เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 369 โลกเทพยุทธกับสังสารวัฏ
อำนาจของวังมังกรแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ราชวงศ์แห่งโชคชะตาทั้งหลายในมหาสมุทรไร้ขอบเขตตั้งตาคอยให้เผ่าปีศาจกับวังมังกรเปิดศึกกัน เผ่าปีศาจกลับประกาศยกให้วังมังกรเป็นใหญ่อย่างไม่มีใครคาดคิด จอมราชันเผ่าปีศาจเดินทางไปเยี่ยมเยียนวังมังกรด้วยตนเอง ทั้งยังส่งยอดฝีมือเผ่าปีศาจจำนวนมากเข้าไปอยู่ในวังมังกรอีกด้วย เรื่องนี้ทำให้มหาสมุทรไร้ขอบเขตฮือฮาอย่างมาก ราชวงศ์แห่งโชคชะตาต่างผิดหวัง สิ่งนี้บอกเป็นนัยแล้วว่ายามเผชิญหน้ากับเทียนจิ่ง พวกเขามีแต่ต้องก้มหัวให้เท่านั้น
ภายในเผ่าปีศาจก็ค่อนข้างไม่พอใจเช่นกัน พวกเขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดจอมราชันเผ่าปีศาจต้องก้มหัว เพราะไม่ใช่ว่าปีศาจทุกตนจะรู้ซึ้งถึงความแข็งแกร่งของแดนสวรรค์กับมรรคาจารย์ เจียงฉางเซิงย่อมไม่สนใจปฏิกิริยาของผู้คนบนโลก เขาจดจ่ออยู่กับการฝึกบำเพ็ญ บางครั้งก็หาเวลาว่างหลอมโอสถเป็นการผ่อนคลาย
แดนสวรรค์ วังมังกร ตำหนักยมโลก เทียนจิ่ง ล้วนเติบโตอย่างราบรื่น ไม่จำเป็นต้องให้เขากังวลใจ ต้องขอบอกเลยว่าการฟูมฟักกองกำลังเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มาก มันช่วยลดเรี่ยวแรงได้มากโข เหมือนเช่นตอนนี้หากเขาอยากหลอมโอสถเซียน สมุนไพรที่จำเป็นก็ไหว้วานมหาเทพไปจัดการได้ มหาเทพใช้พลังของทั้งสามภพได้ ย่อมช่วยเขารวบรวมสมุนไพรได้อย่างรวดเร็วเป็นที่สุด แต่โลกแห่งยุทธ์เล็กเกินไป มันยังขาดสมุนไพรอีกมากมายหลายชนิด
เจียงฉางเซิงเกิดความคิดอันใจกล้าบ้าบิ่นประการหนึ่ง “หากกำหนดเวลาหนึ่งพันปีมาถึง เขาทำให้โลกแห่งยุทธ์แต่ละแห่งรวมกันเป็นโลกที่ใหญ่โตมโหฬารแห่งเดียวกันดีหรือไม่?” หากทำเช่นนั้นย่อมรับประกันจำนวนสิ่งมีชีวิตได้ ทั้งยังได้รับทรัพยากรมากกว่าเดิมด้วย เจียงฉางเซิงยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าแผนการนี้ใช้ได้
เพียงพริบตาเดียวเวลาสองปีก็ผ่านไป วันนี้ฉางเหยาหลิงมาเยี่ยมเยียนเขาทีตำหนักเมฆาม่วงแล้วเอ่ยว่า “มรรคาจารย์ ท่านเทพจื่อหวนส่งตัวแทนเดินทางมาเยือน แจ้งว่ามีเรื่องต้องการขอร้อง”
“ขอร้องข้าได้ดียิ่งนัก” เจียงฉางเซิงทราบเรื่องจากเสียงในใจของฉางเหยาหลิงมาก่อนแล้ว
“พาพวกนางเข้ามาเถิด” เสียงของเจียงฉางเซิงลอยออกมาจากตำหนักเมฆาม่วง
