เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 372 สวรรค์สามสิบสามชั้นฟ้า ผสานรวมโลกแห่งยุทธ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 372 สวรรค์สามสิบสามชั้นฟ้า ผสานรวมโลกแห่งยุทธ
“ทุกคนที่อยู่ที่นี่ มอบหมายให้เผ่าฉางควบคุมดูแล ทำได้ใช่หรือไม่?” เจียงฉางเซิงหันไปถามฉางเยวียเฉียน
ในทะเลดาวแถบนี้มีขั้นยอดยุทธ์กำเนิดสวรรค์อยู่ไม่น้อย ส่วนมากก็คือพวกท่านเทพ ฉางเยวียเฉียนได้ยินดังนั้นก็รับปากทันที “ได้แน่นอนขอรับ ขอเพียงไม่ใช่ขั้นสุญญตาทะลวงยุทธ์ เผ่าฉางต้องคุมสถานการณ์ได้แน่นอน จักรวาลของโลกเบื้องล่างก็เป็นเพียงมุมหนึ่งของมหาพิภพนิลเหลืองเท่านั้น”
“คำว่าสามพันโลก เป็นแค่คำพรรณนาจริงๆ สินะ” เจียงฉางเซิงถามต่อว่า “โลกเทพยุทธจะใช้เวลานานเท่าใดกว่าจะซ่อมแซมต้นสายคงคาสวรรค์ได้?”
ฉางเยวียเฉียนขบคิดครู่หนึ่งก็ตอบว่า “สองล้านปีก่อน เคยมีต้นสายคงคาสวรรค์ของโลกเบื้องล่างแห่งหนึ่งถูกตัดขาด โลกเทพยุทธใช้เวลาซ่อมแซมแปดร้อยปี ยามนี้ผ่านมานานถึงเพียงนี้แล้ว เวลาอาจย่นลงมาเหลือหนึ่งร้อยปี”
“หนึ่งร้อยปีหรือ… กระชั้นชิดจริงๆ! ดูท่าการรวมโลกแห่งยุทธต้องรีบเริ่มให้เร็วที่สุด!” เจียงฉางเซิงมองคงคาสวรรค์ที่อยู่เบื้องล่าง เขาเกิดความคิดขึ้นมาประการหนึ่ง “เช่นนั้นก็หอบทุกสิ่งที่อยู่ตรงนี้ไปให้หมดเลยก็แล้วกัน!”
“มรรคาจารย์ ลูกหลานเผ่าฉางของข้าส่วนใหญ่ยังเดินทางมาไม่ถึง ท่านมีอภินิหารมหัศจรรย์ มิทราบว่าพอมีวิธีหรือไม่?” ฉางเยวียเฉียนเอ่ยคำขอร้องที่แม้แต่ตนเองก็ยังรู้สึกว่ามากเกินไปออกมา แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เมื่อเขาเชื่อว่ามรรคาจารย์คือทายาทรุ่นหลังของเทพเซียน เขาก็คิดว่าบางที มรรคาจารย์อาจทำได้ “เทพเซียนไม่ใช่ว่าทำได้ทุกสิ่งหรอกหรือ”
เจียงฉางเซิงตอบว่า “ข้าจะพยายามให้เต็มที่”
เขาจดจำกลิ่นอายสายเลือดของเผ่าฉางได้แล้ว เขาย่อมแบ่งร่างแยกอีกร่างหนึ่งส่งไปที่โลกเบื้องบนได้ ทว่าก่อนหน้านั้นเขาต้องฟื้นพลังอาคมของตัวเองให้เต็มพิกัดเสียก่อน เช่นนี้จึงจะแน่ใจว่าเขาจะสร้างร่างแยกที่แข็งแกร่งที่สุดออกมาได้ ได้ยินดังนั้นฉางเยวียเฉียนก็ยิ้มอย่างขอบคุณ เจียงฉางเซิงไม่พูดมากอีก เขาหายวับไปจากที่เดิม เรื่องที่เหลือเขาเชื่อว่าฉางเยวียเฉียนรู้ว่าสมควรทำอย่างไร
เมื่อเจียงฉางเซิงจากไปแล้ว เผ่าฉางก็ส่งเสียงโหวกเหวกดังสะเทือนฟ้า
“สวรรค์! เมื่อครู่คือผู้ใด แข็งแกร่งนัก!”
