เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 385 เบี้ยหมากพลังแห่งการฟื้นคืนชีพ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 385 เบี้ยหมากพลังแห่งการฟื้นคืนชีพ
แม้ว่าโลกคุนหลุนจะกว้างใหญ่เพียงใด แต่หากต้องการให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น หรือแม้กระทั่งเหนือกว่าโลกเทพยุทธ์ เจียงฉางเชิงจำเป็นต้องปักหมากในมหาพิภพนิลเหลือง
ผู้ศรัทธาในโลกคุนหลุนล้วนมีโชคชะตาของเขา หรือไม่มีรากฐานใดในมหาพิภพนิลเหลือง จึงไม่เหมาะสมที่จะเข้าสู่มหาพิภพนิลเหลือง เพียงท่านเหยียนเท่านั้นที่ใช้ได้ ท่านเหยียนยังไม่ได้หลอมรวมกับโชคชะตาของเจียงฉางเชิง และเป็นคนของเผ่าในมหาพิภพนิลเหลือง เหมาะจะเป็นหมากตัวหนึ่งของเขาเพื่อดึงดูดผู้ศรัทธามากขึ้นในมหาพิภพนิลเหลือง
เมื่อได้ยินว่ามรรคาจารย์ยินดีจะให้โอกาสตนเอง ท่านเหยียนก็ตื่นเต้นจนแทบคลั่ง รีบตอบรับทันทีพร้อมกล่าวขอบคุณที่มรรคาจารย์ยินดีให้โอกาสแก่เขาและเผ่าเหยียน
คราแรกเมื่อมาถึงเทียนจิ่ง เขาเพียงแค่ต้องการสัมผัสแดนสวรรค์แล้วหาโอกาสหลบหนีออกไป พอได้อยู่ในเทียนจิ่งหลายปี เขาก็ได้รู้จักมรรคาจารย์ลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าการอยู่ในโลกคุนหลุนก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร
เมื่อเขาได้เห็นพิธีสถาปนาเทพกับตาตัวเอง เขาก็ยอมศิโรราบโดยสมบูรณ์ ละทิ้งความหยิ่งผยองจากมหาพิภพนิลเหลืองไป แทนที่ด้วยความเลื่อมใสต่อมรรคาจารย์ ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าเหตุใดผู้คนจากเผ่าฉางและเผ่าไทอื่อจึงยอมรับใช้มรรคาจารย์ด้วยความเต็มใจ
ก่อนหน้านั้น เขาได้เข้าสู่มหาพิภพจิตจร การรับรู้ของเขาก็ถูกสั่นคลอนอีกครั้ง จนถึงขั้นคลุ้มคลั่งโดยสมบูรณ์
แม้จะเพิ่งเข้าสู่มหาพิภพจิตจรได้ไม่นาน แต่เขาก็รู้ว่านี่จะเป็นวาสนาอันยิ่งใหญ่ ในเมื่อผู้ที่เข้าสู่มหาพิภพจิตจรมีเพิ่มมากขึ้นไม่หยุด เครือข่ายและพื้นฐานวิชายุทธ์ก็จะเติบโตไม่รู้จบ หากเผ่าเหยียนพลาดไปก็น่าเสียดายเกินไปแล้ว
“หากต้องการเข้าสู่มหาพิภพจิตจร ต้องภักดีต่อข้า เชื่อมั่นในข้า ศรัทธาในข้าจากใจจริง ก็ย่อมเข้าสู่มหาพิภพจิตจรได้เอง สิ่งที่เจ้าต้องทำคือเผยแผ่วิถีเซียนเงียบๆ เพื่อดึงดูดผู้คนเข้าสู่มหาพิภพจิตจรให้มากขึ้น หากเจ้าทำได้ดี วันหน้าในบัญชีสถาปนาเทพก็จะมีที่ให้เผ่าเหยียนจารึกชื่อในฐานะเทพประจำ เป็นอมตะนิรันดรกาล”
เจียงฉางเชิงนั่งอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา พูดอย่างสงบนิ่ง แต่ท่านเหยียนฟังแล้วกลับไมอาจสงบนิ่งได้เลย เขาไมอาจเข้าใจว่ามรรคาจารย์ตัดสินความจงรักภภักดีของผู้อื่นต่อตนเองอย่างไร ยิ่งไมอาจเข้าใจว่ามรรคาจารย์พาเหล่าสรรพชีวิตมากมายเข้าสู่แดนแห่งความฝันได้อย่างไร ไม่เข้าใจย่อมหมายถึงระดับที่ห่างชั้นกันอย่างยิ่ง!
