เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 362 วิชานิพพานสู่กำเนิด จักรพรรดิสวรรค์ปรากฏกาย
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 362 วิชานิพพานสู่กำเนิด จักรพรรดิสวรรค์ปรากฏกาย
เวลาไหลผ่านไปทีละเล็กทีละน้อย เยี่ยชิงจือโน้มน้าวจนสุดปัญญา แต่ก็มิอาจเกลี้ยกล่อมพวกหลูโจวได้
พวกหลูโจวบาดเจ็บหนักอยู่แล้ว ต้องมาฟังนางพูดไม่เลิกเสียทีก็เริ่มรำคาญจนทนไม่ไหวเช่นกัน
“เลิกเกลี้ยกล่อมได้แล้ว พวกข้าไม่มีทางยอมจำนนแน่!” หลูโจวเอ่ยเสียงเข้ม คนอื่นๆ ก็มีสีหน้าแน่วแน่เช่นกัน
พวกเขาหันไปมองเยี่ยจ้านที่อยู่ด้านบนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธ
เยี่ยชิงจือเอ่ยอย่างจนปัญญา “หากพวกเจ้าปรารถนาความตาย ไยต้องลากคนทั้งเมืองไปด้วยเล่า”
หลูโจวเอ่ยว่า “แม้ตัวตายก็มีคุณค่า ก่อนเปิดศึก ข้าถามพวกเขาแล้วว่าพวกเขายินดีตายเพื่ออุดมการณ์หรือไม่ ต่อให้ตัวตาย พวกข้าก็นับว่าสร้างคุณงามความชอบ ย่อมได้รับการปกปักษ์จากมรรคาจารย์”
มรรคาจารย์ มรรคาจารย์ มรรคาจารย์อีกแล้ว!
เยี่ยชิงจือฉงนสนเท่ห์ยิ่งนักว่า มรรคาจารย์กรอกน้ำแกงสะกดวิญญาณอะไรให้คนเหล่านี้กันแน่ แต่ละคนถึงเป็นบ้าขนาดนี้
ขณะที่นางกำลังจะเอ่ยปาก แสงสีทองสายหนึ่งก็ร่วงมาจากฟ้า พวกหลูโจวเบิกตาโต สีหน้าตื่นตะลึงและยินดีปรีดา
“แดนสวรรค์มาแล้ว! แดนสวรรค์มาแล้ว!” ผู้เฒ่าคนหนึ่งตะโกนด้วยความยินดีเจียนคลั่ง
ทุกที่ทั่วเมืองมีเสียงโห่ร้องยินดี ผู้ฝึกยุทธที่บาดเจ็บหนักเหล่านั้นไม่สนใจอาการบาดเจ็บอีกต่อไป พวกเขาตะโกนโห่ร้องตามกันเป็นระลอก
เยี่ยชิงจือที่ได้ยินเงยหน้าขึ้นไปมอง เยี่ยจ้านก็เงยหน้ามองเช่นเดียวกัน คิ้วกระบี่ขมวดแน่น
แสงสีทองทะลุผ่านทะเลเมฆ ประหนึ่งร่วงลงมาจากสวรรค์ ทะเลเมฆก้อนหนึ่งลอยตัวลงมา เมื่อเพ่งสายตาดูก็พบว่ามีทหารสวรรค์กับแม่ทัพสวรรค์ยืนอยู่บนทะเลเมฆ
แต่ละคนเรียกพระวรกายเทพออกมา ช่างดูทรงอำนาจน่าเกรงขาม
“โอรสสวรรค์แห่งราชอาณาจักรหลัวหง เยี่ยจ้าน มิใส่ใจความเป็นตายของประชาราษฎร์ ฆ่าล้างบางในแดนมนุษย์”
“จักรพรรดิสวรรค์มีคำสั่งให้จับตัวเยี่ยจ้าน ไปจองจำในคุกสวรรค์!”
