เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 394 ภัยของการฟื้นคืนชีพ การบุกจู่โจมของทารกเทพ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 394 ภัยของการฟื้นคืนชีพ การบุกจู่โจมของทารกเทพ
ในตำหนักเมฆาม่วง เจียงจื๋ออวี้เพิ่งก้าวเท้าออกไป
สายตาของเจียงฉางเซิงก็หันไปจับจองด้านในน้ำเต้าทองม่วง
สถานที่ซึ่งเข่นฆ่าได้อย่างไม่จำกัด… แดนโลหิต!
เจียงฉางเซิงเคยเห็นแดนโลหิตจากความทรงจำของมหาจักรพรรดิกะดูกวิญญาณ
แดนโลหิตคือแดนสังหาร ที่แห่งนั้นไอโลหิตลอยฟุ้งจนมีมารโลหิตที่ไร้สติปัญญาถือกำเนิดขึ้นมา
เพื่อให้มารร้ายอมตะทั้งหลายเข่นฆ่าเพื่อแข็งแกร่งขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน
นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่มารร้ายอมตะทั้งหลายไม่ไปโจมตีมหาพิภพนิลเหลืองบ่อยนัก
แต่เจียงชั่นเป็นหลานของเขา เขาย่อมไม่จับหลานมาเปลี่ยนเป็นมารร้ายอมตะ
เขารับปากเจียงจื๋ออวี้แล้วบอกให้เจียงจื๋ออวี้รอเขาแจ้งไป
เจียงฉางเซิงตัดสินใจเจรจากับมหาจักรพรรดิกะดูกวิญญาณ
ในฐานะหนึ่งในสามมหาจักรพรรดิ มหาจักรพรรดิกะดูกวิญญาณย่อมไม่ใช่คนไร้พลังไร้อำนาจ
ฐานะในแดนโลหิตของนางสูงส่งที่สุด
ในน้ำเต้าทองม่วง ผงโลหิตก่อตัวรวมเป็นโครงกระดูกสีโลหิตอีกครั้ง
“เจ้าปรารถนาจะอยู่อย่างไร้สติแล้วโอบกอดความเคียดแค้นไปตลอดกาลจริงหรือ”
เสียงของเจียงฉางเซิงดังขึ้น
มหาจักรพรรดิกะดูกวิญญาณเข่นฆ่าสังหารมามากเกินไป
ไม่ว่าจุดเริ่มต้นของนางจะมาจากอะไร เจียงฉางเซิงก็รับนางเข้ามาใต้อาณัติทันที
ไม่ได้เหมือนอย่างถานเหยียน เขาก็เคยทำบาปมามากมายเช่นเดียวกัน
ดังนั้นเมื่อเขาอยากเข้ามาอยู่ในแดนสวรรค์ เขาย่อมต้องขยันขันแข็งทำงานมากกว่าคนอื่น
ในโลกแห่งวิถียุทธ์ ยากจะพบผู้แข็งแกร่งที่ไม่เคยเข่นฆ่า
ไม่ว่าผู้แข็งแกร่งคนใดย่อมต้องเคยมือเปื้อนเลือดกันทั้งนั้น
แต่หากคนเหล่านี้กลับตัวกลับใจ ช่วยเหลือสิ่งมีชีวิตให้ได้มากกว่าจำนวนผู้บริสุทธิ์ที่เคยสังหาร
พวกเขาก็มีสิทธิ์เข้าแดนสวรรค์ได้
ตอนนี้เจียงฉางเซิงคิดแค่จะใช้ประโยชน์จากมหาจักรพรรดิกะดูกวิญญาณ
หากวันหน้านางอยากเปลี่ยนตนเองจริงๆ คงต้องคอยตามดูพฤติกรรมเป็นล้านปีหรืออาจนานกว่านั้น
มหาจักรพรรดิกะดูกวิญญาณเงยหน้าอย่างเนิบช้าแล้วเอ่ยแดกดัน
“เจ้าคิดจะใช้วาจาหรือใช้พลังยุทธ์สลายความแค้นของข้าเล่า”
เสียงของนางเย็นชายิ่งนัก
“หากเจ้ากลับมาเป็นมนุษย์ได้ เจ้าจะนึกเสียใจกับการกระทำก่อนหน้านี้ของเจ้าหรือไม่”
มหาจักรพรรดิกะดูกวิญญาณได้ยินประโยคนี้ หัวใจอันเย็นชาดวงนั้นก็สั่นไหว
