เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 374 โชคชะตายิ่งใหญ่ พลิกอนาคต
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 374 โชคชะตายิ่งใหญ่ พลิกอนาคต
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยไม่เคยประเมินมรรคาจารย์ต่ำไป และถึงกับคิดว่าตัวเองออกจะระแวงเกินเหตุ จนสูญเสียความทระนงที่เคยมีในอดีตไปเสียแล้ว
แต่หลังจากฟังสิ่งที่เยี่ยจ้านพูดวันนี้แล้ว เขารู้สึกว่าตนเองยังคงประเมินมรรคาจารย์ต่ำเกินไปอยู่ดี
ผสานโลกแห่งยุทธ์ของโลกเบื้องล่างเข้าด้วยกันทั้งหมดได้ ต้องเป็นพละกำลังที่ยิ่งใหญ่เพียงใดกัน
ยิ่งกว่านั้น เขาไม่ได้รู้สึกว่ากฎแห่งฟ้าดินเปลี่ยนไปแต่อย่างใด นี่นับเป็นเรื่องที่แทบจะทำไม่ได้เลย!
ยังมีเจ้าสวรรค์ปู้อีก เขาเป็นเจ้ายุทธ์ปฐมมรรคาทีแข็งแกร่งยิ่งนัก แต่กลับถูกปลิดชีพด้วยศรสามดอก!
บนเส้นทางแห่งวิถียุทธ์ ระดับขั้นยิ่งสูงก็ถูกสังหารได้ยาก แม้แต่เจ้ายุทธ์ปฐมมรรคาก็ยังพบว่าเป็นเรื่องยากที่จะสังหารสุญญตาบรรลุยุทธ์ได้ เว้นเสียแต่จะใช้ค่ายกลจำกัดไม่ให้สุญญตาบรรลุยุทธ์แปลงกายเป็นความว่างเปล่า
“มรรคาจารย์ต้องการทำสิ่งใดกันแน่ หรือว่าต้องการล้มล้างการปกครองของโลกเทพยุทธ์”
หัวใจของบรรพจารย์เผ่าเยี่ยเต้นรัว แม้เขาจะตกใจแต่ก็อดเกิดความคาดหวังอันยิ่งใหญ่ในใจไม่ได้
สภาพการณ์ของเผ่าเยี่ยยากจะพลิกฟื้นตัวได้ เพราะไปล่วงเกินโลกเทพยุทธ์เข้า ทั้งยังมีศัตรูมากมาย
แม้ว่าพวกเขาจะผงาดขึ้นมาอีกครั้งได้ แต่โลกเทพยุทธ์ก็จะต้องคอยขัดแข้งขัดขาพวกเขาอยู่ดี
หากเยี่ยจ้านช่วยมรรคาจารย์โค่นล้มโลกเทพยุทธ์ เผ่าเยี่ยก็จะผงาดขึ้นมาได้ และยังจะได้รับสถานะที่ไม่เคยมีมาก่อนด้วย!
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยมองเยี่ยจ้านที่กำลังพูดเป็นน้ำไหลไฟดับ เมื่อนั้นแววตาของเขาก็เร่าร้อนขึ้นมา
ในภาวะคับขันยิ่งยวด แต่เจ้าหนุ่มนี่กลับสามารถพบกับโอกาสทองเช่นนี้ได้ เขามองเห็นบางสิ่งในตัวเยี่ยจ้านที่เปล่งประกายยิ่งกว่าในตัวของเยี่ยเสินคงเสียอีก
นั่นก็คือ โชคชะตาอันยิ่งใหญ่!
เยี่ยจ้านยิ่งพูดก็ยิ่งกระตือรือร้นมากขึ้น จนเกือบพลั้งปากพูดบางสิ่งไปเสียแล้ว แต่เคราะห์ดีที่ยั้งเอาไว้ทัน
เมื่อเห็นบรรพจารย์ยิ้มครึ่งไม่ยิ้มมองเขา เยี่ยจ้านจึงกระแอมหนหนึ่งแล้วกล่าวว่า
“สรุปก็คือ มรรคาจารย์แข็งแกร่งอย่างเหลือเชื่อจริงๆ และเขายังเป็นบรรพจารย์แห่งเซียนทั้งปวง นำความผาสุกมาสู่สรรพชีวิต ในไม่ช้าก็เร็วนี้ เขาจะต้องโค่นล้มโลกเทพยุทธ์ที่หัวดื้อไร้เหตุผล และตั้งกฎแห่งสวรรค์ที่สรรพชีวิตเท่าเทียมกัน!”
