เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 370 เจ้าสวรรค์มาเยือน
ช่วงเวลาที่เจียงจื๋ออวี้ขึ้นครองราชย์ใกล้เคียงกับช่วงเวลาที่ศึกประชันโลกแห่งยุทธเริ่มต้น พูดอีกอย่างก็คือศึกประชันโลกแห่งยุทธ์เริ่มต้นมาหนึ่งร้อยเจ็ดสิบปีแล้ว แต่เจียงฉางเซิงไม่คิดจะบอกเรื่องภัยคุกคามจากเจ้าสวรรค์และโลกเทพยุทธกับเทียนจิ่ง เทียนจิ่งมีโลกมนุษย์ของตนเองให้จัดการอยู่แล้ว อีกอย่างเจียงฉางเซิงก็ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากคนอื่น
หลังจากส่งร่างแยกหนึ่งเดินทางออกไปจากโลกยุทธ์ไทฮวง เจียงฉางเซิงก็เริ่มต้นแผ่จิตสัมผัสออกไปครอบคลุมทั่วทุกโลกที่เข้าร่วมศึกประชันโลกแห่งยุทธ โลกแห่งยุทธทั้งหนึ่งร้อยแห่งเหลือเพียงแปดสิบเอ็ดแห่งแล้ว ท่านเหยียนผู้นั้นทำลายโลกแห่งยุทธไปแล้วสิบเก้าแห่ง เจียงฉางเซิงจับสัมผัสตัวตนกับตำแหน่งของเขาได้นานแล้วแต่ยังไม่ลงมือ เพราะในสายตาของเขา ท่านเหยียนคนนี้มีศักยภาพพอจะเป็นรางวัลรอดชีวิตของเขา
เจียงฉางเซิงลองเชื่อมต่อกับพลังแห่งโชคชะตาวิถียุทธของโลกแห่งยุทธทั้งแปดสิบเอ็ดแห่ง ไม่นานนักเขาก็จับพลังแห่งกฎที่คล้ายคลึงกับคงคาสวรรค์ได้ ตั้งแต่บรรลุขั้นสิบของวิชามรรคาธรรมชาติ เขาก็จับสัมผัสพลังแห่งกฎได้แล้ว มาวันนี้จิตสัมผัสของเขาแข็งแกร่งกว่าเก่า ย่อมแยกแยะพลังแห่งกฎที่แตกต่างกันได้อย่างง่ายดาย
หลังจากรวมโลกแห่งยุทธ์มากมายเหล่านี้เข้าด้วยกันแล้ว เขาจะตัดการควบคุมของโลกเทพยุทธ์ที่มีต่อโลกแห่งยุทธเหล่านี้เป็นอย่างแรก หลังจากนั้นย่อมเดินทางไปในห้วงมิติได้อย่างสบายใจไม่ถูกใครตามหาพบ เจียงฉางเซิงค้นพบว่าพลังโชคชะตาวิถียุทธของโลกแห่งยุทธ์ซับซ้อนอย่างยิ่ง พวกมันมีทั้งกฎแห่งวิถียุทธ์อันบริสุทธิ์ที่สุดและมีทั้งพลังของคงคาสวรรค์ หากทำลายกฎแห่งวิถียุทธ์โดยตรง โลกแห่งยุทธจะพังทลาย แต่หากตัดขาดพลังของคงคาสวรรค์เพียงอย่างเดียว โลกแห่งยุทธจะดำรงอยู่อย่างเป็นเอกเทศ
โลกเทพยุทธคงอาศัยพลังของคงคาสวรรค์ควบคุมโลกแห่งยุทธแต่ละแห่ง พวกเขาไม่อาจควบคุมกฎแห่งวิถียุทธได้อย่างสมบูรณ์ มิเช่นนั้นโลกเทพยุทธคงส่งคนมาสังหารเขาตั้งแต่นตอนที่เขาผ่านด่านเคราะห์ก่อนหน้านี้ตั้งนานแล้ว เพราะกฎแห่งวิถียุทธ์รับรู้แล้ว หลังจากเจียงฉางเซิงทำความคุ้นเคยกับพลังของคงคาสวรรค์ในแต่ละโลก เขาก็รั้งจิตสัมผัสกลับมา สิ่งนี้เขาถือว่ากำลังศึกษาล่วงหน้า เตรียมตัวล่วงหน้าเพื่อตัดขาดพลังแห่งคงคาสวรรค์จากโลกแต่ละใบ