เสียงอันน่าเกรงขามของตี้ชางดังกังวานไปทั่วฟ้าดิน มันสะท้อนก้องลอยไปไกล
เยี่ยจ้านฟังจบก็หัวเราะ เสียงหัวเราะของเขาช่างดูเหยียดหยัน เขาเอ่ยอย่างดูแคลน
“จักรพรรดิสวรรค์มีคำสั่งรึ? จักรพรรดิสวรรค์ก็คือมรรคาจารย์ล่ะสิ เหตุไฉนเขาจึงมิกล้ามาด้วยตนเองเล่า”
“จับเจ้า ไยต้องให้มรรคาจารย์เดินทางมาเองด้วยเล่า” เสียงที่โอหังยิ่งกว่าดังขึ้น มันลอยมาพร้อมกับจิตสังหารอันรุนแรง
เงาร่างหนึ่งเหาะออกมาจากกลุ่มทหารสวรรค์และแม่ทัพสวรรค์ เขายืนอย่างหยิ่งยโสบนท้องนภา ก้มมองเยี่ยจ้านที่อยู่เบื้องล่าง
เยี่ยจ้านเพ่งสายตาดู ทันใดนั้นดวงตาก็เบิกโต ถามอย่างตกตะลึง “ไท่สือฉางเชอ เหตุไฉนเจ้าจึงอยู่ที่แดนสวรรค์”
ไท่สือฉางเชอกวักมือเอ่ยว่า “ขึ้นมาสู้กันสักยกสิ เจ้าคนตาขาวแห่งเผ่าเยี่ย!”
คนตาขาวรึ! สามคำนี้ทำให้เพลิงโทสะของเยี่ยจ้านลุกโหมในพริบตา แววตาของเขาเย็นเยียบ เอ่ยเสียงเย็นชาว่า
“ไท่สือฉางเชอ เจ้าคิดว่าข้าไม่กล้าสังหารเจ้าจริงๆ หรือ”
“เจ้าก็ไม่กล้าจริงๆ นั่นแหละ เผ่าเยี่ยทำเป็นแต่รังแกคนอ่อนแอกว่าไม่ใช่หรือไร” ไท่สือฉางเชอแค่นเสียงหยัน
เขาเหาะไปทางขอบฟ้า ให้อยู่ห่างจากทหารสวรรค์และแม่ทัพสวรรค์ แล้วรอคอยเยี่ยจ้านให้บุกมาหา
เยี่ยจ้านถอดเสื้อคลุมมังกรแล้วเหวี่ยงมันทิ้ง ด้านในเขาสวมชุดสีดำทะมัดทะแมง
เขาเหยียบย่างบนท้องฟ้าเดินไปหาไท่สือฉางเชอ ปราณสีดำสายแล้วสายเลาวนเวียนรอบกาย ก่อตัวเป็นฝูงมังกรสีดำ
พวกมันมีจำนวนถึงเก้าตัว มังกรเก้าตัววนล้อมรอบกาย พลางคำรามใส่ไท่สือฉางเชอพร้อมกัน
“ไม่ได้เด็ดขาดเชียวนะ หากเจ้าใชวิชานิพพานสู่กำเนิด ตำแหน่งของเจ้าก็จะถูกเปิดเผยอย่างง่ายดาย!”
เสียงของบรรพจารย์เผ่าเยี่ยดังก้องในสมองของเยี่ยจ้าน น้ำเสียงของเขาร้อนรนนัก
เยี่ยจ้านแววตาเย็นเยียบ ในหัวใจเต็มเปี่ยมด้วยจิตสังหาร เขาตอบกลับในใจว่า
“ท่านบรรพจารย์ เขาดูถูกข้าก็ช่างเถิด แต่เขายังดูถูกเผ่าเยี่ยด้วย หากวันนี้ข้าไม่สังหารเขา เผ่าเยี่ยของข้าก็กลายเป็นพวกชอบรังแกคนอ่อนแอกว่าจริงๆ น่ะสิ!”