เยี่ยจ้านได้รู้เรื่องหลักของมรรคาจารย์จากผู้ศรัทธาจำนวนนับไม่ถ้วนมานานแล้ว
คนที่เขารู้จักในมหาพิภพนิลเหลืองรวมกันยังไม่มากเท่าคนที่เขาได้รู้จักในมหาพิภพจิตจรเลย
เขาชมชอบมหาพิภพจิตจรมาก ผู้คนที่นั่นพูดจาไพเราะ ไม่มีสิ่งใดขวางกั้น สามารถสนทนากันได้อย่างอิสระโดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ
“เช่นนั้น เจ้าต้องตั้งใจฝึกฝนให้ดี อย่าให้มรรคาจารย์ผิดหวัง แม้ว่าเผ่าฉางจะไมอาจเทียบกับเผ่าเยี่ยในอดีตได้ แต่ในเผ่าฉางก็มีอัจฉริยะถือกำเนิดขึ้นในช่วงหนึ่งแสนปีมานี้ไม่น้อย อย่างน้อยพวกเขาก็มีชื่อเสียงในดินแดนแสนกว้างใหญ่ ห้ามดูแคลนเด็ดขาด”
บรรพจารย์ของเผ่าเยี่ยกำชับ เยี่ยจ้านพยักหน้ารับ ดวงตาทั้งคู่เต็มไปด้วยความปรารถนาอันแรงกล้า
อีกฟากหนึ่ง ทุกแห่งในใต้หล้า ไม่ว่าที่ใดที่มีผู้ศรัทธาของมรรคาจารย์อยู่ ต่างก็กำลังสนทนากันถึงเรื่องนี้
แม้แต่ในตำหนักยมโลกก็พูดถึงเรื่องนี้ด้วย
เจียงเชอและเจียงเสวียนเหนียนยืนอยู่ตรงหน้าสะบั้นเศียร ทั้งสามกำลังพูดคุยกันเรื่องอภินิหารที่กว้างขวางของเจียงฉางเชิง
สะบั้นเศียรเป็นคนที่สงบเยือกเย็นที่สุด เขากล่าวว่า
“นับตั้งแต่มรรคาจารย์สร้างโลกคุนหลุนขึ้นมา ก็นับเป็นการวางรากฐานให้กับการเติบโตที่ยิ่งใหญ่ของตำหนักยมโลก พวกเราห้ามเฉื่อยชาเด็ดขาด”
“แดนสวรรค์มีทหารและแม่ทัพสวรรค์ วังมังกรมีทหารและแม่ทัพปีศาจ ตำหนักยมโลกก็จะไร้กองกำลังของตนเองไม่ได้เช่นกัน”
พวกเจียงเชอพยักหน้า เวลานี้ตำหนักยมโลกมีขนาดใหญ่โตอย่างยิ่ง พื้นที่ของน้ำพุเหลืองขยายออกไปกว้างกว่าทวีปชีพจรมังกรในอดีตเสียอีก
ยิ่งไปกว่านั้น ก็กำลังก่อตัวเป็นดินแดนที่แยกออกเป็นเอกเทศ มีดวงวิญญาณที่แข็งแกร่งและชั่วร้ายเข้ามาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และยังเคยสร้างความโกลาหลมาแล้วด้วย
วันหน้าจะต้องประสบกับภัยร้ายเป็นแน่ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องเตรียมกำลังสำหรับป้องกันตำหนักยมโลกเอาไว้ล่วงหน้า
สะบั้นเศียรเริ่มจัดสรรหน้าที่ เจียงเชอและเจียงเสวียนเหนียนตั้งใจฟังอย่างละเอียด
ความครึกครื้นที่โลกคุนหลุนนำมานั้นคงอยู่เป็นเวลานาน เนื่องด้วยไทฮวงเป็นเพียงพื้นที่เล็กๆ ในโลกคุนหลุน เมื่อมีคนอยู่ก็สามารถกระจายข่าวออกไปได้อย่างต่อเนื่อง แต้มเซ่นไหว้ของเจียงฉางเชิงพุ่งสูงขึ้น เขาเห็นแล้วอารมณ์ดีไม่เบา