“แรงกดข่มของเจ้าสวรรค์ผู้นั้นแข็งแกร่งถึงเพียงนั้น แต่กลับถูกสังหารด้วยธนูเพียงสามดอก…”
“อีกฝ่ายเพิ่งช่วยเรา ย่อมหมายความว่าไม่เกรงกลัวโลกเทพยุทธ ผู้ที่ไม่เกรงกลัวโลกเทพยุทธทั้งหลายไม่ใช่คนที่เราจะจินตนาการออกเสียทีไหนกัน”
“นั่นสิ เจ้าสวรรค์ผู้นั้นบอกว่าเราสมคบกับลัทธิโบราณ หรือว่าคนเมื่อครู่ก็คือ… ปัดโธ่! เหลวไหล ผู้อาวุโส ท่านว่าคนเมื่อครู่เหมือนสาวกลัทธิโบราณหรือไร? นั่นมันข้อหาที่เจ้าสวรรค์โลกเทพยุทธ์ใส่ร้ายผู้อื่นต่างหาก!”
สมาชิกเผ่าฉางต่างวิพากษ์วิจารณ์กัน ผู้ฝึกยุทธในมหาพิภพนิลเหลืองเชิดชูพลังมากกว่าผู้ฝึกยุทธในโลกแห่งยุทธเสียอีก ดังนั้นความแข็งแกร่งของเจียงฉางเซิงจึงทำให้พวกเขานับถือชื่นชมอย่างที่สุด จนเริ่มตั้งตาคอยวันเวลาในอนาคต
เมื่อกลับมาถึงในตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเซิงก็เริ่มโคจรพลังฟื้นพลังอาคม ศึกใหญ่หนนี้ผลาญพลังไปไม่น้อย หลักๆ ก็คือธนูที่ทำลายต้นสายคงคาสวรรค์ดอกนั้น เขาใช้พลังเต็มที่จริงๆ เพราะกลัวว่าจะพลาดท่าแล้วเสียหน้าต่อหน้าชาวเผ่าฉาง
[ปีติ้งเทียนที่หนึ่งร้อยแปดสิบห้า เจ้าสวรรค์ปู้เดินทางมาเยือน เพื่อเสาะหาวิชานิพพานสู่กำเนิดและแก้แค้นให้เจ้าตำหนักเทพจี้ เจ้าเอาชีวิตรอดจากการท้าสู้ของเขาได้สำเร็จ รอดพ้นจากเคราะห์ภัยสังหาร ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นอาณาเขตฝึกบำเพ็ญ นามว่า “สวรรค์สามสิบสามชั้นฟ้า”]
ข้อความแจ้งเตือนแถวหนึ่งปรากฏตรงหน้าเจียงฉางเซิงทำให้เขาเลิกคิ้วขึ้น นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับอาณาเขตฝึกบำเพ็ญ ตำหนักเมฆาม่วงเป็นสมบัติอาคมเคราะห์กรรม ส่วนคำว่า “อาณาเขตฝึกบำเพ็ญ” คำนี้เพิ่งเคยปรากฏเป็นครั้งแรก เจียงฉางเซิงรับสืบทอดความทรงจำเกี่ยวกับสวรรค์สามสิบสามชั้นฟ้ามาทันที
สวรรค์สามสิบสามชั้นฟ้า แบ่งออกเป็นอาณาเขตฝึกบำเพ็ญสามสิบสามชั้น มันช่วยเพิ่มพูนปราณวิญญาณและสติปัญญา แต่ละชั้นมีเขตอาคมป้องกันอันเป็นเอกลักษณ์ สามารถป้องกันการบุกรุกของผู้ไม่มีโชคชะตาได้ด้วยตัวเอง ขณะเดียวกันสวรรค์สามสิบสามชั้นฟ้าก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันด้วย มันตั้งอยู่ในมิติแยกต่างหาก “สวรรค์สามสิบสามชั้นฟ้า คืออาณาเขตฝึกบำเพ็ญที่มีประสิทธิภาพดีเยี่ยมที่สุด!” เจียงฉางเซิงรู้สึกว่าเยี่ยมมาก มีสวรรค์สามสิบสามชั้นฟ้าบวกกับตำหนักเมฆาม่วง เขาย่อมลงแรงฝึกน้อยลงแต่ได้ผลเป็นเท่าทวี เมื่อมีสวรรค์สามสิบสามชั้นฟ้าคู่กับพลังโชคชะตาของบัญชีสถาปนาเทพ แดนสวรรค์ก็จะเติบโตเร็วขึ้นอีกระดับหนึ่ง นี่เป็นรางวัลรอดชีวิตที่ได้มาจากขั้นเจ้ายุทธ์ปฐมมรรคาเชียวนะ ต้องไม่ธรรมดาอยู่แล้ว
