เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 376 หลี่วเสินโจว ปณิธานแห่งการต่อสู้ลุกโชน
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 376 หลี่วเสินโจว ปณิธานแห่งการต่อสู้ลุกโชน
การก่อตั้งโลกคุนหลุนขึ้นมา ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการดำรงอยู่ของสรรพชีวิต และยังเป็นการมอบโอกาสในการแสวงหาวาสนาล้ำเลิศแก่บรรดาสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งบางส่วนด้วย
เมื่อโลกคุนหลุนก่อตั้งขึ้นมา เทพสามบรรพต เทพหาขุนเขา ก็จำเป็นต้องเพิ่มคนในบังคับ กรมต่างๆ ของแดนสวรรค์ก็มีขนาดใหญ่เรื่อยๆ เทพเซียนทั้งหลายเริ่มมีงานยุ่งกันขึ้นมา
ยิ่งมีเทพเซียนในแดนสวรรค์มากขึ้้น โชคชะตาของบัญชีสถาปนาเทพก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นด้วย และทำให้บัญชีสถาปนาเทพพลิกโฉมหน้าใหม่ไปด้วยเช่นกัน ต่อไปอาจไม่ได้มีเทพประจำตำแหน่งแค่สามร้อยหกสิบห้าองค์เท่านั้น!
เจียงฉางเชิงเคยศึกษาบัญชีสถาปนาเทพมาแล้ว และรู้ว่าภายในให้อำนาจในการสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงก็หมายถึงมีตัวแปร มีความหวัง และยังหมายถึงการเปลี่ยนโฉมหน้าใหม่ไปโดยสิ้นเชิงด้วย
เวลานี้บัญชีสถาปนาเทพก็อยู่ห่างจากการพลิกโฉมหน้าใหม่อีกไม่ไกลแล้ว และในเวลานี้เขาก็ไม่ต้องการเทพประจำตำแหน่งมากขึ้นด้วย บัญชีสถาปนาเทพสามารถรับสิ่งมีชีวิตจำนวนนับไม่ถ้วนเข้ามาได้ โดยจะมอบโชคชะตาเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง เพียงแต่จะไม่ได้อภิสิทธิ์ของเทพประจำตำแหน่งเท่านั้น
ทุกปีจะมีเทพใหม่จำนวนมากเข้ามาอยู่ในแดนสวรรค์ และจะเปิดสวรรค์สามสิบสามชั้นฟ้าอย่างเต็มที่ ให้เหล่าเทพประจำกระจายกันอยู่ตั้งแต่สวรรค์ชั้นยี่สิบขึ้นไป แดนสวรรค์จะครึกครื้นมากยิ่งขึ้น
เวลารวดเร็วเฉกกระสวยทอผ้า เพียงพริบตาเดียวก็ผ่านไปยี่สิบปีแล้ว เวลามาถึงปีติ้งเทียนที่สองร้อยยี่สิบเอ็ด เทียนจิ่งทำศึกใหม่อีกครั้ง และมีแนวรบที่ยาวกว่าแต่ก่อนมาก
สำหรับเจียงฉางเซิงแล้ว เวลายี่สิบปีเหมือนแค่ผ่านไปหนึ่งวัน เขาดำดิ่งอยู่ในการฝึกตนจึงหลงลืมเวลาไปโดยง่าย
เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้นช้าๆ แล้วเลือกเปิดแต้มเซ่นไหว้และแต้มโชคชะตาของตนออกมาดู
[แต้มเซ่นไหว้ปัจจุบัน: 398,444,012,231]
[แต้มโชคชะตาปัจจุบัน: 1,970,077,001,138]
แต้มเซ่นไหว้เพิ่มขึ้นรวดเร็วกว่าก่อนมาก โดยเฉพาะตั้งแต่สีกรมของแดนสวรรค์ คัดเลือกเทพขุนเขา เทพแห่งผืนดิน และผู้ถวายงานเทพ แต้มเซ่นไหว้ก็เข้าสู่ช่วงเพิ่มขึ้นอย่างพุ่งพรวด ส่วนแต้มโชคชะตานั้น แม้เวลานี้จะเปิดใช้ฟังก์ชันศาสตราเทวะโชคชะตา แต่เขาก็ไม่ได้ใช้ จะให้ตนเองฟุ่มเฟือยและสิ้นเปลืองจนเคยชินไม่ได้
