เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 364 ภูเขาฟ้าร่วง เจ้าตำหนักเทพมาเยือน
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 364 ภูเขาฟ้าร่วง เจ้าตำหนักเทพมาเยือน
ภายในตำหนักเมฆาม่วง…
[ปีติ้งเทียนที่หนึ่งร้อยสิบสี่ เยี่ยจ้านลงมือกับเจ้า เจ้ารอดชีวิตจากการท้าสู้ของเขาได้สำเร็จ รอดพ้นเคราะห์ภัยสังหารไปได้ ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นวัตถุวิญญาณ นามว่า ‘ป่าโบราณต้องห้าม’]
เจียงฉางเซิงมองจ้องบรรทัดนี้แล้วถอนหายใจอย่างเงียบๆ
การลงมือหนนี้เป็นการหยั่งเชิง เขาอยากรู้ว่าขั้นยอดยุทธ์กำเนิดสวรรค์ยังได้รางวัลอยู่หรือไม่ โชคดีที่ยังได้อยู่
แต่พลังของเยี่ยจ้านเหนือกว่าไท่สือฉางเชอไปไกลแล้ว คาดว่าคงประเมินเป็นขั้นยอดยุทธกำเนิดสวรรค์ธรรมดาไม่ได้
หลังจากนิพพานขั้นสี่ เยี่ยจ้านแทบจะเหมือนผลัดร่างเปลี่ยนกระดูก หากไม่ใช่ว่าเขาลงมือทันเวลา ไท่สือฉางเชอคงตายแน่ๆ
แค่เส้นวิถียุทธ์ไม่ได้จริงๆ ขนาดเยี่ยจ้านยังสำแดงยอดเคล็ดวิชาเช่นนี้ออกมาได้ ผู้แข็งแกร่งบนมหาพิภพนนิลเหลืองเหล่านั้นก็คงใช้ระดับขั้นไปวัดพลังไม่ได้แล้ว
เจียงฉางเซิงครุ่นคิดอยู่เงียบๆ หลังจากนั้นจึงเริ่มสืบทอดความทรงจำเกี่ยวกับ ป่าโบราณต้องห้าม
ป่าโบราณต้องห้าม มีเขตอาคมอันสลับซับซ้อนเกิดขึ้นมาพร้อมกับมัน มันสกัดกั้นการค้นหา ทำให้คนที่อยู่ในป่าสูญเสียการควบคุมกายเนื้อและจิตวิญญาณ ทำให้พวกเขาทุกข์ทรมานอยู่ในภาพลวงตาอันไม่มีวันจบสิ้นได้
เจ้าสิ่งนี้ใช้ประโยชน์ได้แค่ตอนสอบสวนหรือทำให้คนบรรลุวิชาเท่านั้น ไม่อาจเพิ่มพลังให้เจียงฉางเซิงได้โดยตรง แต่เจียงฉางเซิงไม่ผิดหวัง กลับกันเขากลับรู้สึกว่าเยี่ยมมากทีเดียว อย่างไรเยี่ยจ้านก็ไม่ใช่ขั้นเจ้ายุทธปฐมมรรคาเสียหน่อย
ขอเพียงเขาไม่ทำอะไรบุ่มบ่าม เขาคงยากจะพบขั้นเจ้ายุทธปฐมมรรคาในเวลาใกล้ๆ นี้ หากพลังของเขาไม่เหนือกว่าขั้นเจ้ายุทธปฐมมรรคาละก็ เขาไม่มีทางบังอาจไปล่วงเกินขั้นเจ้ายุทธ์ปฐมมรรคาอย่างเด็ดขาด
เจียงฉางเซิงเรียกป่าโบราณต้องห้ามออกมา ป่าผืนนี้ขนาดเท่าฝ่ามือเท่านั้น มันเปล่งแสงสีทองดุงดงามผิดธรรมดา