มรรคาจารย์ผู้นี้ย่อมเป็นบรรพจารย์แห่งเซียนทั้งปวงโดยแท้!
“รอเจ้าเตรียมตัวพร้อม ข้าจะส่งเจ้าถึงชายขอบห้วงสุญญตา เจ้ากลับไปเองก็แล้วกัน”
“มรรคาจารย์ โปรดให้เวลาข้าครึ่งวัน ข้าจะไปชี้แจงสักหน่อย ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาข้าช่วยสนับสนุนจักรพรรดิเทียนจิ่งองค์ปัจจุบันให้ดี”
“อืม”
เจียงฉางเชิงสลายหายไปพร้อมกับบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา ท่านเหยียนกระโจนลงจากขอบเมฆ
หนึ่งวันต่อมา ท่านเหยียนลอยตัวอยู่ในห้วงสุญญตา มองมหาพิภพนิลเหลืองอันกว้างใหญ่ตระการตาตรงหน้าเขาราวกับอยู่คนละโลก เขาหันกลับไปมองอีกครั้งกลับไม่เห็นเงาร่างของร่างจำแลงเทพอีกต่อไป ท่านเหยียนสูดหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้งพยายามข่มอารมณ์ในใจ แต่เดิมคิดจะมาโลกเบื้องล่างเพื่อเก็บเกี่ยวสักหน่อย ไม่นึกเลยว่าจะได้ของใหญ่ขนาดนี้
ท่านเหยียนหัวเราะเย้ยตนเอง เดิมทีเขาได้ยินว่าโลกยุทธ์กำลังแข่งขันแย่งชิง จึงอยากฉวยโอกาสนี้ดูดกลืนโลกยุทธ์ที่กำลังจะถูกทำลายให้กลายเป็นพลังของตน เขาเป็นคนรอบคอบไม่ไปยั่วยุศัตรูที่แข็งแกร่งมากนัก แต่เพราะเป็นเช่นนี้เขาถึงได้พบกับมรรคาจารย์ที่ไม่ยอมปิดบังตนอีกต่อไป
หากเขารีบไปถึงโลกยุทธ์ไทฮวงก่อน แล้วคิดจะทำลายโลกยุทธ์ไทฮวง ผลลัพธ์จะเป็นเช่นไรกัน เขาไม่กล้าคิด แต่เขาเชื่อว่ามรรคาจารย์จะไม่มีทางปรานีต่อศัตรูแน่
“ไม่ว่าจะอย่างไร นี่คือโอกาสของเผ่าเหยียน!” แววตาท่านเหยียนแน่วแน่ ทันใดนั้นก็บินตรงไปยังมหาพิภพนิลเหลือง เขาราวกับฝุ่นละอองเม็ดหนึ่งที่บินไปยังจักรวาลอันเวิ้งว้างไร้ขอบเขต ไม่นานก็หายไปไร้ร่องรอย ช่างเล็กจ้อยนักไม่ควรค่าแก่การกล่าวถึง
ฝุ่นผงเม็ดหนึ่งตกสู่มหาสมุทร แม้จะไร้ความหมาย แต่ใช่ว่าจะไมอาจก่อคลื่นพายุลูกใหญ่ได้
นับตั้งแต่เจียงจื๋ออวี้ขึ้นเป็นจักรพรรดิสวรรค์ กฎระเบียบของแดนสวรรค์ก็เคร่งครัดยิ่งขึ้น อย่างไรก่อนหน้านี้เจียงฉางเชิงก็ไม่สนใจ ส่วนฮองเฮาตระกูลหยางของเขาก็กลายเป็นจักรพรรดินีสวรรค์คนใหม่เช่นกัน นางก็เปลี่ยนแปลงหลายสิ่งใหญ่โตเช่นกัน จักรพรรดินีหยางมักไปขอคำแนะนำจากมู่หลิงลั่ว ทั้งสองสนิทสนมกันมาก มู่หลิงลั่วก็ยินดีให้การสนับสนุน
