เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 368 ความกล้าของจอมราชันกับการตัดสินใจของเผ่าฉาง
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 368 ความกล้าของจอมราชันกับการตัดสินใจของเผ่าฉาง
“แน่นอนว่าไม่ใช่”
เจียงฉางเชิงส่ายศีรษะเบาๆ แต่กลับไม่เฉลยคำตอบ ปล่อยให้ไป่ฉีรู้สึกเหมือนมีแมวตะกุยในหัวใจต่อไป
“สองสามวันนี้แวะไปดูหวงเทียนกับเฮยเทียนหน่อยเถิด ระยะนี้เจ้าสองตัวนี้เหมือนจะพบเรื่องยุ่งยากเข้าให้แล้ว”
เจียงฉางเชิงเอ่ยต่อ ไป่ฉีได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าทันทีแต่ก็ยังไม่ยอมไปไหน ส่วนเจียงฉางเชิงเขายังคงหลอมโอสถต่อ
ในเวลาเดียวกันนี้ หน้าประตูสวรรค์ทิศใต้ ทหารสวรรค์ แม่ทัพสวรรค์ กับเทพเซียนจำนวนมากมารวมตัวกันชมดูการต่อสู้ที่ขอบฟ้า
ไกลๆ กวนทงโยว นายท่านไป๋ และจืออูจวิน กำลังร่วมมือกันต่อสู้กับจอมราชันเผ่าปีศาจ
หลังจากอาศัยพลังแห่งโชคชะตาจากบัญชีสถาปนาเทพมาเนิ่นนานถึงเพียงนี้ คนที่อ่อนแอที่สุดในหมู่ทั้งสามคนก็ยังบรรลุขั้นผู้ยิ่งใหญ่แห่งฟ้าดินแล้ว
ถึงอย่างนั้น เมื่อเผชิญหน้ากับจอมราชันเผ่าปีศาจ พวกเขาก็ยังด้อยกว่าอยู่ไกล
จอมราชันเผ่าปีศาจไม่กล้าลงมือสังหาร จึงได้แต่รับมือกระบวนท่าต่อกระบวนท่า จนสุดท้ายจอมราชันเผ่าปีศาจก็ตัดสินใจหยุดขยับ
ปล่อยให้มนุษย์ทั้งสามคนใช้วิชายุทธ์โจมตีตนเองตามใจชอบ อาศัยร่างกายอันแข็งแกร่งฝืนรับการโจมตีของมนุษย์ทั้งสามคน
“คิดไม่ถึงว่าเผ่าปีศาจในโลกแห่งยุทธ์จะมีพรสวรรค์ถึงระดับนี้” ไทสื่อฉางเชอจิ๊ปากอย่างประหลาดใจ เขาถอนหายใจเอ่ยว่า “โลกยุทธ์ไทฮวงช่างมีแต่พยัคฆ์ซุ่มมังกรซ่อนจริงๆ”
เฮยโหวกลับส่ายหน้าบอกว่า “มิใช่ว่าโลกยุทธ์ไทฮวงมีพยัคฆ์ซุ่มมังกรซ่อนอะไรหรอก โลกแห่งยุทธ์ก็เป็นเช่นนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าโลกใบใดล้วนไม่ขาดแคลนอัจฉริยะ”
“เพียงแต่ว่าทรัพยากรการฝึกยุทธ์กับเส้นสายมีจำกัด สุดท้ายทุกสิ่งก็ยังต้องพึ่งพาเส้นสายอยู่ดี”
ก่อนเขาขึ้นไปยังโลกเบื้องบน เขาก็มาจากโลกยุทธ์ไทฮวง ยามนั้นเขาไม่ยอมก้มหัวขอพึ่งพิงผู้อื่นจึงลำบากมาไม่น้อย ด้วยเหตุนี้ปัจจุบันจึงกลายเป็นคนกลอกกลิ้งเช่นนี้
มหาพิภพนิลเหลืองไม่ขาดแคลนอัจฉริยะ เมื่อมีพรสวรรค์ระดับเดียวกัน พวกผู้แข็งแกร่งย่อมเลือกบ่มเพาะอัจฉริยะที่เข้ามาเป็นพวกของตนเอง แม้แต่ในหมู่อัจฉริยะที่เข้ามาอยู่ในสังกัดของตนเอง ก็ยังพิจารณาจากความภักดีอีก นี่คือเรื่องธรรมดาของมนุษย์
หลินเฮาเทียนกับเจียงเจี๋ยนก็สนทนากันอยู่เช่นกัน พวกเขาได้ยินชื่อเสียงของจอมราชันเผ่าปีศาจมานานแล้ว วันนี้ได้พานพบ ฝีมือช่างสมคำร่ำลือเสียจริง