ในห้วงแห่งความว่างเปล่าอันมืดทะมึน มีหอคอยยักษ์ดูเก่าแก่หลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ บนยอดหอคอยมีดาดฟ้าโล่งกว้าง
ริมดาดฟ้าคือเสาศิลาขนาดมหึมาต้นแล้วต้นเลาตั้งเรียงราย เหนือเสาหินมีเปลวเพลิงสีฟ้าสะบัดวูบไหว
ดาดฟ้าแห่งนี้มีเส้นผ่านศูนย์กลางอย่างน้อยก็ร้อยลี้ ท่ามกลางความว่างเปล่าเหนือยอดหอคอย มีเงาร่างหนึ่งกำลังนั่งสมาธิ
ปราณสีขุ่นคลั่กไหลทะลักเข้าไปในร่างเขา ช่วยเขาหล่อหลอมกายาและวิญญาณอย่างต่อเนื่อง ทั้งร่างของเขาเผยออกมาเพียงใบหน้าที่แลดูแก่ชราอย่างยิ่ง ทันใดนั้นเขาก็ลืมตาขึ้นแล้วขมวดคิ้ว พึมพำกับตนเองว่า
“กลิ่นอายของนิพพาน… วิชานิพพานสู่กำเนิดในมหาพิภพยามนี้ ยังมีผู้ใดรู้วิชานี้อีกหรือ”
เขาเริ่มจับสัมผัสทิศทางที่กลิ่นอายของนิพพานส่งมาอย่างถี่ถ้วน ไม่นานเขาก็จับทิศทางได้
ผ่านไปครู่หนึ่ง เงาร่างหนึ่งพลันก้าวออกมาจากเปลวเพลิงสีฟ้าเหนือยอดเสาศิลาต้นหนึ่ง เงานั้นเคลื่อนมาตรงหน้าเขา ก่อนจะก้มกายคารวะ ถามว่า
“คารวะเจ้าสวรรค์ ต้องการให้ข้าไปทำสิ่งใด”
คนผู้นี้สวมอาภรณ์สีขาวปักลวดลายสีเหลือง ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย เส้นผมเกล้าเป็นมวยอยู่ใต้กวานทรงสูง กิริยาท่าทางไม่ทุกข์ไม่ร้อน
ชายชราตอบกลับไปว่า “จงเดินทางไปยังจักรวาลโลกแห่งยุทธ์ที่โลกเบื้องล่าง เค้นหาวิชานิพพานสู่กำเนิด”
ได้ยินดังนั้น บุรุษอาภรณ์สีขาวก็สีหน้ากระตุกไปวูบหนึ่ง จากนั้นคิ้วกระบี่พลันขมวดแน่น
“เยี่ยเสินคงถูกเนรเทศไปเนิ่นนานแล้ว เหตุใดยังมีวิชานิพพานสู่กำเนิดสืบทอดต่อมาได้อีก” บุรุษอาภรณ์สีขาวถามอย่างประหลาดใจและงุนงงอย่างยิ่ง
ชายชราที่ถูกเรียกว่าเจ้าสวรรค์ตอบเสียงเรียบเฉย “บางทีวิชานิพพานสู่กำเนิดอาจมิได้ถ่ายทอดกันเพียงสายเดียว ถึงอย่างไรโลกเทพยุทธ์ก็รู้จักวิชานี้เท่าที่เยี่ยเสินคงบอกเล่าให้ฟังเท่านั้น”
บุรุษอาภรณ์สีขาวเงียบงัน เขาไม่ถามต่อแต่ลุกขึ้นเดินจากไป หายลับไปจากเปลวเพลิงสีน้ำเงินอย่างรวดเร็ว สีหน้าไม่ทุกข์ไม่ร้อนตอนแรกหายไปแล้ว
เจ้าสวรรค์หลับตาลงแล้วหล่อหลอมกายากับดวงวิญญาณต่อ
โอรสสวรรค์แห่งราชอาณาจักรหลัวหงถูกมรรคาจารย์จองจำไว้ใต้ภูเขา ทำให้ราชอาณาจักรหลัวหงสั่นสะเทือน