ราชันมารเก้าขุมนรก ยืนอยู่เหนือทะเลเมฆ เบื้องหลังคือกองทัพทหารสวรรค์เผ่ามาร พวกเขามองไปยังใต้คงคาสวรรค์ที่มีทหารสวรรค์กำลังฝึกซ้อมกันอยู่ พลันรู้สึกตื่นตะลึง ผ่านไปหลายปีแล้ว ทหารสวรรค์หนึ่งแสนคนชุดแรกต่างก็บรรลุขั้นจอมราชันยุทธ์ แม้ในสายตาราชันมารเก้าขุมนรกจะไม่ถือว่าแข็งแกร่ง แต่กระบวนทัพที่ทหารเหล่านี้ใช้โชคชะตาสร้างขึ้นนั้นกลับแข็งแกร่งอย่างยิ่ง
ผู้อำนวยการคือกวนทงโยว เขาจัดวางกระบวนทัพโชคชะตาขึ้นหนึ่งชุด ได้รับพระราชทานนามจากเจียงฉางเชิงว่า มหาค่ายกลดาราเคลื่อน สามารถแปรเปลี่ยนโชคชะตาของแดนสวรรค์ให้กลายเป็นดวงดาวนับไม่ถ้วน กลายเป็นมหาค่ายกลสังหาร ดวงดาวแต่ละดวงคือจุดศูนย์กลางของค่ายกลโยงใยซับซ้อน หากถูกขังไว้ ต่อให้มีพลังสูงกว่าแม่ทัพสวรรค์ ทหารสวรรค์ก็ยากจะหลบหนีได้
ราชันมารเก้าขุมนรกกล่าวอย่างทอดถอนใจ “เผ่ามนุษย์ สมกับเป็นเผ่าที่สวรรค์อุปถัมภ์ ค่ายกลเช่นนี้ช่างร้ายกาจนัด”
มหาค่ายกลดาราเคลื่อนครอบคลุมพื้นที่เทียบเท่าเทียนจิ่งในโลกเบื้องล่าง ค่ายกลเช่นนี้หากกักขังหนึ่งเผ่าไว้ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นแต่อย่างใด
ตรีมหาจอมทัพล้วนมีความสามารถเฉพาะตน:
ตี้ฉาง: ผู้สืบเชื้อสายเผาราชา มีพรสวรรค์ล้ำเลิศ เชี่ยวชาญสิบยอดวิชาเทพของเผาราชา
จืออูจวิน: สืบเชื้อสายอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ของเผ่ามนุษย์ ยังได้รับถ่ายทอดโดยตรงจากมรรคาจารย์ พรสวรรค์ด้านการต่อสู้สูงส่งถึงขีดสุด มิได้อ่อนแอเยี่ยงสตรีแม้แต่น้อย
กวนทงโยว: เข้าใจวิถียุทธ์ได้ลึกซึ้งอย่างน่าสะพรึง สามารถสร้างเคล็ดวิชาล้ำลึกได้ด้วยตนเอง
สวีเทียนจี: น่าหวั่นเกรงที่สุด เพียงเพราะความสัมพันธ์กับมรรคาจารย์ก็สามารถนั่งในตำแหน่งมหาจอมทัพได้มั่นคง
ราชันมารเก้าขุมนรกยังไมอาจมองทะลุปรุโปร่งได้ เดิมทีเขาคิดจะอาศัยอิทธิพลของมรรคาจารย์เพื่อหลอมรวมกับเผ่ามารแห่งโลกเบื้องบน ทว่าบัดนี้เขาเปลี่ยนความคิดเสียแล้ว เขาต้องการนำเผ่ามารเข้าสู่แดนสวรรค์! บรรดาผู้แข็งแกร่งแห่งเผ่ามารที่อยู่เบื้องหลังราชันมารเก้าขุมนรกต่างก็รู้สึกสะเทือนใจ แต่ก่อนพวกเขาคิดว่าเทพสวรรค์ที่มรรคาจารย์เลือกล้วนมีไว้เพื่อให้ความเป็นธรรม บัดนี้ดูแล้วไม่ใช่เช่นนั้น
ในขณะนั้น เงาร่างผู้หนึ่งปรากฏเบื้องหน้าพวกเขา คือแม่ทัพใหญ่ดาวฟ้า เจียงเยี่ยนั่นเอง เจียงเยี่ยเหลือบมองราชันมารเก้าขุมนรกผู้เป็นอาจารย์แวบหนึ่ง ก่อนเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “เพิ่งมาแดนสวรรค์ต้องคุ้นเคยกับกฎสวรรค์ ควบคุมค่ายกลทหารพื้นฐานของแดนสวรรค์ให้ได้ ข้าจะเป็นผู้สอนพวกเจ้าเอง!”
