เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 383 พันกายหมื่นร่าง มหันตภัยแรกปรากฏ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 383 พันกายหมื่นร่าง มหันตภัยแรกปรากฏ
เผ่ามนุษย์ในมหาพิภพอาคมจิตวิญญาณต่างก็มีต้นกำเนิดจากมหาพิภพนิลเหลืองเช่นเดียวกัน
เพียงแต่บรรพบุรุษถูกไล่ล่าสังหารเพราะสร้างพวกผิดแผกขึ้นมา พวกเขาก็มีจินตนาการถึงเทพเซียนเช่นกัน
เหล่าผู้แข็งแกร่งจนถึงขั้นที่ไม่มีสิ่งใดที่ทำไม่ได้ในยุคโบราณมักถูกเรียกขานว่าเทพเซียน จึงทำให้เกิดชื่อของเซียนแห่งยุทธ์ เทพแห่งยุทธ์ และอื่นๆ ปรากฏขึ้นมามากมายตลอดเวลาที่ผ่านมา
ในสายตาของกู้เฉินแล้วการใช้คำว่าเซียนเป็นนามแห่งมหามรรคาก็คือความอวดดี
ทว่าอีกฝ่ายปรากฏตัวขึ้นอย่างน่าตกตะลึงเหลือใจ จนทำให้เขาไม่กล้าแสดงความคิดภายในใจออกมาได้
เขาเอ่ยอย่างเคารพยำเกรงว่า “ขอเป็นพันธมิตรเป็นตายร่วมกัน ร่วมเผชิญมหันตภัยแห่งวิถียุทธ์”
“แน่นอนว่าหากท่านต้องการสิ่งใดก็สามารถเอ่ยปากได้ ข้าจะกลับไปหารือกับท่านเจ้าพิภพ”
ร่างจิตจำแลงเทพตอบไปว่า “เรื่องเป็นพันธมิตรมิใช่ว่าไม่ได้ ส่วนว่าต้องการสิ่งใดนั้นวันหน้าค่อยว่ากัน ข้าจะส่งทูตไปหารือที่มหาพิภพอาคมจิตวิญญาณในภายหลัง”
ได้ยินเช่นนั้นกู้เฉินก็อึกอักขึ้นมา เขาต้องการไปรวบรวมข่าวสารที่มหาพิภพของอีกฝ่ายสักหน่อย
แต่อีกฝ่ายกลับตอบรับว่าจะเข้าเป็นพันธมิตร ทำเอาเขาไม่กล้าคิดได้คืบจะเอาศอก
หากอีกฝ่ายไม่แข็งแกร่งพอเขายังพอจะใช้อำนาจข่มได้ ความคิดเฉกเช่นสายฟ้า กู้เฉินตัดสินใจอย่างรวดเร็วพลางกล่าวว่า
“เช่นนั้นก็ขอต้อนรับท่าน ไม่ทราบว่าต้องเรียกขานท่านเช่นใด”
“พันกายหมื่นร่างดุจเคล็ดวิชา อยู่กับร่างกายในใจมี ข้าย่อมเป็นข้า”
ร่างจิตจำแลงเทพทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่งจากนั้นก็หายวับไปท่ามกลางความว่างเปล่า
กู้เฉินนิ่งงันไปกับที่พลางย้อนนึกถึงคำพูดของอีกฝ่าย พันกายหมื่นร่าง? ลึกล้ำเกินหยั่งจริง!
ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ได้แต่ต้องกลับไป เขารู้ว่าเหตุผลแท้จริงที่อีกฝ่ายปรากฏตัวขึ้นนั้นคือการมาเตือนเขา
ตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเซิงหันเนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตกลับมา มหามรรคา? โอหังจริง ถึงกับกล้าเรียกขานตนเองว่าเป็นมหามรรคา
เจียงฉางเซิงคิดอยู่เงียบๆ ในสายตาของเขาสิ่งที่เรียกว่าอาคมจิตวิญญาณ สิ่งที่เรียกว่าศาสตร์โบราณ ล้วนกำเนิดมาจากกฎเกณฑ์ทั้งสิ้น
และกฎเกณฑ์ก็วิวัฒนาการมาจากมหามรรคาอีกทอดหนึ่ง
เดิมทีการบำเพ็ญเซียนเองก็คือกระบวนการในการแสวงหามหามรรคาอยู่แล้ว มิใช่ว่าการบำเพ็ญเซียนก็คือมหามรรคาหรือ?