เจียงเทียนมิ่ง เจียงชั่น เจียงเสวียนเจิน เจียงเยี่ย กลับสงสัยใคร่รู้มากกว่า เพราะคนรุ่นหลังอย่างพวกเขาไม่เคยพบเจอภัยคุกคามจากเผ่าปีศาจ
ตี้ชางขมวดคิ้วชมการต่อสู้ สายตาจับจ้องจอมราชันเผ่าปีศาจเขม็ง
“มิน่าเล่า เผ่าปีศาจอยู่ที่มหาสมุทรแท้ๆ แต่กลับชื่อเสียงระบือลือไกลมาถึงไทฮวง พรสวรรค์ในสายเลือดของเจ้าหมอนี่ไม่ธรรมดาเลย”
ตี้ชางมองได้ลึกซึ้งกว่า แม้เขาจะเชื่อมั่นว่าตนเองล้มจอมราชันเผ่าปีศาจได้ แต่ศักยภาพที่จอมราชันเผ่าปีศาจแสดงออกมาให้ดูก็ทำให้เขาตกตะลึงจนเปลี่ยนสีหน้าอยู่ดี เขาถึงขั้นอยากชวนอีกฝ่ายมาเป็นพวกเดียวกันด้วยซ้ำ
เพียงแต่ว่าพอคำนึงถึงเผ่ามนุษย์แล้วจึงไม่กล้าเอ่ยปาก
การต่อสู้ผ่านไปเนิ่นนาน กวนทงโยวหยุดลงมือแล้ว จืออูจวินกับนายท่านไป๋ก็หยุดแล้วเช่นกัน
จอมราชันเผ่าปีศาจมีโลหิตอาบใบหน้า แต่ลมหายใจกลับยังคงสงบ ไม่มีปัญหาใหญ่อะไรสักนิด
จอมราชันเผ่าปีศาจแค่นเสียงหยันแล้วเอ่ยว่า “แก้แค้นพอแล้วหรือ ให้ข้าพบมรรคาจารย์ได้หรือยัง พวกเจ้าคงไม่คาดหวังให้ข้าปลิดชีพตนเองลงตรงนี้กระมัง!”
คำพูดของเขาเต็มไปด้วยน้ำเสียงเสียดสี พวกกวนทงโยวสามคนจึงเงียบกันไป
จีอูจวินมองเขาแล้วบอกว่า “แน่นอนว่าไม่ เผ่ามนุษย์กับเผ่าปีศาจมีหนี้เลือดกันก็จริง แต่นั่นเป็นสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ วันนี้ที่ต่อสู้กับเจ้าเป็นเพียงการประลองวัดพลังของเจ้าเท่านั้น”
จอมราชันเผ่าปีศาจไม่ตอบแม้แต่น้อย กวนทงโยวกับนายท่านไป๋มองมาที่เขาด้วยสีหน้าซับซ้อน แม้เคยเป็นศัตรูแต่พวกเขาจำต้องยอมรับว่าเจ้าหมอนี่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ต่อให้มาเกิดในเผ่ามนุษย์เขาก็คงโคนล้มอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ได้อยู่ดี
จอมราชันเผ่าปีศาจรีดเค้นพลังปีศาจออกมาขับไล่คราบโลหิตบนใบหน้า เขาถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ช่วยแนะนำข้าให้มรรคาจารย์ได้หรือไม่”
ตี้ชางแค่นเสียงหยันเอ่ยว่า “หากฝ่าบาทอยากพบเจ้า ย่อมเรียกเจ้าไปเข้าพบเอง ไยต้องให้พวกข้าแนะนำด้วยเล่า”
จอมราชันเผ่าปีศาจนิ่งเงียบ ทหารสวรรค์ แม่ทัพสวรรค์ กับเทพเซียนทั้งหลาย มีสีหน้าแตกต่างกันไป บางคนสีหน้านับถือชื่นชม บางคนมีสีหน้าเย้ยหยัน บางคนมีสีหน้าโกรธแค้น บางคนมีสีหน้าดูแคลน
พวกเขาเคยได้ยินชื่อเสียงของจอมราชันเผ่าปีศาจมาไม่มากก็น้อย แล้วพวกเขาก็รู้ว่าจอมราชันเผ่าปีศาจมาที่นี่เพื่อทำสิ่งใด อยากจะเข้ามาอยู่ในแดนสวรรค์ไม่ง่ายเช่นนั้นหรอก
ดูเผ่าเฉียงเหลียงเป็นบรรทัดฐานสิ เทียบกับเผ่าเฉียงเหลียงแล้ว เผ่าปีศาจด้อยกว่ามากนัก!