ฉางเหยาหลิงพรูลมหายใจแล้วออกไปพาคนเข้ามาทันที แม้จะกลายเป็นผู้ศรัทธาเซ่นไหว้ของเจียงฉางเซิงแล้ว แต่ในใจนางก็ยังผูกพันกับเผ่าฉางอยู่มาก ผ่านไปไม่นานนัก ฉางเหยาหลิงก็พาหญิงรับใช้สองคนของท่านเทพจื่อหวนเข้ามา พวกนางบอกกล่าวจุดประสงค์ที่มาทันที ที่แท้เผ่าฉางก็อยากจะมาพึ่งพิงเขา
เจียงฉางเซิงทำให้เจ้าตำหนักเทพจี้มาแล้วไม่ได้กลับ ดังนั้นพลังของเขาย่อมเหนือกว่าระดับเจ้าตำหนักเทพ ไม่ใช่ขั้นเดียวกันอย่างแน่นอน บุคคลเช่นนี้มีค่าพอให้เผ่าฉางเข้าร่วมเป็นพรรคพวก อีกอย่างเผ่าฉางไม่มีตัวเลือกอื่นแล้ว เสียท่านเทพไปหนึ่งองค์ เจ้าตำหนักเทพไปหนึ่งองค์ โลกเทพยุทธจะต้องมาเอาเรื่องเป็นแน่ ท่านเทพจื่อหวนเป็นท่านเทพประจำโลกยุทธไทฮวง แล้วยังมีส่วนรู้เห็นกับเจียงฉางเซิงด้วย หากเจียงฉางเซิงถูกตัดสินว่าเป็นสาวกของลัทธิโบราณ เผ่าฉางทั้งหมดก็จะตายไปด้วย!
“หากเผ่าฉางต้องการมาหาข้า ย่อมยินดีต้อนรับ จงไปบอกท่านเทพจื่อหวน ข้าย่อมไม่ลืมมิตรไมตรีเก่าก่อน จงรวบรวมเผ่าฉางในเร็ววัน แล้วรอข้าส่งสัญญาณแจ้งนาง เมื่อจังหวะมาถึง ข้าจะพาเผ่าฉางทั้งหมดมายังไทฮวง”
คำตอบของเจียงฉางเซิงทำให้หญิงรับใช้ทั้งสองนางพรูลมหายใจอย่างโล่งอก สตรีชุดกระโปรงสีครามรีบถามว่า “หากเผ่าฉางลงมาโลกเบื้องล่าง เมื่อศึกประชันโลกแห่งยุทธจบลง โลกแห่งยุทธก็จะขึ้นไปอยู่ในโลกเบื้องบนอีกอยู่ดี…”
“ข้าย่อมมีหนทางจัดการ ไม่ว่าต่อจากนี้จะไปที่ใด ข้าจะพาโลกแห่งยุทธ์ไปด้วย มิทอดทิ้งสรรพชีวิต เมื่อเผ่าฉางมาเข้าร่วมแล้ว ขอเพียงเผ่าฉางไม่หักหลังข้า ข้าก็จะไม่มีวันทอดทิ้งเผ่าฉาง”
เสียงของเจียงฉางเซิงลอยออกมาอีกครั้ง น้ำเสียงไม่มีสิ่งใดแตกต่างกับก่อนหน้า แต่สตรีชุดกระโปรงครามกับสตรีชุดกระโปรงขาวได้ยินแล้วซาบซึ้งนัก พวกนางได้รับคำสัญญาจากมรรคาจารย์ก็นับว่าทำภารกิจสำเร็จอย่างน่ายินดี พวกนางไม่กล้าถามมากต่อ เพียงรีบค้อมคำนับขอบคุณ หญิงสาวทั้งสามออกไปจากสวรรค์ชั้นเก้า ตั้งแต่ต้นจนจบพวกนางไม่ได้เห็นเจียงฉางเซิงด้วยตาตนเองแม้แต่นิดเดียว ถึงอย่างนั้นพวกนางที่มีฐานะเป็นถึงหญิงรับใช้ของท่านเทพจื่อหวน ก็ไม่รู้สึกว่าไม่เหมาะสมแต่อย่างใด เพราะในใจของพวกนาง มรรคาจารย์กลายเป็นตัวตนที่อยู่เหนือกว่าเจ้าตำหนักเทพไปแล้ว
“เขาพูดเช่นนี้จริงหรือ?” ท่านเทพจื่อหวนขยับขึ้นมานั่งตัวตรง น้ำเสียงแฝงแววตกตะลึงระคนยินดี สตรีชุดกระโปรงขาวพยักหน้าเอ่ยว่า “ใช่แล้วเจ้าค่ะ เขาไม่กลั่นแกล้งพวกเราเลย พวกเราสังเกตแดนสวรรค์มานิดหน่อย พวกเขาพัฒนาได้ดีจริงๆ แม้แต่นายน้อยของเผ่าไท่สื่อ ไท่สื่อฉางเซอคนนั้น ก็เป็นทหารสวรรค์อยู่ที่แดนสวรรค์ด้วย!”