อาจเป็นได้ว่ามหามรรคาดำรงอยู่สันโดษ จึงให้กฎเกณฑ์ช่วยสร้างความสมดุล
ไม่ว่าผู้ใดก็สามารถเรียนศาสตร์โบราณและอาคมจิตวิญญาณได้ เพียงแต่ถูกโลกเทพยุทธสะกดเอาไว้เท่านั้น
แต่วิถีเซียนกลับต่างออกไป เพราะเป็นสิ่งที่พลังวิถียุทธ์ต่อต้านและมรรคาสวรรค์ไม่ยอมรับ!
สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าเมื่อมองจากมุมมองของวิถียุทธ์แล้ว ศาสตร์โบราณและอาคมจิตวิญญาณไม่สามารถคุกคามจุดกำเนิดแห่งวิถียุทธ์ได้ จนถึงขั้นที่พูดได้ว่าเดิมทีทั้งสามสิ่งนี้ก็มีความเชื่อมโยงกัน
อาจเป็นได้ว่าต้นกำเนิดแห่งวิถียุทธ์ก็วิวัฒนาการมาจากมหามรรคา
และเป็นเพราะวิถีเซียนแสวงหามหามรรคานี้เอง วิถียุทธ์จึงไม่ยอมรับ
แต่สาเหตุที่เจียงฉางเซิงสามารถฝึกฝนได้ก็เพราะอาศัยระบบรอดชีวิต
หรือว่าตัวระบบรอดชีวิตเองก็เป็นมหามรรคาชนิดหนึ่ง จึงสามารถต้านทานไม่ให้มหามรรคาอื่นมาสะกดไว้ได้
เมื่อวรยุทธ์ของเจียงฉางเซิงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เขาก็จะค่อยๆ เริ่มสัมผัสกับมรรคาไปด้วย
สิ่งใดคือมรรคา สรรพชีวิตล้วนมีความเข้าใจของตนเอง แล้วสิ่งใดคือมหามรรคา?
ก็คือหนทางการบำเพ็ญเพียรที่ถูกต้องนั่นเอง แต่ใจคนต่างกัน การบำเพ็ญเพียรก็ต่างกันด้วยเช่นกัน
เจียงฉางเซิงเพิ่งสิ้นสุดการปิดด่านที่ยาวนานครั้งหนึ่ง และเข้าสู่ภาวะรู้แจ้งในมรรคาที่แสนอัศจรรย์อีกครั้ง
สวรรค์ชั้นห้า บนทะเลเมฆ ต้นไม้เก่าแก่ต้นหนึ่งตั้งอยู่บนก้อนเมฆ มีแม่ทัพสวรรคนายหนึ่งกำลังพักผ่อนอยู่ใต้ต้นไม้ เป็นเจียงชั่นนั่นเอง
เจียงชั่นสวมเกราะเงินของแม่ทัพสวรรค์ เขาดูเคร่งขรึมขึ้นเมื่อเทียบกับเมื่อร้อยปีก่อน
เขานั่งพิงอยู่กับต้นไม้ มือขวากุมหัวเข่า สายตามองไปยังขอบฟ้าใจลอยอยู่เงียบๆ ดวงตาแนวตั้งบนหน้าผากปิดอยู่ มองคล้ายรอยแผลเป็นสีโลหิตเส้นหนึ่ง
“เจียงชั่น เจ้าทำสิ่งใดอยู่ที่นี่ ควรลงไปได้แล้ว”
เจียงเทียนมิ่งเหาะเข้ามาถามด้วยรอยยิ้ม คนที่ร่างกายเคยเติบโตช้าเช่นเขาเวลานี้มีรูปร่างสูงใหญ่หนาหนัก ยามยืนต่อหน้าเจียงชั่นเขาก็กลายเป็นตัวเล็กเตี้ยไปถนัดตา
เจียงชั่นช้อนตาขึ้นมองเขาด้วยแววตาล่องลอย กล่าวว่า “ข้าไม่อยากลงไป ข้ารู้สึกว่าไม่มีความหมายใด”
เจียงเทียนมิ่งได้ฟังก็โน้มตัวลงมาก้มหัวลงจ้องเขาแล้วขบถามว่า “ไม่ฆ่าไม่ฟันเจ้ารู้สึกว่าน่าเบื่อรึ?”
