เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 395 เจ็ดสิบสองถ้ำเทวะ แดนต้องห้ามบรรพกาล
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 395 เจ็ดสิบสองถ้ำเทวะ แดนต้องห้ามบรรพกาล
เรื่องที่เจียงชั่นจากไปไม่มีการป่าวประกาศให้แดนสวรรค์รับรู้
เพราะตัวตนดาวสังหารนิรันดรกาลของเขาเป็นความลับต่อแดนสวรรค์มาตลอด
มีเพียงคนจำนวนน้อยที่ล่วงรู้
เจียงฉางเซิงฝึกบำเพ็ญต่อ เขาทำสิ่งที่ทำได้เพื่อเจียงชั่นหมดแล้ว
ส่วนที่เหลือต้องพึ่งเจ้าเด็กน้อยคนนี้เอง
วันเวลาหลังจากนั้นไม่มีผู้ใดมารบกวนเจียงฉางเซิงอีก
ผู้ฝึกยุทธ์เผ่าเหยียนในมหาพิภพจิตจรมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนรุ่นเยาว์ แต่ผู้ศรัทธาในมหาพิภพจิตจรมีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนอยู่แล้ว
ดังนั้นการมาเยือนของพวกเขาจึงไม่ทำให้เกิดหยดน้ำกระเซ็นอันใด
กาลเวลาโบยบินผ่านไป ณ ภูเขาฟ้าร่วงในมหาสมุทรไร้ขอบเขต
เยี่ยจ้านกำลังนั่งสมาธิอยู่ในถ้ำ ผู้เฒ่าซอมซ่อคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ตรงปากถ้ำ เฝ้ามองเขาฝึกกำลังภายใน
“ไม่ต้องรอแล้ว ต่อให้ข้าตอบตกลงเจ้าก็ไม่ได้สิ่งที่เจ้าต้องการอยู่ดี เพราะมันไกลเกินไป”
เยี่ยจ้านโคจรลมปราณพลางเอ่ยไปด้วย
ผู้เฒ่าซอมซ่อถามว่า “เหตุใดเล่า เจ้าไม่มีพลังพอจะย้อนกลับไปยังโลกเบื้องบนหรือ”
แม้เขาจะรู้ว่าโลกเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่เขากลับไม่รู้ว่ามรรคาจารย์ส่งโลกคุนหลุนมาอยู่ในห้วงสุญญตาแล้ว
เขายังคิดว่าคนจากโลกเบื้องบนยังเดินทางกลับโลกเบื้องบนได้อยู่
“ก็ไม่มีจริงนั่นแหละ” เยี่ยจ้านตอบอย่างขอไปที
เผ่าเกิดใหม่ต้องการฟื้นคืนชีพผู้พรรณนาชนของเผ่าเยี่ยผู้มีระดับขั้นพลังสูง
แม้ตัวตายไปแล้ว แต่กายเนื้อจะไม่เสื่อมสลาย ขอเพียงตามหาสุสานของเผ่าเยี่ยพบก็จะได้รับศพของยอดฝีมือจำนวนมาก
ผู้เฒ่าซอมซ่อจึงให้สัญญากับเขาว่า หากคนเหล่านี้ฟื้นคืนชีพสำเร็จจะมาช่วยเขาแก้แค้น
เริ่มแรกเยี่ยจ้านเคยหวั่นไหว แต่หลังจากบรรพจารย์เผ่าเยี่ยพร่ำพูดเกลี้ยกล่อม
บวกกับเขาไปสืบข่าวเกี่ยวกับเผ่าเกิดใหม่ในมหาพิภพจิตจรมาแล้ว
เขาจึงรู้สึกว่าเผ่านี้น่าเชื่อถือไม่ค่อยได้
ผู้เฒ่าซอมซ่อเงียบงันแต่ในใจกลับรู้สึกไม่ยินยอม
เผ่าเกิดใหม่ล้วนมีแต่จักรพรรดิยุทธ์ พวกเขาย่อมมีใจทะเยอทะยาน
แรกเริ่มเดิมทีพวกเขาหมายมาดจะกำราบใต้หล้าขึ้นปกครองโลก
แต่จนปัญญาที่มรรคาจารย์โผล่มาเสียก่อน
มรรคาจารย์ใช้ความเร็วที่พวกเขาต้องตาค้างขึ้นปกครองใต้หล้าแล้วสร้างแดนสวรรค์ขึ้นมา
