เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 361 บรรพจารย์เผ่าเยี่ย กับการขอความช่วยเหลือจากหลัวหง
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 361 บรรพจารย์เผ่าเยี่ย กับการขอความช่วยเหลือจากหลัวหง
“ตรงนี้หรือ เข้าไปไม่ได้หรือไร” ราชันมารเก้าขุมนรกขมวดคิ้วถาม ขณะที่รู้สึกไม่สบายใจนัก
เจียงเยี่ยยิ้มตอบว่า “ฝ่าบาททรงมีฐานะสูงส่ง อยากพบใช่จะได้พบ ท่านวางใจเถิด สวรรค์เก้าชั้นล้วนมีเขตอาคมกางอยู่ ย่อมไม่มีผู้ใดได้ยิน หากท่านระแวงข้า ข้าออกไปก็ได้”
ราชันมารเก้าขุมนรกได้ยินดังนั้นก็ส่ายหัว “ไม่จำเป็น เช่นนั้นข้าจะพูดอยู่หน้าประตูตรงนี้”
เขาก้าวมาข้างหน้าจนถึงหน้าประตูตำหนักเมฆาม่วง แล้วยกมือคำนับ “ข้าน้อยราชันมารเก้าขุมนรกแห่งเผ่ามาร คารวะฝ่าบาทจักรพรรดิสวรรค์ วันนี้มาเยือนเพราะต้องการเจรจาความร่วมมือระหว่างสองเผ่าพันธุ์”
กล่าวจบ หัวใจของเขาก็เต้นตุ่มๆ ต่อมๆ ไม่ทราบว่ามรรคาจารย์จะมีท่าทีอย่างไร
“ร่วมมือเช่นไร” เสียงของเจียงฉางเซิงลอยแว่วออกมา
ราชันมารเก้าขุมนรกได้ยินก็แอบโล่งอก ขอเพียงมีโอกาสพูดคุยย่อมมีความหวัง
ราชันมารเก้าขุมนรกเอ่ยปาก “ข้าได้ข่าวมาว่า ศึกประชันโลกแห่งยุทธหนนี้เป็นแผนร้ายที่ถูกวางแผนไว้ เมื่อครบกำหนดเวลาหนึ่งพันปี ไม่ว่าผู้ใดชนะ ผู้ใดแพ้ โลกแห่งยุทธที่เข้าร่วมทั้งหมดจะถูกทำลาย”
“พวกเขาเปิดศึกประชันโลกแห่งยุทธขึ้น เพียงเพราะการทำลายโลกแห่งยุทธมากมายเช่นนั้นในคราวเดียว จะเป็นที่ก่นด่าดูแคลนของสรรพชีวิตในโลกเบื้องบน”
“ดังนั้นพวกเขาจึงหาเหตุผลหลักประการหนึ่งมา เพื่อกำจัดโลกแห่งยุทธทั้งหมด”
เมื่อคำพูดเหล่านี้ถูกเอ่ยออกมา เจียงเยี่ยก็หน้าเสีย แม้แต่วานรสวรรค์ไป๋หลิงบนหัวไหล่ของเขาก็กลัวจนตัวสั่นตามไปด้วย
ราชันมารเก้าขุมนรกไม่รอให้อีกฝ่ายตอบก็เอ่ยต่อ “เผ่ามารของข้า มีคนในเผ่าส่วนหนึ่งอยู่บนมหาพิภพนนิลเหลือง หากพูดให้ถูกต้องก็คือ เผ่ามารเองก็มีต้นกำเนิดมาจากโลกเบื้องบนเช่นเดียวกับเผ่ามนุษย์”
“ทว่าในโลกเบื้องบนเผ่ามนุษย์ครองความเป็นใหญ่ พวกเขาตั้งใจจะทำลายเผ่าพันธุ์ของพวกข้า”
“เรื่องนี้หมายความว่า เผ่ามนุษย์ในโลกเบื้องบนทอดทิ้งเผ่ามนุษย์ในโลกเบื้องล่างแล้วเช่นกัน หากเผ่ามนุษย์ในไทฮวงอยากมีชีวิตอยู่ต่อ ย่อมต้องร่วมมือกับเผ่ามาร”
เสียงของเจียงฉางเซิงลอยออกมาจากในตำหนักเมฆาม่วง “เรื่องเหล่านี้ข้าล้วนล่วงรู้อยู่แล้ว จะร่วมมืออย่างไรต่างหากคือสิ่งที่เจ้ายังไม่พูด”
