เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 384 โอสถจักรพรรดิเซียน สถาปนาเทพอีกครั้ง
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 384 โอสถจักรพรรดิเซียน สถาปนาเทพอีกครั้ง
หลิ่วเสินโจวนั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้ ใบไม้ร่วงหล่นโปรยปราย ร่างหนึ่งเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว เป็นหลี่ชางไห่นั่นเอง
ตอนนี่ห่างจากการต่อสู้กับมรรคาจารย์มากว่าร้อยปีแล้ว กลิ่นอายทั้งตัวเขาเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ได้มีท่าทีผ่อนคลายและมุทะลุเช่นในครั้งนั้น
หากแต่มีความเยือกเย็นดูห่างเหินจากฝูงคนแผ่ออกมา
เขามาข้างๆ หลิ่วเสินโจวแล้วถามว่า “ท่านเจ้าเทพยุทธ เมื่อใดข้าจึงจะไปได้”
เขาหาเผ่าฉางไม่พบ สหายสนิทยังมาตาย เขาอัดอั้นตันใจเป็นที่สุด เต็มเปี่ยมไปด้วยความแค้น
หากมิใช่ว่าหลิ่วเสินโจวยินดีบ่มเพาะให้เขาแข็งแกร่งขึ้น เขาคงอยู่ต่อไปไม่ได้นานแล้ว
หลิ่วเสินโจวตอบทั้งที่ไม่ได้ลืมตาว่า “จวนแล้ว”
“จวนแล้ว จวนอีก แล้วเมื่อใดจึงจะให้ข้าไปได้จริงๆ เสียที”
“อีกประการ เหตุใดคนใหญ่โตแห่งโลกเทพยุทธเช่นพวกท่านจึงได้เอาแต่นิ่งนอนใจ”
“คนตายไปตั้งมากมาย แต่พวกท่านกลับมิได้มีท่าทีเช่นใดแม้แต่น้อย”
หลี่ชางไห่เอ่ยเสียงหนัก เพลิงโทสะแทบจะพ่นออกมาจากดวงตาทั้งคู่
เขามาที่นี่กว่าหนึ่งร้อยปีแล้วแต่กลับไม่เคยได้ยินคนเอ่ยถึงสิ่งที่ได้ประสบในโลกเบื้องล่างเลย
ส่วนหลิ่วเสินโจวก็เอาแต่ปิดด่านไม่ออกมา ราวกับว่าปล่อยให้เรื่องนี้จบไป
ทั้งเช่นนั้นเขาก็เคยเฝ้ารอให้โลกเทพยุทธลงมือ และไปจับตัวมรรคาจารย์มาลงทัณฑ์
แต่เนิ่นนานแล้วก็ไม่ได้ยินข่าวว่ามรรคาจารย์ถูกจับหรือถูกสังหาร
และสิ่งที่ทำให้เขาคลุ้มคลั่งที่สุดก็คือ เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดมรรคาจารย์จึงไว้ชีวิตเขา
จะต้องไม่ใช่เรื่องบังเอิญเป็นแน่!
หลิ่วเสินโจวลืมตาขึ้น ปรายตามองเขา กล่าวทั้งมีจิตสังหารเผยอยู่ในดวงตาว่า
“บังอาจ! หากมิใช่ว่าข้าปกป้องเจ้า เจ้าจะสามารถฝึกวิชาได้อย่างไร? กังวลหรือ?”
“เจ้าคงไม่ได้ไม่รู้ว่าเรื่องที่มรรคาจารย์ไว้ชีวิตเจ้านี้เป็นอันตรายมากมายเพียงใดกระมัง”
หลี่ชางไห่นิ่งงัน
“เจ้าดูข้าอีกครั้ง เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าข้าเอาแต่นิ่งนอนใจ ข้าอยู่ในภาวะที่ดีงามจริงๆ หรือ? ข้าถูกกักบริเวณเจ้ารู้หรือไม่?”