เจียงฉางเชิงมองไปข้างตัวเขา มู่หลิงลั่วยังคงนั่งสมาธิฝึกวิชาอยู่ และไม่ได้ออกไปเป็นเวลานานแล้ว พลังยุทธ์ของนางรุดหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วตลอด ทว่าหากต้องการเป็นจักรพรรดิยุทธ์ ก็ยังเป็นหนทางที่ยังยาวไกลนัก
วันนี้ไม่เหมือนแต่ก่อน เพราะมีปราณวิญญาณยุทธ์หนาแน่นกว่ามาก ผู้คนจึงหันไปเปรียบเทียบกันเรื่องพรสวรรค์และการตระหนักรู้มากยิ่งกว่า สวรรค์สามสิบสามชั้นฟ้าและตำหนักเมฆาม่วงสามารถเพิ่มการตระหนักรู้ได้ มู่หลิงลั่วนับว่าได้รับมากกว่าผู้ใด จะมีก็แค่ไป๋ฉีและไป๋หลงที่ได้รับเทียบเท่านาง
เจียงฉางเชิงไม่ได้รบกวนนาง แต่เริ่มไปตรวจสอบดูฟ้าดิน เริ่มจากพยากรณ์ในขอบเขตต่างๆ หลังจากแน่ใจว่าไม่มีอันตรายแล้ว เขาจึงถอดจิตออกไปนอกพิภพ จิตสำนึกของเขากระโดดเข้าไปภายในมหาพิภพนิลเหลืองทันที
เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยไปยังมหาพิภพนิลเหลืองมาแล้ว แม้ว่าจะไม่มีต้นสายของคงคาสวรรค์ เขาก็ยังสามารถหาได้พบ
มหาพิภพนิลเหลืองไม่ได้ตั้งอยู่ในเส้นแนวเดียวกันกับจักรวาลของโลกเบื้องล่าง แต่เป็นมิติของจักรวาลสองแห่งที่ตั้งอยู่อย่างเป็นเอกเทศ หากเป็นผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปก็ยากจะหาได้พบ แต่จิตสำนึกของเจียงฉางเชิงสามารถกระโดดข้ามไปได้อย่างสบาย
สำนึกของเขาลงมาที่เขตสุญญตาของมหาพิภพนิลเหลือง ที่ต้นสายของคงคาสวรรค์สามารถไปถึงได้ เขาเพ่งตามองไปก็เห็นแต่เรือลำมหึมาที่ไมสามารถใช้สายตากะขนาดได้ จอดอยู่กลางเขตสุญญตา มีผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากกำลังบินว่อนคล้ายฝูงแมลง พวกเขากำลังสร้างค่ายกลซึ่งมีขนาดใหญ่โตมโหฬารจนไม่สามารถนับจำนวนคนได้
เรือลำมหึมานั้นเหมือนสถูปงดงามซึ่งแบ่งออกเป็นเก้าชั้น แต่ละชั้นล้วนล่องลอยอยู่และมีขนาดใหญ่เท่ากับโลกแห่งยุทธ์แห่งหนึ่ง บนแผ่นดินของแต่ละชั้นมีเมืองขนาดใหญ่ตั้งอยู่ มีสิ่งปลูกสร้างมากมาย ยิ่งใหญ่อลังการเกินเปรียบ
เจียงฉางเชิงสัมผัสได้ว่าภายในเรือลำมหึมานี้ มีกระแสลมปราณที่แกร่งกล้าอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นลมปราณที่เผ่าฉางไมอาจเทียบได้แต่อย่างใด และยังสัมผัสได้อีกว่า มีลมปราณหลายกระแสที่ไม่ด้อยไปกว่าเจ้าสวรรค์ปู้เลย นอกจากนี้ยังมีลมปราณที่แข็งแกร่งเทียบเท่าเจ้าตำหนักเทพจี้ไม่น้อยกว่าร้อยกระแส
ลมปราณของยุทธ์บรรจบเทพ และยอดยุทธ์กำเนิดสวรรค์ยิ่งมีอยู่นับไม่ถ้วน ที่อ่อนด้อยที่สุดนั้นก็อยู่ในขั้นจักรพรรดิฟ้าดิน
‘เบื้องลึกภายในโลกเทพยุทธ์ ช่างน่าหวาดกลัวจริงๆ ผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ในนี้ มีจำนวนที่น่าตื่นตะลึงมากกว่าประชากรของทั้งเทียนจิ่งเสียอีก… ยิ่งไปกว่านั้น นี่ก็ไม่ใช่โลกเทพยุทธ์ทั้งหมดด้วย!’