รู้อยู่แล้วหรือ? ราชันมารเก้าขุมนรกลอบตกตะลึงอยู่ในใจ เขากัดฟันตอบทันที
“เมื่อกำหนดเวลาหนึ่งพันปีหมดลง ขอให้ท่านพาเผ่ามารของพวกข้าจากไปด้วย เผ่ามารจะนำทางแดนสวรรค์กับเทียนจิ่งไปหาสถานที่ลงหลักปักฐานที่เหมาะสม”
“โลกเบื้องบนกว้างใหญ่ไพศาล ย่อมมีสถานที่สักแห่งที่ไม่ภายอยู่ใต้การควบคุมของเผ่ามนุษย์ ก่อนหน้านั้นเผ่ามารยินดีทำงานรับใช้แดนสวรรค์”
กล่าวจบ เขาก็เริ่มรอคอยคำตอบของเจียงฉางเซิง เจียงฉางเซิงไม่เอ่ยตอบทันที สวรรค์ชั้นเก้าตกอยู่ในความเงียบงัน
ผ่านไปเนิ่นนาน เสียงของเจียงฉางเซิงก็ดังออกมา “เจ้าจงลงไปพบโอรสสวรรค์ของเทียนจิ่งบนโลกมนุษย์ ดูว่าเขาต้องการสิ่งใดหรือไม่”
ราชันมารเก้าขุมนรกได้ยินดังนั้นก็ยินดีปรีดา เขาคารวะขอบคุณเจียงฉางเซิง
“พาเขาลงไป”
“ขอรับ!” เจียงเยี่ยรีบก้มคำนับไปทางตำหนักเมฆาม่วง หลังจากนั้นก็พาราชันมารเก้าขุมนรกจากไป
ภายในตำหนักเมฆาม่วง ไป๋ฉีถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “ท่านจำเป็นต้องให้เขานำทางด้วยหรือ”
เจียงฉางเซิงหลับตาตอบว่า “ไม่จำเป็น แต่ข้าก็ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธ”
เขาคิดมาตลอดว่าเผ่ามารไม่ธรรมดา ในตำนานต่างๆ นานาที่เคยได้ยินเมื่อชาติก่อน เผ่ามารกับเผ่าปีศาจล้วนเป็นศัตรูตัวฉกาจของเผ่ามนุษย์
ในเมื่อเผ่ามนุษย์ในโลกแห่งยุทธยังเป็นใหญ่เหมือนเมื่อชาติก่อน เช่นนั้นเผ่ามารก็ไม่น่าจะต่างไปเท่าไหร่นัก
เป็นอย่างที่คิดจริงๆ โลกเบื้องบนก็มีเผ่ามารอยู่ด้วย ราชันมารเก้าขุมนรกสืบพบความจริงประการนี้ได้ ย่อมหมายความว่าเผ่ามารมีฐานะไม่ต่ำต้อย ทั้งยังแทรกซึมอยู่ในโลกเทพยุทธได้ด้วย
เจียงฉางเซิงรู้เรื่องนี้มาจากสมองของไท่สือฉางเชอแล้ว แต่เขาไม่สนใจ เพราะตั้งแต่แรกเขาก็ไม่คิดจะย้ายไปอยู่ที่มหาพิภพนนิลเหลืองอยู่แล้ว ทำเช่นนั้นอันตรายเกินไป
ในเมื่อโลกเทพยุทธตั้งใจจะทำลายโลกแห่งยุทธ์เหล่านี้อยู่แล้ว เขาก็จะขอรับสรรพชีวิตทั้งหลายไปเองก็แล้วกัน ถือเสียว่าทำบุญทำกุศลไป
ไป๋ฉีถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “ท่านเป็นบรรพจารย์แห่งเซียนทั้งปวง ท่านกลับชาติมาเกิดจากโลกเบื้องบน หรือว่าท่านมาจากดินแดนที่สูงกว่านั้น”
เจียงฉางเซิงไม่เอ่ยตอบ ไป๋ฉีผู้คิดฟุ้งซ่านพอไม่ได้คำตอบก็ยิ่งคาดหวังมากกว่าเดิม
ราชอาณาจักรหลัวหง ในมหาสมุทรไร้ขอบเขต
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!..