“จอมราชันเผ่าปีศาจสินะ กล้าเรียกขานตนเองว่าจอมราชัน ช่างโอหังเสียจริง ลองรับฝ่ามือของข้าสักฝ่ามือสิ หากเจ้าไม่ตาย ข้าจะช่วยเจ้าขอร้องฝ่าบาทให้มอบตำแหน่งทหารสวรรค์ให้เจ้า”
ไทสื่อฉางเชอลุกขึ้นมาบอกพร้อมรอยยิ้ม รอยยิ้มของเขาโอหังอย่างที่สุด ไม่เห็นจอมราชันเผ่าปีศาจอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย
จอมราชันเผ่าปีศาจขมวดคิ้ว เห็นชัดยิ่งว่าเขารู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังหยามหมิ่นตนเอง แต่เขายังคงตอบด้วยเสียงนิ่งขรึม “ข้าไม่ขอตำแหน่งทหารสวรรค์ ข้าขอเพียงพบมรรคาจารย์สักหนเท่านั้น”
“เรื่องนั้นก็ต้องดูว่าเจ้าทนรับหนึ่งฝ่ามือนี้ของข้าได้หรือไม่!”
ไทสื่อฉางเชอหัวเราะอย่างดูแคลน ร่างของเขากลายเป็นเงาเลือนรางทะยานเข้าไปทันที ทุกคนต่างมองไม่ชัด เมื่อไทสื่อฉางเชอบุกมาถึงเบื้องหน้าจอมราชันเผ่าปีศาจ เขาก็ฟาดฝ่ามือลงบนหน้าอกของจอมราชันเผ่าปีศาจอย่างไม่รีรอ
แรงอัดกระแทกทำให้เส้นผมสีขาวของจอมราชันเผ่าปีศาจปลิวสะบัดอย่างยุ่งเหยิง ดวงตาสองข้างเบิกโต สายลมสีเลือดอันน่ากลัวระเบิดออกมากลบจอมราชันเผ่าปีศาจแล้วพัดม้วนไปจรดขอบฟ้า
ทหารสวรรค์ แม่ทัพสวรรค์ กับเทพเซียนทั้งหลายหน้าถอดสี พวกเขาคิดว่าไทสื่อฉางเชอตั้งใจจะสังหารจอมราชันเผ่าปีศาจ ทว่าจอมราชันเผ่าปีศาจกลับยังไม่ตาย เขากัดฟันยืนหยัดอยู่ท่ามกลางสายลมสีโลหิต
แรงกดข่มอันยากจะจินตนาการล้อมอยู่รอบกายจอมราชันเผ่าปีศาจ ทำให้เลือดลมกับพลังปีศาจของเขาจวนเจียนจะพังทลาย ทว่าสายตาของเขากลับจ้องเขม็งมาที่ไทสื่อฉางเชอ ต่อให้เนื้อหนังปริแยก อาภรณ์ขาดเป็นชิ้นๆ เขาก็ยังยืนหยัด
ไม่นานนักจอมราชันเผ่าปีศาจก็กลับร่างเดิมของตน ร่างเดิมของเขาเป็นกวางสีขาวที่มีเขากวางอันแหลมคม ดวงตาทั้งสองดังอสรพิษ เขาก้มหน้าลงมาเล็กน้อย ดวงตาทั้งคู่ดุดันไม่มีความหวาดกลัวสักนิด ในนั้นมีเพียงความเด็ดเดี่ยว
ไทสื่อฉางเชอถูกแววตาของเขาข่มขวัญจนต้องแอบอุทานในใจ เป็นแค่จักรพรรดิยุทธ์แต่กลับใจกล้าเพียงนี้เชียว
คิดจบไทสื่อฉางเชอก็ค่อยๆ รั้งฝ่ามือกลับมา สายลมโลหิตสลายตัวออก จอมราชันเผ่าปีศาจกลับเป็นร่างมนุษย์อีกครั้ง
ร่างกายของเขาสั่นระริกจวนเจียนจะล้มเต็มที ทว่าแม้ร่างกายใกล้ทนรับไม่ไหว ทั่วทั้งตัวมีแต่เลือด เขาก็ยังลอยนิ่งอยู่กลางท้องฟ้า
ทว่าแม้สีหน้าจะดูนิ่งสงบมากเพียงใด แต่แววตาของเขากลับยากจะปกปิดความพรั่นพรึง แข็งแกร่งมาก!