“หากอยู่เช่นนี้ต่อไป เจ้ามีชีวิตอยู่ต่อไปจะมีความหมายอันใด
ชีวิตเจ้าจะมีแต่การเข่นฆ่า หรือเจ้าเคยคิดหรือไม่ว่าเหตุใดผ่านมาเนิ่นนานเพียงนี้
แต่ทุกครั้งที่พวกเจ้ารุกรานมหาพิภพนิลเหลืองกลับรอดออกมาได้ เพราะพวกเจ้าเป็นอมตะจริงหรือ
ต่อให้พวกเจ้าเป็นอมตะจริง เหตุใดโลกเทพยุทธ์จึงไม่ผนึกพวกเจ้าไว้เล่า”
มหาจักรพรรดิกะดูกวิญญาณได้ยินประโยคนี้ก็โกรธจัด นางคำรามเสียงโกรธเกรี้ยว
“เจ้าอยากพูดอะไรกันแน่ เจ้าเป็นใคร เจ้ากับเจ้าสวรรค์ปี้อ้านเกี่ยวข้องอันใดกัน”
“ข้าไม่เกี่ยวข้องกับเขา ข้าไม่เกี่ยวข้องกับวิถียุทธ์ด้วยซ้ำ
วิถียุทธ์เห็นข้าเป็นศัตรูในศึกแย่งชิงอำนาจ ข้าเพียงเฝ้ามองความทุกข์ทรมานของเจ้าเท่านั้น”
“เจ้ามาจากลัทธิโบราณหรือ”
เมื่อเอ่ยถึงการค้นความทรงจำ นางก็นึกถึงลัทธิโบราณทันที
“ข้ามาจากวิถีเซียน มันคือวิถีฝึกบำเพ็ญที่เก่าแก่ยิ่งกว่าวิถียุทธ์กับศาสตร์โบราณ
สิ่งที่วิถียุทธ์กับศาสตร์โบราณทำไม่ได้ ไม่แน่ว่าข้าอาจจะทำได้
หากเจ้ายอมกลับตัวกลับใจ บางทีข้าอาจช่วยให้เจ้ากลับมาเป็นมนุษย์ได้”
น้ำเสียงของเจียงฉางเซิงนิ่งสงบอย่างที่สุด ราวกับเขากำลังเอ่ยเรื่องที่ไม่สลักสำคัญอันใด
มหาจักรพรรดิกะดูกวิญญาณเย้ยหยัน
“เจ้าคิดจะอาศัยคำสัญญาเช่นนี้มากล่อมให้ข้าทำงานให้เจ้าหรือ
เจ้าคิดว่าข้าโง่หรือว่าเจ้ามั่นใจในตนเองมากเกินไปกันแน่”
สิ้นคำนี้ จู่ๆ นางก็เห็นเงาร่างหนึ่งปรากฏตัวตรงหน้า เงาที่ว่าก็คือร่างจิตจำแลงเทพ!
ชั่วอึดใจที่เท้าขวาของร่างจิตจำแลงเทพเหยียบย่าง
รอบกายของมันก็แผ่รัศมีแสงเจิดจ้าจากกลิ่นอายอันน่าหวาดกลัวที่ยากจะจินตนาการ
ระเบิดออกมาประหนึ่งน้ำป่าทะลักจากบนภูเขา
เปลวเพลิงในดวงตาของมหาจักรพรรดิกะดูกวิญญาณสั่นไหว หัวใจรู้สึกพรั่นพรึง
วินาทีต่อมา จู่ๆ ร่างจิตจำแลงเทพก็หายไป
เขาไม่ได้จะสำแดงอิทธิฤทธิ์ถล่มฟ้าดินอันใด เพียงแค่จะขู่มหาจักรพรรดิกะดูกวิญญาณสักหน่อยเท่านั้น
“เมื่อครู่เจ้าคิดว่าเจ้าจะรักษาชีวิตอมตะของตนเองไว้ได้หรือไม่
หากข้าทำให้ตัวเจ้าที่เป็นอมตะตายได้ เช่นนั้นข้าจะทำให้เจ้าหลุดพ้นจากพลังอมตะไม่ได้หรือ”
เสียงของเจียงฉางเซิงดังขึ้นอีกครั้ง
หนนี้มหาจักรพรรดิกะดูกวิญญาณรักษาความสุขุมไว้ไม่ได้อีกต่อไป
นางเพิ่งเคยเผชิญหน้ากับพลังระดับนี้เป็นหนแรก
นางมีชีวิตอยู่มานานถึงเพียงนี้ พานพบผู้แข็งแกร่งมาตั้งเท่าใด
ถึงอย่างนั้นนางกลับไม่เคยพบพลังที่ทำให้นางหวาดกลัวเช่นนี้มาก่อน
ความรู้สึกเมื่อครู่คือความรู้สึกกลัวตายที่นางลืมเลือนไปแล้วอย่างนั้นหรือ
ความหวังเสี้ยวหนึ่งลุกโชติช่วงในหัวใจของนาง นางถามเสียงสั่น
“ขอเพียงข้าทำงานให้เจ้า เจ้าก็ยินดีจะช่วยข้าหรือ”