“หึ เขากำลังใช้กลยุทธ์ยั่วโมโหแม่ทัพกับเจ้าต่างหาก”
“แต่เรื่องนี้ก็เป็นความจริงด้วยมิใช่หรือ ข้าจะทำลายความจริงนี้เสีย แล้วสร้างเผ่าเยี่ยขึ้นมาใหม่!”
เยี่ยจ้านแววตาแน่วแน่ พลังปราณของเขาปะทุสูงขึ้นทีละน้อย จนกฎแห่งฟ้าดินสั่นสะเทือน ครืนนนน!
เมฆอสนิบาตรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว อสนิบาตฟาดเปรี้ยง ฟ้าดินจมลงสู่ความมืดอย่างเร็วไว
ทหารสวรรค์กับแม่ทัพสวรรค์ตกตะลึง มองเยี่ยจ้านอย่างนิ่งอึ้ง
ในห้วงเวลานี้ เยี่ยจ้านกลายเป็นตัวตนที่น่าหวาดกลัวที่สุดบนผืนพิภพ พลังของเขาทำให้โลกเบื้องล่างสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ผู้ฝึกยุทธและชาวบ้านในเมืองต่างมองเขาอย่างหวาดกลัว ซากปรักหักพังหลังแล้วหลังเล่าถล่มลงมา
พวกหลูโจวก็ตกตะลึงเช่นกัน ก่อนหน้านี้ตอนเยี่ยจ้านตบหนึ่งฝ่ามือถล่มเมือง เขายังไม่สำแดงพลังออกมามากถึงเพียงนี้
แรงกดดันนี้ทำให้ทุกคนขวัญผวา หัวใจฮึดสู้ไม่ขึ้นแม้แต่น้อย เว้นแต่คนเพียงคนเดียว
ไท่สือฉางเชอยกมือขวาขึ้นมา ปราณโลหิตไหลทะลัก ก่อเกิดเป็นพายุหมุนสีโลหิตอันน่ากลัว มันทั้งว่องไวและใหญ่โต เป่าเมฆอสนีบาตด้านบนกระเจิงไปหมด พลังของเขาพุ่งไปถึงระดับที่ไม่ด้อยกว่าเยี่ยจ้าน
ตู้ม! ปราณโลหิตเพิ่มพรวดพราด อาภรณ์ของไท่สือฉางเชอปลิวสะบัด
พายุหมุนสีเลือดอันน่ากลัว ขยายใหญ่จนเส้นผ่านศูนย์กลางกว้างกว่าหมื่นลี้ เขาแสดงความแข็งแกร่งของตนเองอย่างไม่เกรงกลัว
อสนีบาตสายแล้วสายเลาฟาดลงมาไขว้พาดพันกันบนท้องนภารอบตัวเขา เขามองเยี่ยจ้านอย่างเยาะหยัน ในดวงตาเต็มไปด้วยแววตาบ้าคลั่ง กฎแห่งฟ้าดินกำลังสั่นระริก ราวกับผืนปฐพีแยกออกจากกัน!
พลังปราณอันน่าหวาดกลัวของขั้นยอดยุทธกำเนิดสวรรค์สองคน ชักนำให้ฟ้าถล่มดินทลาย!
