เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 375 กายเทพเหนือกำเนิด ทะเลจมดิ่ง
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 375 กายเทพเหนือกำเนิด ทะเลจมดิ่ง
เจียงฉางเชิงและมู่หลิงลั่วก็มองไปที่เจียงเทียนมิ่งเช่นกัน แม้ว่าศักดิ์อาวุโสจะต่างกันมาก แต่พวกเขาก็เฝ้าดูเจียงเทียนมิ่งเติบโตมา จึงใกล้ชิดกันมากทีเดียว
“เช่นนั้นเจ้าลองเล่ามาว่าเจ้าฝันเห็นสิ่งใด” มู่หลิงลั่วถามด้วยรอยยิ้ม
เจียงเทียนมิ่งจึงเริ่มบอกเล่าความฝันของเขาทันที
“ข้าเห็นลำแสงเส้นหนึ่งพุ่งลงมาจากท้องฟ้าและทะลุผืนดิน จากนั้นก็มีร่างหนึ่งซึ่งมองไม่เห็นใบหน้าที่แท้จริงลงมา เหล่าเทพเซียนแดนสวรรค์ของเราล้อมเขาไว้ แต่กลับถูกเขาสังหารจนหมด นอกจากนี้เขายังทำให้มิติแตกออก และเรียกประตูบานหนึ่งออกมา…”
เจียงเทียนมิ่งยิ่งพูดก็ยิ่งตื่นเต้น ไป๋หลงและมู่หลิงลั่วฟังแล้วต้องเลิกคิ้วขึ้น พวกนางล้วนไม่เชื่อ แต่ต้องยอมรับว่าเจียงเทียนมิ่งมีจินตนาการที่ล้ำเลิศจริงๆ
เจียงฉางเชิงฟังอย่างอดทนจนเจียงเทียนมิ่งพูดจบ จึงยกมือขึ้นกวัก เจียงเทียนมิ่งก็เข้ามาตรงหน้าเขาทันที
จากนั้น เจียงฉางเซิงก็ลืมดวงเนตรมหามรรคาขึ้น แสงสีทองสาดส่องลงบนใบหน้าของเจียงเทียนมิ่ง
ไป๋ฉีและมู่หลิงลั่วคุยกันถึงความฝันนี้ พวกนางอยากรู้ว่าใครกันที่จะทำลายทั้งแดนสวรรค์ลงด้วยตัวคนเดียว
สำนึกของเจียงฉางเชิงเข้ามาในความฝันครั้งนั้นของเจียงเทียนมิ่ง เขาปรากฏตัวบนยอดเขายุทธ เมื่อมองลงไปก็ยังเห็นศิษย์อารามมังกรผงาดกำลังฝึกยุทธ์กันอยู่
เมืองจิงเฉิงที่ถูกปกคลุมไปด้วยเมฆดำยังคงเจริญรุ่งเรือง แม้พายุฝนกำลังจะมาแต่ผู้คนและผู้ฝึกยุทธ์ยังคงไม่มีท่าทีร้อนใจ
เขาเงยหน้าขึ้นมองไปยังขอบฟ้า เกิดเสียงดังโครม!
ลำแสงน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งพุ่งลงมาจากท้องฟ้าและไปตกที่ปลายขอบฟ้า ตามมาด้วยลมกระโชกบ้าคลั่งที่ไมอาจจินตนาการได้โถมเข้ามา
เมืองจิงเฉิงที่ก่อนหน้ายังมีเสียงอึกทึกสนั่นฟ้า ถูกทำลายจนราบในพริบตาเดียว ยอดเขายุทธข้างใต้เท้าเจียงฉางเซิงกลายเป็นเถ้าธุลีไปทันใด
มีร่างคนเหินขึ้นมา ร่างแล้วร่างเล่า เจียงฉางเชิงมองเห็นว่าหนึ่งในนั้นก็คือ ท่านเหยียนที่เพิ่งเข้ามาสวามิภักดิ์กับเทียนจิ่งนั่นเอง
เจียงเทียนมิ่งไม่ได้ลงไปยังโลกเบื้องล่างมานานหลายสิบปีแล้ว และไม่เคยพบกับท่านเหยียนมาก่อน แล้วเหตุใดท่านเหยียนจึงมาปรากฏตัวในความฝันของเขาได้ หรือจะเป็นคำทำนายจริงๆ?