ฉางเยวี่ยเฉียนและท่านเทพจื่อหวน กลายเป็นเทพประจำตำแหน่งสององค์ของบัญชีสถาปนาเทพ
พวกเขาคัดเลือกชาวเผ่าฉางที่แข็งแกร่งที่สุดกลุ่มหนึ่งเข้ามาในบัญชีสถาปนาเทพ และได้รับโชคชะตาของแดนสวรรค์ มีจำนวนหนึ่งแสนนายเช่นกัน ทันใดนั้นจึงกลายเป็นกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในแดนสวรรค์ และรับหน้าที่ปกป้องนอกพิภพของโลกคุนหลุน
ร่างแยกของเจียงฉางเซิงยังคงนำชาวเผ่าฉางกลับมาจากโลกเบื้องบน ทำให้มีชาวเผ่าฉางมากขึ้นเรื่อยๆ
เผ่าฉางไม่สามารถเข้าไปฝึกยุทธ์ในสวรรค์สามสิบสามชั้นฟ้าได้ในขณะนี้ เช่นนี้กองกำลังสวรรค์เดิมในแดนสวรรค์จึงจะตามเผ่าฉางได้ทัน
เผ่าฉางก็ไม่ได้ไม่พอใจ อย่างไรเสียพวกเขาก็เพิ่งมาที่นี่ พวกเขายังต้องสร้างความดีความชอบ และพวกเขาก็ยังไม่รู้ถึงความพิเศษของสวรรค์สามสิบสามชั้นฟ้า
ฉางเยวี่ยเฉียนและท่านเทพจื่อหวนเคยไปแดนสวรรค์มาก่อน แต่แค่สัมผัสได้ว่ามีปราณวิญญาณยุทธ์อุดมสมบูรณ์ยิ่ง แต่เมื่อเทียบกับดินแดนของเผ่าพวกเขาในมหาพิภพนิลเหลืองแล้ว ก็ยังไม่นับว่ามีสิ่งใดพิเศษ
ส่วนฉางเหยาหลิงและทหารสวรรค์เผ่าฉาง ก็ไม่ได้เปิดเผยความอัศจรรย์ลึกลับของแดนสวรรค์ เพราะถือว่าเป็นความลับทั้งสิ้น
เมื่อมีการจัดระเบียบเรียบร้อยแล้ว ทุกสิ่งก็กลับคืนความสงบอีกครั้ง
เจียงฉางเชิงเข้าสู่การปิดด่านอีกครั้ง
หลายปีต่อมา ร่างแยกที่ออกไปค้นหาพื้นที่ว่างเปล่าก็กลับมา จากนั้นก็เข้าผสานร่างและผสานความทรงจำกับเจียงฉางเซิง
เจียงฉางเชิงไม่ได้ลงมือในทันที หากไปยังพื้นที่ว่างเปล่าในมหาพิภพนิลเหลืองได้ช้าเท่าใด ก็ให้ไปช้าเท่านั้น
แม้จะเป็นพื้นที่ว่างเปล่า แต่ก็ต้องอันตรายอย่างมากเป็นแน่ เขาจะต้องรีบแข็งแกร่งขึ้นในเร็ววัน
ในดินแดนเวิ้งว้างกว้างใหญ่ ลูกกลมสีดำขนาดมหึมาลอยอยู่เหนือภูเขา
บนหน้าผาที่อยู่ไกลออกไป มีร่างคนสองคนกำลังฝึกวิชาหมัด และหนึ่งในนั้นก็คือจี้กัง
จี้กังเฝ้ารักษาที่แห่งนี้มาเกือบร้อยปีแล้ว ลูกกลมสีดำที่เกิดจากมิติวางเปล่าหดตัวลงเล็กน้อย แต่เมื่อเทียบกับขนาดทั้งหมดของมันแล้ว ก็ยังคงนับเป็นสิ่งใดไม่ได้
มีแต่ผีเท่านั้นที่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกนานเพียงใดมันจึงจะหายไปหมด แต่จี้กังก็คุ้นเคยกับการเฝ้ารักษาที่แห่งนี้ไปแล้ว