“ใช่แล้ว เวลานี้โลกคุนหลุนถูกแดนสวรรค์ควบคุมดูแล ทั้งมีผู้ถวายงานเทพคอยจัดการเรื่องเล็กน้อยต่างๆ”
“ภารกิจของพวกเราจึงกลายมาเป็นช่วยไกล่เกลี่ยความสัมพันธ์ระหว่างเผ่าต่างๆ น่าเบื่อเสียจริง”
“เจ้าตัวแสบ มิใช่ว่าเจ้าทำงานด้วยกุศลหรอกรึ?”
“ใต้หล้าสุขสงบย่อมเป็นเรื่องดี หากว่าใต้หล้าสุขสงบแล้ว มิสูข้าไปตั้งใจฝึกวิชาเสียดีกว่าหรือ”
“ข้าไม่ได้มีความสำคัญในการรักษาความสงบสุขของใต้หล้ามากมายเท่าใดอีกแล้ว”
“จะต้องมีสักวันที่โลกคุนหลุนได้พบกับภัยจากภายนอก และต้องการให้เจ้าไปประหัตประหารในอีกไม่ช้าก็เร็วนี้”
“ท่านปู่แข็งแกร่งถึงเพียงนั้น ไหนเลยจะต้องการพวกเรา? ท่านปู่ผู้เดียวก็สามารถกำจัดผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทานแห่งโลกเทพยุทธและปกป้องทุกสิ่งได้แล้ว”
เจียงชั่นเอ่ยอย่างไร้เรี่ยวแรง เจียงเทียนมิ่งได้ฟังแล้วก็เงียบไป
เจียงเทียนมิ่งถอนหายใจกล่าวว่า “จะว่าไปก็ใช่”
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมาเช่นกัน คนทั้งสองต่างก็เป็นผู้ชมชอบในการทำศึก
พวกเขาไม่กล้าไปโทษเจียงฉางเซิง เพียงแต่โทษที่ตนเองก้าวหน้าได้ช้าเกินไป
หากพวกเขาแข็งแกร่งเพียงพอ เหตุใดเจียงฉางเซิงจำเป็นต้องออกหน้าด้วยตนเอง จากนั้นเจียงเทียนมิ่งก็นั่งลง คนทั้งสองมองเหม่อไปยังขอบฟ้าด้วยกัน
ทว่าสองคนไม่ได้นิ่งอยู่นานนัก มีเสียงของมหาเทพสวรรค์เฉินหลี่ดังก้องไปในสวรรค์ชั้นห้า
“ให้แม่ทัพใหญ่ดาวฟ้าทั้งสามสิบหก และนายแม่ทัพใหญ่ดาวดินทั้งเจ็ดสิบสองนาย มายังตำหนักเหนือเมฆา!”
ทั้งสองได้ยินแล้วสีหน้าก็พลันขึงขังขึ้นมาทันใด พวกเขาหันมาสบตากัน ตั้งกี่ปีแล้ว! ที่ไม่ได้ไปตำหนักเหนือเมฆา!
คนทั้งสองลุกขึ้นทันทีแล้วรีบไปยังสวรรค์ชั้นเก้า ตำหนักเหนือเมฆา
เหล่ามหาเทพสวรรค์ทยอยกันมา จตุมหาจอมทัพมาถึงแล้ว บรรดาแม่ทัพสวรรค์พากันทำความเคารพพวกเขา
แดนสวรรค์ก่อตั้งมาเนิ่นนานเพียงนี้ กิจส่วนใหญ่ล้วนเป็นตรีมหาเทพสวรรค์และจตุมหาจอมทัพจัดการ
ส่วนจักรพรรดิสวรรค์จะเก็บตัวอยู่บนสวรรค์ชั้นที่สามสิบสาม ยากจะได้พบ หรือว่าวันนี้ฝ่าบาทจะปรากฏตัว?