“การทำงานให้ข้าเป็นการได้รับกุญแจเปิดประตูแห่งความหวังเท่านั้น
หากอยากหวนกลับเป็นมนุษย์ เจ้าต้องไถ่บาป เจ้าสังหารสิ่งมีชีวิตที่บริสุทธิ์ไปมากเท่าใด
เจ้าก็ต้องช่วยสิ่งมีชีวิตที่บริสุทธิ์มากเท่านั้น
เมื่อบุญบารมีของเจ้าลบล้างบาปจากการเข่นฆ่าได้ เจ้าก็จะได้กลายเป็นมนุษย์แล้ว
วันหน้าบางทีเจ้าอาจได้รับตำแหน่งเซียนสักตำแหน่งด้วย”
คำตอบของเจียงฉางเซิงไม่ได้ทำให้มหาจักรพรรดิกะดูกวิญญาณผิดหวังหรือโกรธเกรี้ยว
ตรงกันข้าม นางกลับแปลกใจและยินดีปรีดา
ก่อนที่จะได้ยินประโยคนี้ นางคิดว่าเจียงฉางเซิงก็เป็นเหมือนกับเจ้าสวรรค์ปี้อ้าน
เป็นคนที่เต็มไปด้วยถ้อยคำลวงหลอกผู้ทรงคุณธรรมจอมปลอม
แต่เจียงฉางเซิงกลับต้องการให้นางใชเวลานับอนันต์ไถ่บาป
สิ่งนี้กลับทำให้นางรู้สึกมีความหวัง การได้กลับเป็นมนุษย์แต่เดิมก็เป็นความหวังอันเลื่อนลอย
หากโอกาสเช่นนี้โผล่มาตรงหน้านางอย่างบุบปับ นางย่อมไม่กล้าเชื่อ
หากโอกาสนี้ต้องฝ่าฟันความทุกข์ยากและความยากลำบากนานัปการกว่าจะได้มา
นางถึงรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องจริง
มหาจักรพรรดิกะดูกวิญญาณสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่งแล้วถามว่า “เจ้าต้องการให้ข้าทำอะไร”
เจียงฉางเซิงไม่ปิดบัง เขาเล่าตัวตนของเจียงชั่นกับสิ่งที่ต้องการขอให้ฟัง
มหาจักรพรรดิกะดูกวิญญาณถามอย่างประหลาดใจ “ดาวสังหารนิรันดรกาลเกิดมาก็ชั่วช้า เหตุใดท่านต้องช่วยเขาด้วย”
สรรพหน้าที่นางเรียกเจียงฉางเซิงเปลี่ยนไปแล้ว
“การฆ่าเป็นดาบสองคม หากสังหารศัตรูเพื่อปกป้องคนของตนเอง เรียกว่าวีรบุรุษ
แต่ในสายตาของศัตรู วีรบุรุษก็คือมารร้าย
ต่อให้ดาวสังหารนิรันดรกาลตาย เขาก็ยังจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่
เป็นเช่นนี้ไม่มีที่สิ้นสุด แทนที่จะให้ดาวสังหารนิรันดรกาลกับเผ่ามนุษย์ต้องต่อสู้เข่นฆ่ากันไปชั่วนิรันดร์
มิสู้ช่วยดาวสังหารนิรันดรกาลให้ควบคุมความกระหายอยากฆ่า แล้วกลายเป็นวีรบุรุษของสรรพชีวิตนับไม่ถ้วนไม่ดีกว่าหรือ
ข้าเชื่อว่านอกจากสิ่งมีชีวิต จักรวาลนี้ยังมีพลังงานที่ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตอยู่ด้วย”
คำพูดของเจียงฉางเซิงทำให้มหาจักรพรรดิกะดูกวิญญาณจมจ่ออยู่กับการใคร่ครวญ
นางเพิ่งเคยได้ยินมุมมองเช่นนี้เป็นหนแรก ในความคิดของนาง
ดาวสังหารนิรันดรกาลก็เหมือนตัวนาง ทั้งคู่เป็นตัวตนที่ชั่วช้าเลวร้าย
ไม่มีโอกาสให้กลับตัวชั่วนิรันดร์ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือตัวตนเช่นพวกนางไม่อาจตายได้