ศึกนั้นทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ถูกลูกหลงมากเหลือเกิน แม้มรรคาจารย์จะใช้อภินิหารฟื้นคืนชีพให้ได้ แต่ก็เฉพาะผู้ที่ศพครบถ้วนเท่านั้น
ราชอาณาจักรหลัวหงยังคงตกอยู่ในความอึมครึม เพราะการลงมือของมรรคาจารย์ ผู้ศรัทธาในราชอาณาจักรหลัวหงจึงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
องค์รัชทายาทของราชอาณาจักรหลัวหงที่ขึ้นครองราชย์ กำลังวุ่นอยู่กับการทำให้ราชสำนักกับแผ่นดินมั่นคง จึงไมอาจยับยั้งแนวโน้มนี้ได้
เขาที่จองจำเยี่ยจานเอาไว้ถูกเล่าลือไปทั่วมหาสมุทรไรขอบเขตอย่างรวดเร็ว มันถูกผู้คนเรียกขานว่า ‘ภูเขาฟ้าร่วง’
แดนสวรรค์ออกคำสั่งห้ามอย่างเคร่งครัดไม่ให้มีการดูแลเยี่ยจานเป็นพิเศษ ด้วยเหตุนี้ เยี่ยชิงจือจึงไมอาจเดินทางไปเฝ้าคุ้มกันได้ ทำได้เพียงส่งอาหารให้เป็นบางครั้ง
แต่ผู้ฝึกยุทธและประชาชนทั้งหลายกลับเดินทางขึ้นเขาไปมองดูเยี่ยจานได้อย่างอิสระ ผู้คนส่วนใหญ่ก่นด่าเยี่ยจ้านอย่างไม่กลัวเกรง เพื่อระบายความรู้สึกของตนเอง
ภูเขาฟ้าร่วงมีเทพขุนเขาองค์หนึ่งถือกำเนิด เขาก็คือหลูโจว ก่อนหน้านี้เขาเป็นคนปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้อยู่กลายๆ จุดประสงค์ก็เพื่อให้เยี่ยจานรับรู้ถึงความโกรธและความเคียดแค้นของชาวบ้านทั้งหลาย
เริ่มแรกเยี่ยจานโมโหจนยากจะหักห้ามอารมณ์ แต่เขาก้าวออกจากโถงถ้ำไม่ได้ จึงทำได้เพียงโมโหแทบคลุ้มคลั่งแต่ทำสิ่งใดไม่ได้
จนกระทั่งหลายปีให้หลัง เขาจึงสงบใจได้แล้วเริ่มทบทวนตัวเอง
“ท่านบรรพจารย์ ข้าทำผิดจริงๆ หรือ” เยี่ยจ้านฟังเสียงก่นด่าของแม่ลูกคู่หนึ่งที่ปากถ้ำ จิตใจก็พาลสับสน
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยถอนหายใจ “ก็ผิดจริงๆ เผ่าเยี่ยไม่ควรถือตนว่าสูงส่งกว่าผู้อื่น ย้อนนึกดูตอนแรกเริ่ม เผ่าเยี่ยเองก็เริ่มตนจากการเป็นสามัญชน แล้วเดินทีละก้าวๆ มาจนถึงวันนี้ ฉะนั้นต่อแต่นี้ จงอย่าดูแคลนพลังของมนุษย์ธรรมดาอีก”
เยี่ยจ้านฟังเสียงที่ดังขึ้นในสมองแล้วเงียบงัน
เวลานี้เขามองเห็นเด็กน้อยคนนั้นถอดกางเกงแล้วหันมาฉี่ใส่ตน น้ำปัสสาวะที่ยังมีไออุ่นพุ่งผ่านเขตอาคมที่ปากถ้ำเข้ามาสาดกระจายเปรอะเปื้อนด้านในถ้ำ กลิ่นเหม็นตลบอบอวล ชวนให้เขามุมปากกระตุก