เขาเรียกสวรรค์สามสิบสามชั้นฟ้าออกมา เมฆหมอกกลุ่มหนึ่งปรากฏตรงหน้า พวกมันไม่นับว่าขนาดใหญ่นัก เขาส่งจิตสัมผัสแทรกเข้าไปด้านใน แล้วเริ่มทลายเขตอาคมที่มีอยู่แล้ว เขตอาคมที่ติดมากับสวรรค์สามสิบสามชั้นฟ้าตั้งแต่แรกเหล่านี้ซ่อนเร้นอำพรางตัวได้ดียิ่งนัก หากไม่ได้รับสืบทอดความทรงจำมาเขาคงหาพวกมันพบยากมาก ไปฉีมองแวบหนึ่งก็หลับตาเข้าสู่ห้วงฝันจมลงไปในมหาพิภพจิตจรต่อ ส่วนไป๋หลงมันไม่เคยเปิดเปลือกตาตื่นมาดูแม้แต่หนเดียว
ครึ่งปีหลังจากนั้น สมาชิกเผ่าฉางก็ทยอยถูกร่างแยกของเจียงฉางเซิงพาอพยพมายังจักรวาลของโลกเบื้องล่าง ปัจจุบันเจียงฉางเซิงแบ่งร่างแยกออกไปสองร่างแล้ว ร่างหนึ่งรับผิดชอบค้นหาห้วงมิติที่เหมาะสมเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย ส่วนอีกร่างหนึ่งรับผิดชอบรวบรวมคนเผ่าฉางโดยพึ่งพารอยประทับสังสารวัฏ จากนั้นค่อยใช้วิชาหลีกเร้นห้าธาตุ ร่างแยกของเขาเดินทางข้ามมิติไปมาได้ดั่งใจอยู่แล้ว นี่ก็คือเซียน เดินทางไปมาระหว่างสามภพได้ดั่งใจ คำว่าสามภพที่ว่าก็ไม่ต่างอะไรจากคำว่าโลกทั้งสามพันใบนัก พวกมันล้วนเป็นคำเรียกรวมๆ เท่านั้น
เมื่อสมาชิกเผ่าฉางทยอยกลับมาทีละคนสองคน ฉางเยวียเฉียนกับเผ่าฉางก็ยิ่งซาบซึ้งขอบคุณเจียงฉางเซิงมาก ในเวลาสั้นๆ เพียงครึ่งปี มหาพิภพจิตจรก็เริ่มมีผู้ศรัทธาเผ่าฉางโผล่มาแล้ว ความเร็วนี้เหนือความคาดหมายของเจียงฉางเซิง พูดถึงมหาพิภพจิตจร แต่ละวันมีผู้ศรัทธาเซ่นไหว้มากกว่าสองพันล้านคนมาปรากฏตัวพร้อมกัน ผู้ศรัทธาทั้งหลายถกเถียงเรื่องวิชายุทธ์ แลกเปลี่ยนข่าวสาร ไปจนถึงค้าขาย แม้มหาพิภพจิตจรจะเป็นห้วงความฝัน แต่มันก็กลายเป็นยุทธภพอีกแห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยทรัพยากรและสีสันไปแล้ว
เยี่ยจ้านเป็นผู้หนึ่งที่หลงใหลดินแดนแห่งนี้อย่างมาก เขาเป็นคนที่มาจากโลกเบื้องบน แล้วยังถูกมรรคาจารย์จองจำด้วยตนเอง สิ่งเหล่านี้ทำให้ชื่อเสียงของเขาดังกระฉ่อน กลายเป็นคนดังในมหาพิภพจิตจร เขาอาศัยการสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้ศรัทธามากมาย ทำความเข้าใจพลังนิพพานมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนหน้านี้เขาไม่มีช่องทางให้สนทนาเรื่องวิถียุทธกับผู้คนจำนวนมากเช่นนี้ ประการแรกเพราะเขาไม่เชื่อใจคน ประการที่สองเพราะเขาดูแคลนผู้อื่น แต่ในมหาพิภพจิตจร ต่างฝ่ายไม่อาจมองเห็นขั้นพลังของแต่ละฝ่ายได้ อีกทั้งพวกเขาลล้วนเป็นผู้ศรัทธาเซ่นไหว้เหมือนกัน นั่นทำให้พวกเขาเข้าหากันได้ง่ายอย่างยิ่ง
วันนี้เยี่ยจ้านลืมตาตื่นขึ้นมาก็ลุกขึ้นมานั่งทำสมาธิ บรรพจารย์เผ่าเยี่ยลอยออกมาจากในร่างของเขา แล้วมองปราณแห่งนิพพานที่วนล้อมรอบตัวเขา จากนั้นก็ถอนหายใจอย่างชื่นชม “มหัศจรรย์จริง เจ้าใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอนแท้ๆ แต่กลับก้าวหน้ากว่าก่อนหน้านี้มาก หรือว่านี่คือผลของการพักผ่อนให้เพียงพอ?”