ชายหนุ่มที่กำลังดวลหมัดอยู่ข้างกายเขามีนามว่าเสี่ยวอู เมื่อหกปีก่อนพ่อแม่ของเขาพาเขาผ่านมาที่นี่ และอยากรู้อยากเห็นเรื่องพื้นที่ว่างเปล่าที่อยู่ตรงหน้า และเข้าไปภายในอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า จากนั้นก็ไม่เคยออกมาอีกเลย
จี้กังเคยห้ามปรามแล้ว แต่ทั้งสองก็ยังฉวยโอกาสเข้าไปตอนเขาไม่ระวังตัว และทิ้งเด็กคนนี้เอาไว้ ทำให้เขาจำเป็นต้องดูแล
“ท่านอาจารย์ เหตุใดพวกเราจึงฝึกวิชาหมัด แต่ไม่ฝึกยุทธ์เล่าขอรับ”
เสี่ยวอูถามด้วยความอยากรู้ เหงื่อไหลอาบแผ่นหลัง ทุกคราวที่ออกหมัดดูหนักเสียเหลือเกิน สองแขนก็สั่นไปหมด
จี้กังจ้องตรงไปข้างหน้า สีหน้าเรียบเฉยและกล่าวว่า
“นี่คือวิชาหมัดเพื่อฝึกร่างกายให้แข็งแกร่งที่อาจารย์คิดค้นขึ้นมาเอง ไม่จำเป็นต้องฝึกกำลังภายใน แค่เสริมสร้างร่างกาย ช่วยให้ภายในแข็งแกร่งขึ้น ก็ช่วยให้ระดับขั้นของเจ้าสูงขึ้น และยืดอายุขัยของเจ้าด้วย”
“มีผู้คนมากมายในหล้าที่ฝึกยุทธ์ทั้งภายนอกและภายในพร้อมกัน หากเราสามารถจดจ่อกับการฝึกเพลงหมัดได้ มิใช่ว่าจะมีกำลังมากกว่าคนอื่นในหล้าหรอกหรือ”
เสี่ยวอูพูดด้วยหน้าตาขมขื่นว่า “แต่ว่าเพลงหมัดนี้เป็นเพลงหมัดจริงๆ หรือ การออกหมัดไปมาต้อยๆ เช่นนี้จะทำให้แข็งแกร่งขึ้นสักเท่าใดกันขอรับ”
จี้กังตอบว่า “แม้จะเป็นแค่การเคลื่อนไหวแบบเดียว แต่เมื่อเจ้าชกหมัดหลายครั้งจนครบจำนวนหนึ่ง ย่อมทำให้หมัดสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ผู้คนในใต้หล้ามีอยู่เท่าใด เจ้าก็ชกหมัดออกไปเท่านั้น และเจ้าจะสามารถสยบผู้คนทั้งปวงในใต้หล้าได้”
“เช่นนั้น…” เสี่ยวอูกะพริบตาและถามว่า “ในหล้ามีผู้คนอยู่เท่าใดขอรับ”
“อาจารย์ไม่รู้”
“ท่านอาจารย์ เหตุใดท่านจึงเฝ้าอยู่ที่นี่ตลอดเวลา ลูกกลมสีดำนั้นมีความลับใดซุกซ่อนอยู่กันแน่ขอรับ”
“นี่คือสิ่งที่มรรคาจารย์มอบหมายให้ข้าคอยเฝ้ารักษาที่นี่ เอาไว้ห้ามให้ผู้อื่นเข้าไปจนกว่ามันจะหายไป”
“เช่นนั้น มรรคาจารย์จะรู้หรือไม่ว่า บิดามารดาของข้าไปที่ใด”
“อาจจะกระมัง”
เมื่อได้ยินคำตอบนี้ ประกายแห่งจิตวิญญาณการต่อสู้ก็โชนขึ้นในดวงตาของเสี่ยวอู จึงชกหมัดออกไปรวดเร็วขึ้น
ชายชราหนึ่ง เด็กหนุ่มหนึ่ง กำลังฝึกมวยอยู่บนหน้าผา ฟ้าดินใหญ่กว้าง พวกเขาเป็นเช่นฝุ่นผงเล็กน้อยถึงเพียงนั้น
ปีแล้วปีเล่าผ่านไป วันคืนเคลื่อนไปราวอาชาขาววิ่งผ่านช่องกำแพง