หลิ่วเสินโจวเอ่ยเสียงเย็นเยียบ เขาเองก็อัดอั้นตันใจเช่นเดียวกับหลี่ชางไห่
“เคราะห์ดีที่ข้าอยู่ในจวนมีค่ายกลกั้นเอาไว้ หาไม่แล้วคำพูดเหล่านี้ของเจ้าก็เพียงพอให้เจ้าถูกทัพเทพลงทัณฑ์จับไปแล้ว”
“ที่ข้าบอกว่าจวนแล้ว ก็หมายถึงจวนถึงเวลาแล้ว ระยะนี้ทัพเทพลงทัณฑ์ออกกวาดล้างมหาพิภพนิลเหลือง”
“เรื่องที่แดนสวรรค์ทำก็แพร่ออกไปแล้ว ซึ่งโลกเทพยุทธได้ลงความเห็น โดยมัดรวมมรรคาจารย์แห่งแดนสวรรค์กับลัทธิโบราณไว้ด้วยกันแล้ว”
“สิบปีก่อนทัพเทพลงทัณฑ์ถูกลัทธิโบราณโจมตีบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก นั่นก็นับเป็นเค้าลางแรกแห่งมหันตภัยแล้ว”
“อีกไม่นานโลกเทพยุทธก็ต้องการให้ข้าลงมือ ถึงยามนั้นข้าย่อมต้องพาเจ้าไปจากที่นี่!”
แววตาของหลิ่วเสินโจวสับสนอย่างยิ่ง เวลานี้เขาเองก็ยังคิดไมตกวาเหตุใดมรรคาจารย์จึงได้ไว้ชีวิตหลี่ชางไห่
คุณสมบัติของหลี่ชางไห่นั้นไม่เลวจริงๆ แต่ก็ห่างชั้นจากเขาอย่างมาก
และหลี่ชางไห่ก็บอกว่าตนเองไม่รู้จักมรรคาจารย์ กระทั่งยังมีความแค้นต่อมรรคาจารย์ด้วยซ้ำ
หลิ่วเสินโจวรู้ชัดเพียงข้อเดียวคือ ตราบใดที่เขาจับหลี่ชางไห่ไว้ให้มั่น ก็จะต้องมีโอกาสได้พบกับมรรคาจารย์อีก!
หลิ่วเสินโจวก็ไม่แน่ใจว่าตนเองเก็บหลี่ชางไห่ไว้ทำสิ่งใด เพื่อจัดการกับมรรคาจารย์รึ?
ความจริงแล้วเขาก็ไม่ได้เกลียดชังมรรคาจารย์มากเท่าใด แต่ที่มีมากกว่าคือความรู้สึกไม่ยินยอมและใคร่รู้
ใจเขาถึงกับเฝ้าคอยที่จะได้พบกับมรรคาจารย์อีกครั้ง
เขาเป็นผู้ใดกันแน่ จึงสามารถดูแคลนโลกเทพยุทธ์ได้ และโลกเทพยุทธก็ทำอันใดกับเขาไม่ได้ด้วย
ยังมีเรื่องความสามารถที่ยากจะจินตนาการได้พวกนั้นอีก
เมื่อคิดถึงตรงนี้แววตาของหลิ่วเสินโจวก็อ่อนโยนลง เขาเดาว่าหลี่ชางไห่จะต้องมีความเกี่ยวพันกับมรรคาจารย์
ในเมื่อเป็นดังนี้ก็จะต้องปฏิบัติต่อหลี่ชางไห่อย่างดี
มรรคาจารย์มีแสงเรืองรองนับหมื่นจั้ง ไม่เคยเปิดเผยใบหน้าที่แท้จริง มรรคาจารย์อาจเป็นใครสักคนที่หลี่ชางไห่รู้จักก็เป็นได้ เพียงแต่หลี่ชางไห่ไม่รู้เท่านั้น