“ไท่สื่อฉางเซอหรือ?” ท่านเทพจื่อหวนสีหน้าแปรเปลี่ยนทันที นางถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า “ไม่ว่าอย่างไรพวกเราก็ไม่มีทางถอยแล้ว ในเมื่อมรรคาจารย์ยินดีต้อนรับพวกเรา เช่นนั้นต่อไปก็ต้องเตรียมตัวโน้มน้าวเผ่าฉาง” การโน้มน้าวเผ่าฉางคงไม่ง่ายดายเช่นนี้ เพราะไม่ว่าอย่างไรเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นเพราะตัวนางเอง ท่านเทพจื่อหวนมองสตรีสองนางเบื้องหน้าแล้วถอนหายใจออกมาจากใจ
“จำไว้ หลังจากนี้จะทำสิ่งใดล้วนต้องรายงาน อย่าเห็นแก่ผลประโยชน์แล้วลงมือบุ่มบ่าม บางครั้งลาภกับเคราะห์ก็ขึ้นอยู่กับชั่วความคิดเท่านั้น” สตรีทั้งสองนางทนมิไหวต้องเอ่ยปากปลอบ
“บางทีการเลือกมรรคาจารย์อาจเป็นวาสนาก็ได้นะเจ้าค่ะ ใช่แล้วเจ้าค่ะ แม้แต่เจ้าตำหนักเทพจี้ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาเลย พวกเราต้องใจกล้าเข้าไว้ บางทีเขาอาจแข็งแกร่งกว่าที่พวกเราจินตนาการไว้มากก็ได้ เหตุใดพวกเราต้องเอาบรรทัดฐานของระดับเจ้าตำหนักเทพไปประเมินเขาเล่า เจ้าตำหนักเทพคอยทำงานให้ผู้ที่แข็งแกร่งกว่าเหล่านั้นมิใช่หรือ พูดอีกอย่างก็คือ มรรคาจารย์ไม่เกรงกลัวผู้กุมอำนาจในโลกเทพยุทธเหล่านั้นด้วยซ้ำ”
ได้ยินพวกนางเอ่ยปลอบ ท่านเทพจื่อหวนก็มีความมั่นใจเพิ่มขึ้น “นั่นสินะ” แม้แต่ตัวนางก็ยังไม่รู้เลยว่า แท้จริงมรรคาจารย์แข็งแกร่งมากเพียงใด!
ยามคลื่นใต้น้ำนอกพิภพปั่นป่วน ใต้หล้าก็โกลาหลตามไปด้วย ศึกประชันโลกแห่งยุทธดำเนินไปนานเท่าไร มนุษย์จากต่างโลกก็เดินทางมาถึงไทฮวงมากขึ้นเท่านั้น เทียนจิ่งเป็นเพียงมุมหนึ่งของไทฮวง ระยะเริ่มแรกพวกเขาจึงไม่มีโอกาสเปิดศึกกับเผ่ามนุษย์จากต่างโลก กลับกลายเป็นหมื่นเผ่าพันธุ์ในไทฮวงต่างหากที่ทยอยถูกโจมตี จวบจนปีติ้งเทียนที่หนึ่งร้อยเจ็ดสิบ ทุกหนทุกแห่งของไทฮวงก็ตกอยู่ท่ามกลางสงคราม ในที่สุดสรรพชีวิตในไทฮวงก็ได้สัมผัสความโหดร้ายของศึกประชันโลกแห่งยุทธ