เทียนจิ่งเฉลิมฉลองครบรอบสองร้อยปี และเพิ่งสิ้นสุดสงครามใหญ่ที่ยืดเยื้อมานาน จึงเริ่มเตรียมตัวให้พร้อมหากมีศึกอีกครั้ง
ก้าวเข้าสู่ปีติ้งเทียนที่สองร้อยหนึ่ง ต้นเดือนสี่ ท่านเหยียนเดินทางมาเมืองจิงเฉิง
ท่านเหยียนสูดหายใจเข้าลึก ยามมองไปยังเมืองที่พลุกพล่านและสงางามเบื้องหน้าตน
นับตั้งแต่เขาได้รู้ว่าโลกแห่งยุทธ์ผสานรวมกัน เขาก็เดินทางตามชื่อของมรรคาจารย์มาตลอดทาง ซึ่งเทียนจิ่งเป็นสถานที่ที่มรรคาจารย์เริ่มก่อการ เขาย่อมต้องดูสักหน่อย
เทียนจิ่งเจริญรุ่งเรืองกว่าที่เขาคิดเอาไว้มาก และแถบเมืองจิงเฉิงก็ยังมีชาวเผ่าต่างๆ อยู่อีกด้วย บนฟ้ายังมีผู้ฝึกยุทธ์และสิ่งมีชีวิตต่างเผากำลังประลองกันอยู่ เรียกว่าอุดมไปด้วยบรรยากาศแห่งวิถียุทธ์
“เทียนจิ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับราชวงศ์แห่งโชคชะตาของโลกเบื้องบนเชียวหรือนี่”
ท่านเหยียนจำต้องทอดถอนใจอยู่ในอก ในมหาพิภพนิลเหลืองก็มีอาณาจักรแห่งโชคชะตาอยู่นับไม่ถ้วน บางอาณาจักรยังแข็งแกร่งยิ่งกว่าผู้แข็งแกร่งนิรันดรกาลเสียอีก
ยิ่งเป็นอาณาจักรแห่งโชคชะตาที่แข็งแกร่งมากเท่าใด ก็จะยิ่งมีบรรยากาศแห่งยุทธ์ที่เข้มข้นเท่านั้น และยังสามารถรองรับเผ่าอื่นๆ ได้อีกด้วย
เขาเดินทางเข้าไปในเมือง ภายในเวลาหนึ่งเดือนต่อจากนี้ เขาท่องเที่ยวไปทั่วทุกมุมของเมืองจิงเฉิง และยังไปที่อารามมังกรผงาดอีกด้วย
ผู้ฝึกยุทธ์ในเมืองจิงเฉิงรู้เรื่องของมรรคาจารย์ลึกซึ้งที่สุด แค่เขาเข้าไปในโรงเตี๊ยมแห่งใด ก็สามารถสืบตำนานของมรรคาจารย์ได้แล้ว เมื่อได้ฟังตำนานเรื่องแล้วเรื่องเล่า ก็ทำให้ความคิดของท่านเหยียนเปลี่ยนไป
วันหนึ่ง ณ ห้องทรงพระอักษร เจียงจื๋ออวี้พินิจมองท่านเหยียนโดยไม่เอ่ยคำใด ท่านเหยียนอดรนทนไม่ไหวจึงกล่าวว่า
“แม้เทียนจิ่งจะแข็งแกร่ง แต่ก็แข็งแกร่งเฉพาะเมื่อเทียบกับมนุษย์ในไทฮวงเท่านั้น เมื่อทอดสายตาไปยังโลกคุนหลุนทั้งปวงแล้ว เทียนจิ่งจะต้องใช้เวลาแสนนานในการรวมเผ่ามนุษย์ในใต้หล้าเป็นหนึ่ง”
“กระหม่อมมาจากโลกเบื้องบนและไม่มีที่ไปแล้ว กระหม่อมเต็มใจที่จะรับใช้ฝ่าบาท กระหม่อมมียอดฝีมือจำนวนมากอยู่ในบังคับ ขอเพียงฝ่าบาททรงเห็นชอบ กระหม่อมสามารถคัดเลือกพวกเขาให้รับใช้เทียนจิ่งได้ทุกเมื่อ”
เจียงจื๋ออวี้ถามว่า “เจ้าอยู่ในระดับขั้นใด”
ท่านเหยียนตอบว่า “ยอดยุทธ์กำเนิดสวรรค์… ระดับสมบูรณ์พะเยคะ!”