พวกเขาโค่นล้มการปกครองของแดนสวรรค์ไม่ได้อีกแล้ว
ดังนั้นพวกเขาจึงหันไปหมายตาโลกเบื้องบนแทน
ขอเพียงสานสัมพันธ์กับโลกเบื้องบนได้ ต่อให้ขึ้นเป็นผู้ปกครองไม่ได้ ก็ยังพอแลกสิทธิ์การเป็นผู้ปกครองดินแดนสักแห่งได้
ปัญหาก็คือเยี่ยจ้านท่าทางเหมือนกำลังบอกปัดพวกเขาอย่างขอไปที
ผู้เฒ่าซอมซ่อถอนหายใจ เขาลุกขึ้นตั้งท่าจะจากไป
ทันใดนั้นเยี่ยจ้านก็หันมามองเขาแล้วเอ่ยว่า
“พวกเจ้ารู้ความเป็นมาของตนเองแน่ชัดจริงๆ หรือ
พวกเจ้าแน่ใจหรือว่าการมีอยู่ของพวกเจ้าเป็นความกรุณาของสวรรค์ มิใช่แผนการของใครบางคน”
ผู้เฒ่าซอมซ่อได้ยินก็ขมวดคิ้วหันไปมองเขาแล้วถามว่า “เจ้ารู้อะไรมา”
เยี่ยจ้านส่ายหน้า “ข้าไม่รู้หรอก แต่ใช่ว่าการคงอยู่ของทุกสิ่งจะเป็นเรื่องสมเหตุสมผล
หากไม่รู้ตำแหน่งที่ยืนของตนเองให้ชัดเจน ต่อให้มีใจทะเยอทะยานมากเพียงใด
ก็ล้วนเป็นตะกร้าสานตักน้ำที่ตักน้ำไม่ได้สักหยด ซ้ำร้ายอาจเป็นการตัดชุดแต่งงานให้ผู้อื่นอย่างเสียแรงเปล่าด้วย”
ผู้เฒ่าซอมซ่อเงียบงัน เขาจับจ้องเยี่ยจ้านเหมือนอยากจะมองทะลุไปให้ถึงหัวใจแต่สุดท้ายก็ล้มเหลว
เยี่ยจ้านไม่สนใจเขาอีกต่อไป เผ่าเกิดใหม่ไม่มีค่าควรให้เอ่ยถึง!
หากอยู่ที่โลกเบื้องบน ขุมกำลังระดับนี้เขาคร้านจะชายตามองให้เต็มตาสักหน่อยด้วยซ้ำ
ตอนนี้สาเหตุที่เขายังเกรงใจผู้เฒ่าซอมซ่ออยู่ก็เพราะเขาอยากสร้างผลงาน!
หากหลังจากนี้อยากเข้าร่วมแดนสวรรค์ จะไม่มีหินเคาะประตูได้อย่างไรเล่า
ในที่สุดผู้เฒ่าซอมซ่อก็จากไป เยี่ยจ้านฝึกลมปราณต่อ
เขาเชื่อว่าเจ้าหมอนั่นต้องมาหาเขาอีกแน่
“ข้าคิดมาตลอดว่าพลังฟื้นคืนชีพจะก่อให้เกิดมหันตภัยแห่งวิถียุทธ์”
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยโผล่ออกมา เขาลอยวนไปมาบนอากาศพลางเอ่ยอย่างอ้อยอิ่ง
“ในโลกทั้งสามพันใบ ไม่ว่าผู้ใดบรรลุเป็นจักรพรรดิยุทธ์ กายเนื้อล้วนคงอยู่ชั่วกาลนาน
มีเพียงสวรรค์ที่รู้ว่าสุสานทั้งหมดรวมกันแล้วมีศพอยู่จำนวนเท่าไร
หากทั้งหมดฟื้นคืนชีพขึ้นมา การจะสั่นคลอนโลกเทพยุทธ์ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้”
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยถอนหายใจ ตัวเขาไม่ร้อนใจนัก เพราะไม่ว่าอย่างไรเขาก็ตายมานานแล้ว
มิหนำซ้ำยังถูกสาปให้กลายเป็นวิญญาณร้ายเสียด้วย
บนทุ่งหญ้ารกร้าง เจียงเจี่ยน หลินเฮาเทียน กับผิงอันกำลังพักผ่อนอยู่
เจียงเจี่ยนกำลังย่างน่องสัตว์อสูรขนาดยักษ์ น่องหนังน้ำมันไหลหยดออกมาส่งกลิ่นหอมฉุย
ผิงอันมองแล้วน้ำลายสอ