หลินเฮาเทียนเห็นภาพนี้ก็แอบหวาดผวาในใจ เขาหันไปมองเจียงเจี้ยนที่อยู่ด้านข้างแล้วถอนหายใจเอ่ยว่า
“นี่น่ะหรือ การต่อสู้ของคนโลกเบื้องบน ไม่รู้ว่ายามใดพวกเราจึงจะไล่ตามทัน”
เจียงเจี้ยนจ้องเขม็งไปยังตำแหน่งที่อยู่ไกลๆ นั่นแล้วเอ่ยเสียงขรึม “สักวันต้องไปถึง ต้องถึงแน่”
ตี้ชางที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดสีหน้าซับซ้อน ก่อนมรรคาจารย์ปรากฏกายบนโลก เขาเชื่อจากใจว่าตนเองไร้คู่ต่อกรในใต้หล้า แม้แต่เทพแห่งฟ้าดินผู้ลึกลับผู้นั้นก็อยู่ข้างเขา
แต่แล้วหัวใจของเขารู้สึกไม่ยินยอมอย่างแรงกล้า เขาต้องการก้าวข้ามจักรพรรดิยุทธ์ไปยังระดับขั้นที่สูงกว่านี้!
เขาต้องทำให้ตนเองคู่ควรกับตำแหน่งจตุมหาจอมทัพของแดนสวรรค์!
ทหารสวรรค์และแม่ทัพสวรรค์ต่างตกตะลึง พวกเขาแต่ละคนมีความคิดที่แตกต่างกันไป
เยี่ยจ้านเข้ามาใกล้ไท่สือฉางเชอมากขึ้นทุกที อสนีบาตสายแล้วสายเลาฟาดลงมาโจมตี เกิดเป็นระเบิดลูกใหญ่ลูกเล็กดังขึ้นต่อเนื่อง
ทันใดนั้นเอง! เยี่ยจ้านก็ลงมือ!
เขากลายเป็นสายลมสีดำหอบหนึ่งบุกเข้ามาสังหารไท่สือฉางเชอ แทบจะในเวลาเดียวกันนั้นไท่สือฉางเชอก็สะบัดมือ
สายลมอันน่าหวาดกลัวโหมพัดถล่มฟ้าดิน ภูเขาลูกแล้วลูกเล่าทลายลง ก้อนหินนับไม่ถ้วนถูกสายลมหอบขึ้นไปถึงขอบฟ้า
ตู้ม! เสียงปะทะอันน่าหวาดหวั่นลอยมาจากท้องฟ้า
สายลมสีดำกับสายลมสีเลือดกระหวัดเกี่ยวพันกัน เยี่ยจ้านก้าวฉับเดียวมาถึงเบื้องหน้าไท่สือฉางเชอแล้ว ต่อยหนึ่งหมัดออกมาทันใด
ไท่สือฉางเชอเอี้ยวศีรษะหลบอย่างง่ายดาย จากนั้นแววตาของเขาก็จ้องนิ่ง แมลงกระหายเลือดจำนวนมากบินออกมาจากอาภรณ์
พวกมันไต่ขึ้นไปบนแขนขวาของเยี่ยจ้านอย่างรวดเร็ว เยี่ยจ้านซัดพลังออกมาจากแขนขวาจนแมลงกระหายเลือดแหลกกระจุย เสร็จแล้วก็กระแทกเข้าจู่โจม ไท่สือฉางเชอใช้ข้อศอกรับไว้ ทว่าก็ยังถูกโจมตีถอยออกไปอยู่ดี
เยี่ยจ้านฉวยจังหวะได้เปรียบไล่ตามโจมตี สองหมัดดุจสายลม สองขาเหมือนแส้
แต่ละการโจมตีมาพร้อมกับลมปราณแก่กล้าสีดำที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มันเขย่าท้องนภาจนสั่นไหว ดูยิ่งใหญ่นัก
ทั้งสองคนต่อสู้กันอย่างดุเดือด เงาร่างของพวกเขาเคลื่อนไหวรวดเร็วมาก จนมีแต่ดวงตาของจักรพรรดิยุทธที่พอจะมองทันอย่างหวุดหวิด
อู้มมม! ทั้งสองคนเหาะลงมาที่พื้นพร้อมกัน แรงกระแทกทำให้พสุธาพังครืน ผืนดินในอาณาบริเวณพันลี้ถล่มลงมาทันใด