ในขณะที่หลิ่วเสินโจวกำลังคิดอยู่นั้น ภายในใจของหลี่ชางไห่ก็สั่นไหวอยู่เช่นกัน
เมื่อเทียบกับความใคร่รู้ของหลิ่วเสินโจวแล้ว ภายในใจเขามีความหวาดกลัวและคว้างคว้างมากยิ่งกว่า
ในสายตาของเขามรรคาจารย์คือฆาตกรที่สังหารคนที่เขาหมายปอง และยังสังหารสหายสนิทของเขาด้วย
แม้แต่โลกเทพยุทธ์ก็ไม่สามารถทำอะไรมรรคาจารย์ได้ แต่คนเช่นนี้กลับจงใจไว้ชีวิตเขา จะไม่ให้เขากลัวได้อย่างไร
เขาไม่ได้กลัวตาย แต่กลัวว่ามรรคาจารย์จะใช้ประโยชน์จากเขา
ในตำนานโบราณมีเรื่องเกี่ยวกับพวกมารนอกรีตที่ปลุกปั่นใจคนอยู่มากมาย ทำให้ผู้ฝึกยุทธถลำตัวและกลายเป็นพวกเผ่ามนุษย์ขี้แพ้ที่มีชื่อเสียงเน่าเฟะไปตลอดกาล
เมื่อเทียบกับความเป็นตายแล้ว หลี่ชางไห่สนใจชื่อเสียงมากกว่า
หลิ่วเสินโจวเอ่ยว่า “กลับไปรอเถิด หากต้องการให้การใหญ่ลุล่วง ก็ต้องควบคุมอารมณ์ให้ดี หลอมเอาความแค้นและเพลิงโทสะให้กลายเป็นปณิธานแห่งการต่อสู้”
หลี่ชางไห่สูดหายใจลึกพยักหน้าช้าๆ แล้วหันหลังจากไป
หลิ่วเสินโจวมองแผ่นหลังของเขาพลางส่ายหน้าน้อยๆ ผ่านไปพักใหญ่ร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมากลางอากาศต่อหน้าหลิ่วเสินโจว
ผู้ฝึกยุทธผู้นี้สวมชุดคลุมผ้าจินสีขาวสลับน้ำเงิน ใบหน้าธรรมดาแต่ราศีไม่ธรรมดา
“ท่านเจ้าเทพยุทธ ทัพเทพลงทัณฑ์กองที่หนึ่งถูกย้ายอีกแล้ว ท่านประมุขยุทธ์ตูกูเต้าก็เคลื่อนไหวด้วยตนเอง”
บุรุษอาภรณ์สีน้ำเงินเอ่ยเสียงต่ำ มีแววดุร้ายประหนึ่งสัตว์ป่าอยู่ในดวงตา
หลิ่วเสินโจวลืมตาขึ้น บารมีทั้งตัวเขาเปลี่ยนไปทันใด เขากลับมาเป็นเจ้าเทพยุทธผู้เลื่องชื่อไปทั้งสามพันพิภพ ผู้ซึ่งไม่แยแสต่อใต้หล้าอีกคราแล้ว
“ตูกูเต้าอ้างฐานะประมุขยุทธมาข่มเหงข้า นึกจริงๆ หรือว่าข้าเป็นพวกโง่เง่าเหมือนเยี่ยเสินคงที่รู้จักแต่ฝึกวิชา”
หลิ่วเสินโจวเอ่ยถากถาง ในน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยจิตสังหาร
บุรุษอาภรณ์สีน้ำเงินกล่าวว่า “รอแต่คำสั่งของท่านเจ้าเทพยุทธเท่านั้น พวกข้าพร้อมลงมือทุกเมื่อ!”