“มรรคาจารย์ช่างฝีมือล้ำเลิศเสียจริง คนเข้าไม่ได้แต่อาหาร ปัสสาวะ กับไข่เน่ากลับเข้ามาได้หมด…” บรรพจารย์เผ่าเยี่ยจิ๊ปากอย่างทึ่งๆ แล้วเขาก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“แต่ก็ถูกนะ มีแต่ต้องทำเช่นนี้เจ้าถึงจะได้รับโทษบ้าง มิเช่นนั้นห้าร้อยปีนี้เจ้าคงอยู่สุขสบายเกินไป”
เยี่ยจ้านสูดลมหายใจลึกเฮือกหนึ่ง แล้วไม่หันไปมองแม่ลูกที่ปากถ้ำอีก แต่เริ่มทำสมาธิฝึกวิชา
“ข้ายังฝึกวิชาได้ นั่นย่อมหมายความว่ามรรคาจารย์ไม่คิดแค้นข้า ท่านบรรพจารย์ นี่ข้านับว่าติดหนี้น้ำใจเขาหนหนึ่งหรือไม่”
“นับอยู่แล้ว ภูเขาลูกนี้ทั้งเป็นบทลงโทษของเจ้าแล้วก็เป็นปราการปกป้องเจ้าด้วย เจ้าใชวิชานิพพานสู่กำเนิดตามใจตนเอง ย่อมนำปัญหายุ่งยากมาอยู่แล้ว ได้แต่รอดูว่าถึงเวลานั้นมรรคาจารย์จะลงมือหรือไม่ หากยอมลงมือก็คงเป็นอย่างที่เจ้าหนูนามไท่สือฉางเชอคนนั้นพูดไม่ผิด การไปพึ่งพิงแดนสวรรค์ถือเป็นเรื่องดี เผ่าเยี่ยจำเป็นจะต้องมีที่ที่แข็งแกร่งคอยคุ้มครอง”
“หากเขาปกป้องพวกเราได้จริง ข้าย่อมไม่มีวันลืมบุญคุณของเขา ศัตรูของเขาก็คือศัตรูของข้า!” แววตาของเยี่ยจ้านแน่วแน่ คำพูดนี้พูดออกมาจากใจหาใช่การประจบมรรคาจารย์
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยถอนหายใจ “ข้าละสงสัยใคร่รู้ความเป็นมาของเขายิ่งนัก มหาพิภพนนิลเหลืองมีบุคคลเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน ครั้งกระโน้นสมัยข้าติดตามเสินคงท่องทั่วหล้านับหมื่นปี ก็ไม่เห็นเคยได้ยินนามมรรคาจารย์มาก่อน”
ดวงตาของเยี่ยจ้านเผยแววตามุ่งมาดปรารถนา การได้พบกับมรรคาจารย์ทำให้เขาเข้าใจว่าสิ่งใดคือ เหนือคนยังมีคน เหนือฟ้ายังมีฟ้า
วันนี้มูหลิงลั่วพาไป๋หลงกลับมายังตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้นมองนาง นางก้าวเข้ามาก็ถามเรื่องเยี่ยจานอย่างสงสัยใคร่รู้ทันที
หากเจียงฉางเซิงไม่ลืมตานางก็คงไม่กล้าบุ่มบ่ามขัดจังหวะการฝึกบำเพ็ญของเขา แม้เจียงฉางเซิงจะไม่เคยห้ามอย่างเคร่งครัด แตมูหลิงลั่วก็มองออกว่าเขาใส่ใจการฝึกบำเพ็ญมากที่สุด ดังนั้นปกตินางจึงพยายามอย่างมากที่จะไม่ไปรบกวนเขา