เพียงแต่ในคำทำนายของเขาไม่มีเจียงฉางเชิง เพราะเจียงฉางเชิงไม่ได้เป็นคนของโลกแห่งยุทธ์
เจียงฉางเชิงคิดอยู่เงียบๆ เฝ้าคอยความฝันครั้งต่อไป
สายฟ้าถักทอกันเป็นลำแสงขนาดใหญ่เหมือนต้นเสาแสงที่สุุดปลายขอบฟ้า เชื่อมต่อระหว่างฟ้าและดิน
มีร่างน่าสะพรึงกลัวร่างหนึ่งลงมาจากท้องฟ้า เป็นร่างที่สูงนับหมื่นจั้ง มีสองแขนประหนึ่งเทพเจ้าที่เสด็จลงจากสรวงสวรรค์ ผมยาวปลิวสยายตามลม
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เจียงฉางเชิงรู้สึกว่าร่างนี้คุ้นตายนัก คล้ายว่าเคยเห็นที่ใดสักแห่ง
เมฆดำเคลื่อนแยกออกจากกัน มีแสงสีทองสาดส่องลงมาหลายสาย เทพเซียนปรากฏกายอยู่เต็มท้องฟ้า แต่ละคนดูเก่งกาจทรงอำนาจ แต่เมื่อเทียบกับร่างลึกลับที่สูงนับหมื่นจั้งนั้นแล้ว ราศีของพวกเขาก็ดูต่ำต้อยไปถนัดตา
ตรีมหาจอมทัพออกคำสั่งพร้อมกัน ทหารและแม่ทัพสวรรค์จำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งเข้าโจมตี เหล่าข้ารับใช้ของเทพเซียนก็มาด้วย และต่างพุ่งตัวออกไปเข้าปกคลุมร่างสูงหมื่นจั้งนั้นจากทุกทิศทุกทางเช่นศรนับพันดอก
เสียงโห่ร้องสะท้านฟ้าสะเทือนดินดังขึ้น ร่างสูงหมื่นจั้งล้มลงกับพื้นทันใด เท้าขวาของเขากระทืบพื้นอย่างแรงจนผิวดินแตก หินหนืดเดือดปะทุออกมาเหมือนภูเขาไฟระเบิด พุ่งเข้าโจมตีทัพของเทพเซียน ในพริบตาราวหนึ่งพริบตาเท่านั้น เทพเซียนกว่าครึ่งหนึ่งถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน!
“กระบวนท่านี้…”
หัวใจของเจียงฉางเชิงสั่นสะท้าน เขาคิดถึงความเป็นไปได้อย่างหนึ่งที่ทำให้เขาตกตะลึง มิน่าเล่าจึงได้ดูคุ้นตา! ร่างนี้มิใช่ตัวเขาเองหรอกหรือ! เพียงแต่ไม่ได้พกของวิเศษใดมาเลย!
การกระทืบเท้าแสนหนักหน่วงครั้งนี้ เป็นอภินิหารฟ้าดินสิ้นสลายที่มีพลังรุนแรง ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายออมแรงไว้หรือเลียนแบบแค่คราวๆ จึงไม่ได้แสดงพลังที่แท้จริงของฟ้าดินสิ้นสลายออกมา
เทพเซียนในแดนสวรรค์ต่างตกใจและโกรธเกรี้ยว แต่ก็ไม่ได้หลบหนี ยังคงบุกเข้าต่อสู้ต่อไป
“รนหาที่ตาย!”
เสียงตะโกนลั่นดังมาจากท้องฟ้า เป็นฉางเยวี่ยเฉียนนั่นเอง เขานำทัพเผ่าฉางบุกเข้าโจมตี
ฉางเยวี่ยเฉียนเป็นเช่นดาวตกพุ่งผ่านท้องฟ้าอันมืดมิด และพุ่งเข้าชนร่างสูงหมื่นจั้งด้วยพลังเกินต้าน
ร่างสูงหมื่นจั้งตอบสนองอย่างรวดเร็วยิ่งนัก เขายกมือขวาขึ้น และยิงลำแสงสีขาวจากนิ้วชี้ใส่ฉางเยวี่ยเฉียน!