กาลเวลาโบยบินผ่านพ้น หลังจากดวงตาสีแดงก่ำคูนั้นหายไป โลกเทพยุทธ์กลับไม่บุกไทฮวงในทันที บางทีดวงตาคูนั้นอาจไม่ได้มาจากโลกเทพยุทธ ถึงอย่างไรตัวโลกเทพยุทธเองก็มีวังวนอำนาจ การแบ่งพรรคแบ่งพวกภายในมากมายเหมือนกัน สิบห้าปีให้หลัง ปีติ้งเทียนที่หนึ่งร้อยแปดสิบห้า
เทียนจิ่งยังคงขยับขยายอำนาจเช่นเดิม แดนสวรรค์ครึกครื้นมากขึ้นทุกวันเพราะมีเผ่าพันธุ์ใหม่เพิ่มเข้ามาไม่น้อย นอกจากเผ่าเฉียงเหลียงเผ่าแรกสุด แม้ยอดฝีมือจากเผ่าพันธุ์อื่นจะไม่ได้รับตำแหน่งทหารสวรรค์กับแม่ทัพสวรรค์ แต่พวกเขาก็ได้เป็นผู้ถวายงานเทพใต้บัญชาของเทพเซียนแต่ละสถานที่ จำนวนผู้ถวายงานเทพรวมกันแล้วมีมากเกินกว่าหนึ่งแสนตน หน้าที่ของพวกเขาก็คือช่วยเหลือเทพเซียนทั้งหลายให้ทำหน้าที่ของเทพได้สะดวกยิ่งขึ้น
วันนี้เจียงฉางเซิงผู้กำลังฟังไปฉีรายงานสภาพของหวงเทียนกับเฮยเทียน จับความเคลื่อนไหวจากนอกพิภพได้ ผู้ฝึกยุทธกลุ่มหนึ่งเดินทางลงมาจากกลุ่มเมฆเรืองรองบนยอดของคงคาสวรรค์เกลียวก้นหอย พวกเขาคุ้มกันเรือยักษ์ที่มีหอสูงอยู่บนนั้นออกมาลำแล้วลำเล่า ทิศทางที่พวกเขามุ่งหน้าไปคือตำหนักบนเกาะเวหาของท่านเทพจื่อหวน “ดูท่าทางพวกเขาน่าจะเป็นคนเผ่าฉาง พวกเขาเคลื่อนไหวเร็วจริงๆ”
แต่เดิมเจียงฉางเซิงคิดว่า ท่านเทพจื่อหวนจะต้องใช้เวลาสักหนึ่งร้อยปีจัดการเรื่องนี้เสียอีก ถึงอย่างไรเผ่าฉางก็ไม่ใช่เผ่าเล็กๆ แล้วการย้ายบ้านคราวนี้นังเป็นการย้ายข้ามห้วงมิติ “นายน้อยเจ้าสองตัวนั้นปักใจจะเป็นจักรพรรดิปีศาจกับมหาราชาปีศาจให้ได้ แต่พวกเขาเติบโตช้าเหลือเกิน ยามนี้ไทฮวงมียอดฝีมือจากแต่ละโลกทะลักเข้ามามาก ข้ากลัวว่าพวกมันจะพบอันตราย หรือว่าจะ…” ไปฉีหมอบรายงานอยู่ข้างกายเจียงฉางเซิง แต่มันยังไม่ทันเอ่ยคำพูดท่อนท้ายออกมา เจียงฉางเซิงก็เข้าใจแล้ว
เจียงฉางเซิงฝึกวรยุทธไปพลางก็เอ่ยตอบไปพลาง “แดนสวรรค์หาใช่เรื่องเด็กเล่น ทำงานให้แดนสวรรค์ย่อมไม่อาจสร้างขุมอำนาจบนโลกมนุษย์ได้” หลังจากเผ่าเฉียงเหลียงกับสิ่งมีชีวิตจากเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งในไทฮวงเข้ามาอยู่ในแดนสวรรค์ พวกเขาก็ไม่อาจกลับไปที่เผ่าโดยพลการ กลับไปเยี่ยมเยียนเป็นบางครั้งเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่จะอาศัยนามของแดนสวรรค์ไปสนับสนุนเผ่าตัวเองไม่ได้เด็ดขาด อย่างไรก็ไม่ใช่ชาวเทียนจิ่งอีกแล้ว หากไม่มีความห่างชั้นทางตำแหน่งฐานะเลย โลกมนุษย์จะไม่วุ่นวายโกลาหลหรือ?