“เขามีความผิดก็จริง แต่ความผิดนี้หาได้ร้ายแรงไม่ อย่างไรเขาก็เป็นโอรสสวรรค์ หากเขากลับตัวกลับใจ สร้างประโยชน์ให้แก่ราษฎรของราชอาณาจักรหลัวหง ย่อมมีประโยชน์กว่าสังหารเขามาก” เจียงฉางเซิงอธิบายเสียงอ่อนโยน
เขาสนใจเผ่าเยี่ยอยู่มาก เผ่าเยี่ยถูกไล่ล่าย่อมต้องคิดแค้นโลกเทพยุทธ ส่วนตัวเขาก็ถูกลิขิตแล้วว่าต้องเป็นศัตรูกับโลกเทพยุทธ ศัตรูของโลกเทพยุทธย่อมกลายมาเป็นพลังให้เขาได้
เส้นทางความแข็งแกร่งของแดนสวรรค์จะพึ่งการฟูมฟักคนอย่างเดียวไม่ได้ ต้องต้อนรับผู้แข็งแกร่งมาเข้าร่วมด้วย
แน่นอนว่าต่อให้พลังแข็งแกร่งเท่าใด จะเข้าร่วมกับแดนสวรรค์ก็ต้องเริ่มจากชั้นล่างสุด เว้นเสียแต่ว่าจะมีบุญบารมีใหญ่หลวง
มูหลิงลั่วหัวเราะเอ่ยว่า “ข้าเพียงสงสัยเท่านั้นว่าเหตุใดถึงจองจำห้าร้อยปี”
เจียงฉางเซิงแสร้งทำทีลึลับหยั่งไม่ถึง แล้วตอบว่า “ห้าร้อยปีคือช่วงเวลาอัศจรรย์ที่ขัดเกลาจิตใจลิงตัวหนึ่งได้ นับประสาอะไรกับเขา”
“ลิงหรือ? ลิงตัวใดกันเจ้าคะ”
“นามนี้เป็นนามต้องห้ามสมัยโบราณ มิอาจเอื้อนเอ่ย”
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
หลังจากนั้นเจียงฉางเซิงก็เริ่มถามไถ่การฝึกยุทธ์ของนางอย่างใส่ใจ หลายปีที่ผ่านมา มูหลิงลั่วพาไป๋หลงออกท่องใต้หล้า วิถียุทธ์ของนางก้าวหน้าขึ้นไม่น้อย แล้วยังรวบรวมเทพธิดามาได้กลุ่มหนึ่งอีกด้วย
สตรีที่จะเข้ามาเป็นเทพธิดาในแดนสวรรค์ได้ ล้วนมีพรสวรรค์ไม่ธรรมดา สตรีผู้มีบุญบารมีมีอยู่มากมาย การจะเลือกคนจากในหมู่พวกนางย่อมต้องดูกันที่พรสวรรค์ แม้จะโหดร้ายยิ่งนักแต่นี่ก็คือความเป็นความจริง
มูหลิงลั่วตั้งคำถามว่า เทพเซียนแต่งงานได้หรือไม่ เจียงฉางเซิงไม่คัดค้านอะไร เพียงแต่จะต้องตั้งกฎที่เกี่ยวข้องจำนวนหนึ่งเพื่อมิให้เหล่าเทพเซียนแตกคอกัน
หลังจากสนทนากันเนิ่นนาน เจียงฉางเซิงก็ไล่ไป๋ฉีกับไป๋หลงออกไป
“น่าชังนัก ข้าก็เป็นตัวเมียนะ มีสิ่งใดที่ข้าเห็นไม่ได้กัน” ไป๋ฉียืนอยู่หน้าประตูพลางบ่นอย่างไม่พอใจ
ไป๋หลงกลอกตาใส่มันแล้วตอบอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าช่างนิสัยต่ำช้าน่ารังเกียจจริง มิน่าเล่านายท่านถึงไม่ชายตาแลเจ้า”
ไป๋ฉีแค่นเสียงหยัน “แล้วนายท่านชายตาแลเจ้าหรือ?”
