เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 382 กาลเวลาหนึ่งร้อยปีกับมหามรรคาใหม่
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 382 กาลเวลาหนึ่งร้อยปีกับมหามรรคาใหม่
ผู้ที่อยู่มานาน? เงามืด? ท่านกำลังพูดถึงห้วงอนันต์สุญญตาหรือ?
เยี่ยจ้านสงสัยใคร่รู้มากกว่าเดิม ห้วงอนันต์สุญญตาไม่ใช่ชื่อที่แปลกหูสำหรับผู้คนในมหาพิภพนิลเหลือง
พวกเขาเคยได้ยินชื่อนี้มาตั้งแต่เด็กจนโต มันอยู่ในเรื่องเล่าและเทวตำนานทั้งหลาย
ห้วงอนันต์สุญญตาเป็นดินแดนอันตราย มันคือดินแดนเนรเทศดินแดนที่ผู้ชั่วร้ายหลบหนีไปอยู่อาศัย
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยพยักหน้า “โลกเทพยุทธทำการใดล้วนเด็ดขาดไม่เหลือทางรอดให้ศัตรูแต่ก็มักจะมีคนที่พลังแข็งแกร่งหนีรอดไปได้อยู่เสมอ”
“ห้วงอนันต์สุญญตาก็คือจุดหมายที่ดีที่สุดของพวกเขาเหล่านั้น ทว่านับตั้งแต่มหาพิภพนิลเหลืองถือกำเนิดจนถึงตอนนี้ ห้วงอนันต์สุญญตากลับไม่เคยก่อเภทภัยให้มหาพิภพนิลเหลือง นั่นช่างไม่สมเหตุสมผล”
“ย่อมหมายความได้อย่างเดียวคือเรื่องนี้จะเกิดขึ้นในอนาคต เจ้าลองคิดถึงตัวเจ้าสิ เผ่าเยี่ยถูกทำลาย เจ้าอยากแก้แค้นโลกเทพยุทธหรือไม่?”
เยี่ยจ้านพยักหน้า แม้เผ่าเยี่ยจะไม่ได้ถูกโลกเทพยุทธทำร้ายโดยตรง แต่โลกเทพยุทธก็กดหัวเยี่ยเสินคงแล้วปล่อยให้เผ่าอื่นกระทำตามใจอย่างไม่สนกฎเกณฑ์
นำไปสู่ต้นเหตุที่แท้จริงของการล่มสลายของเผ่าเยี่ย เขาจะไม่แค้นได้อย่างไร
“จะว่าไปแล้วสหายเก่าของข้าหลายคนก็อยู่ในห้วงอนันต์สุญญตา ไม่รู้ว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่”
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยลูบเคราเอ่ยอย่างเศร้าสร้อยแล้วเริ่มหวนรำลึกถึงอดีต
เยี่ยจ้านจมลงในห้วงความคิด เรื่องนี้ต้องนำไปบอกแดนสวรรค์ บางทีอาจนับเป็นความดีความชอบเรื่องหนึ่งก็ได้!