ผิวทะเลระยะหมื่นลี้ระเบิดโครมคราม เสาคลื่นน้ำลูกแล้วลูกเล่าโถมตัวสูงปานจะเสียบทะลุ ท้องนภาก่อนจะกลายเป็นห่าฝนเทโครมลงมาเบื้องล่าง
ใจกลางของการระเบิด เยี่ยจ้านเหาะอยู่บนท้องฟ้า อาภรณ์มังกรปลิวสะบัด เรือนผมสีดำพลิ้วไหว
ลมปราณที่แข็งแกร่งจนมองเห็นด้วยตาเปล่าสายแล้วสายเลาวนเวียนอยู่รอบกายเขา
เขาหอบหายใจเอาอากาศเข้าปอด หน้าอกพองขึ้นยุบลงอย่างรุนแรง ทว่าใบหน้าเหี้ยมเกรียมของเขากำลังฉีกยิ้มดูบ้าคลั่ง ดวงตาเต็มไปด้วยแววตาตื่นเต้น
“ฮ่าๆๆ! สำเร็จแล้ว! สำเร็จแล้ว! ในที่สุดข้าก็บรรลุแล้ว!”
เยี่ยจ้านตื่นเต้นจนแทบเสียสติ สองหมัดกำแน่น ข่มกลั้นอารมณ์จนลำคอแดงก่ำ เห็นเส้นเลือดปูดนูนออกมา
เงาเลือนรางร่างหนึ่งลอยออกมาจากในร่างของเขาอย่างเชื่องช้า เงาร่างนั้นเป็นผู้เฒ่าคนหนึ่ง
เขาสวมอาภรณ์สีขาวขาดวิ่น เส้นผมขาวโพลน ใบหน้ามีจุดกระดำกระด่าง ร่างกายโปร่งใส เห็นชัดว่าเป็นร่างวิญญาณ
“จ้านเอ๋อร์ เจ้าบรรลุแล้วจริงๆ แต่หนทางของเจ้ายังอีกยาวไกลนัก หากอยากช่วยพี่ชายของเจ้า พลังเพียงเท่านี้ยังไม่พอ”
ผู้เฒ่าลูบหนวดเคราพลางขยับยิ้ม แววตาเต็มไปด้วยความรักและเมตตา เยี่ยจ้านหมุนตัวมาเอ่ยตอบ
“ข้าทราบดี แต่อย่างน้อยข้าก็ครอบครองพลังมากพอให้ตนเองตั้งหลักได้แล้ว ข้าจะสร้างเผ่าเยี่ยขึ้นมาใหม่ในโลกยุทธไทฮวง!”
ผู้เฒ่าส่ายหน้าแล้วบอกอย่างจนปัญญา “ไม่ง่ายเช่นนั้นหรอก ตั้งแต่เจ้าลงมายังโลกเบื้องล่างยังไม่มีทหารมาไล่ล่า ก็จริง แต่ศึกประชันโลกแห่งยุทธหนนี้ ต่างจากลานสังหารตรงไหนเล่า”
เยี่ยจ้านไม่เห็นด้วย “ท่านบรรพจารย์ นับตั้งแต่เผ่าเยี่ยถูกฆ่าล้างเผ่า มีสถานที่ใดข้าไปเยือนแล้วไม่กลายเป็นลานสังหารบ้างเล่า”
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยเงียบงัน เยี่ยจ้านหันไปมองทางทิศเหนือแล้วกล่าวด้วยแววตาแน่วแน่
“ยามนี้ภารกิจเร่งด่วนที่สุด ก็คือการโค่นล้มเทียนจิ่ง เอาชนะมรรคาจารย์ รวมเผ่ามนุษย์ในดินแดนแห่งนี้ให้เป็นหนึ่ง!”