รอยปริแยกบนพื้นขยายลามไปทั่ว ประหนึ่งใยแมงมุมที่กำลังขยายใหญ่ เพียงพริบตาเดียวพื้นที่บริเวณหลายหมื่นลี้รอบด้าน ไปจนถึงเมืองหลายสิบแห่งที่อยู่ไกลออกไป ต่างก็ได้รับผลกระทบ
ฝุ่นดินพุ่งตลบลอยทั่วฟ้า ฟ้าดินราวกับหวนคืนสู่ยุคอนธการที่มิอาจแบ่งแยกความมืดมิดกับแสงสว่าง
ท่ามกลางฝุ่นมหาศาล ลมปราณสีเลือดปรากฏออกมาแวบหนึ่ง ทันใดนั้นลมปราณกล้าแกร่งสีดำคล้ายดาบโค้งเล่มแล้วเล่มเล่าก็ฟาดฟันไปทางนั้น
เยี่ยชิงจือลอยอยู่บนท้องฟ้า เฝ้ามองการต่อสู้อย่างเคร่งเครียด
นางเคยได้ยินชื่อเสียงของไท่สือฉางเชอมาบ้าง นายน้อยของเผ่าไท่สือ แล้วยังเป็นอัจฉริยะที่แข็งแกร่งที่สุดในรุ่นปัจจุบันของตระกูลไท่สือด้วย
เขาเป็นเด็กอัจฉริยะจำนวนน้อยนิดที่เยี่ยเสินคงยอมรับ นางรู้ความเก่งกาจของไท่สือฉางเชอจึงเหงื่อตกแทนเยี่ยจ้าน
ในมหาพิภพนนิลเหลือง ชื่อเสียงของไท่สือฉางเชอโด่งดังกว่าเยี่ยจ้านมากนัก!
ตู้ม! เสาโลหิตอันน่าหวาดกลัวพวยพุ่งสู่ท้องฟ้า เส้นผ่านศูนย์กลางยากจะประเมิน มันทำให้ภูเขาที่อยู่ไกลออกไปดูเล็กกระจ้อยร่อย
เสาโลหิตพุ่งแหวกเมฆอสนีบาต เชื่อมฟ้ากับดินเข้าด้วยกัน
“เยี่ยจ้าน เจ้ามีความสามารถเพียงเท่านี้หรือ!” ไท่สือฉางเชอหัวเราะอย่างดูแคลน
เขาพุ่งทะยานออกมาจากเสาโลหิต แมลงกระหายเลือดตัวแล้วตัวเล่าก่อตัวเป็นโล่โลหิต เขาก้มมองเยี่ยจ้านที่อยู่เบื้องล่างอย่างเหยียดหยาม
เยี่ยจ้านคุกเข่าข้างหนึ่งอยู่บนพื้น เขากำลังฝืนต้านการโจมตีของปราณโลหิตจำนวนมหาศาล
ซากปรักหักพังรอบตัวเขาพังทลายไม่หยุด ทันใดนั้นเขาก็เงยหน้า เขาลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า
พร้อมกับที่ลมปราณกล้าแกร่งสีขาวสายแล้วสายเลาพวยพุ่งออกมาจากร่าง พวกมันดูเหมือนคลื่นปราณที่แผ่ขยายเป็นวงออกไปด้านนอก จากนั้นก็หายไปอย่างรวดเร็ว
มันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่หยุดหย่อน ทุกครั้งที่เกิด พลังปราณของเขาก็จะแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ตึกๆ! ตึกๆ! ตึกๆ!… เสียงหัวใจเต้นทุ่มหนักดังกังวานทั่วฟ้าดิน
ไท่สือฉางเชอที่ได้ยินเสียงนั้นชักสีหน้า เขาเหมือนจะคิดอะไรขึ้นมาได้ ดวงตาจึงเบิกโพลงแล้วตะโกนอย่างตกตะลึงและเกรี้ยวกราด
“วิชานิพพานสู่กำเนิด! เป็นไปได้อย่างไร! เขาถ่ายทอดยอดเคล็ดวิชานี้ให้เจ้าได้อย่างไรกัน!”