เจียงฉางเชิงหันหน้ามองท่ามกลางหมู่ดาวอันกว้างใหญ่ที่อยู่ไกลออกไป แผ่นดินหลายแห่งเป็นเมฆเรืองแสงที่ขดตัวเป็นเกลียวก้นหอยเหมือนกับดาราจักร ผู้ฝึกยุทธ์และสิ่งมีชีวิตจำนวนมากเดินทางไปมาราวกับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกเทพยุทธ์ ไม่ส่งผลกระทบต่อพวกเขาแต่อย่างใด
จิตสำนึกของเจียงฉางเชิงเหาะไปยังเรือลำมหึมานั้น เพราะอยากจะเข้าไปสืบหาข่าวสารสักหน่อย
จิตสำนึกของเขาแทรกเข้าไปภายในเรือขนาดยักษ์อย่างรวดเร็ว และเข้าไปฟังสิ่งที่ผู้ฝึกยุทธ์สนทนากันระหว่างทาง ที่แท้เรือลำนี้มีนามว่า นาวาสวรรค์เก้าโลก เป็นของวิเศษที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกเทพยุทธ์ มีมหาค่ายกลที่แข็งแกร่งมากมาย และยังตั้งกฎแห่งฟ้าดินของตนเองขึ้นมาด้วย ว่ากันว่าผู้อยู่ในยุคโบราณของโลกเทพยุทธ์เก้าคนเป็นผู้สร้างดินแดนทั้งเก้าที่บรรทุกมาข้างบนนั้น
สิ่งนี้ยิ่งทำให้เจียงฉางเชิงยิ่งคิดเชื่อมโยงไปถึงระดับขั้นของวิถียุทธ์มากยิ่งขึ้น ขั้นถาสวรรค์และจอมราชันยุทธ์ มีแนวโน้มที่จะพัฒนาไปเป็นดินแดนขนาดเล็กอยู่แล้ว เพียงแต่เป็นดินแดนที่เป็นจินตภาพ ขั้นสุญญตาทะลวงยุทธ์สามารถแปลงกายเป็นความว่างเปล่าได้ นี่มิใช่การต่อยอดของพลังแห่งฟ้าดินรูปแบบหนึ่งหรอกหรือ
หลังจากเข้าใจความเป็นมาคร่าวๆ ของนาวาสวรรค์เก้าโลกแล้ว เจียงฉางเชิงจึงขยับเข้าไปใกล้ลมปราณที่ทรงพลังที่สุด บางคนกำลังปิดด่านอยู่ในขณะที่บางคนกำลังคุยกันถึงต้นสายของคงคาสวรรค์
จิตสำนึกของเจียงฉางเชิงมาถึงยังห้องโถงที่มีกลุ่มคน ลมปราณของผู้นำทั้งสามคนไม่ด้อยกว่าเจ้าสวรรค์ปู้เลย พวกเขานั่งอยู่บนแท่นสูงดูทรงพลังยิ่งใหญ่ กลุ่มคนที่ยืนอยู่ในห้องโถงก็ไม่ได้อ่อนด้อยเช่นกัน เจียงฉางเชิงฟังอย่างตั้งใจ พวกเขาพูดกันเรื่องรายละเอียดการก่อสร้างต้นสายคงคาสวรรค์ แม้จะเป็นวิถียุทธ์แต่ก็เข้มงวดและซับซ้อนเช่นเดียวกับวิทยาศาสตร์ในชาติก่อนของเขา ซึ่งมหาค่ายกลที่เตรียมจะเปิดใช้งานนั้น ไม่ด้อยกว่าบางค่ายกลของการฝึกเซียนเลย
ทั้งหมดนี้ทำให้เจียงฉางเชิงมองโลกเทพยุทธ์ดีขึ้นกว่าก่อนเล็กน้อย หลังจากฟังมาพักใหญ่ ในที่สุดเจียงฉางเซิงก็ได้ยินเรื่องสำคัญแล้ว
“เจ้าสวรรค์ทั้งสาม หลี่วเสินโจวจะออกจากการปิดด่านเมื่อใด”
ชายชราผู้หนึ่งถามขึ้น เขามีใบหน้าที่โชกโชนเต็มไปด้วยรอยแผลเป็น คำพูดของเขาทำให้คนอื่นอยากรู้ขึ้นมาเช่นกัน