ก่อนหน้านี้เขาได้ยินมาว่าแดนสวรรค์ซ่อนยอดฝีมือไว้มากมาย แต่เมื่อเผชิญหน้ากับไทสื่อฉางเชอจริงๆ เขาจึงรู้ซึ้งถึงความแข็งแกร่งของคนเหล่านั้น สัญชาตญาณของเขาบอกว่าหากไทสื่อฉางเชออยากสังหารเขา ฝ่ามือเมื่อครู่ก็มากพอจะป่นกระดูกเขาเป็นผง!
แต่เพราะคิดเช่นนี้ จอมราชันเผ่าปีศาจกลับโล่งใจ ในเมื่ออีกฝ่ายไม่คิดสังหารเขา เช่นนั้นเขาก็มีความหวัง!
“ไปสวรรค์ชั้นเก้าเถิด” ไทสื่อฉางเชอจ้องเขานิ่งๆ ครู่หนึ่งก็เอ่ยทิ้งท้ายประโยคหนึ่งแล้วจากไป
จอมราชันเผ่าปีศาจนิ่งตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เหาะขึ้นไปบนท้องฟ้า หายลับไปบนยอดเมฆา
จืออูจวินถามอย่างประหลาดใจ “เมื่อครู่มรรคาจารย์ให้เจ้าลงมือหรือ”
ไทสื่อฉางเชอยักไหล่ตอบว่า “แน่นอนสิ มิฉะนั้นหากข้าลงมือจริงเขาต้องตายแน่นอนอยู่แล้ว ข้าไม่ชอบสิ้นเปลืองคำพูดกับพวกมดปลวก”
เจียงเทียนมิ่งกลอกตา อยากพูดยิ่งนักว่าตอนแรกเจ้าก็ตายเพราะความปากมากของเจ้านั่นแหละ
คนอื่นๆ เริ่มถกเถียงเกี่ยวกับจอมราชันเผ่าปีศาจ ไม่ว่าอย่างไร ฝีมือที่จอมราชันเผ่าปีศาจแสดงให้เห็นเมื่อครู่ก็ทำให้พวกเขายอมรับ ไม่เสียทีที่เป็นอันดับหนึ่งของเผ่าพันธุ์หนึ่ง
อีกฟากฝั่ง จอมราชันเผ่าปีศาจพุ่งผ่านทะเลเมฆชั้นแล้วชั้นเล่าจนมาถึงสวรรค์ชั้นเก้า เขาไม่แน่ใจว่าสิ่งใดคือสวรรค์ชั้นเก้า แต่เมื่อเขาเห็นด้านบนมีแต่ความมืดมิด เขาก็รู้ว่าตนเองมาสุดทางแล้ว
เขาหยุดเหาะแล้วเพ่งสายตามองจนเห็นตำหนักเมฆาม่วงที่ตั้งตระหง่านอย่างยิ่งใหญ่ เขาสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่งแล้วเหาะมาหน้าตำหนักเมฆาม่วง เสร็จแล้วจึงค้อมกายคำนับ “คารวะมรรคาจารย์”
“เจ้ามาเยือนด้วยเหตุใด” เสียงของเจียงฉางเชิงดังออกมา ไม่มีคลื่นอารมณ์ในนั้นแต่อย่างใด
จอมราชันเผ่าปีศาจเอ่ยตอบ “เพื่อขอโอกาสรอดสักเศษเสี้ยวให้แก่เผ่าปีศาจ”