หลิ่วเสินโจวมองไปยังขอบฟ้า แววตากลับมาสงบอีกครา กล่าวว่า “รอคนอีกผู้หนึ่งก่อน”
บุรุษอาภรณ์สีน้ำเงินตกตะลึงเล็กน้อยแต่ไม่ได้ถามให้มากความ
แม้มหันตภัยกำลังจะมา ลมจะโหมแล้ว จะผงาดขึ้นตามสายลม หรือย่อยยับไปกับสายลม ก็ต้องดูความสามารถของแต่ละฝ่าย
หลิ่วเสินโจวรำพึงกับตนเอง มุมปากเขายกขึ้นและหัวเราะอย่างหยิ่งยโส วันคืนยาวนาน
เวลามาถึงปีติ้งเทียนที่สามร้อยเก้าสิบเก้า ปีนี้เจียงจื๋ออวี้เตรียมจะสละราชบัลลังก์ และกำลังจะมีการสถาปนาเทพรอบใหม่อีกครั้ง
นับตั้งแต่ครองราชย์มา กำลังภายในของเจียงจื๋ออวี้เพิ่มขึ้นได้ช้ามาก เวลานี้เทียนจิ่งมั่นคงแล้ว เขาจึงคิดว่าควรสละราชบัลลังก์เสียที
เจียงชิวเป็นองค์รัชทายาทมาสามร้อยกว่าปีก็คงทนไม่ไหวมานานแล้ว อยู่ใต้คนเพียงคนเดียวกับเป็นใหญ่อยู่เพียงคนเดียวนั้นต่างกันอย่างยิ่ง
ยิ่งยืนอยู่สูงเท่าใดก็ยิ่งอยากจะก้าวให้สูงขึ้นไปอีก ความก้าวหน้าในหลายปีนี้ทำให้บัญชีสถาปนาเทพเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ตำแหน่งเทพประจำเพิ่มขึ้นอีกสี่สิบเก้าตำแหน่ง เมื่อรวมกับตำแหน่งเทพประจำที่เหลืออยู่ก็พอให้ใช้งานแล้ว
เทพประจำสามารถมีน้อยลงได้สักหน่อย ส่วนทหารสวรรค์ แม่ทัพสวรรค์ และผู้ถวายงานเทพ ให้เพิ่มขึ้นอีกเป็นพ้อยิ่งไปกว่านั้น
ขุนนางผู้มีความชอบครั้งสถาปนาราชวงศ์เดิมทีก็มีมากกว่าขุนนางผู้มีความชอบในภายหลังอยู่แล้ว
พิธีสถาปนาเทพกลายเป็นวันเทศกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเทียนจิ่ง
เวลานี้เทียนจิ่งต่างกับแต่ก่อนแล้ว เผ่าพันธุ์ที่เข้ามาสวามิภักดิ์ก็มาชมพิธีเช่นกัน และถึงขั้นที่มาด้วยความหวังอีกด้วย
เฉินหลี่เป็นคนดูแลจัดการการสถาปนาเทพครั้งนี้ เจียงฉางเซิงจะไม่ปรากฏตัวด้วยตนเองอีก
เขามอบบัญชีสถาปนาเทพให้แก่เฉินหลี่ เฉินหลี่ได้รับความไววางใจจนตกตะลึงทีเดียว
เขาจะต้องทำงานอย่างเต็มกำลัง และดำรงตำแหน่งมหาเทพสวรรค์อย่างเต็มความสามารถ
ณ ตำหนักเมฆาม่วง มูหลิงลั่วถามด้วยรอยยิ้มว่า “เมื่อจื๋ออวี้เป็นจักรพรรดิสวรรค์แล้ว จะอยู่ในสวรรค์ชั้นใดเจ้าคะ”
เจียงฉางเซิงที่กำลังหลอมโอสถตอบไปว่า “สวรรค์ชั้นสิบแล้วกัน วันหน้าค่อยขยับขึ้นมา”
แดนสวรรค์จะมีเทพเซียนรุ่นแล้วรุ่นเล่าปรากฏตัวขึ้นมา และวันหนึ่งก็จะต้องมีศักดิ์อาวุโสเกิดขึ้นด้วย
