เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 389 มารร้ายในตำนาน
ตอนที่ 389 มารร้ายในตำนาน
ศัตรูที่ไม่อาจต้านทาน
ดาบบินสะบั้นเซียนสมกับเป็นยอดของวิเศษสังหารจริงๆ
เขตอาคมที่อยู่ภายในมีความซับซ้อนเป็นที่สุด
ลำพังแค่หลอมให้รู้จักเจ้านายก็ทำเอาเจียงฉางเชิงต้องใช้เวลาถึงครึ่งปี
น้ำเต้าแดงสามารถดูดซับปราณวิญญาณปฐพีเพื่อนำมาหล่อเลี้ยงดาบบินสะบั้นเซียน
ทำให้ตัวของดาบบินสะบั้นเซียนสามารถเก็บพลังได้มหาศาล
เจียงฉางเชิงตั้งคาถาสะกดเอาไว้แล้ว
เมื่อใช้ดาบบินสะบั้นเซียนพร้อมกับเนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตจะสามารถข้ามมิติไปสังหารศัตรูจากระยะไกลได้!
ถึงตอนนี้เขามีน้ำเต้าสองลูกอยู่ที่เอว
น้ำเต้าทองม่วงปิดผนึกศัตรู น้ำเต้าแดงสังหารศัตรู
ยามพกไว้ที่เอวก็ไม่ได้เกะกะใดๆ
บัลลังก์เทพมหามรรคาก็ไม่แคบสักหน่อย
ทั้งมูหลิงลั่วและไป๋ฉีก็ไม่ได้ถามเรื่องของน้ำเต้าให้มากความ
หลายวันก่อนพวกนางไปจากตำหนักเมฆาม่วงและลงไปยังโลกเบื้องล่าง
เวลานี้ภายในตำหนักเมฆาม่วงจึงเหลือเพียงเจียงฉางเชิง
หลังจากถือน้ำเต้าแดงเล่นอยู่พักหนึ่งเจียงฉางเชิงจึงเริ่มฝึกฝนวิธีใช้
การปรากฏตัวของมหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณเป็นการบอกล่วงหน้าว่าแดนโลหิตจะเข้ารุกรานมหาพิภพนิลเหลืองเช่นกัน
แม้จะเป็นมหันตภัยแห่งวิถียุทธ์แต่ก็จะส่งผลกระทบมาถึงโลกคุนหลุนได้โดยง่าย
เจียงฉางเชิงย่อมไม่อาจนั่งรอความตายต้องบรรลุขั้นในเร็ววันจึงจะรู้สึกปลอดภัยยิ่งขึ้น
ศึกครั้งใหญ่ระหว่างมรรคาจารย์กับมหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณไม่ได้มาถึงหูของสรรพชีวิตอย่างรวดเร็ว
แรกเริ่มนั้นมีเพียงเผ่าฉางที่รู้จากนั้นก็แพร่ไปทั่วแดนสวรรค์
ทำให้เหล่าเทพเซียนตกตะลึงในช่วงเวลาที่ดูคล้ายว่าสงบสุข
มรรคาจารย์กลับไปขจัดภัยให้แก่สรรพชีวิตและแดนสวรรค์อยู่เงียบๆ อีกครั้งแล้ว
ผู้ใดก็ตามที่ได้รับการสถาปนาเทพต่างก็มีใจชมชอบการต่อสู้และหยิ่งผยองทั้งสิ้น
ย่อมไม่ยอมได้รับการดูแลอยู่ร่ำไป
ทันใดนั้นบรรยากาศในการฝึกยุทธบนแดนสวรรค์ก็เข้มข้นขึ้นมาก
เผ่าฉางรู้จักมหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณเป็นอย่างดีจึงได้บอกเล่าตำนานไปทั่วแดนสวรรค์
และจากนั้นก็แพร่ไปถึงมหาพิภพจิตจรด้วย
ทำให้เหล่าผู้ศรัทธาแต้มเซ่นไหว้จิตใจตึงเครียดไปหมด
มารร้ายอมตะที่หาความสำราญจากการเข่นฆ่าได้หมายตาโลกคุนหลุนเอาไว้แล้ว
มหันตภัยแห่งวิถียุทธ์ก็กำลังจะมาถึง
ความกดดันที่ไม่เคยมีมาก่อนปกคลุมไปทั่วมหาพิภพจิตจร
แม้ว่าพวกเขาจะเชื่อมั่นในตัวมรรคาจารย์แต่ก็ยังเป็นกังวลว่าจะเกิดเรื่อง
เพราะความสามารถของพวกเขาห่างชั้นจากมรรคาจารย์มากมายเหลือเกิน
การที่มรรคาจารย์แข็งแกร่งไม่ได้หมายความว่าโลกคุนหลุนต้องแข็งแกร่งด้วย
ณ จวนแห่งหนึ่งในมหาพิภพนิลเหลืองที่ห่างไกลออกไป
ทานเหยียนลืมตาขึ้นพ่นลมหายใจหนักๆ ออกมา
ความฮึกเหิมในดวงตาของเขายากจะปิดบังได้
“แม้แต่มารร้ายอมตะในตำนานก็ยังถูกมรรคาจารย์สยบ มรรคาจารย์ต้องแข็งแกร่งเพียงใดกัน เผ่าเหยียนเกาะขาใหญ่ผู้ทรงอำนาจได้แล้ว!”