ตำหนักเมฆาม่วงจมลงในความเงียบ จอมราชันเผ่าปีศาจรอคอยอย่างอดทน เขารู้วาเวลานี้ตนเองจะใจร้อนไม่ได้ ทว่าต่อให้รู้ แรงกดดันที่เขาแบกรับอยู่ก็เพิ่มน้ำหนักมากขึ้นทุกที หลังจากผ่านไปเพียงสิบลมหายใจ แรงกดดันนั้นก็ใกล้จะทำให้เขาหายใจไม่ออก
เขาไม่รู้สึกกดดันเช่นนี้มานานนักแล้ว การโจมตีเมื่อครู่ของไทสื่อฉางเชอทำลายกายเนื้อของเขา แต่แรงกดดันในตอนนี้กำลังบีบคั้นจิตใจ
ก่อนหน้านี้เขาเคยจินตนาการสถานการณ์ที่เขาจะได้พบกับมรรคาจารย์เอาไว้นับไม่ถ้วน ทว่าเพียงชั่วพริบตาที่มาถึงตำหนักเมฆาม่วง เขาก็รู้ในทันทีว่าตนเองเล็กกระจ้อยร่อยเพียงใด
ความรู้สึกเช่นนี้ยากจะหานามมาระบุ มันทำให้เขารู้สึกต่ำต้อยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ก่อนหน้านี้ตอนเกือบตายใต้ลมปราณจากฝ่ามือของไทสื่อฉางเชอ เขายังไม่รู้สึกต้อยต่ำแม้แต่น้อย เขาเผชิญหน้ากับเหล่าเทพเซียนด้วยแววตาประหนึ่งมองดูวานร ไร้ความรู้สึกต่ำต้อย
แผ่นหลังของจอมราชันเผ่าปีศาจค่อยๆ ห่อลง บารมีของจอมราชันเริ่มจางหาย
“อย่าได้สูญเสียความห้าวหาญ เมื่อใดที่เจ้าก้าวพ้นขั้นจักรพรรดิยุทธ์ จงมาเยือนอีกครั้ง ข้ายินดีต่อสู้กับเจ้าสักหน ไม่ว่าแพ้หรือชนะ แดนสวรรค์จะให้โอกาสเผ่าปีศาจ และจะให้โอกาสเจ้าด้วย”
เสียงของเจียงฉางเชิงดังออกมาอีกครั้ง จอมราชันเผ่าปีศาจเงยหน้าขึ้นทันที สีหน้าตกตะลึงระคนยินดี เขาเพิ่งเคยหลุดมาดเสียกิริยาเช่นนี้เป็นหนแรก ไม่ใช่เพราะโอกาสที่พูดถึง แต่เพราะเรื่องที่จะได้สู้กับมรรคาจารย์!
สาเหตุที่เขารู้สึกต่ำต้อยก็เพราะคิดว่าตนเองไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของมรรคาจารย์ได้อีกแล้ว บางทีตั้งแต่แรกตนเองก็คงไม่เคยอยู่ในสายตาของมรรคาจารย์ สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกอับอายอย่างยิ่ง ไม่คิดว่ามรรคาจารย์จะยินดีต่อสู้กับเขา!
“ขอบพระคุณมรรคาจารย์ ข้าจะต้องเลื่อนขั้นได้แน่ ข้ารู้แล้วว่าสมควรจะทำอย่างไร!”