เหนือศีรษะของพวกเขาพระจันทร์ดวงโตแขวนอยู่กลางท้องฟ้าเหมือนยามรัตติกาล
แต่กลับมองไม่เห็นหมู่ดาว
หลินเฮาเทียนถือแผนที่ในมือพลางขมวดคิ้ว “นี่มันสิ่งใดกันแน่ ข้าดูมาครึ่งวันแล้วก็ยังมองไม่ออกเลย”
เจียงเจี่ยนจ้องไม่ละสายตา “ถึงเจ้าจะเคยได้ความทรงจำการสู้รบของจักรพรรดิยุทธ์ยุคโบราณมา
แต่ตอนนี้พวกเราไม่ได้อยู่ที่ไทฮวงแล้ว สิ่งที่เห็นแล้วไม่เข้าใจย่อมมีอยู่มากมาย
ก็เหมือนพระจันทร์เหนือหัวพวกเรานี่ ทั้งที่มันใหญ่โตขนาดนี้
แต่กลับอยู่ห่างจากพวกเราไกลโพ้น มีแต่ภูตผีเท่านั้นที่รู้ว่าขนาดจริงๆ ของมันใหญ่โตมากเพียงใด”
พวกเขาเดินทางมายังโลกแห่งนี้ผ่านประตูหมื่นโลก ไม่ใช่เพื่อปฏิบัติภารกิจของแดนสวรรค์
แต่เพื่อตามหาโชควาสนาเป็นการส่วนตัว
แดนสวรรค์สร้างระบบเนตราของตนเองขึ้นมาแล้ว หากไม่ใช่ภารกิจของแดนสวรรค์
คนผู้ใดหรือคนกลุ่มใดต้องการใช้ประตูหมื่นโลกจะต้องควักเงินจำนวนไม่น้อยออกมาจ่าย
เป้าหมายก็เพื่อกระตุ้นให้เทพเซียนทั้งหลายขยันพากเพียรสร้างความสำเร็จมากกว่าเดิม
“เจ้าว่าตอนนี้พวกเราอยู่ที่ใด หากออกจากโลกใบนี้ไป ต้องใช้เวลานานเท่าใดกว่าจะกลับถึงโลกคุนหลุน”
หลินเฮาเทียนถามอย่างสงสัยใคร่รู้
เจียงเจี่ยนกลอกตาแล้วย้อนถามอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “แล้วเจ้ารู้หรือว่าโลกคุนหลุนอยู่ทิศใด”
หลินเฮาเทียนถอนหายใจ “นั่นสินะ แม้แต่โลกคุนหลุนอยู่ที่ใดพวกเราก็ยังไม่รู้
เจ้าว่าผู้อาวุโสมรรคาจารย์แยกแยะทิศทางได้อย่างไรกัน แล้วเขาพาโลกคุนหลุนหลบหนีมาได้อย่างไร”
เจียงเจี่ยนจ้องคบไฟแล้วตอบว่า “ข้าจะไปรู้ได้เช่นไร รอพวกเราบรรลุระดับขั้นสูงเท่าเขาอาจจะรู้ก็เป็นได้”
หลินเฮาเทียนก็เป็นเช่นนี้ พอเบื่อหน่ายขึ้นมาก็จะขุดคำถามขึ้นมาถามไม่หยุดไม่หย่อน
ผ่านไปสักพักใหญ่ๆ เจียงเจี่ยนทำท่าจะไปหยิบเนื้อย่างลงมา
ทันใดนั้นเขาก็สัมผัสถึงบางสิ่ง เขาเงยหน้ามอง หลินเฮาเทียนกับผิงอันก็ล้วนทำเช่นเดียวกัน
พวกเขามองเห็นดาวตกกลุ่มหนึ่งวาดผ่านเหนือศีรษะ
พวกมันแหวกนภามุ่งหน้าไปยังสุดขอบผืนปฐพีแล้วหายลับไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากนั้นไม่กี่ลมหายใจ ผืนดินก็สั่นสะเทือน สายลมแรงพัดมาจากปลายขอบฟ้าพาฝุ่นดินพุ่งตลบทั่วทั้งนภา
หลินเฮาเทียนยกมือขึ้นสะบัดลมปราณก่อเกิดเป็นกำแพงต้านคลื่นลมเอาไว้
ทำให้พวกมันไม่เปื้อนเนื้อย่างของพวกเขา
เจียงเจี่ยนชักสีหน้า เขาสัมผัสคลื่นปราณวิญญาณยุทธ์จำนวนมหาศาลได้
เขากับหลินเฮาเทียนเหลือบมองสบตากัน ในดวงตาของทั้งสองคนล้วนฉายแววตื่นเต้น
“รีบกินเถิด กินอิ่มแล้วก็ไปทำงานกัน!”
