นี่มันเรื่องใดกัน โลกยุทธ์ไทฮวงเกิดเรื่องรึ” ท่านเทพจื่อหวนพูดกับตัวเอง หลังจากรับช่วงปกครองโลกยุทธ์ไทฮวงแล้ว โชคชะตาของนางก็ประสานเข้ากับโลกยุทธ์ไทฮวง จึงสามารถสัมผัสได้ถึงโชคชะตาและอำนาจแห่งฟ้าดินของโลกยุทธ์ไทฮวงได้อย่างชัดเจน เมื่อครู่นี้มีอำนาจแห่งฟ้าดินของพื้นที่แห่งหนึ่งหายไป แต่นางแค่สัมผัสได้เท่านั้น ไม่สามารถสอดส่องดูได้ และเวลานี้ก็เป็นช่วงศึกชิงความเป็นเจ้าโลกแห่งยุทธ์ นางจึงไม่สามารถลงไปยังโลกเบื้องล่างได้
“หรือว่าเจ้าพวกนั้นจะต่อสู้กับมรรคาจารย์แล้ว” ท่านเทพจื่อหวนคิดอยู่เงียบๆ ชั่วอึดใจหนึ่งนางรู้สึกลังเลขึ้นมา ไม่รู้ว่าควรจะหนุนฝ่ายใดดี หากมรรคาจารย์ถูกสังหาร โลกยุทธ์ไทฮวงก็ต้องถูกคัดออก แต่หากมรรคาจารย์ชนะ นางก็เกรงว่าหากมรรคาจารย์เกี่ยวข้องกับลัทธิโบราณจริงๆ จะเกิดปัญหาใหญ่โตขึ้น
นางยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว เป็นอย่างที่คิดท่านบรรพบุรุษกล่าวไว้ถูกต้อง “หากความโลภของมนุษย์มีมากเกินไป รั้งแต่จะนำมาซึ่งปัญหาไม่รู้จบ” ท่านเทพจื่อหวนถอนหายใจ จากนั้นก็ไม่ไปคิดถึงโลกยุทธ์ไทฮวงอีก และมุ่งความสนใจไปที่การฝึกวิชา
ยิ่งระดับขั้นสูงเท่าใด ก็ยิ่งต้องใช้เวลาในการฝึกวิชามากขึ้นเท่านั้น เมื่อต้องการก้าวหน้าต่อไปอีก จะต้องใช้เวลาฝึกฝนมากยิ่งกว่าเดิม ยิ่งไปกว่านั้นนางก็ยิ่งไม่อยากตาย หวังแต่ให้อายุขัยเพิ่มพูนต่อไปเรื่อยๆ
เจียงฉางเชิงร่อนตัวลงไปบนหน้าผา เสื้อคลุมหยินหยางขลิบทองพลิ้วไหวอยู่น้อยๆ แสงเทพสุดขอบตะวันลอยอยู่ด้านหลังศีรษะของเขา เขามองไปเบื้องหน้า มุมปากที่อยู่ท่ามกลางแสงรัศมีนั้นยกขึ้นมาช้าๆ
เห็นเพียงลูกกลมสีดำมหึมาลูกหนึ่งอยู่เบื้องหน้า เส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่าร้อยลี้และสูงกว่าภูเขาทุกทิศเสียอีก เมื่อมองดูอย่างละเอียด มันกลับไม่ใช่ลูกกลมสีดำ แต่เป็นอาณาเขตขนาดใหญ่และพื้นที่ว่างที่ถูกลบล้างออกไป กลายเป็นความดำมืดโดยสิ้นเชิง ปราศจากกฎแห่งฟ้าดินใดๆ เจียงฉางเชิงกำลังสังเกตดูว่าฟ้าดินสิ้นสลายส่งผลเช่นใด และสุญญตาขั้นสุดนั้นเป็นเช่นใด นี่จะนับว่าใช้พลังจนโลกแห่งยุทธ์ทะลุทะลวงหรือไม่
เขาใส่ดวงจิตเข้าไปภายในแต่กลับพบว่าไม่อาจเข้าถึงได้ เมื่อดวงจิตเข้าไปก็สลายในทันที เมื่อนั้นเจียงฉางเชิงจึงตระหนักได้ว่าตนประเมินฟ้าดินสิ้นสลายต่ำเกินไปเสียแล้ว ตอนนี้เขาอยากดูว่าฟ้าดินสามารถรักษาตัวเองได้หรือไม่ เพราะเขาทำลายพื้นที่ไปเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้ทำลายโลกแห่งยุทธ์ไปทั้งหมด เป็นเพราะเขาเจตนาควบคุมพลังเอาไว้ หากปล่อยพลังทั้งหมดออกไปจริงๆ ขอบเขตความเสียหายที่เกิดจากฟ้าดินสิ้นสลายจะไม่อาจประมาณได้