ไท่สือฉางเชอสีหน้าบิดเบี้ยว สีหน้าเผยความริษยาและโกรธแค้น
เส้นผมสีดำของเยี่ยจ้านเริงระบำ ขณะที่ดวงตาฉายแววเย็นชา พลังปราณของเขาเพิ่มพรวดอย่างมากอีกครั้ง จนกระทั่งมันระเบิดเสาโลหิตอันน่าหวาดกลัวนั้นจนแตกกระจาย
คลื่นพลังปราณกวาดออกไปนับล้านลี้ แม้แต่แดนสมุทรที่อยู่แสนไกลยังเกิดคลื่นซัดถาโถม
ทหารสวรรค์และแม่ทัพสวรรค์ใช้กระบวนทัพโชคชะตาปกป้องเมืองเบื้องล่างเอาไว้
ถึงจะเป็นเช่นนั้น การต่อสู้ของสองคนนี้ก็ยังส่งผลกระทบถึงคนมากมายอยู่ดี เยี่ยจ้านก็หายวับไปจากตำแหน่งเดิม
ไท่สือฉางเชอหมุนตัวกลับหลังมาตามสัญชาตญาณ แล้วเหวี่ยงหมัดต่อยออกไป เปรียง!
ไท่สือฉางเชอดิ่งร่วงลงไปประหนึ่งอุกกาบาตนอกพิภพ เขาพุ่งทะลุไปใต้พื้นดิน
เยี่ยจ้านเหาะอยู่กลางอากาศ สองตาก้มมองเบื้องล่าง ดวงตาทั้งสองข้างของเขามีเส้นเลือดฝอยแตกระแหง บนผิวหนังมีจุดช้ำเลือดผุดขึ้นมาอย่างเห็นชัดด้วยตาเปล่า
เยี่ยจ้านหายตัวไปอีกครั้ง ตู้ม! แผ่นดินสะเทือนไหวอย่างรุนแรง
ตี้ชาง, เยี่ยชิงจือ และคนอื่นๆ เห็นเพียงสุดขอบแผ่นดินมีคลื่นฝุ่นฟุ้งกระจาย แผ่นดินสะท้าน แผ่นฟ้าสะเทือน
ศึกใหญ่ระหว่างไท่สือฉางเชอกับเยี่ยจ้าน ราวกับทวยเทพจากยุคโบราณกำลังต่อสู้กัน แม้คนอื่นๆ จะชมดูศึกจากไกลๆ แต่ก็ยังอกสั่นขวัญแขวน สั่นสะท้านไปถึงดวงวิญญาณ
ท่ามกลางซากปรักหักพังที่อบอวลด้วยกลิ่นอายแห่งการทำลายล้างและจิตสังหารอันเหิมเกริม ทั้งสองคนยังคงต่อสู้กันอยู่
ไท่สือฉางเชอดึงระยะห่างอย่างรวดเร็ว แต่เยี่ยจ้านเร็วยิ่งกว่า เขาบุกมาถึงตรงหน้าไท่สือฉางเชออย่างว่องไว
มือข้างหนึ่งคว้ากรอบหน้าของอีกฝ่าย จากนั้นกดร่างเขาลงแล้วลากไปตามพื้น แผ่นดินปริแยกเป็นรอยทาง
แมลงกระหายเลือดจำนวนนับไม่ถ้วนบินออกมาจากแขนเสื้อของไท่สือฉางเชอ พวกมันกลบเยี่ยจ้านจนมิด
ทว่าชั่วพริบตาต่อมา แมลงกระหายเลือดทั้งหมดกลับสลายเป็นเถ้าถ่าน เหลือเพียงไอโลหิตที่กระจายอยู่รอบตัวเยี่ยจ้าน พวกมันก็คือลมปราณกับโลหิตที่กำลังถูกเขาแผดเผาอยู่