บรรดาแม่ทัพสวรรค์แอบตื่นเต้นอยู่ในใจ เมื่อเจียงเทียนมิ่งและเจียงชั่นมาถึงก็มายืนอยู่กับพวกเจียงเจี่ยนและพูดคุยกันเรื่องนี้เช่นกัน
มหาเทพสวรรค์ให้แม่ทัพสวรรค์มาเท่านั้น แสดงว่าจะต้องมีการทำศึก หากเป็นเพียงกิจภายในของแดนสวรรค์แล้วเหตุใดจึงไม่เรียกเซียนฝ่ายบุ๋นมาด้วยเล่า?
ไม่นานนักแม่ทัพสวรรค์ทั้งหมดในแดนสวรรค์ก็มาถึง มหาเทพสวรรค์ทั้งสามก็มาถึงอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน
เมื่อเห็นว่าพวกเขายืนประจำที่เรียบร้อยแล้ว เหล่าแม่ทัพสวรรค์ก็ไม่กล้าส่งเสียงอี้ๆ อ่าๆ อีก ต่างยืนอย่างเป็นระเบียบ
ตำหนักเหนือเมฆาเข้าสู่ความสงบ พอเขาสังเกตเห็นว่าบัลลังก์จักรพรรดิสวรรค์ไม่อยู่แล้ว บนฐานสูงนั้นว่างเปล่า พวกเขาก็แอบสงสัยอยู่ในใจ
ในเวลานั้นเองแสงเจ็ดสีส่องสว่างขึ้น เทพเซียนทั้งหมดหันไปมองและจำต้องถลึงตากว้าง
บัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคาปรากฏขึ้น ลูกแก้วแสงเก้าดวงสาดแสงอยู่บนพนักพิงของบัลลังก์
ฐานบัลลังก์มีเมฆที่กำลังหมุนม้วนกระจายตัวออก เจียงฉางเซิงนั่งอยู่บนบัลลังก์ด้วยท่าทีเกียจคร้าน
แสงเทพสุดขอบตะวันล่องลอยอยู่เหนือไหล่ขวา รัศมีที่สาดส่องออกมาบดบังใบหน้าของเขา
ตรีมหาเทพสวรรค์และจตุมหาจอมทัพก็ยังพลอยรู้สึกเคารพเลื่อมใสไปด้วย
ไม่รู้เพราะเหตุใดทั้งที่ท่าทางของเจียงฉางเซิงอยู่ในอาการเกียจคร้าน แต่กลับทำให้ทุกคนมีความรู้สึกกดดันที่รุนแรงยิ่งกว่า
สายตาที่จีอู๋จวินมองเจียงฉางเซิงยังส่องแสงแวววาวตามไปด้วย ส่วนแม่ทัพสวรรค์คนอื่นนั้นมองด้วยความเลื่อมใส
“ถวายบังคมฝ่าบาท!”