เขาต้องการให้การเข้าอยู่ในสวรรค์ชั้นสูงๆ นับเป็นเกียรติอย่างหนึ่ง และเป็นสัญลักษณ์แห่งฐานะ
ไปฉีนอนหมอบอยู่ข้างๆ และถามด้วยรอยยิ้มว่า “นายท่าน เมื่อใดท่านจะมีบุตรชายอีกคนเล่า”
มูหลิงลั่วมองเจียงฉางเซิงด้วยความเฝ้ารออยู่น้อยๆ เจียงฉางเซิงกำลังควบคุมเพลิงบริสุทธิ์แห่งสมาธิอยู่จึงไม่ได้ตอบ
มีลูกอีกคน? ช่างเถิด! ลูกหลานมีมากพอแล้ว เขาไม่อยากสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงไปดูแลอีก
“จะว่าไปแล้ว จีอู๋จวินและอวี๋เหยียนอียังคงคิดถึงท่านอยู่ และอยากเข้ามาอยู่ในตำหนักเมฆาม่วงอยู่เสมอ…” ไปฉีกลอกตาพูดไปตามใจ
ปกติแล้วมันก็ไม่ได้คอยอยู่ข้างกายเจียงฉางเซิงตลอดเวลา แต่มักออกจากตำหนักเมฆาม่วงเพื่อไปโน้มน้าวจิตใจคน
มันรู้ดีกวาวันหน้าแดนสวรรค์จะต้องใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ การสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ของตนเองเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
“หากเจ้ายังพูดไร้สาระอีก ข้าจะโยนเจ้าออกไปแล้วให้พวกนางมาแทนที่เจ้า”
“เช่นนั้นก็แล้วไปเถิด พวกนางนับเป็นสิ่งใดกัน อย่างไรข้าก็จะอยู่กับท่าน ท่านจะได้สบายใจ!” ไปฉีหัวเราะและไม่เอ่ยถึงผู้อื่นอีก
มูหลิงลั่วเปลี่ยนหัวข้อมาถามอย่างใคร่รู้ว่า “โอสถนี้ทำให้บรรลุเป็นจักรพรรดิยุทธ์ได้ในทันทีจริงหรือเจ้าคะ”
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “ไม่ผิด ทว่าโอสถนี้จะดูดพลังข้ามาจนหมดสิ้น เมื่อกลายเป็นจักรพรรดิยุทธแล้วก็ยากจะก้าวหน้าได้อีก”
ศาสตร์ยอดโอสถได้บันทึกโอสถชนิดต่างๆ เอาไว้ และเขาก็หลอมโอสถจักรพรรดิเซียนไปตามนั้น
เมื่อกินโอสถจักรพรรดิเซียนเข้าไปหนึ่งเม็ดก็จะกลายเป็นเซียนในทันที
ทว่าวัตถุดิบของโอสถจักรพรรดิเซียนนี้ล้ำค่าและหายากยิ่ง ไม่สามารถหาวัตถุดิบหลักในโลกคุนหลุนมาได้
เขาจึงทำได้แค่หาวัตถุดิบบางตัวที่คล้ายคลึงกันมา แต่ฤทธิ์ของยาจะลดลงมาก
ซึ่งอย่างมากที่สุดก็จะทำให้มีความสามารถในขั้นจักรพรรดิฟ้าดินเท่านั้น
วัตถุดิบที่แดนสวรรค์เก็บรวบรวมมาในเวลานี้พอหลอมโอสถจักรพรรดิได้แค่หนึ่งร้อยเม็ดเท่านั้น