เยี่ยจ้านตอบทั้งที่หลับตาว่า “ทุกสิ่งล้วนเป็นมรรคาจารย์มอบให้”
การมีอยู่ของมหาพิภพจิตจรจะให้คนนอกรู้ไม่ได้ นี่เป็นกฎที่มรรคาจารย์ตั้งไว้ เขาเองก็เคารพกฎนั้น จึงยกให้สิ่งที่ตนเองได้รับมาจากมหาพิภพจิตจรทั้งหมด เป็นความดีความชอบของมรรคาจารย์
“มรรคาจารย์หรือ… ดูท่าพรสวรรค์ของเจ้าคงไปสะดุดตาเขาเข้าสินะ” บรรพจารย์เผ่าเยี่ยคลี่ยิ้ม สีหน้าโล่งใจ เขาเชื่อมาตลอดว่าพรสวรรค์ของเยี่ยจ้านเหนือกว่าเยี่ยเสินคง เพียงแต่ถูกเผ่าเยี่ยกดพรสวรรค์เอาไว้เท่านั้น
“ไม่… มรรคาจารย์ดีต่อสรรพชีวิตเท่าเทียมกัน เขาไม่เคยตระหนี่ถี่เหนียวที่จะมอบความช่วยเหลือแก่สรรพชีวิต ไม่ลำเอียงแบ่งชนชั้นสำนัก ไม่เหยียดหยามเผ่าพันธุ์ใด…” เยี่ยจ้านเริ่มพร่ำพูดคำชมที่มีต่อมรรคาจารย์ออกมาอย่างไม่ขาดสาย
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยยิ่งฟังก็ยิ่งทำสีหน้าประหลาด เกิดอะไรขึ้น? ก่อนหน้านี้ตอนได้ยินว่าต้องคุกเข่าให้มรรคาจารย์ เจ้าเด็กนี่ยังทำหน้ากล้ำกลืนอยู่เลย เหตุไฉนตอนนี้ไปอยู่ฝั่งมรรคาจารย์เต็มตัวเสียแล้วเล่า? บรรพจารย์เผ่าเยี่ยมักจะรู้สึกว่ามรรคาจารย์ทำอะไรบางอย่างกับเยี่ยจ้าน ทว่าแม้ฉงนแต่เขาไม่ต่อต้าน ช่วยไม่ได้ เผ่าเยี่ยต้องมีที่พึ่ง
ปีติ้งเทียนที่หนึ่งร้อยเก้าสิบ เทียนจิ่งตกอยู่ท่ามกลางสงครามอย่างสมบูรณ์ พวกเขาถูกเผ่ามนุษย์ที่แข็งแกร่งจากโลกหลักแห่งหนึ่งโจมตี ผู้ฝึกยุทธ์ที่อีกฝ่ายขนออกมาเป็นกำลังรบที่มีจำนวนมากกว่าพันล้านคน แนวรบลากยาว ยิ่งนักกำลังทหารในค่ายหลักของพวกเขาก็ยากจะประเมิน ไม่ว่าผู้ฝึกยุทธขั้นใดล้วนมีทั้งสิ้น แม้จะมีเผ่าเฉียงเหลียงคอยช่วยเหลือแล้วก็ยากจะคว้าชัยเหนือศัตรูอยู่ดี เจียงฉางเซิงกลับไม่สนใจเคราะห์ภัยของเทียนจิ่งหนนี้ เดี๋ยวถ้าเจียงจื๋ออวี้ต้านไม่ไหวจริงๆ ก็คงขอให้แดนสวรรค์ช่วยเอง แต่เจียงจื๋ออวี้ไม่ทำเช่นนั้น เพราะเขาเชื่อว่าเทียนจิ่งต้องผ่านความยากลำบากจึงจะก้าวหน้า