บึก! เท้าของไท่สือฉางเชอถีบเยี่ยจ้านออกไป สองฝ่ายแยกห่างกันราวหนึ่งร้อยลี้
เยี่ยจ้านตั้งหลักอย่างรวดเร็ว เขายกมือปัดเสื้อของตัวเอง ร่างกายไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แตน้อย
ไท่สือฉางเชอหยุดนิ่งอยู่กลางอากาศ เขาหอบหายใจหนักหน่วง พลางมองเยี่ยจ้านอย่างหวั่นเกรง
เพลิงริษยาที่แผดเผาในหัวใจ ทำให้ตวาดเกรี้ยวกราดออกไปว่า “เจ้าบ้าไปแล้วหรือ แค่นิพพานสามขั้นเจ้าก็กลัวแล้วหรือ”
เยี่ยจ้านย่างเท้าออกมา ลมปราณกับโลหิตลุกไหม้ ประหนึ่งเทพมารจุติมาบนโลก ฝุ่นดินและคลื่นปราณตามทางมิอาจบดบังเงาร่างของเขาได้
ไท่สือฉางเชอกัดฟันกรอดแล้วฉีกเสื้อตรงหน้าอกขาดแควกในทีเดียว ฝ่ามือขวาตบลงบนหน้าอก
ในพริบตานั้น ปราณโลหิตก็โถมคลั่งทะลักออกมาจากปลายนิ้ว ใบหน้าของเขาเหี้ยมเกรียม
“ในเมื่อเจ้าบ้าไปแล้ว เช่นนั้นข้าก็จะบ้าเป็นเพื่อนเจ้า ดูซิว่าวิชานิพพานสู่กำเนิดของเจ้าจะแข็งแกร่งกว่า หรือวิชามารโลหิตชำแหละร่างของข้าจะเหนือกว่า!”
เวลานี้ไท่สือฉางเชอลีมเลือนแดนสวรรค์ ลืมเลือนฟ้าดิน ในดวงตาเขาเหลือเพียงเยี่ยจ้านเท่านั้น!
แววตาของเยี่ยจ้านเย็นยะเยือก เขากลายเป็นเงาเลือนรางพุ่งเข้ามาหาไท่สือฉางเชออย่างรวดเร็ว
เหงงหง่าง! เหงงหง่าง! เหงงหง่าง!
ทันใดนั้น เสียงระฆังก็ดังขึ้น ฟ้าดินเงียบสงบในฉับพลัน การเคลื่อนไหวของไท่สือฉางเชอหยุดนิ่ง เยี่ยจ้านก็ชะงักนิ่งในบัดดลเช่นกัน
ทั้งสองต่างสับสน “ไยต้องให้มนุษย์เดินดินถูกลูกหลงด้วยเลา” เสียงอันเรียบเฉยเสียงหนึ่งดังกังวานทั่วฟ้าดิน ทำให้ทุกคนตื่นได้สติ
เยี่ยจ้านหันไปมองแล้วเบิกตาโต ใบหน้าปรากฏสีหน้าย่ำแย่ ดวงตาทั้งสองข้างของเขาสะท้อนภาพเงาร่างอันยิ่งใหญ่ร่างหนึ่งออกมา
เมฆอสนิบาตบนท้องนภาแหวกออก เงาร่างที่แลดูยิ่งใหญ่และศักดิ์สิทธิ์ร่างหนึ่งยืนอย่างทรนงอยู่เหนือยอดเมฆ ร่างนั้นสูงนับหมื่นจั้ง
ด้านหลังมีดวงตะวันเจิดจ้าลอยอยู่ แสงตะวันสว่างจ้าบดบังใบหน้าของเขา ทำให้ทุกคนในใต้หล้าไม่อาจเห็นโฉมหน้าที่แทจริงของเขาชัดเจน