“ข้าไม่ต้องการเสียหน่อย ข้าแค่ขอให้ได้นอน ได้ท่องเที่ยว มหาพิภพจิตจรก็พอแล้ว เจ้าหาอะไรให้ตนเองทำบ้างเถอะ เหมือนข้านี่ไง วังมังกรของข้าใกล้สร้างเสร็จแล้ว”
“วังมังกรในมหาพิภพจิตจรมีอะไรดีนัก เป็นของปลอม! ท่านคอยดูเถอะ ข้าจะสร้างวังมังกรของจริงสักหลัง”
นับตั้งแต่เจียงจื๋ออวี้รับรู้เรื่องราวของราชอาณาจักรหลัวหง ผ่านทางมหาพิภพจิตจร เขาก็เริ่มส่งกำลังทหารจำนวนมากเดินทางไปยังมหาสมุทรไรขอบเขต เพื่อชิงมหาสมุทรไรขอบเขตทั้งหมดมาให้ได้ภายในเวลาหนึ่งร้อยปี
ทุกครั้งที่ยึดอาณาจักรแห่งโชคชะตาได้แห่งหนึ่ง เขาก็จะส่งช่างฝีมือจำนวนมากเดินทางไปสร้างค่ายกลเคลื่อนย้าย
ความจริงแล้ว อาณาจักรแห่งโชคชะตาส่วนใหญ่ล้วนไม่กล้าขัดขืนเทียนจิ่ง พวกเขาพากันเป็นฝ่ายยอมจำนน แต่ละอาณาจักรกลายเป็นมณฑล ไม่มีอาณาจักรแห่งใดถูกแต่งตั้งเป็นแคว้นประเทศราช
เจียงจื๋ออวี้ไม่คิดจะผิดซ้ำรอยเดิม เขาต้องการให้เผ่ามนุษย์ทั้งหมดกลายเป็นปึกแผ่นเดียวกัน สายตาของเขาจับจ้องไปนอกโลกแห่งยุทธ ที่นั่นยังมีดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งกว่ารอให้เขาไปพิชิต
ปีติ้งเทียนที่หนึ่งร้อยยี่สิบสี่ ระหว่างวสันตฤดู เจียงจื๋ออวี้กับเจียงชิวผู้ยืนอยู่ด้านหน้าตำหนักระฆังทอง ก้มมองเมืองหลวง นอกเมืองมีสัตว์อสูรตัวใหญ่ประหนึ่งขุนเขาจำนวนมากกำลังถูกใช้แรงงานให้ขนสิ่งของ
“เจ้าคิดออกหรือยังว่าจะปกครองใต้หล้าแห่งนี้อย่างไร” เจียงจื๋ออวี้หันมามองโอรสของตนแล้วถามยิ้มๆ
เจียงชิวเติบใหญ่แล้ว เขารูปร่างองอาจผึ่งผาย หน้าตาคล้ายเจียงฉางเซิงยิ่งนัก หากไม่ได้เจอกับเขาช่วงหนึ่งแล้วกลับมาเห็นเขาอีกที เจียงจื๋ออวี้ก็มักจะมองหน้าเขาจนเหม่อลอยอยู่เสมอ
เจียงชิวถูกเสด็จพ่อถามก็ตอบอย่างฮึกเหิม “ย่อมต้องสยบเผ่ามนุษย์ทั้งร้อยโลก สร้างอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์”
เขาเริ่มเล่าสิ่งที่ตนเองได้เห็นได้ยินจากราชสำนักในช่วงหลายปีนี้ แล้วบอกเล่าความรู้ด้านการปกครองราชสำนักที่เขาเรียนรู้มาให้ฟัง