เขารู้จักโอรสสวรรค์ของเทียนจิ่งพอดี เจียงจื๋ออวี้สัญญาแล้วว่าวันหน้าเมื่อเขาเป็นจักรพรรดิสวรรค์จะแต่งตั้งเยี่ยจ้านเป็นมหาจอมทัพ
คำสัญญานี้ทำให้ทั้งสองคนสนิทกันมาก
เยี่ยจ้านถึงขั้นรับทายาทคนหนึ่งของเจียงจื๋ออวี้เป็นศิษย์ด้วย แน่นอนว่าทายาทคนนั้นไม่ใช่เจียงชั่น
หลังจากโมปู้นิถูกขังอยู่ในคุกหลวง ไปฉีก็แวะไปดูแลเป็นระยะ
เริ่มแรกโมปู้นิหงุดหงิดอย่างมาก แต่พอได้ยินไปฉีเล่าความดีความชอบของมรรคาจารย์ให้ฟัง เขาก็เพิ่งตระหนักว่ามรรคาจารย์ไม่เคยทำร้ายจักรวาลของโลกเบื้องล่าง
แต่เขาช่วยสรรพชีวิตที่แต่เดิมจะถูกคัดทิ้งจากศึกประชันโลกแห่งยุทธต่างหาก
ความจริงประการนี้ทำให้สิ่งที่เขาเคยเชื่อมั่นสั่นคลอน
เมื่อฉางเหยาหลิง ไท่สื่อฉางเชอ กับเฮยโหว ผลัดกันมาเยี่ยมแล้วเล่าความจริงจากมุมมองของคนจากโลกเบื้องบนให้ฟัง เขาก็เงียบสนิทไม่โวยวายอีกต่อไป
ทหารสวรรค์ตัวน้อยทั้งหลายเป็นมิตรกับขั้นยอดยุทธกำเนิดสวรรค์ที่มรรคาจารย์พากลับมาคนนี้ไม่น้อย
พวกเขาแอบดูแลอยู่เงียบๆ เพราะรู้ดีว่าต่อไปคนผู้นี้จะต้องมีตำแหน่งบนแดนสวรรค์
ไม่ใช่ว่าใครก็จะถูกมรรคาจารย์พากลับมาจากนอกพิภพสักหน่อย
เมื่อเห็นโมปู้นิเริ่มฝึกวิชาพวกไท่สื่อฉางเชอก็เริ่มวางใจ
ตามกฎสวรรค์โมปู้นิบุกเข้ามาในแดนสวรรค์ต้องถูกคุมขังแปดร้อยปี ไม่มีคำสั่งของมรรคาจารย์พวกเขาย่อมไม่กล้าปล่อยคนออกมา
พวกเขาไม่รู้สักนิดว่าที่เจียงฉางเซิงพาโมปู้นิกลับมาเป็นเพราะความคิดชั่ววูบล้วนๆ
สาเหตุสำคัญก็เพราะเขาเห็นแก่หน้าของหลี่ชางไห่ ส่วนหลี่ชางไห่ผู้ลงมือเพราะคุณธรรมคนนั้น ความจริงเจียงฉางเซิงไม่จำเป็นต้องช่วยเหลือก็ได้
สรุปว่าไม่ว่าหลี่ชางไห่หรือโมปู้นิในสายตาของเจียงฉางเซิงก็ไม่มีค่าให้เอ่ยถึงทั้งนั้น แล้วเหตุใดต้องเก็บพวกเขาสองคนไว้เล่า?
เรื่องนั้นไม่มีเหตุผล เขาอยากทำก็ทำ!
หลังจากโมปู้นิสงบลงแล้วแดนสวรรค์ก็ไม่พบเจอปัญหายุ่งยากอีก ขุมกำลังของแดนสวรรค์เริ่มขยายตัวอย่างรวดเร็ว
ผู้ถวายงานเทพมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่ทหารสวรรค์ที่ออกไปปฏิบัติภารกิจข้างนอกเหล่านั้นก็มีโอกาสรับลูกน้องไว้ใต้อาณัติอยู่หลายคน
ส่วนเจียงฉางเซิงกำลังเผชิญกับการปิดด่านฝึกบำเพ็ญที่ยาวนานที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์
การปิดด่านนี้ยาวนานถึงหนึ่งร้อยกับอีกสิบปี!
เจียงฉางเซิงตื่นขึ้นมาเพราะรู้สึกว่ากาลเวลาไหลผ่านไปเร็วเกินไปแล้ว
ตอนที่เขาลืมตาเขารู้สึกว่าทุกสิ่งเปลี่ยนไปแล้ว แต่ก็เหมือนทุกสิ่งไม่เปลี่ยนไปเลย
ภายในตำหนักเมฆาม่วงไม่มีสิ่งใดเปลี่ยน มูหลิงลั่ว ไปฉี กับไป๋หลง ล้วนยังอยู่
เพียงแต่ว่าตบะของพวกนางแข็งแกร่งขึ้น แดนสวรรค์เองก็แข็งแกร่งขึ้นกว่าก่อน
มีกลิ่นอายลมปราณใหม่ๆ เพิ่มมามากมาย มิตรสหายทั้งหลายก็แข็งแกร่งขึ้นแล้วเช่นกัน
การปิดด่านหนนี้ราวกับฝันหนึ่งตื่น เขารู้สึกประหนึ่งเพิ่งผ่านไปวันเดียวด้วยซ้ำ
ความรู้สึกเช่นนี้ช่างมหัศจรรย์เสียจริง มันทำให้เขาเข้าใจกาลเวลาและชีวิตลึกซึ้งกว่าเดิม
ถ้อยคำที่กล่าวกันว่าอยู่บนสวรรค์หนึ่งวันเท่ากับบนโลกผ่านไปหนึ่งปี บางทีอาจเกิดจากระดับขั้นที่ห่างชั้นกันก็เป็นได้
มนุษย์ธรรมดานอนหลับฝันหนึ่งตื่น บางทีอาจเท่ากับชั่วชีวิตของแมลงสักตัว
เจียงฉางเซิงขบคิดประเด็นนี้ ยังมีผู้แข็งแกร่งแห่งวิถียุทธคนอื่นที่หลงอยู่ในดินแดนแห่งความฝันจนไม่ทันสังเกตว่ามีพวกผิดแผกโผล่มาในโลกของตนอีกหรือเปล่านะ
ยิ่งระดับขั้นสูง ช่วงเวลาที่เจียงฉางเซิงปิดด่านฝึกบำเพ็ญก็ยาวนานขึ้น โลกของเขาเองก็มีพวกผิดแผกปริศนาที่ยากจะสังเกตเห็นโผล่มาด้วยหรือเปล่า?