ทานเหยียนพบเห็นโลกมามากเช่นเดียวกับฉางเยวี่ยเฉียน
เขามีฐานะที่สูงส่งอย่างยิ่งภายในเผ่ามิเช่นนั้นเขาก็จะไม่ได้รับการถ่ายทอดยอดเคล็ดวิชา
เคล็ดเทพกำเนิดปฐพีจากเผ่า
ตำนานเล่าว่าทุกๆ ช่วงเวลาที่ผ่านไปเนิ่นนาน
มารร้ายอมตะที่มาจากห้วงสุญญตาจะบุกรุกเข้ามาในมหาพิภพนิลเหลือง
และทุกครั้งก็จะทำลายดินแดนไปหลายสิบดินแดน
ด้วยความรู้ของเผ่าเหยียนทานเหยียนยังได้รู้วาแม้แต่เจ้ายุทธ์ปฐมมรรคาก็ยังต้องตายด้วยน้ำมือของมารร้ายอมตะ
และยังไม่ได้ตายไปแค่ผู้เดียวด้วย
มารร้ายอมตะมีทั้งหมดสามตนคือมหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณ มหาจักรพรรดิขุนนางโลภ และมหาจักรพรรดิแสนอาฆาต
ทั้งสามชื่อนี้ปรากฏอยู่ในตำนานมากมายเป็นตัวแทนแห่งสุดยอดความชั่วช้า
ทานเหยียนลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องของตน
หลังจากนั้นเป็นเวลาหนึ่งก้านธูปเขาเดินเข้ามาในห้องโถงใหญ่แห่งหนึ่ง
เวลานี้เหล่าผูอาวุโสแห่งเผ่าเหยียนกำลังหารือบางเรื่องอยู่
ทานเหยียนนั่งบนเก้าอี้ที่ไม่มีคนนั่งและฟังอยู่เงียบๆ
“ทัพเทพลงทัณฑ์ไม่สามารถกำจัดลัทธิโบราณได้ภายในเวลาอันสั้น”
“ศึกสงครามจะต้องกระทบถึงเผ่าเหยียนในไม่ช้าก็เร็ว”
“พวกเราได้แต่ต้องเข้าร่วมศึกกับลัทธิโบราณเพื่อปกป้องอาณาเขตของเผ่า”
“นี่ไม่เท่ากับไปตายหรอกหรือ ว่ากันว่าโลกเทพยุทธ์ส่งประมุขยุทธผู้หนึ่งมาก็ยังทำอะไรลัทธิโบราณไม่ได้”
“ลัทธิโบราณมีผู้แข็งแกร่งนิรันดรกาล แม้จะเป็นประมุขยุทธ์ผู้นั้นก็ยังไม่สามารถจัดการได้”
“สิ่งสำคัญก็คือพวกเขามีศาสตร์โบราณที่พิลึกพิลั่นอยู่ในมือ”
“เมื่อใดที่สถานการณ์ไม่ดีก็จะล่าถอยไป และทัพเทพลงทัณฑ์จะไม่มีทางไล่ตามทัน”
“การไปล่วงเกินลัทธิโบราณไม่มีทางมีจุดจบที่ดี นึกจริงๆ หรือว่าโลกเทพยุทธจะปกป้องพวกเรา”
เหล่าผู้อาวุโสแต่ละคนต่างถกกันอย่างเคร่งเครียด
ยิ่งประมุขเผ่าเหยียนและทานเหยียนที่นั่งอยู่ตรงที่นั่งหลักนี้หน้าตาคล้ายคลึงกันอย่างมาก
พวกเขาเป็นพ่อลูกกัน
ทานเหยียนอายุน้อยถัดขึ้นไปยังมีพี่น้องชายหญิงอีกสิบคน
ทว่าเขามีความสามารถเหนือธรรมดาและก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้นประมุขเผ่าเหยียนก็มองไปยังทานเหยียนและถามว่า
“ซวีเอ๋อร์ สิ่งที่นำมาซึ่งมหันตภัยแห่งวิถียุทธ์ในครั้งนี้ เกี่ยวข้องกับมรรคาจารย์แห่งแดนสวรรค์ เจ้าคิดเห็นเช่นใด”
เมื่อเอ่ยออกไปทุกคนก็มองไปยังทานเหยียน
เรื่องที่ว่าทานเหยียนกลับมาได้อย่างไรเผ่าเหยียนไม่ได้ถามหาคำตอบ
แต่พวกเขาก็ไม่กล้าให้เรื่องนี้ไปถึงโลกเทพยุทธด้วยกลัวว่าจะนำภัยมาสู่เผ่าเหยียน
และเพราะเหตุนี้เองเมื่อทานเหยียนกลับมาจึงถูกกักบริเวณ
สามารถอยู่ภายในเผ่าเหยียนได้เท่านั้น
ภายในเผ่าต่างๆ ของมหาพิภพนิลเหลืองมีความสมานสามัคคีกันเหนือสิ่งใด