และนับเป็นวัตถุดิบที่สามารถรวบรวมมาได้มากที่สุดจากทั่วทั้งโลกคุนหลุนแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นเจียงฉางเซิงก็ไม่สามารถหลอมสำเร็จได้ทั้งหมด หากสามารถหลอมสำเร็จหนึ่งในสามก็นับว่าเขาเป็นยอดอัจฉริยะในการหลอมโอสถแล้ว
แม้จะมีศาสตร์ยอดโอสถ แต่วิชาหลอมโอสถเขาก็ยังต้องฝึกฝนเอง
ประโยชน์ของโอสถจักรพรรดิยุทธ์ไม่ได้เอาไว้สำหรับคนของแดนสวรรค์
เมื่อมีโชคชะตาของบัญชีสถาปนาเทพและโชคชะตาแดนสวรรค์แล้ว ทหารสวรรค์จะไปถึงขั้นจักรพรรดิยุทธในไม่ช้าก็เร็ว ต้องการก็เพียงเวลาเท่านั้น
ส่วนโอสถจักรพรรดิยุทธ์นั้นก็เก็บไว้ให้เทียนจิ่ง
พอเจียงจื๋ออวี้เหินสู่โลกเบื้องบนกลายเป็นเซียน ก็จะดึงตัวเหล่ายอดคนของเทียนจิ่งไป
เจียงชิวต้องการกำลังของตนเองเพื่อสร้างความมั่นคงให้แกอาณาจักร และดึงดูดใจผู้คน
มูหลิงลั่วนั่งอยู่ข้างๆ จ้องมองเจียงฉางเซิงพร้อมมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า
นางย่อมรู้ว่าเจียงฉางเซิงหลอมโอสถไว้ให้หลาน นับตั้งแต่เปิดแดนสวรรค์เจียงฉางเซิงก็ยิ่งเหินห่างกับคนรอบกายออกไปเรื่อยๆ อย่างชัดเจน
ทั้งๆ ที่อยู่ในที่แห่งเดียวกัน แต่เหลาลูกหลานและคนคุ้นเคยต่างไม่กล้ามาหาเขาบ่อยครั้งนัก
นางเคยเป็นห่วงว่าหลังจากที่เจียงฉางเซิงกลับมาอยู่ในฐานะบรรพจารย์แห่งเซียนทั้งปวงแล้ว เขาจะตัดอารมณ์ทั้งเจ็ดกิเลสทั้งหกไป
แต่เวลานี้ไปแล้ว เป็นนางคิดมากเกินไปต่างหาก
เจียงฉางเซิงสัมผัสได้ถึงสิ่งที่อยู่ในใจนาง จึงหันไปกะพริบตาให้นางเบาๆ ทำเอารอยยิ้มของนางยิ่งลึกล้ำกว่าเดิม
เจียงฉางเซิงไม่ยอมปล่อยมือคนข้างกายไป ตอนเพิ่งมาถึงโลกแห่งยุทธเขาก็หวังว่าตนจะอยู่ตัวคนเดียวไปชั่วชีวิตและมุ่งมั่นฝึกวิชา
แต่หลังจากเผชิญสิ่งนานามามากมาย เขาก็ยิ่งทะนุถนอมคนรอบกายมากขึ้น บนหนทางแห่งการแสวงหามหามรรคา ไม่จำเป็นต้องเดียวดาย!
หนึ่งปีหลังจากนั้นเจียงฉางเซิงหลอมโอสถเสร็จสิ้น สามารถหลอมโอสถจักรพรรดิยุทธออกมาได้เพียงยี่สิบเอ็ดเม็ดเท่านั้น
เรื่องนี้พิสูจน์ว่าเขาไม่ได้เป็นผู้มีคุณสมบัติสุดยอดในศาสตร์แห่งโอสถ แต่ก็ไม่ได้นับว่าเลวร้ายเกินไป
การสถาปนาเทพก็เสร็จสิ้นลงเช่นกัน เจียงจื๋ออวี้กลายเป็นจักรพรรดิสวรรค์ นำเทพประจำสี่สิบเก้าองค์ ทหารสวรรค์และแม่ทัพสวรรค์หนึ่งแสนนายขึ้นไปบนแดนสวรรค์
เจียงชิวขึ้นครองราชย์อย่างเป็นทางการ เปลี่ยนชื่อรัชศกเป็นเฉิงเทียนปีที่หนึ่ง!