ไปฉีถอนหายใจเอ่ยว่า “เจ้าตัวน้อยสองตัวนั่นก็จริงๆ เชียว ตั้งใจฝึกวรยุทธอยู่กับพวกเราไม่ดีหรือ ออกไปข้างนอกแล้วก็ไม่ยอมกลับมาเสียที” เจียงฉางเซิงไม่เอ่ยตอบ เพราะเขากำลังสอดส่องการสนทนาระหว่างท่านเทพจื่อหวนกับประมุขเผ่าฉาง
ภายในตำหนัก ประมุขเผ่าฉางกำลังกินด่าท่านเทพจื่อหวน ท่านเทพจื่อหวนผู้สูงส่งเวลานี้ก้มหน้าไม่กล้าเถียง ราวกับเด็กหญิงตัวน้อยที่ถูกโมโหใส่ ประมุขเผ่าฉางหน้าตาเหมือนคนอายุหกสิบเจ็ดสิบปี แม้ดูแก่ชราแต่พลังที่แผ่ออกมากลับแข็งแกร่ง ยามด่าทอด้วยโทสะก็เผลอปล่อยพลังออกมาจนหมดทำให้ตำหนักทั้งหลังสั่นไหวเบาๆ
“ช่างเรื่องนั้นก่อน! เจ้าเล่าเรื่องราวของมรรคาจารย์มาให้ละเอียดซิ เริ่มตั้งแต่ที่พวกเจ้ารู้จักกัน อย่าได้ตกหล่น!” ประมุขเผ่าฉางสูดลมหายใจลึกเฮือกหนึ่ง ข่มกลั้นความโกรธแล้วสั่ง ไม่มีผู้ใดเข้าใจความรู้สึกของเขา เผ่าฉางกำลังเติบโตด้วยดี แต่จู่ๆ บุตรสาวก็ติดต่อมาหาเขาแล้วบอกว่า เพราะนางทำผิดทั้งเผ่าจึงอาจถูกทำลายล้าง ต้องอพยพคนทั้งเผ่าเท่านั้น ตอนนั้นเขาโกรธจนเกือบจะอกแตกตาย แม้โกรธแต่เขาก็ยังเชื่อ เขาเชื่อใจบุตรสาวคนนี้มาก อีกฝ่ายไม่มีทางขู่เขาเล่น นางต้องไตรตรองมาอย่างดีแล้วค่อยตัดสินใจอย่างแน่นอน
ก่อนมาถึง เขาทำความเข้าใจเรื่องราวมาคร่าวๆ แล้ว เขาพบว่าเผ่าฉางอาจมีภัยมาเยือนจนล่มสลายทั้งเผ่าเพราะเรื่องนี้จริงๆ โลกเทพยุทธ์ยึดคติฆ่าผิดดีกว่าปล่อยผ่านตลอดมา ซ้ำร้ายคตินี้ยังได้รับการส่งเสริมนับแต่โบราณ ดังนั้นหากเผ่าฉางถูกโยงไปเกี่ยวกับลัทธิโบราณเข้า ต้องตายเป็นแน่ ผ่านไปเนิ่นนาน ท่านเทพจื่อหวนก็เล่าทุกสิ่งออกมาอย่างชัดเจน
ประมุขเผ่าฉางขมวดคิ้ว “หมายความว่า มรรคาจารย์อาจไม่ใช่สาวกของลัทธิโบราณ แต่เขามีพลังลึกล้ำยากหยั่งถึง สังหารเจ้าตำหนักเทพได้อย่างง่ายดาย ทั้งยังไม่เห็นโลกเทพยุทธอยู่ในสายตาอีกด้วย”
ท่านเทพจื่อหวนพยักหน้า “ใช่แล้วเจ้าค่ะ เขาประหลาดนัก เขาไม่เคยเป็นฝ่ายไปหาเรื่องศัตรูที่แข็งแกร่งก่อน บางทีเขาถึงกับกลัวความยุ่งยากเสียด้วยซ้ำ แต่เมื่อมีความแค้นกันแล้ว เขาจะไม่มีวันปล่อยไป เขาแตกต่างจากลัทธิโบราณที่เรารู้จักอย่างสิ้นเชิง เขาไม่ยึดติด ลมปราณของเขาเลือนรางนัก ทั้งยังเรียกตนเองว่าเทพเซียน บางทีเขาอาจไม่ได้ฝึกบำเพ็ญวิถียุทธ ดังนั้นจึงรู้ว่าตนเองต้องเป็นศัตรูกับโลกเทพยุทธอย่างแน่นอน” พูดถึงมรรคาจารย์ นางก็ยังรู้สึกฉงน นางไม่เข้าใจจริงๆ ว่ามรรคาจารย์โผล่มาจากไหนกันแน่