เปรี้ยง!
ร่างของฉางเยวี่ยเฉียนถูกปกคลุมด้วยแสงสีขาว ท้องฟ้าทะลุเป็นโพรงใหญ่โพรงหนึ่ง แสงสีขาวที่เคลื่อนผ่านไปยังคงทิ้งภาพเงาไว้กลางอากาศ สงครามครั้งใหญ่ปะทุขึ้นเต็มที่แล้ว
ร่างสูงหมื่นจั้งใช้พลังที่อยู่เหนือทุกสิ่งเข้าเผชิญหน้ากับแดนสวรรค์และเผ่าฉาง พลังอันน่าสะพรึงกลัวทำให้โลกคุนหลุนเริ่มพังทลาย แผ่นดินไหวรุนแรงแตกออกเป็นเสี่ยงๆ สายฟ้าฟาดแปลบปลาบอยู่เต็มท้องฟ้า ทะเลเมฆกระจายตัวออก ดวงอาทิตย์ที่อยู่สูงขึ้นไปก็ปรากฏออกมาให้เห็น
ทันใดนั้น มิติทางด้านหลังร่างสูงหมื่นจั้งก็บิดเบี้ยว ประตูที่มีขนาดใหญ่ยิ่งกว่าตัวเขาก่อตัวชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
ณ ตำหนักเมฆาม่วง
เจียงฉางเชิงหลับดวงเนตรมหามรรคาลง และเจียงเทียนมิ่งก็ตื่นขึ้นมา ไป๋ฉีกับมู่หลิงลั่วจ้องมองพวกเขาอยู่
“ไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ แต่ข้าก็รู้ได้ล่วงหน้าแล้ว เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องเป็นกังวล จงตั้งใจฝึกวิชาไปเถิด”
เจียงฉางเชิงเอ่ย เป็นเรื่องปกติที่เจียงเทียนมิ่งจะมองไม่ออกว่าร่างนั้นก็คือเจียงฉางเชิง เพราะเสื้อผ้าที่สวมใส่ต่างกันโดยสิ้นเชิง และเจียงฉางเซิงก็ไม่ได้มีวิธีการต่อสู้เช่นนั้นด้วย แม้แต่ตัวเขาเองกว่าจะมองออก ก็ยังต้องดูการต่อสู้ไปพักหนึ่งก่อน
“เหอะๆ ขอเพียงท่านปู่ทวดรู้เรื่องก็จะไม่มีปัญหาใดแล้ว ข้าต้องรีบฝึกวิชาแล้วจริงๆ จะปล่อยให้แดนสวรรค์ถูกคนผู้หนึ่งทำลายได้เยี่ยงไร มันน่าอับยศนัก!”
เจียงเทียนมิ่งหัวเราะและเอ่ยออกมา แต่พูดไปพูดมาเขาก็เริ่มโมโห จากนั้นก็คารวะแล้วจากไป
เจียงฉางเชิงถามอยู่ภายในใจ: ‘ร่างสูงหมื่นจั้งในฝันของเจียงเทียนมิ่งนั้น แข็งแกร่งเพียงใด’
[ตอนนี้ไม่อาจพยากรณ์ได้ ระบบยังไม่สามารถไปถึงเคราะห์กรรมในระดับที่สูงขึ้นไปได้]
“ระดับที่สูงขึ้นไป! เช่นนั้นก็มาจากมหาพิภพนิลเหลือง!”
หากเจียงฉางเซิงเป็นคนกำกับและแสดงเอง ก็จะต้องมีมูลค่าตัวของเขาปรากฏขึ้นมา มหาพิภพนิลเหลืองสร้างเขาขึ้นมาอีกคนหนึ่งอย่างนั้นหรือ? ทว่าความฝันนี้ไม่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง หากในฝันทำนายของเจียงเทียนมิ่งไม่มีเจียงฉางเชิงอยู่ เช่นนั้นแล้วเหตุใดในเส้นเวลานั้นจึงมีเจียงฉางเชิงตัวปลอมปรากฏขึ้นมาได้?