คำถามนี้แทบจะหาคำตอบไม่ได้ เขาไมอาจจดจ่อกับทุกวันในชีวิตได้เพราะเมื่อเขาสู่สภาวะฝึกบำเพ็ญกาลเวลาก็มักไหลผ่านไปอย่างรวดเร็วมากเสมอ
มันรวดเร็วจนเขาเข้าใจกระจ่างแจ้งแล้วว่าแทนที่จะคอยเฝ้าระวังอันตรายที่ไม่รู้ มิสูขยันหมั่นเพียรฝึกบำเพ็ญเสียดีกว่า
หรือให้กาลเวลาของตนเองผ่านไปอย่างมีความหมาย มิใช่เสียไปกับการนั่งฝัน
เจียงฉางเซิงทอดมองโลกมนุษย์
เทียนจิ่งเข้าสู่ปีติ้งเทียนที่สามร้อยแปดสิบสามแล้ว แผ่นดินขยายกว้างขึ้นเกินสิบเท่า
หลังจากเทียนจิ่งสั่งสมขุมกำลังได้ถึงจุดสูงสุด การขยายดินแดนของพวกเขาก็เร็วจนน่ากลัว
เทียนจิ่งเต็มไปด้วยอัจฉริยะที่พร้อมจะกระจายกันไปปกครองใต้หล้า
ผู้ฝึกยุทธ์ในมหาสมุทรไรขอบเขตหันมาสวามิภักดิ์กับเทียนจิ่งมากขึ้นทุกที
กำลังรบขั้นถ้ำสวรรค์กับขั้นจอมราชันยุทธ์ของเทียนจิ่งไม่ด้อยกว่าเผ่าที่แข็งแกร่งทั้งหลายแล้ว
เป็นผลประโยชน์ที่ได้มาจากพลังโชคชะตาของเจียงฉางเซิง
ทว่าเทียนจิ่งก็ยังไม่มีจักรพรรดิยุทธถือกำเนิดขึ้นมาอยู่ดี แม้เทียนจิ่งไม่มีแต่แดนสวรรค์มี!