จอมราชันเผ่าปีศาจฝืนกดความตื่นเต้นเอาไว้แล้วตอบเสียงขึงขัง หลังจากนั้นเขาจึงคำนับอย่างนอบน้อมแล้วหมุนกายจากไป
เขาเหาะลงมาถึงประตูสวรรค์ทิศใต้อย่างรวดเร็ว เขาประสานมือให้เทพเซียนทั้งหลายที่ยังไม่แยกย้าย จากนั้นก็จากไปอย่างสง่าผ่าเผย เทพเซียนทั้งหลายมองหน้ากันรู้สึกจับต้นชนปลายไม่ถูก “เร็วถึงเพียงนี้เชียว”
ในเวลาเดียวกันนั้น ภายในตำหนักเมฆาม่วง ไป่ฉียังคงสับสน
“แม้แต่เผ่าเฉียงเหลียงยังรับ เหตุใดข้าจะรับเผ่าปีศาจมิได้เล่า ความไม่พอใจของเผ่ามนุษย์เหล่านั้นไยข้าต้องคำนึงถึง หากไม่มีข้า เผ่ามนุษย์ก็ถูกเผ่าปีศาจฆ่าล้างจนสิ้นนานแล้ว หากมีผู้ใดปล่อยวางไม่ลง คิดแก้แค้นเช่นนั้นพวกเขาก็ต้องพึ่งตนเอง ตามกฎสวรรค์ แก้แค้นอย่างสมเหตุสมผลได้ จึงจะนับว่ามีความสามารถ”
เจียงฉางเซิงเอ่ยตอบ ความจริงหลังจากจอมราชันเผ่าปีศาจโค่นล้มอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ได้ เขาก็ไม่เคยออกคำสั่งให้เปิดฉากเข่นฆ่าล้างบางเผ่ามนุษย์ มิเช่นนั้นไหนเลยเผ่ามนุษย์ที่มหาสมุทรไรขอบเขตยังมีโอกาสพักหายใจ
การต่อสู้ระหว่างเผ่าพันธุ์เป็นสิ่งที่สมควรปล่อยวาง หากข้าปล่อยวางไม่ลง ข้าคงสร้างแดนสวรรค์ที่มีเฉพาะเผ่ามนุษย์ไปแล้ว อีกอย่างเผ่ามนุษย์ก็เคยเป็นฝ่ายบุกไปฆ่าล้างบางชาวต่างเผ่าไม่น้อยเช่นกัน
ไป่ฉีมองเจียงฉางเชิงอย่างเปี่ยมไปด้วยความนับถือ สมกับเป็นนายท่าน จิตใจช่างกว้างใหญ่จริงๆ
เจียงฉางเซิงไม่สนใจมันอีก เขากลับไปจดจ่อกับการหลอมโอสถ
ในตำหนักอันมืดทึบหลังหนึ่ง ท่านเทพจื่อหวนนั่งอยู่บนเก้าอี้ สตรีชุดกระโปรงขาวกับสตรีชุดกระโปรงครามยืนอยู่เบื้องหน้า สีหน้าของสตรีทั้งสามหนักใจอย่างยิ่ง
สตรีชุดกระโปรงครามถามว่า “ท่านเทพ ท่านตัดสินใจดีแล้วจริงๆ หรือ”
ท่านเทพจื่อหวนยิ้มฝืดเฝื่อน “ยามนี้มีแตวิธีนี้เท่านั้น มิเช่นนั้นคงรักษาเผ่าฉางเอาไว้มิได้”
สตรีชุดกระโปรงขาวขมวดคิ้วถามว่า “แต่พวกเราไม่มีหนทางติดต่อกับโลกเบื้องล่าง”
ท่านเทพจื่อหวนลุกขึ้นมาอย่างเนิบช้า สายตามองทะลุผ่านประตูใหญ่ของตำหนักที่อยู่ไกลๆ จนเห็นทะเลดาวอันกว้างใหญ่ไพศาล
“ในเมื่อตัดสินใจเช่นนี้แล้ว ข้ายังต้องกลัวสิ่งใดอีก ข้าจะเปิดคงคาสวรรค์ให้พวกเจ้าเดินทางลงไป!”
ท่านเทพจื่อหวนเอ่ยเสียงเย็น แววตาของนางเต็มไปด้วยหลากหลายอารมณ์ที่ผสมปนเป แม้แต่น้ำเสียงก็แฝงแววเยาะหยันตนเอง สตรีทั้งสองนางล้วนถอนหายใจ
“จงจำคำสั่งของข้าไว้ ก่อนอื่นไปตามหาฉางเหยาหลิง แล้วค่อยไปตามหามรรคาจารย์”
ท่านเทพจื่อหวนกำชับ สตรีทั้งสองนางพยักหน้าแล้วหมุนตัวจากไป ท่านเทพจื่อหวนมองแผ่นหลังของพวกนางแล้วพึมพำกับตนเอง “มรรคาจารย์ เจ้าเคยพูดว่าเจ้าติดค้างน้ำใจข้า หวังว่าเจ้าจะยังไม่ลืม”
นางส่ายศีรษะแล้วหายวับไปจากที่เดิม