“กล้าเป็นศัตรูกับโลกเทพยุทธ์ ไม่ใช่ผู้ฝึกบำเพ็ญคนละวิถีกับวิถียุทธ ก็ต้องเป็นคนที่มีความแค้นกับโลกเทพยุทธ์ จากการกระทำของเขาแล้ว น่าจะเป็นอย่างแรก วิถีแห่งเทพเซียนอย่างนั้นหรือ… บางทีอาจเป็นเรื่องจริง การมีอยู่ของลัทธิโบราณพิสูจน์แล้วว่า ก่อนหน้ายุคสมัยของวิถียุทธ คือยุคสมัยแห่งศาสตร์โบราณ ในเมื่อมีศาสตร์โบราณ ผู้ใดจะกล้าแน่ใจว่าก่อนหน้าศาสตร์โบราณไม่เคยมีวิธีฝึกบำเพ็ญสายอื่นอีก” ประมุขเผ่าฉางครุ่นคิดอยู่เนิ่นนานก่อนจะเอ่ยขึ้นมา เขายอมรับได้ง่ายดายกว่าท่านเทพจื่อหวน สาเหตุสำคัญก็เพราะเขาล่วงรู้เรื่องราวต่างๆ ในโลกมามากกว่า
ท่านเทพจื่อหวนถามอย่างประหลาดใจ “ท่านคิดว่า เขาไม่ได้เสแสร้งแกล้งทำตัวเป็นเทพ แต่วิถีแห่งเทพเซียนมีอยู่จริงอย่างนั้นหรือ?”
ประมุขเผ่าฉางพยักหน้าเอ่ยว่า “ในเมื่อเราไม่แน่ใจ เหตุใดต้องปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง จินตนาการของคนมีพื้นฐานมาจากสิ่งที่รู้ ในหัวใจของเผ่ามนุษย์ เทพเซียนเป็นผู้ที่ทำได้ทุกสิ่ง มีพลังเหนือกว่าสิ่งมีชีวิตทั้งปวง ในเมื่อมนุษย์จินตนาการถึงตัวตนเช่นนี้ได้ ก็ไม่แน่ว่าพวกเขาจะไม่มีอยู่จริง” ท่านเทพจื่อหวนฟังแล้วก็พยักหน้า รู้สึกว่ามีเหตุผล แม้จะน่าเหลือเชื่อ แต่นางพบว่าตนเองไม่อาจปฏิเสธการมีอยู่ของมรรคาจารย์ได้จริงๆ
เจียงฉางเซิงผู้ใช้จิตสัมผัสแอบลอบมองพวกเขาอยู่ ฟังแล้วก็นึกนับถืออยู่ในใจ มิเสียที่เป็นประมุขของเผ่าหนึ่ง ช่างมองเรื่องราวได้ขาดจริงๆ ดูจากท่าทีของประมุขเผ่าคนนี้ เผ่าฉางน่าจะเป็นพวกที่คบหาด้วยไม่ยาก แน่นอนว่าต่อให้ไม่ใช่เช่นนั้น เจียงฉางเซิงก็ทำให้พวกเขากลายเป็นพวกที่จัดการง่ายได้อยู่ดี
“เผ่าฉางกระจายกันอยู่กว้างเกินไป ต่อให้เรียกกลับมา แค่พวกที่ใช้แซ่ฉางก็ต้องใช้เวลา ให้ข้าลงไปพบมรรคาจารย์ก่อนเถิด” ประมุขเผ่าฉางครุ่นคิดแล้วเอ่ยออกมา ท่านเทพจื่อหวนย่อมไม่คัดค้าน นางกำลังจะเอ่ยตอบ แต่ทันใดนั้นเอง จิตสังหารอันน่าวาดกลัวก็ร่วงลงมากดทับ ทำให้พ่อลูกสองคนตกใจผุดลุกขึ้นยืนทันที