เฉินหลี่ตะโกนขึ้นมา เหล่าแม่ทัพสวรรค์พากันทำความเคารพ ในเวลาเดียวกันก็ตั้งตารอว่ามรรคาจารย์จะพูดสิ่งใด
จนเมื่อเทพเซียนทั้งหมดเงยหน้าขึ้น เจียงฉางเซิงจึงเอ่ยปากช้าๆ ว่า
“ที่เรียกพวกเจ้ามาในวันนี้เพราะมีเรื่องใหญ่ เรื่องหนึ่งซึ่งเกี่ยวพันถึงความเป็นตาย คงอยู่ ล่มสลาย ของแดนสวรรค์ และเกี่ยวพันถึงสรรพชีวิตแห่งโลกคุนหลุน”
ได้ยินดังนั้นเทพเซียนทุกตนก็ตึงเครียดขึ้นมา ดวงตาของเจียงเทียนมิ่งและเจียงชั่นเป็นประกายทันใด และเริ่มเฝ้ารอว่านี่จะต้องเป็นการศึกอย่างแน่นอน
เจียงฉางเซิงบอกเล่าเรื่องของลัทธิโบราณ มหาพิภพอาคมจิตวิญญาณ และการมีอยู่ของพิภพอื่นๆ
เหล่าเทพเซียนฟังแล้วต่างต้องตกตะลึง คิดไม่ถึงว่าในความว่างเปล่าที่ไร้ขอบเขตยังมีพิภพมากมายถึงเพียงนี้ และยังมีการบำเพ็ญในวิถียุทธอื่นที่ต่างออกไปอยู่อีกด้วย
“ข้าอยากถ่ายทอดวิถีเซียนให้แก่พวกเจ้า แต่ข้าเป็นผู้ที่กลับชาติมาเกิดยังไม่ฟื้นคืนอย่างสมบูรณ์”
“แม้พวกเจ้ายังไม่ได้ไปจากวิถียุทธ แต่ก็มีโชคชะตาแห่งเทพเซียนแล้ว”
“ไม่ว่าจะเป็นวิธีฝึกฝนชนิดใด สุดปลายทางก็คือการแสวงหามหามรรคา”
“แม้ว่าในภายภาคหน้าข้าจะเน้นหนักไปในวิถีเซียน แต่มิใช่ว่าความพยายามที่ผ่านมาของพวกเจ้าจะสูญเปล่า”
“เวลานี้แดนสวรรค์และโลกคุนหลุนจะต้องดำรงอยู่ต่อไป จะต้องเผชิญหน้ากับพิภพอื่นในความว่างเปล่าไร้ขอบเขต และยังต้องเผชิญหน้ากับมหันตภัยแห่งวิถียุทธ์ที่กำลังจะมาถึง”
“เทพเซียนทั้งปวงจะต้องพากเพียรฝึกยุทธ์ โดยเฉพาะแม่ทัพสวรรค์”
“หนึ่งร้อยปีนับจากนี้ จะเป็นมหาเทพสวรรค์และมหาจอมทัพ คัดเลือกแม่ทัพสวรรค์สิบนาย ไปยังมหาพิภพอาคมจิตวิญญาณ เพื่อหารือเรื่องการร่วมมือกัน”
น้ำเสียงของเจียงฉางเซิงไม่เร่งร้อนไม่เชื่องช้า มหันตภัยแห่งวิถียุทธ์ทำให้เหล่าเทพเซียนตึงเครียด
ทว่าน้ำเสียงของเขาก็ทำให้ความตึงเครียดนี้หายไปอย่างรวดเร็ว
“มหันตภัยกำลังจะมาถึง ดูคล้ายเป็นภัยพิบัติแต่ก็อาจเป็นโอกาสทองครั้งใหญ่ด้วย”
“ข้ายินดีจะร่วมมุ่งสู่จุดสูงสุดแห่งมหามรรคาไปกับทุกท่าน”
“หมื่นเคราะห์ไม่มอดม้วย หมื่นภัยไม่ดับสูญ!”
แม่ทัพสวรรค์ฟังคำพูดนี้แล้วเลือดลมพลุ่งพล่านและพากันตอบรับ
เจียงฉางเซิงหายวับไปพร้อมกับบัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคา เหลือเทพเซียนทั้งปวงที่ต่างวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ที่นี่อย่างคึกคักตื่นเต้น
เฉินหลี่มองเจียงเทียนมิ่งและเจียงชั่น เห็นว่าคนทั้งสองกำหมัดแน่นดวงตาทั้งสามดวงเป็นประกาย
เมื่อนั้นมุมปากของเขาก็ยกขึ้น และเอาแต่เก็บงำความชอบที่ทำเอาไว้ไม่แพร่งพรายต่อผู้ใด
ในช่วงเวลาต่อไปจากนี้ เหล่าแม่ทัพสวรรค์ล้วนจุดประกายปณิธานแห่งการต่อสู้ให้ลุกโชนขึ้นมา และไม่เฉื่อยชาอีก
นอกจากปฏิบัติภารกิจแล้ว เวลาทั่วไปก็จะตองหาเวลามาฝึกยุทธด้วย
เวลาหนึ่งร้อยปีสำหรับพวกเขาในเวลานี้แล้วก็ไม่นับว่ายาวนานเช่นกัน