เหมือนว่าฝันทำนายของเจียงเทียนมิ่งจะเป็นเส้นเวลาปัจจุบัน เพียงแต่ไม่ได้ฝันเห็นเขา เป็นการคาดการณ์เหตุและผลที่เกิดขึ้นหลังจากตัดตัวเขาออกไปแล้ว
เมื่อดูจากในตอนนี้ เจ้าคนที่อยู่ในฝันยังไม่แข็งแกร่งพอจะคุกคามเขาได้ เพียงแต่ตัวตนของอีกฝ่ายทำให้เจียงฉางเชิงไม่เข้าใจเลย
เจียงฉางเชิงหลับตาลงฝึกวิชาไปพลาง และใช้ดวงจิตติดต่อกับฉางเยวี่ยเฉียนที่นอกพิภพไปพลาง ฉางเยวี่ยเฉียนอยู่ในระดับขั้นที่สูงที่สุดจึงต้องรู้เรื่องของมหาพิภพนิลเหลืองมากกว่าผู้อื่น
“มหาพิภพนิลเหลืองมีวิธีในการเลียนแบบผู้ฝึกยุทธ์ผู้หนึ่ง ที่เหมือนกับการสร้างเจ้าขึ้นมาอีกคน โดยมีทั้งวิชายุทธ์และกระบวนท่าที่คล้ายคลึงกับเจ้าหรือไม่”
ฉางเยวี่ยเฉียนต้องตกตะลึงไปชั่วขณะเมื่อถูกเจียงฉางเชิงถามเช่นนี้ จากนั้นจึงตอบว่า “กระหม่อมไม่เคยได้ยินเรื่องเช่นนี้มาก่อนเลย ท่านแน่ใจหรือไม่ว่าทั้งรูปลักษณ์และลมปราณเหมือนกันทุกประการ”
“หากว่าแค่คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันทั้งหมดเล่า”
“อาจเป็นเพียงภาพลวงตาที่สร้างขึ้น โดยบ่มเพาะขึ้นตามเป้าหมายที่ต้องการใช้ของปลอมตบตาแทนของจริง วิธีดังกล่าวนกลับมีให้พบเห็นได้ทั่วไป ผู้นำของฝ่ายอำนาจยิ่งใหญ่บางคน จะฝึกฝนหุ่นเชิดให้กลายเป็นตัวเขาเอง เพื่อให้ศัตรูไม่รู้ว่าใครคือตัวจริง โดยที่พวกเขาจะควบคุมอยู่เบื้องหลังหุ่นเชิด ยิ่งมีชีวิตอยู่มานานก็ยิ่งกลัวตายพะยะคะ”
เจียงฉางเชิงฟังแล้วก็คิดว่าสมเหตุสมผล ร่างสูงหมื่นจั้งในฝันไม่จำเป็นต้องเป็นตัวปลอมของเขา มิเช่นนั้นเหตุใดอภินิหารที่ใช้จึงแค่คล้ายกันเท่านั้น
หลังจากพูดคุยกับฉางเยวี่ยเฉียนอีกเล็กน้อย เจียงฉางเชิงก็ดึงดวงจิตกลับมา เจียงฉางเชิงเริ่มพยากรณ์หาสุดยอดผู้แข็งแกร่งในแต่ละขอบเขต เมื่อแน่ใจว่าไม่มีคู่แข่งในตอนนี้จึงวางใจลงได้
‘ห้ามประมาท แม้จะรบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง แต่ก็เรียนรู้มาจากวิกฤตการณ์ที่คับขันราวกับยืนอยู่บนแผ่นน้ำแข็งบางทั้งสิ้น อย่าดูแคลนวิถียุทธ์และอย่าดูแคลนมหาพิภพนิลเหลือง’
เจียงฉางเชิงคิดอยู่เงียบๆ ไม่ว่าอย่างไรห้ามปล่อยเวลาไปเสียเปล่า ต้องมุ่งมั่นฝึกปรือ เพราะเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดเสมอ!