“เหอะ!” ทันทีที่เสียงเย็นชาเสียงหนึ่งดังขึ้น ประมุขเผ่าฉางก็หายวับไปจากที่เดิม
ฝึกยุทธจำนวนมากของเผ่าฉางกับเรือหอคอยยักษ์ของพวกเขากระจายกันอยู่รอบเกาะเวหาของท่านเทพจื่อหวน เป็นภาพที่ยิ่งใหญ่อลังการ บนเกาะเวหาที่ไกลออกไป มีท่านเทพไม่น้อยกำลังสอดส่องดูสถานการณ์อยู่ ประมุขเผ่าฉางปรากฏกายบนชายหลังคาของตำหนักแห่งหนึ่ง เขาแหงนหน้ามองกลุ่มเมฆเรืองรองบนสุดปลายยอดของคงคาสวรรค์ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ไม่ใช่แค่เขา ผู้ฝึกยุทธ์ของเผ่าฉางคนอื่นๆ ก็เงยหน้าอยู่เช่นกัน จิตสังหารสายนั้นมุ่งมาที่พวกเขา นอกจากพวกเขาคนบนเกาะเวหาทั้งหลายของท่านเทพองค์อื่นไม่รู้สึกถึงสิ่งนี้
ท่านเทพจื่อหวนปรากฏตัวออกมาข้างกายประมุขเผ่าฉางแล้วถามเสียงเคร่งเครียด “ผู้ใดกัน?”
ประมุขเผ่าฉางสูดหายใจลึกๆ แล้วตอบว่า “ยุ่งยากแล้ว ท่าทางเบื้องบนจะไม่อนุญาตให้เรามีโอกาสหนี บางทีผู้เบื้องบนอาจเฝ้ารอให้เรารวมตัวกันอยู่แล้ว ตอนนี้เมื่อสมาชิกฝีมือเยี่ยมของเผ่าฉางมารวมตัวกันที่นี่ เบื้องบนจึงคิดจะจัดการให้หมดในครั้งเดียว” ได้ยินคำนี้ ท่านเทพจื่อหวนก็หน้าซีดเผือด
เปรี้ยง! เสาแสงสีขาวแท่งหนึ่งร่วงลงมาจากฟ้า มันแผ่ล้อมเกาะเวหาของท่านเทพจื่อหวนด้วยความเร็วอันรวดเร็ว เส้นผ่านศูนย์กลางของมันยาวถึงหนึ่งล้านลี้ ครอบคลุมคนของเผ่าฉางทั้งหมดที่อยู่รอบๆ ก่อนที่ลำแสงของเสาแสงจะจมดิ่งลงไปในคงคาสวรรค์
สมาชิกเผ่าฉางที่ตกอยู่กลางเสาแสงตื่นตระหนกทันที มีคนใช้ยอดเคล็ดวิชาหมายทำลายเสาแสงสีขาว ทว่าพอแม่ปราณสัมผัสถูกเสาแสง มันกลับแตกสลายหายไปสิ้น ผู้ฝึกยุทธเผ่าฉางทยอยเริ่มลงมือทุกทิศทาง เห็นแต่ภาพแม่ปราณระเบิดแล้วสลายไป แม้มันจะดูยิ่งใหญ่อลังการนัก แต่ทุกคนกลับไมอาจทำให้เสาแสงสีขาวที่ประหนึ่งประกาศิตสวรรค์แท่งนี้สั่นคลอนได้เลย
“หยุดก่อน!” เสียงของประมุขเผ่าฉางลอยเข้าไปในหูของทุกคน ทำให้สมาชิกเผ่าฉางทุกคนหยุดโจมตี “ดูท่าเจ้าสวรรค์จะมีคำพูดต้องการพูดกับเผ่าฉาง เหตุใดจึงไม่ปรากฏตัวเล่า?” ประมุขเผ่าฉางตะโกนเสียงดังกังวาน เสียงของเขาประหนึ่งอสนีบาตดังกึกก้อง มันสะท้อนไปมาในเสาแสงสีขาว