“ไม่ว่าตระกูลมู ตระกูลหยาง ตระกูลสวี ตระกูลจู ตระกูลหลี่ หรือตระกูลไหน” เจียงชิวก็วางตัวท่ามกลางตระกูลขุนนางทรงอำนาจเหล่านี้ได้อย่างสบาย เขาสานสัมพันธ์กับแต่ละตระกูลเป็นอย่างดี
นอกจากผูกสัมพันธ์กับตระกูลขุนนางแล้ว เขาก็มักปลอมตัวเข้าไปปะปนกับชาวบ้าน รับรู้ความทุกข์ร้อนของราษฎรด้วย ต่อให้เทียนจิ่งแข็งแกร่งอีกเท่าใด ก็ยังมีมุมมืดที่มองไม่เห็น
ขณะที่เจียงจื๋ออวี้ฟังมหากาพย์เรื่องเล่าของเขา ดวงตาก็ทอประกายชื่นชมอย่างยิ่ง ผ่านไปเนิ่นนานกว่าเจียงชิวจะเล่าจบ เขาอารมณ์ดีขยับยิ้มมั่นอกมั่นใจเปี่ยมปณิธานวาดอยู่บนใบหน้า
“พูดได้ดีมาก! แต่หากเจ้าอยากขึ้นครองราชย์ คงต้องรออีกนาน” เจียงจื๋ออวี้ยิ้มตอบ
เขายังไมอยากบรรลุเป็นเซียนตอนนี้ เทียบกับความแข็งแกร่งของตัวเอง เขาไขว่คว้าการขยายดินแดนให้ได้ดังฝันมากกว่า ไม่ว่าอย่างไร ช้าเร็วเขาก็ต้องเป็นจักรพรรดิสวรรค์อยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่รีบร้อน
เจียงชิวหัวเราะ “ลูกย่อมไม่รีบ ยิ่งท่านอยู่นานเท่าใด เวลาที่ลูกจะได้ปรับตัวก็ยิ่งนานเท่านั้น อีกอย่างแผ่นดินกว้างใหญ่ขึ้น โอรสสวรรค์เพียงคนเดียวย่อมดูแลไม่ทั่วถึง”
“บางทีการที่พ่อลูกร่วมมือกันบริหารบ้านเมือง อาจเป็นหนทางที่ดีแล้ว หากสืบต่อให้คนสามรุ่นสี่รุ่นดูแลปกครองบ้านเมืองด้วยกัน ก็อาจยิ่งดีเข้าไปใหญ่ อย่างไรสายเลือดเดียวกันย่อมไม่ทรยศหักหลังกัน”
เจียงจื๋ออวี้พยักหน้า ระยะนี้เขารู้สึกเหนื่อยล้ามากขึ้น ฎีกาจากมหาสมุทรไรขอบเขตถูกส่งมาทุกวัน นี่จึงเป็นสาเหตุที่เขาเรียกเจียงชิวกลับมา
“หนทางที่เจ้าเสนอมาดีมาก มันจะทำให้ตำแหน่งจักรพรรดิของเทียนจิ่งมั่นคง สืบไปหลีกเลี่ยงภัยจากการแย่งราชบัลลังก์ในวันหน้า”
เจียงจื๋ออวี้เอ่ยชม “ให้ลูกกับหลานของเจ้าเข้ามาศึกษาในสำนักอัครมหาเสนาบดีเถิด จำเอาไว้ ได้แค่ลูกหลานสายตรงเท่านั้น” เจียงชิวตอบรับพร้อมรอยยิ้ม
พ่อลูกสองคนทอดสายตามองแผ่นดินอันงดงาม แล้วจินตนาการถึงอนาคตอันห่างไกล ขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยถึงแผนการอันยิ่งใหญ่ เหนือท้องนภากลับมีคนกำลังเป็นกังวล