เจียงฉางเซิงลงไปยังโลกมนุษย์ด้วยตนเองและพบกับเจียงชิวเพียงลำพังเพื่อมอบโอสถจักรพรรดิยุทธให้แก่เขา
เจียงชิวดีใจแทบคลั่ง รีบคารวะท่านปู่ ความสัมพันธ์ระหว่างปู่กับหลานก็ใกล้ชิดมากขึ้นเช่นกัน
บนสวรรค์ชั้นเก้า เจียงจื๋ออวี้สวมชุดจักรพรรดิสวรรค์นั่งบนบัลลังกจักรพรรดิสวรรค์ รู้สึกปลาบปลื้มไม่มีสิ้นสุด
เหล่าเทพเซียนทยอยออกไปแล้วเหลือแต่เพียงเฉินหลี่ เฉินหลี่กำลังยิ้มมองเขาอยู่
“นี่ก็คือตำแหน่งจักรพรรดิสวรรค์อย่างนั้นหรือ สายตามองเห็นได้กว้างไกลจริงๆ”
เจียงจื๋ออวี้กล่าวอย่างทอดถอนใจ เขาไม่ได้กำลังพรรณนาอยู่แต่บัลลังก์แห่งจักรพรรดิสวรรค์มีเขตอาคมพิเศษที่สามารถก้มลงมองใต้หล้าได้
ประสบการณ์เช่นนี้ล้ำเลิศเป็นที่สุด มีแต่ผู้ที่ได้นั่งอยู่เบื้องบนเท่านั้นจึงจะเข้าใจได้แจ่มแจ้ง
เฉินหลี่กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ฝ่าบาท แดนสวรรค์ซับซ้อนกว่าเทียนจิ่ง เพราะเกี่ยวพันถึงแว่นแคว้นและเผ่าพันธุ์นานามากมาย พระองค์จะต้องเตรียมตัวเหนื่อยเอาไว้ให้ดีพะยะคะ”
“ครั้งเสด็จพ่อของข้าเป็นจักรพรรดิสวรรค์ ก็เหน็ดเหนื่อยเช่นกันหรือ?”
“ย่อมต้องไม่ใช่…”
เฉินหลี่จนใจ ยามมองรอยยิ้มของเจียงจื๋ออวี้เขาก็รู้สึกท้อใจนัก ทั้งที่เป็นเทพเซียนแล้วแต่กลับยังต้องเป็นทุกข์เช่นคนทั่วไป
จากนั้นเฉินหลี่ก็เริ่มอธิบายงานต่างๆ ของแดนสวรรค์ ตอนนี้เจียงจื๋ออวี้ไม่หยอกล้ออีกหากแต่ตั้งใจฟัง
เนื่องจากเพิ่งมาที่แดนสวรรค์เขาจึงต้องพิสูจน์ตนเองให้ดี และโชคดีที่เทพเซียนส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนในบังคับของเขามาก่อน เขาจึงไม่จำเป็นต้องไปโน้มน้าวจิตใจคนเหล่านั้นอีก
ด้านหนึ่ง ณ สวรรค์ชั้นสิบ บนทะเลเมฆ ท่านเหยียนนั่งอยู่ด้วยใจกระวนกระวาย
เขาเฝ้ารอนานแล้วว่าจะได้พบกับมรรคาจารย์ หลังจากได้เห็นความยิ่งใหญ่ของบัญชีสถาปนาเทพ สิ่งที่เขาเคยรู้มาก็พังทลายลง
นี่ไม่มีทางเป็นวิถียุทธ์เด็ดขาด!