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยทำท่าจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ทันใดนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่ง เขาผลุบหายเข้าไปในร่างของเยี่ยจ้านทันที
ผ่านไปไม่นานนัก เยี่ยชิงจือก็เหาะมาถึงหน้าเยี่ยจ้านอย่างรวดเร็ว
“แย่แล้ว! ภาคตะวันออกเกิดกบฏ มีคนชูธงสนับสนุนมรรคาจารย์ พยายามโค่นล้มการปกครองของขุนนางในท้องถิ่น!”
เยี่ยชิงจือบอกอย่างรีบร้อนด้วยน้ำเสียงร้อนใจ
“เจ้าก็ลงมือเสียสิ เจ้ากลัวสิ่งใด เจ้าเป็นถึงขั้นยุทธบรรจบเทพ ในโลกใบนี้ นอกจากมรรคาจารย์ ยังมีผู้ใดเป็นคู่ต่อสู้ของเจ้าได้อีก”
เยี่ยจ้านขมวดคิ้วสวนด้วยสีหน้าไม่พอใจ เมื่อเอ่ยถึงมรรคาจารย์ เยี่ยชิงจือก็กระสับกระส่าย เขาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ทั้งที่ไม่เคยพบหน้าแต่กลับหวาดกลัวอะไรอยู่
“มีผู้ฝึกยุทธจากที่ต่างๆ ตอบรับเสียงปลุกระดมของคนเหล่านั้นไม่น้อย ในนั้นมีขุนนางที่เคยทำความดีความชอบสมัยบุกเบิกดินแดนขยายอาณาจักรอยู่ด้วย หากใช้กำลังปราบปราม ประชาชนคงไม่พอใจ”
เยี่ยชิงจือรีบตอบ เยี่ยจ้านแค่นเสียงดังเหอะ “ประชาชนสำคัญตรงไหน? เราคือจักรพรรดิ กล้าต่อต้านเรานั่นเท่ากับรนหาที่ตาย!”
เขาหายตัวไปจากที่เดิมทันที เยี่ยชิงจือหันไปมองแล้วกัดฟันกรอด รีบติดตามไปทันที เพราะเกรงว่าเยี่ยจ้านจะทำสิ่งใดบุ่มบ่าม
ประตูสวรรค์ทิศเหนือ
ไท่สือฉางเชอนั่งสมาธิอยู่ใต้ประตู ทหารสวรรค์หลายนายยืนรายล้อมรอบด้าน พวกเขาไม่กล้านั่งเพราะการเฝ้าประตูสวรรค์เป็นหน้าที่
เจียงเยี่ยเหาะมาอย่างรวดเร็ว ด้านหลังมีเจียงเจี้ยน, เจียงเทียนมิ่ง, หลินเฮาเทียน, เจียงซั่น, เจียงเสวียนเจิน และผิงขอน ตามมาด้วย
เขามองไท่สือฉางเชอแล้วเอ่ยว่า “ผู้อาวุโสไท่สือ มหาจอมทัพตี้ชางมีคำสั่งให้ท่านตามพวกข้าไปออกศึกบนโลกมนุษย์ เกิดปัญหายุ่งยาก”
ไท่สือฉางเชอได้ยินก็ลุกขึ้นทันที เขาหัวเราะแล้วเอ่ยว่า “เอาสิ ข้าอยากลงไมลงมืออยู่พอดี”
นับตั้งแต่ผู้อาวุโสสร้างแดนสวรรค์ เขาก็ไม่มีโอกาสได้ออกแรงเลย เขาย่อมพลาดโอกาสนี้ไม่ได้
ในความทรงจำของเขา เขาพบมรรคาจารย์ตั้งแต่เขายังเล็ก เขาได้รับการชี้แนะจากมรรคาจารย์จนเติบใหญ่ ทำให้ข้ามผ่านอันตรายทั้งหลายมาได้อย่างราบรื่น
นี่คือความลับของเขา ตระกูลไท่สือไม่รู้เรื่องนี้ หลังจากรู้ว่าดาวสังหารนิรันดรกาลเป็นลูกหลานของมรรคาจารย์ เขาก็ปฏิญาณในใจว่าเขาจะไม่เนรคุณเด็ดขาด!