ทุกคนเงยหน้ามอง บนกลุ่มเมฆเรืองรองเหนือคงคาสวรรค์ มีเงาร่างหนึ่งค่อยๆ เหาะลงมา เขาก็คือ เจ้าสวรรค์ปู้ ที่ส่งเจ้าตำหนักเทพจี้มาสืบหาวิชานิพพานสู่กำเนิดนั่นเอง เจ้าสวรรค์ปู้มีใบหน้าแก่ชรา สองตาของเขาปรือเปิดเพียงครึ่งหนึ่ง บนเรือนกายสวมอาภรณ์สีดำที่ปลิวสะบัดจนดูเหมือนเปลวเพลิงสีดำที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า เขาเหาะลงมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยุดอยู่ห่างจากตำหนักท่านเทพไม่ถึงพันจั้ง เขาลอยนิ่งอยู่บนฟ้าแล้วก้มลงมาเอ่ยกับประมุขเผ่าฉางด้วยสีหน้าเย็นชา
“ฉางเยวียเฉียน สมคบกับลัทธิโบราณ รู้หรือไม่ว่ามีโทษประการใด?” ทันทีที่คำพูดนี้เอ่ยออกมา เผ่าฉางทั้งหมดก็ส่งเสียงฮือฮา พวกเขาฉงนใจมาตลอดว่าเหตุใดประมุขเผ่าต้องลากพวกเขาเดินทางมาถึงที่นี่ คิดไม่ถึงว่าสาเหตุจะเป็นเพราะสมคบกับลัทธิโบราณ ไม่มีผู้ใดโกรธเกรี้ยว มีแต่คนหวาดกลัว เพราะทุกคนรู้ดีว่าสมคบกับลัทธิโบราณจะมีจุดจบอย่างไร
“อ้อ? เจ้าสวรรค์ สาวกลัทธิโบราณอยู่ไหนหรือ? หรือว่าท่านใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น คิดป้ายสีให้ข้าเป็นสาวกของลัทธิโบราณ” ประมุขเผ่าฉาง ฉางเยวียเฉียน โต้กลับอย่างไม่ตระหนกลนลาน แววตาของเขาดุดันไม่มีความหวาดกลัวเจ้าสวรรค์ปู้แม้แต่น้อย “หากเผ่าฉางสมคบกับลัทธิโบราณจริง เหตุใดเจ้าสวรรค์จึงเดินทางมาเพียงผู้เดียว กองทัพทัณฑ์เทพของโลกเทพยุทธเล่า?”
ท่านเทพจื่อหวนได้ยินดังนั้น แววตาก็เปลี่ยนไปทันที ทุกคนในเผ่าฉางต่างมีอาการเช่นเดียวกัน ไม่เห็นกองทัพทัณฑ์เทพนั่น ย่อมหมายความว่าไม่ใชการกระทำของโลกเทพยุทธ! เห็นชัดว่าเสาแสงสีขาวนี่ตั้งใจจะตัดขาดพวกเขาไม่ให้คนข้างนอกได้ยินบทสนทนา เจ้าสวรรค์ผู้นี้มีเจตนาไม่ดี “เผ่าฉาง เข้าใจหรือไม่ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้? หากอยากกลับตัวกลับใจตอนนี้ยังทันอยู่!” เจ้าสวรรค์ปู้ถามด้วยท่าทางเฉยเมย เขายังเป็นฝ่ายกุมอำนาจต่อรองจึงไม่คิดตอบคำถามของฉางเยวียเฉียน
ฉางเยวียเฉียนหัวเราะ “เจ้าสวรรค์ไม่รู้หรือว่าต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น? หรือว่าเจ้าสวรรค์ไม่รู้ว่าท่านกำลังจะต้องเผชิญหน้ากับผู้ใด?”