กวนทงโยวกับจีอู๋จวินก้าวเข้าสู่ขั้นจักรพรรดิฟ้าดินตามต่อกัน จีอู๋จวินเลื่อนขั้นเมื่อสองปีก่อน
สองคนนี้เดิมทีก็เป็นอัจฉริยะที่สวรรค์อำนวยพรอยู่แล้ว เมื่อได้รับพลังโชคชะตาจากตำแหน่งเทพประจำย่อมเลื่อนขั้นเร็วขึ้นอีก
ตี้ชางผู้เคยกวาดล้างขั้นจักรพรรดิยุทธมาแล้ว ในที่สุดก็บรรลุขั้นยุทธบรรจบเทพ
เทพประจำองค์อื่นๆ ต่างก็เลื่อนขั้นเช่นเดียวกัน
กาลเวลาผ่านไปหนึ่งร้อยปี โลกช่างเหมือนพลิกกลับตาลปัตร
เจียงฉางเซิงเริ่มพยากรณ์หาผู้แข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตแต่ละแห่ง ในขณะเดียวกันก็แผ่จิตสัมผัสออกไป
โลกคุนหลุนย้ายมาอยู่ที่ห้วงอนันต์สุญญตาแล้ว ศูนย์กลางของขอบเขตการค้นหาของระบบย่อมย้ายมาอยู่ที่ห้วงอนันต์สุญญตาเช่นกัน
เมื่อผลออกมาว่าผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในแต่ละอาณาเขตคือตัวเขาเอง ส่วนคนที่แข็งแกร่งเป็นอันดับสองคือฉางเยวี่ยเฉียน
ก็ย่อมหมายความว่าไม่มีภัยอันตราย อีกทั้งจิตสัมผัสก็ตรวจสอบไม่พบอันตรายด้วย
เท่ากับว่าเป็นความยืนยันสองชั้น มั่นใจได้แล้ว เจียงฉางเซิงเก็บดวงจิตกลับมาหลังจากนั้นจึงถอดจิตท่องนอกพิภพ
ตั้งใจจะออกสำรวจห้วงอนันต์สุญญตา ขยายแผนที่ในหัวอีกครั้ง
เขาเดินทางมายังโลกที่เหมือนจะเป็นของลัทธิโบราณแห่งนั้นก่อน
โลกแห่งนี้ถูกหมอกสีดำปกคลุมจนหนาตา ดูเหมือนจันทร์ข้างแรมที่แผ่รัศมีสีเหลืองหม่น ดูลึกลับและส่งกลิ่นอายอันตราย
เขาเหาะเข้าไปในโลกใบนี้ ด้านในคือโลกแห่งหนึ่งที่มีเผ่ามนุษย์เป็นใหญ่ แต่ก็มีหลากหลายเผ่าพันธุ์อยู่ในระบบนิเวศเดียวกันกับเผ่ามนุษย์ด้วย
เผ่ามนุษย์ที่นี่ใช้ภาษาเดียวกันกับมหาพิภพนิลเหลือง แต่ก็เหมือนกับที่โลกคุนหลุน แม้จะสื่อสารภาษากันไม่รู้เรื่องแต่ระดับขั้นพลังอย่างเจียงฉางเซิงก็รับรู้ความคิดที่พวกเขาต้องการจะสื่อได้อยู่ดี
แน่นอนว่าถึงจะต้องใช้เวลาเปรียบเทียบและยืนยันสักหน่อยก็ตาม
ในที่สุดเขาก็ได้เห็นวิธีการต่อสู้ของลัทธิโบราณเสียที ศาสตร์โบราณใช้พลังจากอักขระยันต์ลึกลับจริงๆ ด้วย
อักขระยันต์พวกนี้เห็นชัดว่าสร้างมาจากพลังแห่งกฎบางประการ อักขระยันต์ทั้งหลายจะช่วยเพิ่มพลังงานในร่างของพวกเขาไปจนถึงความแข็งแกร่งของกายเนื้อ
ศาสตร์โบราณกว้างขวางอย่างยิ่ง มันเกี่ยวพันกับสารพัดสิ่ง
ในความเห็นของเจียงฉางเซิง ศาสตร์โบราณพรั่งพร้อมไม่ด้อยกว่าวิถียุทธ์ ในบางแง่มันเหนือกว่าวิถียุทธ์ด้วยซ้ำไป
เพียงแต่ในด้านพลังทำลายล้าง ศาสตร์โบราณอ่อนแอกว่าวิถียุทธ์อยู่
ผู้ศึกษาศาสตร์โบราณกับผู้ฝึกยุทธที่บรรลุขั้นยอดยุทธกำเนิดสวรรค์และมีลมปราณใกล้เคียงกัน พลังทำลายล้างของผู้ฝึกยุทธจะแข็งแกร่งกว่า
บางทีนี่อาจเป็นสาเหตุที่วิถียุทธ์กดอำนาจศาสตร์โบราณได้เมื่อนานมาแล้ว