พวกเจียงเยี่ยได้ยินไท่สือฉางเชอตกลง ก็ออกเดินทางทันที
หน้าประตูสวรรค์ทิศใต้ ตี้ชางกับแม่ทัพและทหารสวรรค์หนึ่งหมื่นนายยืนรออยู่บนทะเลเมฆเทียมฟ้า
เมื่อเห็นพวกไท่สือฉางเชอเดินทางมาถึง เขาก็ควบคุมทะเลเมฆเทียมฟ้าให้เคลื่อนไปข้างหน้าทันที
ทะเลเมฆเทียมฟ้าเร็วอย่างยิ่ง เพียงพริบตาเดียวก็หายลับขอบฟ้าไป บนก้อนเมฆ ไท่สือฉางเชอถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “ศัตรูคือผู้ใด”
เจียงเยี่ยตอบว่า “โอรสสวรรค์ของราชอาณาจักรหลัวหง แห่งมหาสมุทรไร้ขอบเขต นามว่าเยี่ยจ้าน ได้ยินว่ามาจากโลกเบื้องบน”
“หึๆ” ไท่สือฉางเชอคนนี้ได้เข้าไปในมหาพิภพจิตจรแล้วก็จริง แต่เขาเป็นคนหยิ่งยโส จึงไม่ชอบไปอยู่รวมกับมนุษย์เดินดินทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่รู้เรื่องราวของราชอาณาจักรหลัวหงสักนิด
“เยี่ยจ้าน? เขาน่ะหรือ ดี… ดีมาก” ไท่สือฉางเชอเผยรอยยิ้มมีเลศนัยออกมา คล้ายกับว่ากำลังคิดเรื่องดีงามอะไรบางอย่างอยู่
เจียงเยี่ยถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “ท่านรู้จักหรือ?”
“รู้จักแต่ไม่คุ้นเคยกันนัก” ไท่สือฉางเชอยกยิ้ม ดวงตามีจิตสังหารเล็ดลอดออกมา
ใต้ท้องนภาสีคราม เมืองขนาดมหึมาแห่งหนึ่งกำลังมีฝุ่นคละคลุ้ง ถนนหลายเส้นในเมืองเกิดระเบิดเสียงดังเปรี้ยงปร้าง ทุกหนทุกแห่งมีแต่ศพและคนบาดเจ็บ
เยี่ยจ้านยืนอยู่บนท้องฟ้า เขาก้มมองเมืองด้วยสีหน้าเฉยชา เยี่ยชิงจือยืนอยู่ด้านหลังเขา พลางเกลี้ยกล่อมด้วยสีหน้าที่ทนไม่ได้
“ไยต้องทำถึงขนาดนี้ พวกเขาเพียงถูกมรรคาจารย์ล่อลวงเท่านั้น โดยเฉพาะชาวบ้านพวกนั้นพวกเขาทำผิดอันใด”
“มนุษย์เดินดินล้วนเป็นมดปลวก ในอดีตเผ่าเยี่ยทำลายโลกแห่งยุทธมาน้อยนักหรือ เจ้าเคยตำหนิบรรพบุรุษของเจ้าหรือไม่เล่า”
“อย่าลืมสิ ระหว่างที่เจ้าเติบใหญ่มา ทรัพยากรที่เผ่าเยี่ยมอบให้เจ้า ก็มาจากการปล้นชิงขูดรีดโลกแห่งยุทธมาทั้งนั้น!”
เยี่ยจ้านแค่นเสียงหยันอย่างเย็นชา น้ำเสียงบอกไม่ถูกว่ากำลังหยอกล้อหรือกำลังแดกดัน เยี่ยชิงจือสีหน้ากระอักกระอ่วน ตอบกลับไปว่า “เจ้าเปลี่ยนไปแล้ว”
เยี่ยจ้านไม่หันไปมองอีกฝ่าย เขาก้มมองเบื้องล่างแล้วเอ่ยอย่างเฉยชา
“ขอเพียงแก้แค้นได้ เปลี่ยนไปแล้วจะเป็นอันใด ข้าให้เวลาเจ้าครึ่งชั่วโมงไปเกลี้ยกลอมพวกคนงมงายด้านล่างนั้นเสีย ครึ่งชั่วโมงหลังจากนี้ คนในเมืองทั้งหมดต้องตาย!”