ส่วนที่เติบโตขยายใหญ่อย่างรวดเร็วที่สุด ย่อมเป็นตำหนักยมโลก สงครามมากมายทำให้สิ่งมีชีวิตจากต่างโลกจำนวนมากทะลักเข้ามาในตำหนักยมโลก ทำให้ตำหนักยมโลกพัฒนาเร็วขึ้นเรื่อยๆ เจียงฉางเซิงสัมผัสได้ว่า พลังแห่งกฎรอบตำหนักยมโลกแข็งแกร่งขึ้น เติบโตมากกว่าเก่าก่อน วันหน้าตำหนักยมโลกจะกลายเป็นมิติแห่งหนึ่งที่อยู่แยกเป็นเอกเทศ ยามนั้นโลกคนเป็นกับโลกคนตายจะแยกจากกันอย่างแท้จริง นี่นับว่าเป็นมาตรการอย่างหนึ่งของกฎสังสารวัฏที่พยายามจะปกป้องตำหนักยมโลก
ต้นสิ้นภพอยู่ข้างตำหนักยมโลกมาตลอด มันดูดซับพลังแห่งโชคชะตาของเทียนจิ่งกับพลังแห่งโชคชะตาของตำหนักยมโลก ทำให้พลังก้าวกระโดดพุ่งทะยานอยู่ตลอดเวลา มันถึงขั้นบรรลุพลังแห่งสังสารวัฏแล้วด้วยซ้ำ วันหน้าบางทีมันอาจกลายเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างโลกคนเป็นกับคนตายก็ได้ เทียนจิ่งมีเผ่าเฉียงเหลียงช่วยเหลือ แดนสวรรค์จึงไม่ลงมือทำอันใด ทหารสวรรค์กับแม่ทัพสวรรค์ใช้เวลาส่วนมากไปกับการฝึกยุทธยกระดับกำลังรบมากกว่า
ณ ภูเขาฟ้าร่วงในมหาสมุทรไร้ขอบเขต ภายในโถงถ้ำ เยี่ยจ้านหันศีรษะลงพื้น สองมือแนบอยู่บนหน้าอก ยืนกลับหัวอยู่บนพื้นดิน ร่างกายตรงแนวดุจขุนเขา บรรพจารย์เผ่าเยี่ยที่ลอยอยู่ด้านข้างคอยชี้แนะการฝึกวรยุทธให้เขา
“ท่านบรรพจารย์ พลังแห่งนิพพานนี้ไม่เสถียรเกินไปแล้ว ข้าจะควบคุมมันได้อย่างสมบูรณ์จริงหรือ?” เยี่ยจ้านลืมตาถามอย่างทุกข์ใจ เวลานี้พลังแห่งนิพพานกำลังไหลผ่านร่างของเขาอย่างเหิมเกริม ทำให้เขาทรมานอย่างยิ่ง
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยหัวเราะ “กลัวอะไรเล่า บนโลกไม่มีพรสรรค์ที่สมบูรณ์แบบ ยอดอัจฉริยะที่ชื่อเสียงสะท้านสะเทือนอดีตปัจจุบันทั้งหลาย ล้วนปีนป่ายผ่านความทุกข์ทรมานที่คนปกติจินตนาการไม่ออกมาทั้งนั้น เสินคงในอดีตก็เป็นเช่นนี้ ความทุกข์ทรมานเพียงเท่านี้ของเจ้าเมื่อเทียบกับเขาแล้วเทียบไม่ติดสักนิด เจ้าเป็นคนได้รับ แต่เสินคงต้องแบกรับ”
“เยี่ยเสินคง!” เยี่ยจ้านได้ยินนามนี้ ความมุ่งมั่นก็ลุกโชนในดวงตา “ท่านบรรพจารย์ ท่านว่ามรรคาจารย์ก็เคยผ่านความทุกข์ทรมานมากมายมาเช่นกันหรือ แล้วอย่างเขานับเป็นยอดอัจฉริยะหรือไม่? ก่อนหน้านี้สตรีเผ่าฉางนางนั้นเคยบอกว่า มรรคาจารย์กลับชาติมาเกิดนับร้อยชาติแล้ว แต่ชาตินี้เขาเพิ่งอายุหกร้อยกว่าปี อายุน้อยกว่าข้าเสียอีก” เยี่ยจ้านก็นึกถึงมรรคาจารย์แล้วถามขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยขมวดคิ้วตอบว่า “การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏคือสิ่งที่มีอยู่จริง มันเป็นขอบเขตที่โลกเทพยุทธปรารถนาจะครอบครองมาตลอด แต่จากที่ข้ารู้มา แม้แต่โลกเทพยุทธ์ก็ยังไม่มีหนทางควบคุมสังสารวัฏอย่างสมบูรณ์ แม้แต่ดาวสังหารนิรันดรกาลที่แข็งแกร่งถึงเพียงนั้น หลังกลับชาติมาเกิดก็เหมือนเริ่มชีวิตใหม่ หากมรรคาจารย์กลับชาติมาเกิดนับร้อยชาติ แต่ยังรักษาความทรงจำได้จริง เช่นนั้นก็ยากจะจินตนาการจริงๆ ว่าตัวตนดั้งเดิมของเขาอยู่ในระดับขั้นใดกันแน่ เขาจะต้องเป็นตัวตนที่อยู่บนจุดสูงสุดของมหาพิภพนิลเหลืองอย่างแน่นอน”
เยี่ยจ้านได้ยินดังนี้ในดวงตาก็เผยแววตานับถือ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ฉางเหยาหลิงมักมาเยี่ยมเยือนเขาแล้วถือโอกาสคุยโม้เรื่องราวความแข็งแกร่งกับปาฏิหาริย์ของมรรคาจารย์ให้เขาฟัง แม้การต่อสู้ในโลกแห่งยุทธจะแข็งแกร่งสู้มหาพิภพนิลเหลืองไม่ได้ แต่หากพูดถึงสถานการณ์ที่ประสบพบเจอเพียงอย่างเดียว ก็นับว่าอันตรายที่มรรคาจารย์พบเจอในชาตินี้ยากเย็นและอันตรายมากยิ่งกว่า เพราะมรรคาจารย์ตัวเองเท่านั้นที่เป็นที่พึ่ง แม้แต่ผู้แข็งแกร่งอย่างเยี่ยเสินคงก่อนผงาดขึ้นมาเก่งกล้าก็ยังอาศัยเผ่าเยี่ยปกป้องเลย
เยี่ยจ้านนึกถึงการต่อสู้ระหว่างตนเองกับมรรคาจารย์ มรรคาจารย์เหลือทางรอดให้เขาไม่สังหารเขา แต่พอเป็นเจ้าตำหนักเทพจี้ อีกฝ่ายกลับได้มาเยือนแต่ไม่ได้กลับไป ตัวตนที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ยินดีปกป้องคุ้มครองเขาทั้งที่ไม่เคยเป็นครอบครัวหรือมิตรสหายกัน ฉางเหยาหลิงบอกว่า บนแดนสวรรค์มีเทพเซียนไม่น้อยที่เคยเป็นศัตรูในอดีตของมรรคาจารย์ แต่ขอเพียงเป็นคนสง่าผ่าเผย มรรคาจารย์ล้วนยินดีเปิดทางให้โอกาสรอดแล้ว อาจถึงขั้นมอบโชควาสนาให้ด้วย นี่คือความใจกว้างระดับใดกัน
ตั้งแต่เด็กจนโต เขาไม่เคยพบคนเช่นนี้ แม้แต่เผ่าเยี่ยยามเผชิญอันตรายก็ทิ้งเด็กที่อัจฉริยะที่สุดของเผ่าตนเองได้ ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งซาบซึ้ง ความรู้สึกซาบซึ้งไหลวนอยู่ในหัวใจ คนเช่นนี้ผู้ใดไม่อยากติดตามกันเล่า
เหง่ง… หง่าง!