ราชันมารเก้าขุมนรกมองดูเด็กหนุ่มในวันวานเติบโตเป็นเช่นในตอนนี้ ในใจรู้สึกซับซ้อนปนเปกันไปหมด พร้อมกันนั้นเขาก็ถอนหายใจโล่งอกหนึ่งเฮือก เผชิญหน้ากับเจียงเยี่ยอย่างไรก็ดีกว่าเผชิญหน้ากับทหารสวรรค์คนอื่นที่ไม่รู้จักอยู่แล้ว มีข่าวลือกันว่าในแดนสวรรค์มีทหารสวรรค์บางคนที่แข็งแกร่งเหนือกว่าขั้นจักรพรรดิยุทธ์ ทำให้ราชันมารเก้าขุมนรกจินตนาการถึงทหารสวรรค์อยู่ไม่น้อย มักรู้สึกว่าในหมู่ทหารสวรรค์จะต้องมีผู้แข็งแกร่งที่น่าสะพรึงกลัวบางคนซ่อนอยู่เสมอ
อีกด้านหนึ่ง มหาสมุทรไร้ขอบเขต เขาฟ้าร่วง
ในถ้ำ เยี่ยจ้านลืมตาขึ้นถอนหายใจหนึ่งเฮือก สีหน้าแสดงความอึดอัดใจ บรรพจารย์เผ่าเยี่ยลอยตัวอยู่กลางอากาศ ถามยิ้มๆ ว่า “เหตุใดเจ้าดูไม่ดีใจเลยล่ะ”
เยี่ยจ้านไม่พูดอะไร เรื่องนี้พูดไม่ได้ เยี่ยจ้านไม่พอใจเพราะเขาพลาดโอกาสสถาปนาเทพครั้งที่สอง ทั้งที่อุตส่าห์มีโอกาสผูกสัมพันธ์กับเจียงจื๋ออวี้ ผลสุดท้ายกลับไมได้คว้าโอกาสนี้ไว้
ขณะนั้นเองที่ปากถ้ำมีเสียงฝีเท้าแว่วมา เยี่ยจ้านเหลือบตามองคนที่เดินเข้ามาแวบหนึ่งไม่ใส่ใจนัก หลายปีที่ผ่านมาจำนวนคนที่มายังเขาฟ้าร่วงลดลงมากก็จริง แต่ก็ยังมีผู้คนที่มาด้วยชื่อเสียงเป็นแรงดึงดูดเสมอ
หลังจากส่งท่านเหยียนออกไปแล้ว เจียงฉางเซิงก็เริ่มปิดด่านฝึกตนอีกครั้ง ตลอดหลายปีให้หลัง เทียนจิ่งได้ถือกำเนิดจักรพรรดิยุทธ์อย่างต่อเนื่องสะเทือนไปทั่วหล้า ว่ากันว่าโอรสสวรรค์ได้รับโอสถจากมรรคาจารย์ ทำให้ผู้คนสามารถก้าวข้ามเข้าสู่ขั้นจักรพรรดิฟ้าดินได้ทันที
ข่าวนี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว สั่นสะเทือนไปทั่วหมื่นเผ่าพันธุ์ บรรดาเผ่าพันธุ์ต่างก็รู้ดีว่าการสถาปนาเทพในครานี้ เจียงจื๋ออวี้ได้พาผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดชุดหนึ่งของเทียนจิ่งไปด้วย โอรสสวรรค์รุ่นใหม่ยังสามารถสร้างจักรพรรดิยุทธ์จำนวนมากได้ในระยะเวลาอันสั้นเช่นนั้น ย่อมต้องเกี่ยวข้องกับมรรคาจารย์แน่นอน
ช่วงเวลาหนึ่ง บรรดาเผ่าพันธุ์ที่มายังเทียนจิ่งมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ชื่อเสียงของเจียงชิวยิ่งสูงลิ่ว และเบื้องหลังของเรื่องนี้ก็คือ การที่เขาสั่งให้เหล่าองครักษ์ชุดขาวออกไปเผยแพร่ข่าวพึ่งพาท่านปู่ของตน เขากลับไม่รู้สึกอับอายแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกลับใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้ด้วยซ้ำ
กาลเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในพริบตาก็มาถึงปีเฉิงเทียนที่ยี่สิบเอ็ด ช่วงต้นปีเจียงฉางเชิงสิ้นสุดการฝึกตน เขากำลังฟังมู่หลิงลั่วเล่าเรื่องพฤติกรรมของเจียงจื๋ออวี้กับจักรพรรดินีหยาง
“เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ ไม่ทันรู้ตัวข้าก็อายุมากกว่าเก้าร้อยปีแล้ว”
เจียงฉางเชิงแอบรู้สึกสะเทือนใจยิ่งนัก เขาวางใจเจียงจื๋ออวี้อย่างเต็มเปี่ยม และเจียงจื๋ออวี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง แดนสวรรค์ยิ่งมีระเบียบมากขึ้น เจียงจื๋ออวี้ยังประกาศกฎสวรรค์ใหม่ออกมาไม่น้อย สามราชามังกรแห่งวังมังกรก็ยอมรับโชคชะตาแห่งแดนสวรรค์อย่างเป็นทางการ และสามารถขึ้นตำหนักเหนือเมฆาได้แล้ว
ตอนนี้เจียงจื๋ออวี้กำลังหาทางติดต่อกับตำหนักยมโลก สู่แดนสวรรค์ก่อตั้งมานานถึงเพียงนี้ สุดท้ายก็ยังปรากฏเทพเซียนที่ฝ่าฝืนกฎสวรรค์ขึ้นมา เขาคิดจะยืมพลังแห่งตำหนักยมโลกลงโทษเทพเซียนที่กระทำผิด
หลังพูดคุยกันอยู่พักใหญ่ ดวงจิตของเจียงฉางเซิงก็เข้าสู่มหาพิภพจิตจร ในมหาพิภพจิตจรก็มีสามสิบสามชั้นฟ้าเช่นเดียวกัน ยังมีตำหนักเมฆาม่วงอีก ทุกอย่างล้วนถูกสร้างขึ้นโดยจินตนาการของเจียงฉางเชิง ที่นี่เป็นเขตต้องห้ามมีแดนสวรรค์เฝ้าอยู่ เหล่าผู้ศรัทธาจึงไม่กล้ารบกวนโดยพลการ
ตอนนีัเองหน้าตำหนักเมฆาม่วง ท่านเหยียนกำลังรออยู่ แม้ท่านเหยียนจะจากมหาพิภพนิลเหลืองไปนาน แต่เพราะมีมหาพิภพจิตจรอยู่ เขาจึงรู้สึกเหมือนไม่เคยจากไปไหนเลย ยี่สิบปีผ่านไป เขากลับสู่เผ่าเหยียนแล้ว และมีข่าวบางอย่างจะรายงานให้เจียงฉางเชิงทราบ เขารออยูตรงนี้มานาน นี่เองคือเหตุผลที่เจียงฉางเซิงกลับมาจากภาวะบำเพ็ญเพียร
“มีเรื่องใดหรือ”
ด้านในตำหนักเมฆาม่วงมีเสียงมรรคาจารย์ดังออกมา ท่านเหยียนตัวสะท้านทันที รีบตั้งสติอย่างฉับพลัน เขามีเรื่องในใจรอคอยมาหลายวัน ย่อมเหม่อลอยอยู่บ้าง
“มรรคาจารย์ มหาพิภพนิลเหลืองเกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ!”