เจ้าสวรรค์ที่นั่งอยู่ตรงกลางตอบว่า “น่าจะเร็วๆ นี้ ส่วนเวลานั้นพวกข้าก็ไม่อาจคาดเดาได้แน่ชัด แต่โลกเทพยุทธ์มีบัญชาลงมาแล้ว ถึงยามนั้นหลี่วเสินโจวจะต้องมาในทันที เมื่อทะลวงปราการมิติแล้ว จะไปสังหารมรรคาจารย์แห่งแดนสวรรค์ก่อน จากนั้นจึงไปซ่อมแซมต้นสายของคงคาสวรรค์”
เมื่อเอ่ยออกไป ทุกคนในห้องโถงต่างมีสีหน้าใคร่รู้ขึ้นมา ส่วนเจียงฉางเชิงกลับกลุ้มใจว่าชื่อเสียงของแดนสวรรค์แพร่ไปถึงโลกเทพยุทธ์แล้วหรือ? ดูท่าจะมีหูตาของโลกเทพยุทธ์อยู่ในวงในของโลกคุนหลุน เช่นเดียวกับท่านเทพไทฮวงกับเผ่าในไทฮวงก่อนหน้านี้ ทว่าโลกเทพยุทธ์ตัดขาดการเชื่อมต่อกับคงคาสวรรค์แล้ว จึงน่าจะเป็นเรื่องยากที่โลกเทพยุทธ์จะเชื่อมต่อกลับไปอีกครั้ง
เจียงฉางเชิงรู้สึกใคร่รู้ในตัวหลี่วเสินโจวผู้นี้มาก แต่น่าเสียดายที่คนเหล่านี้ไม่ได้พูดถึงเขามากนัก เพราะพวกเขาก็คุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว
ผ่านไปหลายชั่วยาม จิตสำนึกของเจียงฉางเชิงจึงกลับคืนสู่ร่างของเขา เขายืนขึ้นแล้วเดินออกจากตำหนักเมฆาม่วง จะได้สูดอากาศบริสุทธิ์และผ่อนคลายสักพักไปพร้อมกันด้วย
ในสวรรค์ชั้นที่สาม ไทสื่อฉางเชอกำลังนั่งสมาธิฝึกวิชาอยู่ในศาลาหินบนเมฆ เจียงฉางเชิงมาปรากฏตัวข้างๆ เขาโดยที่เขาไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย เจียงฉางเชิงเดินมานั่งลงที่โต๊ะหินและรินสุราให้ตนเองอีกหน้า
ไทสื่อฉางเชอได้ยินเสียงจึงลืมตาขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็นเจียงฉางเชิงเขาก็ตื่นตกใจใหญ่ แล้วรีบลุกขึ้นทำความเคารพ
“ไม่ต้องมากพิธี นั่งลงเถิด ระยะนี้ฝึกวิชาเป็นเช่นใดบ้าง” เจียงฉางเชิงถามด้วยรอยยิ้ม
ไทสื่อฉางเชอก็ไม่ได้เคร่งครัดใด เขานั่งลงทันทีและตอบด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่เลวพะยะคะ แดนสวรรค์ไม่ธรรมดาโดยแท้ กระหม่อมฝึกยุทธ์อยู่ที่นี่รู้สึกว่าสมองทำงานได้ดีกว่าก่อนมากพะยะคะ”
เจียงฉางเชิงพูดติดตลกว่า “ในเมื่อเป็นดังนี้ เจ้าก็จงรักษาโอกาสไว้ให้ดี เพื่อให้ได้เป็นอัจฉริยะที่มีชื่อเสียงสะท้านมหาพิภพนิลเหลือง”
ไทสื่อฉางเชอเอ่ยทอดถอนใจว่า “การจะเป็นอัจฉริยะเช่นนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”