พวกเขาถึงขั้นที่เห็นว่าผลประโยชน์ของเผ่าอยู่เหนือกว่าโลกเทพยุทธเสียอีก
จึงยากจะเกิดพวกทรยศขึ้นมา
ทานเหยียนเอ่ยว่า
“ข้าเห็นว่าเผ่าเหยียนไม่ควรเข้าไปก้าวก่ายในเรื่องนี้”
“ลัทธิโบราณอาจไม่ใช่มหันตภัยของโลกแห่งยุทธ์ก็เป็นได้”
“มหันตภัยของโลกแห่งยุทธที่แท้จริงยังกำลังก่อตัวอยู่”
“เผ่าเหยียนต้องเก็บรักษากำลังทั้งหมดเอาไว้อย่างดี”
ความสามารถของเขาลังเลมาโดยตลอดว่าทำเช่นใดจึงจะสามารถดึงคนในเผ่าเข้าไปในมหาพิภพจิตจรได้
และจะพูดชักจูงให้พวกเขาเลื่อมใสศรัทธาในมรรคาจารย์ได้อย่างไร
แต่เพราะไร้สาเหตุไร้ที่มาเขาจึงหาเหตุผลไม่ได้จริงๆ
เหล่าลูกหลานของเผ่าหนาแน่นไม่เชื่อกระทั่งโลกเทพยุทธ์แล้วจะไปเชื่อถือมรรคาจารย์ที่ไม่รู้จักได้อย่างไร
“แม้ว่าตอนที่ข้าอยู่ในโลกเบื้องล่างจะไม่ได้พบกับคนของแดนสวรรค์ แต่ก็เคยได้ยินตำนานของแดนสวรรค์มาก่อน”
“แดนสวรรค์ไม่ใช่ศาสตร์โบราณแต่เป็นวิชาเซียน”
“มรรคาจารย์ย่อดินแดนไว้ในมือ ฟื้นตายกลับเป็น เปลี่ยนฟ้าแปรปฐพี และมีความสามารถเหลือเชื่ออีกมากมาย”
“จุดแข็งของวิถียุทธอยู่ที่การทำลายล้าง พวกท่านเคยได้ยินเรื่องความสามารถเช่นนี้หรือไม่”
ทานเหยียนพูดต่อเขากำลังจะเริ่มปูเรื่องแล้ว
ผู้อาวุโสเผ่าเหยียนเงียบงัน
ทานเหยียนหรี่ตาลงกล่าวว่า
“หากแดนสวรรค์ไม่ใช่ศาสตร์โบราณแต่เป็นพลังอีกอย่างหนึ่ง และโลกเทพยุทธก็ยังสัมผัสถึงพวกเขาไม่ได้”
“เช่นนั้นแดนสวรรค์จะแข็งแกร่งยิ่งกว่าลัทธิโบราณหรือไม่ หรือว่าสิ่งที่เรียกวาวิชาเซียนจะมีอยู่จริง”
“จะเป็นไปได้อย่างไร มีวิชาเซียนที่ว่านั่นอันใดกัน”
“ย่อดินแดนไว้ในฝ่ามือคาดว่าจะเป็นแค่ภาพมายา ฟื้นตายกลับเป็นก็เป็นเพียงคนตายยังไม่ตายเท่านั้น”
“เปลี่ยนฟ้าแปรปฐพีตาเฒ่าเช่นข้าก็ทำได้ในหนึ่งฝ่ามือเช่นกัน!”
ผู้เฒ่าคนหนึ่งเอ่ยยิ้มพลางส่ายหัว
คำพูดของเขาได้รับการยอมรับจากคนอื่นๆ
จากนั้นพวกเขาจึงเริ่มเยาะหยันกันในเรื่องนี้ขึ้นมา
ทานเหยียนกำลังจะพูดต่ออีกคนในเผ่าผู้หนึ่งก็พุ่งเข้ามา รวดเร็วเช่นสายลม
โค้งตัวลงประสานมือคำนับและร้องขึ้นว่า
“รายงานท่านประมุขเผ่า ท่านผู้อาวุโสทุกท่าน เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ!”
“นภาดาราในละแวกนี้มีศิษย์ของลัทธิโบราณปรากฏตัวขึ้น และมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ขอรับ!”
เมื่อเอ่ยออกไปทุกคนก็ตกตะลึง
ประมุขเผ่ายยิ่งถึงกับลุกขึ้นมาและหายวับไปจากตรงนั้น
ดวงตาของทานเหยียนเป็นประกายแอบตื่นเต้นดีใจอยู่ในอก
หากลัทธิโบราณสร้างความกดดันให้เผ่าเหยียน
จากนั้นเมื่อมรรคาจารย์ลงมืออีกครั้ง มิใช่ว่าจะสามารถเข้าไปอยู่ในใจของชาวเผ่าเหยียนได้หรอกหรือ
เขากลับไปในทันทีและเตรียมเข้าไปสอบถามมรรคาจารย์ในมหาพิภพจิตจร