หลินเฮาเทียนหัวเราะอย่างตื่นเต้น เขาชักดาบเฉือนเนื้อชิ้นใหญ่โยนให้ผิงอัน
ผิงอันฉีกยิ้มแล้วยัดใส่ปากเคี้ยวกลืนลงไปในไม่กี่คำอย่างไม่กลัวร้อนสักนิด
ท่าทางราวกับสัตว์ร้ายในร่างมนุษย์ก็ไม่ปาน
ใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบลมหายใจ ทั้งสามคนก็ทิ้งไว้เพียงซากโครงกระดูกชิ้นใหญ่ท่อนหนึ่ง
แล้วเหาะตามไปยังทิศทางที่ฝนดาวตกร่วงหล่น
ประตูหมื่นโลกไม่ได้เชื่อมอยู่กับโลกใบนี้เพียงใบเดียว
มันเชื่อมต่อกับโลกอีกสิบกว่าใบซึ่งรอคอยให้เทพเซียนทั้งหลายไปบุกเบิกสำรวจ
โชคดีที่จีอู๋จวิน มูหลิงลั่ว เยี่ยสวินตี้ เทพกระบี่ กับเจียงเทียนมิ่ง และคนอื่นๆ ต่างก็เป็นผู้รักการผจญภัยทั้งสิ้น
เทพเซียนทั้งหลายบนแดนสวรรค์กำลังโลดแล่นในเรื่องราวและตำนานของตนเอง
ทุกคนล้วนเป็นตัวเอกในเรื่องของตน ส่วนมรรคาจารย์ก็ยังคงทิ้งห่างพวกเขาไปไกลมากขึ้นเรื่อยๆ
นี่บ่งชี้ให้เห็นว่าแดนสวรรค์กำลังก้าวหน้าเพื่อทำให้ตนเองแข็งแกร่งจนยืนได้อย่างอิสระ
กาลเวลาไหลผ่านเร็วรี่ เมื่อเจียงฉางเซิงลืมตาขึ้นอีกครั้ง
กาลเวลาก็ผ่านไปอีกหกสิบสองปี นับตั้งแต่มีประตูหมื่นโลก
ทุกครั้งที่จบการปิดด่านแล้วลืมตาขึ้น เจียงฉางเซิงจะสัมผัสได้ว่าแดนสวรรค์เปลี่ยนแปลงไปครั้งใหญ่
เรียกได้ว่าราวกับผลัดจันทร์เปลี่ยนตะวันเลยทีเดียว
ในช่วงเวลานี้จำนวนของผู้ถวายงานเทพเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัว
อาณาเขตพลังโชคชะตาของแดนสวรรค์ขยายใหญ่ขึ้นอย่างมาก ชั้นล่างสุดของสวรรค์เก้าชั้นฟ้าบรรยากาศครึกครื้น
ยินดีแดนสวรรค์แข็งแกร่งขึ้น เทพเซียนที่ฝ่าฝืนกฎสวรรค์ก็มีมากขึ้นทุกที
โชคยังดีที่ส่วนมากล้วนเป็นความผิดเล็กน้อย
ส่วนโลกเบื้องล่างตอนนี้ยังไม่มีคดีเทพเซียนข่มเหงสิ่งมีชีวิตเดินดินโผล่ออกมา
เจียงจื๋ออวี้ส่งเทพเซียนไปสร้างความสัมพันธ์กับราชวงศ์แห่งโชคชะตาของเผ่ามนุษย์ในที่ต่างๆ แล้ว
แม้แดนสวรรค์จะไม่ขัดขวางการต่อสู้แย่งชิงอำนาจของราชวงศ์และเผ่าพันธุ์ทั้งหลาย