ทันใดนั้น เสียงระฆังที่สั่นสะเทือนไปถึงดวงวิญญาณก็ดังขึ้นในสมองของเยี่ยจ้าน มันสะเทือนแก้วหูจนแก้วหูแทบดับ ต่อจากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังกังวาน
“ฟ้าดินมิเจ้าเบิก ข้าอยู่มาก่อนสามพันมหามรรคา ข้ามาเพื่อปกครอง… สถิตทวารวิเศษ สวรรค์ชั้นเก้าเบิกปัญญาสรรพชีวิตบรรลุเซียน”
เยี่ยจ้านหลับตาเหมือนตกอยู่ในภวังค์ ร่างกายหล่นลงมาอย่างไม่รู้ตัว บรรพจารย์เผ่าเยี่ยหันมามองเขาอย่างแปลกใจ แต่ไม่เข้าใจว่าเขาเป็นอะไร “นี่หลับไปแล้วหรือ? เหตุใดคุยๆ อยู่ก็หลับไปเสียแล้วเล่า?” แม้ร่างวิญญาณของเขาจะอาศัยอยู่ในร่างของเยี่ยจ้าน แต่เขาไม่อาจสอดส่องดวงวิญญาณของเยี่ยจ้านได้ อย่างมากที่สุดทั้งสองคนก็ทำได้เพียงสื่อสารกันทางจิตเท่านั้น หลังจากเข้าไปในมหาพิภพจิตจร ความคิดในหัวของเยี่ยจ้านก็หยุดนิ่ง นั่นเพราะว่าดวงจิตกับดวงวิญญาณของเขาได้ไปเยือนฟ้าดินในห้วงฝันอันกว้างใหญ่ไพศาลแล้ว
เจียงฉางเซิงกำลังฝึกวรยุทธอยู่ในตำหนักเมฆาม่วง แต่แล้วจู่ๆ เขาก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งจึงลืมตาขึ้นมา เขาเงยหน้ามองทะลุห้วงนภาอันกว้างใหญ่ไพศาลของโลก จนสายตามองไปถึงนอกโลกใบนี้ ท่ามกลางห้วงแห่งความว่างเปล่าอันมืดมิดที่ซ่อนตัวอยู่หลังคงคาสวรรค์เกลียวก้นหอย มีดวงตาสีแดงก่ำคู่หนึ่งเรืองแสงขึ้นมา ความใหญ่โตโอฬารของมันทำให้โลกแห่งยุทธ์ดูเหมือนเม็ดทรายเล็กกระจ้อยร่อย
“ดวงตาคู่นี้อีกแล้ว!” หัวใจของเจียงฉางเซิงสั่นสะท้าน หรือว่าอีกฝ่ายคือเจ้าสวรรค์ปู้ที่อยู่เบื้องหลังเจ้าตำหนักเทพจี้? เขาพยากรณ์พลังของอีกฝ่ายในใจทันที ทว่าอีกฝ่ายก็ยังไม่อยู่ในขอบเขตการพยากรณ์ของระบบเช่นเดิม หากเป็นเช่นนี้ ดวงตาคู่นี้คงไม่ใช่ร่างจริง เพราะห้วงมิติบริเวณนี้อยู่ในขอบเขตการพยากรณ์หมดแล้ว
เจียงฉางเซิงกำลังคาดเดา แต่แล้วดวงตาสีแดงก่ำคู่นั้นก็พลันปิดลงแล้วหายไป ราวกับไม่เคยปรากฏมาก่อน “ดูท่ากำหนดการหนึ่งพันปีคงร่นเข้ามาแล้ว” เจียงฉางเซิงคิดอย่างเงียบๆ ครั้งแรกอีกฝ่ายอาจแค่สงสัย แต่เมื่อมาสอดส่องครั้งที่สอง ย่อมไม่มีทางเป็นเพียงความสงสัยอีกต่อไป อีกฝั่งต้องเคลื่อนไหวแน่ ความตายของเจ้าตำหนักเทพสร้างผลกระทบค่อนข้างมากทีเดียว เจียงฉางเซิงคิดว่าเขาจะรอต่อไปไม่ได้แล้ว จะรอให้ศัตรูเข้ามาใกล้แล้วค่อยเริ่มเตรียมทางหนีทีไล่ไม่ได้
เขาสร้างร่างแยกออกมาร่างหนึ่งทันที ร่างแยกนี้มีความทรงจำของเขา มันย่อมออกเดินทางค้นหาห้วงมิติที่เหมาะสมสักแห่ง ระหว่างเดินทางไปมหาพิภพนิลเหลืองตามความทรงจำของเจ้าตำหนักเทพจี้กับไท่สื่อฉางเซอ เขาเปลี่ยนร่างแยกให้มีหน้าตาเหมือนเจ้าตำหนักเทพจี้ จากนั้นให้มันกระโดดออกไปยังห้วงมิติ รีบเร่งเดินทางไปยังต้นธารของคงคาสวรรค์เกลียวก้นหอย แล้วผลุบหายเข้าไปในกลุ่มเมฆเรืองรองสุดปลายคงคาสวรรค์อย่างไม่มีใครรู้