เขานั่งลงกับที่ สัมผัสดูว่าฟ้าดินสิ้นสลายทำให้กฎแห่งฟ้าดินเปลี่ยนไปเช่นใด ตะวันรอนจันทราโผล่ ตราบดวงอาทิตย์ขึ้นยังบูรพาทิศ ผ่านไปวันแล้ววันเล่า หนึ่งเดือนเต็มต่อมา ในที่สุดเจียงฉางเซิงก็สัมผัสได้ว่า กฎแห่งฟ้าดินเริ่มรักษาตนเอง ซึ่งหมายความว่าตราบใดที่มีเวลาเพียงพอ ไม่ช้าก็เร็วดินแดนส่วนนี้ก็จะฟื้นตัวได้เอง กฎแห่งฟ้าดินทรงพลังอย่างแท้จริง เจียงฉางเชิงทอดถอนใจอยู่ในอก
ในเมื่อดินแดนส่วนนี้ฟื้นตัวแล้ว เขาก็โล่งใจได้เสียที เขาลุกขึ้น หันหน้าไปมอง มีร่างคนร่างหนึ่งกำลังแอบมองเขาอยู่ในป่า ห่างออกไปหลายร้อยจั้ง
เจียงฉางซิงยกมือขึ้นและดึงตัวคนผู้นี้มาตรงหน้าเขา เป็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง ร่างกายอ้วนท้วน ท่าทางตึงเครียดหนักยามเผชิญหน้ากับเขา “ขะ…ข้ามิได้ประสงค์ร้าย…”
ชายอ้วนท้วนรีบบอกอย่างหวาดกลัวเป็นที่สุด เจียงฉางเชิงถามว่า “เจ้ามาจากราชวงศ์แห่งโชคชะตา?”
ชายอ้วนท้วนเอ่ยเสียงสั่นว่า “มาจากต้าจิ่ง เพราะแผ่นดินเกิดความวุ่นวาย ข้าจึงพาลูกเมียหนีมายังไทฮวง ข้าเห็นลูกกลมสีดำตอนออกมาล่าสัตว์จึงอดสงสัยไม่ได้…” คนผู้นี้มีพลังยุทธ์ขั้นถ้ำสวรรค์ พอถูไถเอาตัวรอดอยู่ในไทฮวงได้
เจียงฉางเชิงถามว่า “ลูกเมียเจ้าเล่า”
ดวงตาของชายอ้วนท้วนหม่นหมองลง กล่าวว่า “ตายแล้ว ตายภายใต้กรงเล็บของอสูร…” เรื่องนี้ทำให้เขาเสียใจที่สุด นับแต่นั้นเมื่อเขาเห็นคนก็จะหลบซ่อนตัวปิดกั้นตัวเอง แต่คิดไม่ถึงว่าครั้งนี้จะถูกคนจับได้
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “ข้าจะมอบหมายงานให้เจ้า จงเฝ้าอยู่ที่นี่จนกว่าดินแดนแถบนี้จะฟื้นตัว จำไว้อย่าได้เข้าไปใกล้มัน ที่แห่งนั้นไม่ใช่ลูกกลมสีดำ แต่เป็นอาณาเขตสุญญตา เมื่อใดที่สัมผัสมัน เจ้าจะสลายเป็นเถ้าถ่าน หากเจ้าเฝ้าอยู่จนมันฟื้นตัวได้ ข้าจะตอบแทนเจ้าด้วยสิทธิการเป็นเซียน”
หลังจากพูดจบ เขาก็ยกนิ้วชี้ขวาขึ้นไปแตะที่ดวงตาทั้งคู่ของชายอ้วนท้วน มีรัศมีออกจากปลายนิ้วหลายสายและเข้าไปในดวงตาของชายผู้นั้น ดวงตาของเขาสะท้อนเป็นภาพของร่างกายที่เคลื่อนไหวเมื่อฝึกยุทธ์
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด เมื่อชายอ้วนท้วนได้สติขึ้นมาก็ไม่เห็นเจียงฉางเชิงแล้ว “สิทธิการเป็นเซียน…” ชายอ้วนท้วนเบิกตากว้างและกลืนน้ำลาย เขาทบทวนเคล็ดวิชาในสมองแล้วต้องตื่นเต้นในใจ อีกฝ่ายคงไม่ใช่เทพเซียนจริงๆ กระมัง! เขาขึ้นเหนือล่องใต้มาตั้งหลายปี ไม่เคยเห็นวิธีถ่ายทอดวิชาเช่นนี้มาก่อนเลย!
เขาหันหน้าไปมองลูกกลมสีดำลูกมหึมาที่อยู่ไกลออกไป ดวงตาพลันมีความมุ่งมั่นขึ้นมา อย่างไรเสียเขาก็อยู่อย่างมิสู้ไร้จุดหมายไปวันๆ ลองดูลักตั้งดีกว่า ตำนานเล่าขานว่าเมื่อได้เป็นเซียนก็จะเข้าไปในสังสารวัฏได้