ฟ้าครามเมฆขาว เกาะต่างๆ ลอยอยู่กลางอากาศ เบื้องล่างคือมหาสมุทรไร้ขอบเขต ไร้ซึ่งทวีปแผ่นดิน
ไปชื่อซิงซึ่งเคยถูกเจียงฉางเชิงใช้อภินิหารสะกดจิต ได้ลงมาที่หน้าตำหนักแห่งหนึ่ง เมื่อคารวะด้วยความเคารพแล้วจึงถามว่า
“ท่านเจ้าสำนัก ไม่ทราบว่าเรียกข้ามาด้วยเรื่องใด”
เขาแอบขุ่นเคืองอยู่ในใจ เพราะเขากำลังสำเริงสำราญอยู่ทีเดียว แต่กลับถูกเรียกตัวมา ช่วงเวลาในมหาพิภพนิลเหลืองถูกยืดให้ยาวออกไป ร้อยปีเหมือนหนึ่งปีในโลกแห่งยุทธ์ สำหรับเขาแล้วหลายร้อยปีที่ผ่านมานี้เป็นช่วงเวลาที่เขายุ่งมากที่สุด แม้จะไปหาความสุขก็ยังไม่เป็นสุข
“แต่แรกที่เจ้าไปโลกยุทธ์ไทฮวง เหตุใดจึงไม่ได้พบเห็นแดนสวรรค์”
เสียงของจักรพรรดิเกาอัคราดังออกมาจากในตำหนัก น้ำเสียงไม่พอใจ
“แดนสวรรค์? สิ่งใดคือแดนสวรรค์ โลกยุทธ์ไทฮวงไม่มีแดนสวรรค์นี่…!” ไปชื่อซิงถามด้วยความประหลาดใจ และไม่รู้ว่าจักรพรรดิเกาอัครากำลังพูดถึงสิ่งใด
จากนั้น เสียงของจักรพรรดิเกาอัคราก็ดังขึ้น
“ต้นสายคงคาสวรรค์ในจักรวาลโลกเบื้องล่าง ถูกมรรคาจารย์แห่งแดนสวรรค์ทำลาย เวลานี้ขาดการเชื่อมต่อกับโลกเทพยุทธ์ไปแล้ว โลกเทพยุทธ์รู้มาว่ามรรคาจารย์แห่งแดนสวรรค์มาจากโลกยุทธ์ไทฮวง เจ้าเคยไปที่โลกยุทธ์ไทฮวงแล้ว เจ้าจะไม่รู้ได้อย่างไรว่ามีพลังที่ทรงอำนาจแฝงเช่นนี้อยู่”
ไปชื่อซิงเบิกตากว้างและกล่าวว่า “ท่านเจ้าสำนัก ไม่มีจริงๆ ข้าอยู่ที่โลกยุทธ์ไทฮวงมานาน และเดินทางไปทั่วใต้หล้าก็ไม่เคยพบเห็นสิ่งที่ต้านทานข้าได้เลย ยิ่งไม่เคยได้ยินชื่อของมรรคาจารย์ด้วยซ้ำ!”
เขารู้สึกผิดอยู่ในใจ เพราะเมื่อเขาลงไปยังโลกเบื้องล่างก็เอาแต่ข่มเหงสตรีชาวมนุษย์ ไม่ได้ไปตรวจสอบอย่างจริงจังแต่อย่างใด หากว่าในโลกยุทธ์ไทฮวงมีผู้ทรงพลังเช่นนั้นอยู่จริงๆ แล้ว เขาจะกลับมาทั้งยังมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร และเขาจะสัมผัสไม่ได้แม้แต่น้อยเชียวหรือ? แม้เขาไม่ได้ตรวจสอบอย่างจริงจัง แต่เขาก็ได้เดินทางไปทั่วหล้า และได้สัมผัสกับเรื่องประโลมโลกในที่ต่างๆ มาจริงๆ
“เวลานี้จักรวาลโลกเบื้องล่าง ตัดขาดการเชื่อมต่อไปแล้วจริงๆ หนำซ้ำยังมีมหาเจ้าสวรรค์ตายไปผู้หนึ่งด้วย โลกเทพยุทธ์โกรธเกรี้ยวนัก แต่ทำได้เพียงละวางความแค้นที่มีต่อไทฮวงลง เพราะมหาพิภพนิลเหลืองกำลังจะเกิดความวุ่นวาย”
“ครั้งก่อนที่จักรวาลแห่งโลกเบื้องล่างถูกตัดขาดการเชื่อมต่อเนี่ย คือเมื่อสองล้านปีก่อน ครั้งนั้นนับเป็นหายนะของมหาพิภพนิลเหลือง และยังเป็นการชำระล้างโครงสร้างครั้งใหญ่อีกด้วย”