เผ่ามนุษย์คงพานพบวิกฤตการณ์บางอย่างที่ต้องใช้วิถีฝึกบำเพ็ญที่พลังทำลายล้างรุนแรงกว่าเดิมมาจัดการ ด้วยเหตุนี้วิถียุทธ์จึงถือกำเนิดขึ้น
นี่คือข้อสันนิษฐานของเจียงฉางเซิง
โลกใบนี้มีกลิ่นอายลมปราณที่แข็งแกร่งอยู่ไม่น้อย หากพูดถึงความล้ำลึกหยั่งไม่ถึง เขาคิดว่ามันไม่ด้อยกว่ามหาพิภพนิลเหลืองเลยทีเดียว
แต่มหาพิภพนิลเหลืองไมอาจเป็นตัวแทนของวิถียุทธ์ทั้งหมด เพราะเหนือกว่ามันยังมีโลกเทพยุทธอยู่อีก
เจียงฉางเซิงไม่กล้าลักลอบเข้าไปลึกนัก อย่างไรเขาก็รู้จักศาสตร์โบราณไม่ลึกซึ้งเสียเท่าไร จะบุ่มบามเดินเข้าไปเจอพวกที่พลังลึกล้ำหยั่งไม่ถึงไม่ได้
หลายชั่วโมงหลังจากนั้นดวงจิตของเขาก็เดินทางออกจากโลกโบราณ เขาท่องไปยังทิศทางอื่น
ดวงจิตเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วยิ่งนัก เพียงพริบตาเดียวเวลาก็ผ่านไปแล้วหลายวัน
เจียงฉางเซิงจับสัมผัสโลกได้อีกยี่สิบกว่าแห่ง แล้วยังค้นพบกลิ่นอายของพลังงานที่แตกต่างจากวิถียุทธ์ ศาสตร์โบราณ และการบำเพ็ญเซียนอีกด้วย
หลังจากเข้าไปสำรวจด้านในจึงรู้ว่าพลังงานนี้มีนามว่าอาคมจิตวิญญาณ
การค้นพบนี้ทำให้เขาตกตะลึงอย่างยิ่ง มีพลังงานชนิดนี้สืบอยู่จริงๆ ไม่รู้อาคมจิตวิญญาณเป็นศาสตร์ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณ หรือเป็นแนวทางการฝึกบำเพ็ญที่ถือกำเนิดขึ้นมาใหม่
โดยรวมแล้วมันอ่อนแอกว่าลัทธิโบราณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่จำนวนผู้ฝึกบำเพ็ญ
แต่โลกใบนี้ก็มีกลิ่นอายอันน่ากลัวที่เจียงฉางเซิงมองไม่ออกอยู่ด้วยเหมือนกัน จะไปหาเรื่องไม่ได้!
ดวงจิตของเจียงฉางเซิงเริ่มเดินทางกลับ ทว่าระหว่างทางกลับจากโลกแห่งอาคมจิตวิญญาณ เขากลับพบผู้ฝึกอาคมจิตวิญญาณคนหนึ่งกำลังเดินทางมาด้วยความเร็วสูง
พลังของเขาดูไม่ด้อยกว่าขั้นสุญญตาทะลวงยุทธ ในโลกแห่งอาคมจิตวิญญาณเขาจะต้องเป็นคนระดับสูงแน่
เจียงฉางเซิงจับตามองเขาแล้วค่อยตามไปช่วงระยะหนึ่ง แล้วก็พบว่าทิศทางที่เขามุ่งหน้าไปคือโลกคุนหลุนอย่างชัดเจน
ไม่ว่าจะเข้าใจผิดหรือไม่ อีกฝ่ายก็ไม่ลังเลสักนิด เส้นทางที่เขามุ่งไปซ้อนทับกับเส้นทางกลับของเจียงฉางเซิงทุกประการ
“หยุดก่อน!”
เสียงของเจียงฉางเซิงดังขึ้นในหัวของผู้ฝึกอาคมจิตวิญญาณคนนั้น อีกฝ่ายตกใจจนหยุดกึกทันที
ผู้ฝึกอาคมจิตวิญญาณคนนี้เป็นเผ่ามนุษย์เช่นเดียวกัน ดูภายนอกจึงไม่แตกต่างจากผู้ฝึกยุทธในมหาพิภพนิลเหลืองเท่าไรนัก
เขาสวมเครื่องแต่งกายตัดเย็บจากผ้าที่มีหมวกคลุมศีรษะ ให้ความรู้สึกเหมือนมาจากต่างแดนอย่างยิ่ง
“ใครกัน”
เขากุตวาดเสียงขึงขังพร้อมกับกวาดสายตามองความว่างเปล่ารอบตัวแต่ไม่พบผู้ใดทั้งสิ้น
ทันใดนั้นเขาก็คิดบางอย่างออกจึงผ่อนคลายลง แล้วเอ่ยปากถามว่า “ท่านมาจากมหามรรคาใหม่อย่างนั้นหรือ?”