ได้จังหวะแล้ว! “โอ้? ในมหาพิภพนิลเหลืองก็มีเหล่าผู้เยี่ยมยุทธ์ที่มีชื่อเสียงเกรียงไกรอยู่ด้วยหรือ เล่าให้ฟังหน่อยสิ”
เจียงฉางเชิงถามตามคำพูดของไทสื่อฉางเชอ แม้ว่าเขาจะได้อ่านความทรงจำของไทสื่อฉางเชอมาก่อน และยังปรับเปลี่ยนความทรงจำของอีกฝ่ายด้วย แต่ก็เน้นไปที่ตัวของไทสื่อฉางเชอเอง ส่วนสิ่งที่ไทสื่อฉางเชอได้ประสบและได้ยินมาชั่วชีวิต เขาย่อมไม่ได้สนใจละเอียดนัก ซึ่งแน่นอนว่าตอนนี้เขาสามารถอ่านความทรงจำต่อได้แล้ว เพียงแต่ยุ่งยากเกินไป มิสู้สอบถามเอาตอนสนทนากันดีกว่า หรือยังได้ผ่อนคลายจิตใจไปในเวลาเดียวกันด้วย
สิ่งที่คนผู้หนึ่งประสบมาอาจมีน้อยนัก แต่เมื่อรวมเรื่องราวทั้งหมดไว้ด้วยกัน จะต้องมีขนาดใหญ่โตและซับซ้อนอย่างยิ่ง ชีวิตที่เรียบง่ายและน่าเบื่อ หากว่าเดินอ้อมไปบ้างก็สนุกดีเช่นกัน
ไทสื่อฉางเชอครุ่นคิดและกล่าวว่า “ผู้เยี่ยมยุทธ์ก็แบ่งเป็นหลายระดับ ไทชั่งคุนหลุนเป็นจุดสูงสุดในตำนาน นับเป็นปลายสุดของพรสวรรค์ ทว่าไทชั่งคุนหลุนก็ไม่นับว่าเป็นผู้เยี่ยมยุทธ์อีกแล้ว แต่เป็นผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทานที่เลื่องชื่อสะเทือนดินแดน ถัดลงไปก็คือเยี่ยเสินคง, หลี่วเสินโจว, ตกหวัง, เทียนเถระ, เทพไร้ขีดจำกัด…”
เขาเอ่ยหลายชื่อออกมาในอึดใจเดียว เยี่ยเสินคงเคยทำให้มหาพิภพนิลเหลืองต้องตกตะลึงมาก่อนจริงๆ แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นเป็นที่หนึ่งไม่มีสอง มหาพิภพนิลเหลืองกว้างใหญ่ไพศาลเหลือเกิน จึงมีฝูงเยี่ยมยุทธ์ประหนึ่งหมู่ปลาในมหาสมุทร ไทสื่อฉางเชอเอ่ยชื่อออกมาสิบสามรายชื่อ คนเหล่านี้ไม่ใช่คนในยุคเดียวกัน แต่เป็นผู้เยี่ยมยุทธ์ตลอดกาลที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วมหาพิภพนิลเหลือง ในช่วงล้านปีที่ผ่านมา
เจียงฉางเชิงพยักหน้าและกล่าวว่า “หลี่วเสินโจวข้ารู้จัก ถูกเจ้าจัดอันดับไว้รองจากเยี่ยเสินคง ไม่ใช่ธรรมดาทีเดียว”
เมื่อเอ่ยถึงหลี่วเสินโจว ไทสื่อฉางเชอก็มีสีหน้าอิจฉาขึ้นมาและกล่าวว่า
“หลี่วเสินโจวก็คือเยี่ยเสินคงในอีกเส้นทางหนึ่ง เขาได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากตระกูล ทั้งได้เข้ารวมกับโลกเทพยุทธ์ และได้รับการบ่มเพาะจากโลกเทพยุทธ์ เป็นเจ้าเทพยุทธ์ที่อายุน้อยที่สุด เพิ่งได้เป็นเจ้าเทพยุทธ์ก็มีชื่อเสียงทั่วโลกเทพยุทธ์ ว่ากันว่าเขาเอาชนะยอดฝีมือจำนวนมากของโลกเทพยุทธ์ ได้รับความไววางใจและความคาดหวังอย่างมากจากโลกเทพยุทธ์”