ดวงตาของเขาฉายแววแห่งความภาคภูมิใจ เพียงแต่ไม่ได้แสดงท่าทีออกมาเท่านั้น เทียนจิ่งไม่มีแม้แต่ขั้นจักรพรรดิยุทธ์ เขาก็สามารถภูมิใจในตัวเองได้จริงๆ
ได้ยินดังนั้น เจียงจื๋ออวี้ก็พยักหน้าเล็กน้อยและกล่าวว่า
“เราเห็นชอบแล้ว ทว่าเราต้องการให้เจ้าทำเรื่องอื่นให้ก่อน”
เขาโน้มตัวไปข้างหน้า ยิ้มตาหยีและถามว่า “ช่วยสร้างจักรพรรดิยุทธ์ให้เทียนจิ่งสิบคน วันหน้าเมื่อเราเหินสู่โลกเบื้องบน จะต้องพาเจ้าไปด้วยอย่างแน่นอน เมื่อเป็นดังนี้เผ่าเหยียนจึงจะสามารถลงหลักปักฐานมั่นคงในโลกคุนหลุนได้อย่างแท้จริง”
ท่านเหยียนขมวดคิ้ว จะให้เขาสอนมนุษย์ธรรมดาฝึกยุทธ์หรือ?
แต่เขาก็ยากจะปฏิเสธการนี้ได้ เหตุที่เขาเข้ารวมเทียนจิ่งก็เพราะต้องการเข้ารวมแดนสวรรค์ เมื่อใดที่ได้เข้ารวมกับแดนสวรรค์ เขาจึงจะมีโอกาสได้พบกับมรรคาจารย์
เมื่อท่านเหยียนคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างมรรคาจารย์และโอรสสวรรค์องค์นี้ จึงทำได้เพียงยอมรับและตอบตกลงไปว่า
“ตกลงพะเยคะ ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ชื่นชมพะเยคะ!”
“ฮ่าๆ ท่านเหยียน ต่อไปก็เป็นคนกันเองกันแล้ว มาสนทนากับเราเรื่องของโลกเบื้องบนสักหน่อยเป็นไร”
เจียงจื๋ออวี้เอ่ยด้วยรอยยิ้ม และบอกให้ท่านเหยียนนั่งที่เก้าอี้ข้างๆ เขา ท่านเหยียนก็ไม่ได้ปฏิเสธ เมื่อนั่งลงแล้วก็เริ่มสนทนากันถึงมหาพิภพนิลเหลือง
‘เมื่อได้รู้ระดับขั้นของข้าแล้ว เขากลับไม่ตื่นตระหนกเลยสักนิด หรือว่าเขาจะมีลูกไม้ที่ทำให้เขาไม่ต้องกลัว แม้จะมีมรรคาจารย์หนุนหลังอยู่ก็ตาม แต่ข้าก็อยู่ใกล้เขาถึงเพียงนี้ และเขาก็ไม่ได้รู้จักข้าลึกซึ้งด้วย…’
ท่านเหยียนรู้สึกประหลาดใจ ไม่รู้ว่าเจียงจื๋ออวี้ประมาทเลินเลอ หรือว่ามีความมั่นใจใด
โชคดีที่เขาไม่ได้มาก่อเรื่อง จึงไม่ได้กังวลเรื่องนี้อีก เขาไม่ได้สังเกตว่าเส้นผมเส้นหนึ่งของเจียงจื๋ออวี้กำลังสั่นไหวอยู่น้อยๆ และเปล่งแสงแวววาวผิดปกติ
สวรรค์ชั้นที่สามสิบสาม ณ ตำหนักเมฆาม่วง
เจียงเทียนมิ่งเดินมาหาเจียงฉางเชิงและมู่หลิงลั่วอย่างรวดเร็ว พร้อมกับคุกเข่าลงคารวะ
“ท่านปู่ทวด ระยะนี้ข้าฝันเห็นอันตรายอีกแล้ว”
เจียงเทียนมิ่งพูดด้วยสีหน้าจริงจัง ไป๋ฉีได้ยินแล้วต้องขมวดตาขึ้นมา
ไป๋ฉีพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ความฝันสองครั้งก่อนของเจ้าก็ไม่แม่นสักครั้ง นี่เจ้ายังเชื่อจริงๆ หรือว่าเจ้าสามารถทำนายอนาคตได้”
เจียงเทียนมิ่งแค่นเสียงกล่าวว่า “ไม่แม่นที่ใดกัน! เทียนจิ่งประสบปัญหาจริงๆ คงคาสวรรค์ก็ลงมาจริงๆ เพียงเพราะท่านปู่ทวดทรงพลังมากพอ จึงพลิกอนาคตได้ต่างหาก”