ริมหน้าผาบนเกาะเวหา ท่านเทพจื่อหวนกับหญิงรับใช้สองนางก้มลงมองโลกแห่งยุทธ พวกนางมองโลกแห่งยุทธใบหนึ่งที่กำลังระเบิดพังทลาย
“เผ่าใดกำลังช่วงชิงพลังแห่งฟ้าดิน”
“ไม่ทราบเจ้าค่ะ นั่นเป็นโลกแห่งยุทธใบที่สองที่พังทลายแล้ว หากเป็นเช่นนี้ต่อไป จะไล่มาถึงโลกยุทธ์ไทฮวงหรือไม่”
สตรีชุดกระโปรงขาวกับสตรีชุดกระโปรงครามถกเถียงเสียงแผ่วเบา ใบหน้าเต็มไปด้วยสีหน้าคิดไม่ตก
ท่านเทพจื่อหวนเอ่ยปากเนิบช้า “ดูดซับพลังแห่งฟ้าดินได้ วิถียุทธที่มันสืบทอดมาคงไม่ธรรมดา พวกเราคงไปหาเรื่องมันไม่ได้แน่ โลกยุทธไทฮวงเป็นโลกที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่โลกแห่งยุทธแถบนี้ ย่อมถูกหมายตาไว้แล้ว ไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น พวกเราก็ทำได้เพียงทำเป็นมองไม่เห็น”
ได้ยินดังนี้ สตรีอีกสองนางก็ถอนหายใจ แม้พวกนางกังวลว่ามรรคาจารย์อาจสร้างปัญหาให้พวกนาง แต่เมื่อเห็นโลกยุทธไทฮวงกำลังจะถูกผู้อื่นกลืนหายไป พวกนางก็ไม่สบายใจเอาเสียเลย ไม่ว่าอย่างไรที่ผ่านมาพวกนางก็เฝ้ามองโลกยุทธไทฮวงมาตลอด
ทันใดนั้นเอง ท่านเทพจื่อหวนก็จับสัมผัสบางสิ่งได้ นางหันไปมองไม่ทันไรก็หน้าถอดสี นางก้มเอวคำนับทันที
“คารวะเจ้าตำหนักเทพจี้ มิทราบว่าท่านเดินทางมาเยือนด้วยเหตุใด”
บุรุษอาภรณ์สีขาวคนหนึ่งเหาะเข้ามา เขาก็คือบุรุษอาภรณ์สีขาวที่ถูกเจ้าสวรรค์ส่งมาสืบหาวิชานิพพานสู่กำเนิดนั่นเอง
เจ้าตำหนักเทพจี้หยุดเหาะแล้วเอ่ยว่า “ข้าจะลงไปยังโลกเบื้องล่าง เจ้าควบคุมคงคาสวรรค์เปิดทางให้ข้าด้วย”
ท่านเทพจื่อหวนขมวดคิ้ว นางลังเลครู่หนึ่งก็ตอบว่า “เรื่องนี้เกรงว่าจะผิดกฎ หากเรื่องเล็ดลอดออกไป…”
เจ้าตำหนักเทพจี้เอ่ยขัดอย่างรำคาญ “กฎถูกตั้งไว้สำหรับผู้อ่อนแอเท่านั้น หากเจ้าไม่ทำตาม ข้าจะเปลี่ยนเทพคงคาสวรรค์องค์ใหม่ที่ตัดสินใจได้”
ท่านเทพจื่อหวนได้ยินคำนี้ก็หน้าถอดสีทันที สตรีที่ยืนอยู่สองข้างยิ่งหวาดผวา
ท่านเทพจื่อหวนเศร้าใจ ท่านเทพอย่างพวกนางดูเหมือนสูงส่ง แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้แข็งแกร่งกว่า ก็ไม่ต่างจากมนุษย์เดินดินที่ถูกจับวางตามอำเภอใจในโลกเบื้องล่างตรงที่ใดเล่า