“นอกจากนี้ ร่างกายของเขายังเป็นกายเทพเหนือกำเนิด ซึ่งมีชื่อเสียงพอกับดาวสังหารนิรันดรกาลในมหาพิภพนิลเหลือง สิ่งใดก็ตามมีคำว่า ‘กำเนิด’ ล้วนไม่ธรรมดาทั้งสิ้น ว่ากันว่ากายเทพเหนือกำเนิดมีพลังเทพที่สามารถเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งได้ แต่กระหม่อมยังไม่เคยได้พบมาก่อน จึงไม่ได้รู้มากนัก”
เจียงฉางเชิงเริ่มเกิดความสนใจในตัวหลี่วเสินโจวขึ้นมา ต่อสู้ที่แข็งแกร่งเช่นนี้ น่าจะลองประมือดูสักตั้ง
เขาตัดสินใจจะย้ายโลกคุนหลุนออกไปก่อนกำหนด จากนั้นค่อยทิ้งร่างแยกเอาไว้ประลองกับหลี่วเสินโจวสักคราว ตราบใดที่ฝ่ายตรงข้ามแข็งแกร่งมากพอ และมีเจตนาพุ่งเป้ามาที่เขาอย่างชัดเจนทำให้เกิดเคราะห์กรรมขึ้นมา แม้จะเป็นร่างแยกก็ยังรับรางวัลรอดชีวิตได้
หลังจากพูดคุยกันสักพัก เจียงฉางเชิงก็ออกไป ไทสื่อฉางเชอได้รับกำลังใจจึงทำให้ฝึกวิชาด้วยปณิธานแห่งการต่อสู้เปี่ยมล้น นับตั้งแต่เผ่าฉางมาถึงก็ทำให้เขารู้สึกกดดันอย่างยิ่ง เพราะเผ่าฉางก็มีอัจฉริยะไม่น้อย เมื่อก่อนเขาเป็นทหารสวรรค์ที่แข็งแกร่งที่สุด แต่เวลานี้อาจไม่แน่แล้ว
เจียงฉางเชิงไปเยี่ยมเจียงเทียนมิ่ง, เจียงชั่น, เจียงเจี่ยน, ผิงอัน, หลินเฮาเทียน และคนอื่นสักพัก ทุกคนตื่นเต้นเพราะเขามาเยือนอย่างยิ่ง นับตั้งแต่แดนสวรรค์ก่อตั้งขึ้น พวกเขารู้สึกว่าตนเองยิ่งเหินห่างจากมรรคาจารย์มากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นที่รู้สึกว่าตนเองไม่ได้พิเศษและโดดเด่นเท่าใดอีกแล้ว หลังจากเจียงฉางเชิงให้กำลังใจพวกเขาไปทีละคน เลือดลมของทุกคนก็พลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง
หลายวันต่อมา เจียงฉางเชิงกระโดดออกจากโลกคุนหลุนมาอยู่ในเขตสุญญตา เขาจ้องมองไปยังโลกคุนหลุนอันกว้างใหญ่เบื้องล่าง ภายในเวลาชั่วพริบตา ดวงจิตของเขาก็เข้าปกคลุมโลกคุนหลุนทั้งหมด พร้อมกับห่อหุ้มคงคาสวรรค์และหมู่ดาวโดยรอบเอาไว้ด้วย
จากนั้นก็ยกมือขวาขึ้น: อภินิหารจักรวาลกลางฝ่ามือ!
ร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นข้างบนตำหนักแห่งหนึ่งของเผ่าฉาง เป็นฉางเยวี่ยเฉียนนั่นเอง เขาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางประการจึงออกมาทันที เขามองขึ้นไปแล้วพลันต้องเบิกตากว้าง!