วันนี้เอง บนเกาะเวหา กลุ่มยอดฝีมือของเผ่าฉางจำนวนมากกำลังรวมตัวกัน พวกเขาเป็นผู้กุมอำนาจในระดับต่างๆ ฉางเยวียเฉียนกับท่านเทพจื่อหวนยืนอยู่ตรงกลางวง ไกลออกไปบนอาคารหลังแล้วหลังเล่า และเกาะเวหาแห่งอื่น มีผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นๆ ของเผ่าฉางและท่านเทพองค์อื่นกำลังเฝ้าจับตาดูพวกเขา ทั้งหมดกำลังรอคอยคนผูหนึ่ง
“มรรคาจารย์จะทำอะไรกัน?”
“ไม่แน่ใจ แต่ประมุขเผ่าให้พวกเรารอย่อมต้องเรื่องใหญ่เกิดขึ้นแน่”
“คงไม่ใช่ว่าจะจัดการท่านเทพพวกนั้นหรอกนะ?”
“น่าจะไม่ใช่ มรรคาจารย์ไม่ใช่ผู้รักการเข่นฆ่าเช่นนั้น”
“แล้วเจ้าไปรู้มาได้อย่างไร?”
“ไร้สาระ! ข้าต้องเข้าใจมรรคาจารย์ดีอยู่แล้วสิ!”
คนเผ่าฉางต่างซุบซิบสนทนา ท่านเทพจากโลกแต่ละแห่งกังวลอย่างยิ่ง พวกเขากำลังเป็นห่วงตนเอง ฉางเยวียเฉียนหันไปมองท่านเทพจื่อหวนที่อยู่ด้านข้าง ท่านเทพจื่อหวนส่ายหน้าเบาๆ นางเองก็ไม่รู้ว่ามรรคาจารย์ต้องการทำสิ่งใดเช่นกัน เวลาไหลผ่านไปทีละน้อย ในที่สุด!
ฉางเยวียเฉียนก็เห็นมรรคาจารย์ฝ่าทะลุเมฆมาเยือนเป็นคนแรก จากนั้นคนมากมายก็สังเกตเห็นตาม เขาเหาะขึ้นไปเหนือคงคาสวรรค์อย่างรวดเร็ว พวกฉางเยวียเฉียนพากันเงยหน้ามองตาม
“ในเมื่อโลกเบื้องบนไม่ยอมรับโลกเบื้องล่าง เช่นนั้นโลกเบื้องล่างก็จงมารวมพลังกัน ทำให้คงคาสวรรค์ กลายเป็นคงคาสวรรค์ของสรรพชีวิตเถิด!” เสียงของเจียงฉางเซิงดังขึ้น เสียงของเขานิ่งสงบและน่าเกรงขาม มันดังกังวานเข้ามาในหูของทุกคน ทุกคนพลันตื่นตัวขึ้นมาทันทีเพราะไม่เข้าใจว่าเขาต้องการจะทำสิ่งใด
ในตอนนั้นเอง เจียงฉางเซิงก็ยกมือขวาขึ้น นิ้วชี้กับนิ้วกลางของมือขวาชูชิดกัน ยกขึ้นมาไว้ประมาณริมฝีปากเหมือนกำลังท่องคาถาบางอย่าง ครืนนนน! คงคาสวรรค์อันยิ่งใหญ่มหึมาเริ่มสั่นไหว จนทำให้เกาะเวหาแต่ละแห่งที่อยู่บนนั้นสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงไปด้วย ทุกคนต่างสะดุ้งตกใจแต่ไม่กล้าทำสิ่งใดบุ่มบ่าม
ท่ามกลางความมืดมิดที่อยู่เบื้องล่าง เริ่มมีแสงสว่างจุดแล้วจุดเล่าฉายแสงขึ้นมา พวกเขามองเห็นรัศมีแสงจากคงคาสวรรค์ของโลกแห่งยุทธอีกแปดสิบเอ็ดใบที่เหลือเริ่มหดเล็กลง ชั่วอึดใจนี้ทุกคนต่างทำสีหน้าไม่อยากเชื่อ รัศมีแสงของคงคาสวรรค์หดเข้ามารวมกันอย่างว่องไว ทำให้โลกแห่งยุทธทั้งแปดสิบเอ็ดใบผสานรวมกัน ทว่าพวกมันกลับไม่ระเบิด ผืนดินเชื่อมประสาน ไม่ทันไรก็กลายเป็นผืนปฐพีและโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งหนึ่ง