นี่ไยมิใช่คำสาป ไยมิใช่ความสิ้นหวัง
นางใคร่ครวญอยู่นานหลายวัน ในที่สุดก็เอ่ยปากตกลง
เจียงฉางเซิงไม่ตอบนาง แต่เสกลำแสงสายหนึ่งลงมาจากฟ้า
แทรกเข้าไปในโครงกระดูกของนาง
นางพบอย่างประหลาดใจว่าพลังสายนั้นต่อต้านพลังอมตะแล้วฝังลงบนกระดูกของนางได้
นางเข้าใจดีว่าอีกฝ่ายไม่เชื่อใจนางเต็มร้อย
เจียงฉางเซิงปล่อยมหาจักรพรรดิกะดูกวิญญาณออกมา
จิตสังหารอันน่าหวาดกลัวทำให้ไป๋ฉีกับไป๋หลงสะดุ้งตื่น
สองปีศาจเงยหน้ามามอง เมื่อเห็นมหาจักรพรรดิกะดูกวิญญาณ หัวใจของพวกมันก็สั่นเทา
มหาจักรพรรดิกะดูกวิญญาณเงยหน้าอย่างเนิบช้า นางยังคงอยู่ในท่านั่งสมาธิ
ยามประจันหน้ากับเจียงฉางเซิงที่นั่งอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคา
นางแลดูต่ำต้อยอย่างยิ่ง แม้มีโอกาสประจันหน้ากับเจียงฉางเซิงในระยะใกล้แล้ว
แตนางก็ยังมองเห็นใบหน้าที่แท้จริงของอีกฝ่ายไม่ชัดอยู่ดี
นี่ทำให้นางแอบตกตะลึงอยู่ในใจ วิถีเซียนเช่นนั้นหรือ…
มหาจักรพรรดิกะดูกวิญญาณเงียบงันไม่รู้ว่าสมควรพูดสิ่งใด
เวลานี้เจียงชั่นก็เดินเข้ามาในตำหนักเมฆาม่วงพอดี เขากำลังวิตกกังวลอย่างมาก
แต่พอเขาหันไปเห็นมหาจักรพรรดิกะดูกวิญญาณ เขาก็ตะลึงไปในบัดดล
สมองสงสัยว่านี่มันสิ่งชั่วร้ายอันใดกัน
“ชั่นเอ๋อร์ เสด็จพ่อของเจ้าบอกเจ้าแล้วสินะว่าเจ้าต้องไปที่ใด เจ้าตามนางไปเถิด”
เจียงฉางเซิงสบตาเจียงชั่นขณะที่เอ่ยบอกเขา
ในเวลาเดียวกันนั้น เส้นผมสามเส้นก็มุดเข้าไปในกลุ่มผมของเจียงชั่นอย่างเงียบเชียบ
เจียงชั่นสูดลมหายใจลึกเฮือกหนึ่งแล้วพยักหน้าตอบว่า
“หลานเข้าใจ หลานจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังอย่างแน่นอน หลานจะเอาชนะสัญชาตญาณให้จงได้”
เจียงฉางเซิงโบกมือส่งมหาจักรพรรดิกะดูกวิญญาณกับเจียงชั่นจากไป
ทั้งสองคนรู้สึกเหมือนเพิ่งกะพริบตาเพียงหนเดียว
พอลืมตาอีกครั้งพวกเขาก็มาอยู่ในห้วงมิติอันมืดมิดแล้ว
เจียงชั่นรีบคำนับมหาจักรพรรดิกะดูกวิญญาณแล้วเอ่ยว่า
“เจียงชั่นคารวะผู้อาวุโส หลังจากนี้ต้องรบกวนผู้อาวุโสแล้ว”
“รบกวนหรือ?”
มหาจักรพรรดิกะดูกวิญญาณรู้สึกจั๊กจี้หัวใจแปลกๆ นางไม่ได้ยินคนพูดจาเช่นนี้กับนางมาเนิ่นนานแล้ว
แต่ถึงนางจะรับปากมรรคาจารย์แล้ว นิสัยคนเราก็ยากจะเปลี่ยน
เห็นชัดว่านางไม่มีทางทำตัวยิ้มแย้มเป็นมิตรกับเจียงชั่นได้
“ตามข้ามาเถิด!”
มหาจักรพรรดิกะดูกวิญญาณหมุนตัวกลับไปอีกทาง
ไอโลหิตมากมายทะลักออกมาโอบล้อมเจียงชั่นไว้แล้วพาเขาเหาะลึกเข้าไปในห้วงมิติอันว่างเปล่าด้วยกัน
เจียงชั่นผู้ถูกไอโลหิตเย็นยะเยือกโอบล้อมไม่เพียงไม่หวาดกลัว
ตรงกันขามเขากลับทำสีหน้าหลงใหลออกมาแทน