เยี่ยชิงจือได้ฟังดังนั้นก็เหาะลงไปทันที
ท่ามกลางซากปรักหักพัง ผู้ฝึกยุทธเนื้อตัวโชกเลือดคนแล้วคนเล่า กำลังนั่งสมาธิรักษาอาการบาดเจ็บ ที่แห่งนี้คือจวนเจ้าเมืองที่ถูกเยี่ยจ้านซัดหนึ่งฝ่ามือใส่จนพังยับเยิน
เยี่ยชิงจือเหาะลงมาที่พื้นแล้วกล่าวว่า “พวกเจ้ายังไม่รีบยอมรับผิดอีก บางทีฝ่าบาทอาจละเว้นพวกเจ้า!”
สายตาของนางจับจ้องบนร่างของบุรุษกำยำผู้หนึ่ง คนผู้นี้มีนามว่า หลูโจว ผู้นำของการก่อกบฏหนนี้
หลูโจวยิ้มหยัน “ยอมรับผิดรึ? ข้าผิดอันใด แผ่นดินนี้แต่เดิมพวกเจ้าก็ปล้นชิงมา ขุนนางเห็นชาวบ้านเป็นวัชพืช โอรสสวรรค์ไม่ใส่ใจประชาชน ในสายตาพวกเจ้ามีเพียงพลังแห่งโชคชะตา มีเพียงดินแดน ราชอาณาจักรหลัวหงไม่สมควรมีอยู่!”
คนอื่นๆ ก็ก่นด่าอย่างโกรธแค้นตาม พวกเขาล้วนไม่มีทีท่าจะยอมจำนน พวกเขากล้าก่อกบฏในราชอาณาจักรหลัวหงอันแข็งแกร่ง ย่อมหมายความว่าพวกเขาเตรียมใจไว้นานแล้ว
เยี่ยชิงจือโมโหตวาดอย่างเกรี้ยวกราด “ทำมาเป็นพูดจาน่าฟัง พวกเจ้าก็แค่ทำเพื่อมรรคาจารย์มิใช่หรือ พวกเจ้าเคยเห็นมรรคาจารย์หรือไร อย่าถูกเรื่องเล่าหลอกให้งมงายนักเลย เทียนจิ่งไม่มีทางสู้ราชอาณาจักรหลัวหงได้แน่”
“ฝ่าบาทอาจเย็นชากับชาวบ้านอยู่บ้าง แต่พวกเจ้าใช่ชาวบ้านที่ไหน พวกเจ้าเป็นผู้ฝึกยุทธ ราชอาณาจักรหลัวหงนับถือพลังยุทธ พวกเจ้าก็ได้ได้รับผลประโยชน์ที่มาจากการข่มเหงชาวบ้านเช่นกัน!”
เมื่อได้พูดประโยคนี้ออกมา หัวใจของนางก็โล่งขึ้นเล็กน้อย เพราะเมื่อครู่นีางเพิ่งถูกด่ามาเช่นนี้
หลูโจวเอ่ยอย่างทรนง “พวกข้าย่อมเคยพบมรรคาจารย์แล้ว และเคยเห็นเทียนจิ่ง!”
“ที่ใดเล่า”
“ในความฝัน”
“เหลวไหล! พวกเจ้าบ้าไปแล้ว!” เยี่ยชิงจือโกรธจนหัวเราะ
หลูโจวเถียงเสียงกร้าว “พวกข้าไม่ได้บ้า เทียนจิ่งบุกลงใต้มาแล้ว บอกโอรสสวรรค์ให้เตรียมใจถูกแดนสวรรค์กับเทียนจิ่งถามหาความผิดเสียเถิด!”
เยี่ยจ้านที่อยู่บนท้องฟ้าฟังจนรำคาญแล้ว เขาอยากลงมือยิ่งนักแต่ยังอดกลั้นไว้ เขารับปากแล้วว่าครึ่งชั่วโมง เขาย่อมไม่ผิดคำพูด
เจ้าคนโง่เขลาเหล่านี้ ทำให้เพลิงโทสะที่เขามีต่อมรรคาจารย์ลุกโชนเพิ่มขึ้นอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนึกถึงสิ่งที่เผ่าเยี่ยประสบมา จิตสังหารของเขาก็ข่มกลั้นเอาไว้ไมอยู่