กอปรกับสิ่งที่เขารู้มาในหลายปีนี้จึงทำให้ความเกรงกลัวที่เขามีต่อมรรคาจารย์เริ่มเปลี่ยนเป็นความเลื่อมใส
ทว่าเขาไม่ได้เป็นเทพประจำ แม้แต่ทหารสวรรค์ก็ยังไม่ใช่
ในช่วงเวลาที่เขากำลังรันทดหดหู่อยู่นั่น เทพสวรรค์ก็ส่งกระแสจิตมาหาเขา บอกว่ามรรคาจารย์ต้องการพบเขา ให้เขาขึ้นไปบนแดนสวรรค์ด้วยกัน
เฉินหลี่พาเขามายังสวรรค์ชั้นสิบมาหลายวันแล้ว แค่บอกว่าให้เขารออยู่
เนื่องจากเพิ่งเคยมาที่นี่เขาจึงทำได้เพียงรออยู่ด้วยใจพะว้าพะวัง แต่ยิ่งรอนานเขาก็ยิ่งคิดฟุ้งซ่าน
เขาถึงขั้นกังวลว่ามรรคาจารย์จะไม่ยอมรับเขา เพราะเขาทำลายโลกแห่งยุทธไปตั้งมากมาย นับว่ามีความผิดมหันต์
หากว่าเทพเซียนมีตัวตนอยู่จริง จะต้องไม่ใช่แค่ผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งเท่านั้น แต่จะต้องมีคุณธรรมและคุณูปการเป็นที่ประจักษ์ไปทั่วแผ่นดินด้วย
เขาไม่มีความคิดจะหนีแต่กำลังคิดว่าจะชดเชยได้อย่างไร คิดไปคิดมาจู่ๆ ก็มีเสียงระฆังดังขึ้นในห้วงสมองของเขา และสั่นสะท้านไปถึงจิตวิญญาณ
เขาสะดุ้งไปทั้งตัวจากนั้นดวงตาก็ปิดลง หลังจากนั้นครึ่งค่อนวันท่านเหยียนก็ตื่นขึ้น เขาลืมตาขึ้นช้าๆ มีแสงสว่างสาดส่องเข้ามาในดวงตา
“นี่ก็คือสายมรรคาเทพเซียนเช่นนั้นหรือ…”
ท่านเหยียนก็เหมือนกับไท่สื่อฉางเซอ เฮยโหว ฉางเหยาหลิง และเยี่ยจ้าน ที่ต้องยอมศิโรราบเพราะทุกสิ่งในมหาพิภพจิตจร
สิ่งนี้ต้องไม่ใช่วิชายุทธ์เป็นแน่ วิชายุทธ์ต้องไม่มีทางเชื่อมโยงความฝันของสิ่งมีชีวิตตั้งมากมายถึงเพียงนี้ได้!
ท่านเหยียนสัมผัสได้ถึงบางสิ่งจึงเงยหน้าขึ้นมองและมีสีหน้าเปลี่ยนไปทันใด เขารีบดีดตัวขึ้นมาคุกเข่าลงกราบไหว้บนทะเลเมฆ
“มะ…มรรคาจารย์…”
ท่านเหยียนเอ่ยเสียงสั่น หน้าผากแนบอยู่กับเมฆไม่กล้ามองเจียงฉางเซิง
มรรคาจารย์ที่นั่งบนบัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคาช่างลึกลับและทรงอำนาจนัก ท่านเหยียนแค่มองเผินๆ ครั้งหนึ่ง ภาพนั้นก็ยังราวกับประทับอยู่ภายในสมองอย่างลึกล้ำไม่อาจลืมเลือน
แม้ไม่เห็นใบหน้าที่ชัดเจนของมรรคาจารย์ แต่ทั้งราศีและบัลลังก์อันทรงศักดิ์สิทธิ์ก็ทำให้เขาต้องสั่นสะท้าน
เขาบุกตะลุยอยู่ในมหาพิภพนิลเหลืองมาเนิ่นนาน ยังไม่เคยพบผู้มีราศีที่ไม่สามารถใช้คำพูดอธิบายได้เช่นนี้มาก่อน
“เหยียนซวี ลูกหลานเผ่าเหยียน เจ้ามีความผิดหนักหนา ขนกคุณูปการของเจ้าไม่อาจลบล้างสิ่งที่เจ้าเคยทำมา จึงไม่อาจกลายเป็นเทพเซียนได้”
เสียงของเจียงฉางเซิงดังลงมาช้าๆ น้ำเสียงราบเรียบ ท่านเหยียนได้ฟังแล้วใจตกลงก้นเหว
“ทว่าข้าสามารถให้โอกาสเจ้าครั้งหนึ่ง และเป็นการให้โอกาสเผ่าเหยียนครั้งหนึ่งด้วยเช่นกัน”