มหามรรคาใหม่ก็หมายถึงแนวทางการฝึกบำเพ็ญชนิดใหม่นั่นเอง
โลกของศาสตร์โบราณกับโลกของอาคมจิตวิญญาณล้วนเรียกแนวทางการฝึกบำเพ็ญว่ามหามรรคาเหมือนกัน
ไม่รอให้เสียงของเจียงฉางเซิงดังตอบ กู้เฉินก็ก้มเอวคำนับเอ่ยว่า
“ข้าน้อยนามว่ากู้เฉิน เดินทางมาจากมหาพิภพอาคมจิตวิญญาณ พวกเราทำนายพบว่ามีมหามรรคาใหม่ถือกำเนิดในห้วงอนันต์สุญญตา จึงตั้งใจจะส่งตัวแทนของมหาพิภพอาคมจิตวิญญาณเดินทางไปขอเป็นพันธมิตรร่วมกัน ต้านหายนะแห่งมหามรรคาด้วยกัน!”
ในเวลาเดียวกันนี้ ดวงจิตของเจียงฉางเซิงก็หวนกลับมาที่ร่างตน แล้วเขาเบิกเนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตมองไปยังทิศทางที่กู้เฉินอยู่
ใช้เวลาครู่หนึ่งก็จับตำแหน่งของกู้เฉินได้ ในช่วงเวลานั้นกู้เฉินหัวใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ
เขาไม่รู้แน่ชัดว่าผู้ฝึกบำเพ็ญมหามรรคาสายใหม่มีนิสัยเป็นเช่นไร แต่เขาจับสัมผัสตัวตนของอีกฝ่ายไม่ได้เลย ดังนั้นอีกฝ่ายคงแข็งแกร่งกว่าเขามากเป็นแน่
ในตอนนี้เองเงาร่างเลือนรางสีน้ำเงินขนาดใหญ่โตมโหฬารร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเบื้องบน กู้เฉินเงยหน้ามองแล้วหลุดทำสีหน้าตกใจออกมาอย่างห้ามตัวเองไม่ได้
ร่างจิตจำแลงเทพ!
แต่ร่างจิตจำแลงเทพร่างนี้กำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคาด้วย!
นี่เป็นความก้าวหน้าหลังจากเจียงฉางเซิงปิดด่านฝึกบำเพ็ญมาหนึ่งร้อยปี เขาทำให้ร่างจิตจำแลงเทพแปรเปลี่ยนเป็นรูปลักษณ์ต่างๆ ได้แล้ว
ตัวอย่างเช่นตอนนี้ตัวเขากำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคาสูงหมื่นจั้ง
บัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคาเป็นเงาเลือนรางสีน้ำเงินเช่นเดียวกัน แต่ลูกแก้วแสงเก้าดวงนั่นแผ่รัศมีแสงเจิดจ้าสีขาวท่ามกลางความมืด
เขาจึงดูประหนึ่งเทพผู้สร้างโลกที่กำลังก้มลงมองมนุษย์เดินดินตัวเล็กกระจ้อยร่อย
กู้เฉินนิ่งค้าง เขาเพิ่งเคยพบตัวตนเช่นนี้เป็นหนแรก หัวใจของเขาเต้นรัวเร็วยิ่งนัก
เขาไม่เข้าใจเลยว่ามหามรรคาใหม่นี้ให้กำเนิดผู้ที่มีแรงกดดันมหาศาลเช่นนี้ได้อย่างไรกัน อีกฝ่ายเป็นมนุษย์จริงหรือ?
“เจ้าผู้มาเยือนจากมหาพิภพอาคมจิตวิญญาณ อยากร่วมมือกับข้า กับวิถีเซียนของข้าอย่างไรหรือ?”
เสียงของร่างจิตจำแลงเทพดังขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ
วิถีเซียน!
กู้เฉินได้ยินนามนี้รูม่านตาก็หดเล็กลงในทันใด ช่างเป็นนามที่ห้าวหาญเสียเหลือเกิน!