ท่านเหยียนรีบกล่าว เขาไม่อ้อมค้อม เล่ารายละเอียดต่อทันที
“กองทัพทัณฑ์เทพกวาดล้างทุกพื้นที่ ตั้งใจจะกำจัดลัทธิโบราณและแดนสวรรค์ แต่กลับถูกลัทธิโบราณตอบโต้ มหาพิภพเลือกเข้ารวมกับลัทธิโบราณ ต่อต้านการปกครองของโลกเทพยุทธ์จำนวนไม่น้อย ตระกูลในวิถียุทธ์และราชวงศ์แห่งโชคชะตาก็ฉวยโอกาสล้างแค้น มหาพิภพนิลเหลืองจึงวุ่นวายขึ้นมา”
“ในโลกเทพยุทธ์ก็เกิดความปั่นป่วนขึ้นเช่นกัน ท่านเทพยุทธ์หลี่วเสินโจวกับอีกหนึ่งท่านเทพยุทธ์รวมกันบุกโจมตีเมืองประมุขยุทธ์แห่งหนึ่ง ส่วนรายละเอียดข้าก็ไมทราบแน่ชัดขอรับ”
ท่านเหยียนพูดอย่างรวดเร็ว เจียงฉางเชิงที่อยู่ในตำหนักเมฆาม่วงได้ยินแล้วก็รู้สึกประหลาดใจ ลัทธิโบราณและหลี่วเสินโจวเกี่ยวข้องกับโลกเทพยุทธ์ได้อย่างไรกัน? ในสายตาเขา ลัทธิโบราณควรเอาตัวรอดได้เพียงในรอยแยกของมหาพิภพนิลเหลืองเท่านั้น แต่กลับสามารถแสดงพลังออกมาได้ถึงเพียงนี้ ดูท่าอำนาจของลัทธิโบราณที่ห้วงสุญญตายังไม่ถูกใช้จนหมด
หลี่วเสินโจวบุกป่วนเมืองประมุขยุทธ์? หรือว่าเขาถูกสงสัยเข้าแล้ว? แม้ว่าเจียงฉางเชิงจะเคยฝากความทรงจำหนึ่งไว้ให้หลี่วเสินโจว แต่หลี่วเสินโจวยังไม่ได้เข้าสู่มหาพิภพจิตจร หมายความว่าเขายังไม่ได้เอนเอียงมาทางตน หรือว่าสิ่งนี้ก็คือมหันตภัยวิถียุทธ์ที่กูเฉินกับบรรพจารย์เผ่าเยี่ยเคยกล่าวไว้
“ข้อมูลเรื่องพวกนี้ ข้าทราบแล้ว เจ้าทำได้ไม่เลว รักษาไว้ต่อไป”
น้ำเสียงของเจียงฉางเชิงดังออกมา แม้ฟังดูเฉยเมยแต่กลับทำให้ท่านเหยียนรู้สึกยินดียิ่งนัก ท่านเหยียนเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้แล้วกล่าวว่า
“เมื่อไม่นานมานี้ เริ่มมีพลังฟื้นคืนชีพปรากฏขึ้น โลกคุนหลุนก่อนหน้านี้ก็มีผู้คืนชีพปรากฏตัว มรรคาจารย์ ท่านจะประมาทไม่ได้ขอรับ พวกผู้คืนชีพเคยก่อภัยไว้มาก่อน”
เขาหมายถึงเผ่าเกิดใหม่ในโลกคุนหลุน มีจักรพรรดิยุทธ์กลุ่มหนึ่งที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาและกำลังรวบรวมพลังอยู่ เพียงแต่พวกเขาสงบเสงี่ยมไม่ก่อปัญหา ดังนั้นเจียงฉางเชิงจึงไม่เข้าไปยุ่งด้วยมากนัก ถึงขั้นคิดอยากเลี้ยงแมลงพิษไว้ด้วยซ้ำ