ดวงดาวที่ส่องสว่างท่ามกลางความมืดดวงแล้วดวงเล่า ลอยละล่องตามมา เมื่อเพ่งมองให้ดี จะพบว่าแผ่นดินของโลกแห่งยุทธที่ลักษณะคล้ายโลกยุทธไทฮวงกำลังเข้ามาต่อกันประหนึ่งตัวต่อ ฉางเยวียเฉียนผู้มีพลังอยู่ในขั้นสุญญตาทะลวงยุทธเบิกตาโต สิ่งที่เขาเคยเรียนรู้มาเหมือนจะถูกพลิกคว่ำไปหมด นี่มันคือวิชาอันใดกัน?
ท่านเทพจื่อหวนเงยหน้ามอง นางมองเห็นไม่ชัดว่า มรรคาจารย์ผู้อยู่สูงขึ้นไปด้านบนกำลังทำสีหน้าอย่างไร แต่ท่าทางของเขาประทับลึกอยู่ในหัวใจของนาง ในฐานะท่านเทพ นางรู้จักโลกแห่งยุทธ์เป็นอย่างดี กฎฟ้าดินของโลกแห่งยุทธแต่ละแห่งแตกต่างกัน ระดับพลังแห่งโชคชะตาก็ไม่เท่ากัน แล้วยังมีพลังของคงคาสวรรค์กั้นขวางระหว่างกันอีก นางไม่เคยได้ยินว่ามีผู้ใดรวมโลกแห่งยุทธ์ต่างๆ เข้าด้วยกันได้มาก่อน แล้วยิ่งกว่านั้น นางสัมผัสลมปราณไม่ได้ด้วยซ้ำ!
“วิถีเซียนมีอยู่จริงๆ!”
โลกแห่งยุทธเข้ามาผสานรวมกันมากขึ้นเรื่อยๆ พวกมันมีจำนวนมากกว่าแปดสิบเอ็ดใบเสียอีก ด้วยการปกปักษ์จากดวงจิตของเจียงฉางเซิง สรรพชีวิตในโลกแห่งยุทธต่างไม่รับรู้ถึงความผิดปกติ มีเพียงสิ่งมีชีวิตที่อยู่ตรงสุดขอบดินแดนเหล่านั้น ที่มองเห็นดินแดนแห่งใหม่โผล่ขึ้นมาตรงสุดขอบฟ้า แววตาของพวกเขามีแต่ความตกตะลึง
หลายสิบลมหายใจหลังจากนั้น แผ่นดินขนาดมหึมาผืนหนึ่งก็ปรากฏอยู่เบื้องล่าง มันกว้างใหญ่ยิ่งกว่าคงคาสวรรค์ ทุกคนที่อยู่ด้านบนล้วนตกตะลึง
“ในเมื่อเป็นโลกมนุษย์ ไยต้องแบ่งสูงต่ำด้วยเล่า!” เสียงของเจียงฉางเซิงดังขึ้น มือซ้ายของเขาสะบัดแส้ขนกิเลน ดวงดารานับไม่ถ้วนในคงคาสวรรค์อันกว้างใหญ่ลอยละล่องออกมา ประดับประดารอบตัวผืนแผ่นดิน พวกมันเรียงตัวเป็นรูปร่างของกลุ่มดาวในจักรวาลที่เขารู้จักเมื่อชาติก่อน รายล้อมเป็นรูปทรงขดหอย ยามแสงดาวพรั่งพราวรวมกัน สุกสกาวส่องสว่างอย่างน่าประหลาด