“เมื่อมีหายนะใหญ่หลวงเช่นนี้อยู่ตรงหน้า พวกเราจึงทำได้เพียงหาวิธีปกป้องตัวเองก่อนเท่านั้น”
จักรพรรดิเกาอัคราเอ่ยทั้งแค่นเสียง แต่พอพูดมาถึงตอนท้าย น้ำเสียงของเขากลับกลายเป็นการปลงอาลัย ต่อให้เป็นโลกเบื้องบนก็ตาม เวลาสองล้านปีก็ยังนับว่าเป็นระยะเวลาที่ยาวนานมาก
ไปชื่อซิงนิ่งเงียบ รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาในภายหลัง แม้แต่มหาเจ้าสวรรค์ก็ยังเสียท่า โชคดีที่ข้าไม่ได้รั้งรอนานกว่านี้ หากข้าได้พบกับแดนสวรรค์จะน่ากลัวเพียงใดกัน เขาถามอย่างระมัดระวังว่า
“ท่านเจ้าสำนัก โลกเทพยุทธ์จะจัดการกับแดนสวรรค์เช่นใดขอรับ”
จักรพรรดิเกาอัคราเงียบไปครู่หนึ่ง ผ่านไปสักพักจึงมีเสียงแหบพร่าดังออกมา
“ในเมื่ออีกฝ่ายสามารถสังหารมหาเจ้าสวรรค์ได้ ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปแน่ จนถึงขั้นที่แม้แต่ข้าเองก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา ได้ยินมาว่าไม่นานมานี้ มีเจ้าเทพยุทธ์ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์เกิดขึ้น ทั้งยังมีพละกำลังที่เหนือกวามหาเจ้าสวรรค์ นี่จะเป็นโอกาสที่เขาจะได้สร้างความดีความชอบ”
ไปชื่อซิงตกตะลึงและถามด้วยความประหลาดใจว่า “หรือว่าคนที่ท่านกำลังเอ่ยถึง จะเป็นคนในเผ่าหลี่วผู้นั้น กายเทพเหนือกำเนิดผู้ซึ่งมีชื่อเสียงทัดเทียมกับดาวสังหารนิรันดร์กาล ใช่หรือไม่”
“ไม่ผิด เป็นเขานั่นเอง เขากำลังจะออกจากการปิดด่าน ถึงยามนั้น จงทลายปราการมิติของจักรวาลโลกเบื้องล่างด้วยกำลังของเจ้า”
จักรพรรดิเกาอัคราตอบ ยามเอ่ยถึงกายเทพเหนือกำเนิด น้ำเสียงของเขาก็เปลี่ยนไป และยังมีแววปรารถนาขึ้นมาเล็กน้อยด้วย
ไปชื่อซิงได้ฟังแล้วต้องแอบลิ้นจุกปากพูดไม่ออก “ข้าจะมอบหมายภารกิจอื่นให้เจ้าอีก เจ้าจะต้องทำอย่างจริงจัง หากครั้งนี้ยังไร้ผลอีก เจ้าจะลงเอยเช่นใดเจ้าคงรู้ดี!”
เสียงของจักรพรรดิเกาอัคราเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงเย็นเยียบในทันใด ไปชื่อซิงสั่นสะท้านไปทั้งตัว รีบตอบรับทันที
“จงไปยังทะเลจมดิ่ง และค้นหาศิลากำเนิดสวรรค์ เจ้าคุ้นเคยกับสถานที่นั้นมากที่สุด ยิ่งหาพบเร็วเท่าใดก็ยิ่งดี!”
“รับบัญชา!” ไปชื่อซิงแอบโล่งอก โชคดีที่ได้ไปที่ทะเลจมดิ่ง เขาคุ้นเคยกับที่แห่งนั้น ได้งานสบายแล้ว!