แต่หากเกิดเรื่องที่ผิดศีลธรรมจนฟ้าไม่อาจให้อภัย หรือเซียนกับมนุษย์สมคบกันทำชั่วขึ้นมา
พวกเขาก็จะมีหนทางร้องเรียนกับแดนสวรรค์
โครงสร้างที่เป็นระบบระเบียบทำให้สิ่งมีชีวิตในโลกมนุษย์ยอมรับเทพเซียนมากขึ้นเรื่อยๆ
แต้มเซ่นไหว้ของเจียงฉางเซิงเพิ่มพูนเร็วขึ้นเรื่อยๆ
มันอยู่ไม่ไกลจากล้านล้านแต้มที่เป็นด่านใหญ่แล้ว พลังโชคชะตาของเขาก็ทะลุสิบล้านล้านเช่นกัน
แดนสวรรค์ได้รับพลังโชคชะตาของเขา พลังโชคชะตาของแดนสวรรค์ก็ยิ่งแข็งแกร่ง
พลังโชคชะตาของเขาก็ยิ่งแข็งแกร่งด้วย
เจียงฉางเซิงมั่นใจกับการผ่านด่านเคราะห์หนหน้าอย่างยิ่ง เขาเฝ้ารอวันที่จะเลื่อนขั้นอยู่
เจียงฉางเซิงมองเทียนจิ่งที่อยู่บนโลกมนุษย์แล้วก็รับรู้ว่า วันนี้เป็นปีเฉิงเทียนที่หนึ่งร้อยหกสิบหกแล้ว
นั่นบ่งบอกว่าเขาอายุหนึ่งพันกับอีกห้าสิบปีแล้ว กาลเวลาช่างเร็วจริงๆ
นับตั้งแต่สำเร็จเป็นเซียน เขารู้สึกว่ากาลเวลาไหลผ่านไปเร็วกว่าก่อนหน้ามาก
บางทีนี่อาจเป็นหนึ่งในความกลัดกลุ้มของการเป็นเซียน
เจียงฉางเซิงหันไปมองคนที่ตนเองใส่ใจ เหล่านั้นทุกคนมีชีวิตอยู่เป็นอย่างดี
ตอนนี้ไม่พบปัญหายุ่งยากใหญ่หลวง
เจียงชั่นเพิ่งเดินทางไปถึงแดนโลหิต เขาเริ่มต้นเส้นทางแห่งการเข่นฆ่าแล้ว
การสังหารมารโลหิตที่ไร้สติปัญญาทำให้เขาไม่ต้องแบกรับภาระทางจิตใจแม้แต่น้อย
แล้วยังได้ปลดปล่อยความกระหายอยากฆ่าอีกด้วย
เพียงแต่การมาถึงของเจียงชั่นทำให้ผู้แข็งแกร่งในแดนโลหิตไม่พอใจ
มหาจักรพรรดิกะดูกวิญญาณใช้ท่าทีอันแข็งกร้าวปกป้องเจียงชั่นอยู่
แม้เป็นเช่นนี้เจียงฉางเซิงก็คิดว่า ช้าเร็วเจียงชั่นคงต้องเผชิญหน้ากับผู้แข็งแกร่งในแดนโลหิตอยู่ดี
ล้วนเป็นเส้นทางที่เจียงชั่นควรเดินผ่าน คนเราย่อมต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากที่ควบคุมไม่ได้อยู่เสมอ
เจียงฉางเซิงรั้งสายตากลับมาแล้วหันไปเพ่งความสนใจกับผลมรรคาในร่างตน
การฝึกบำเพ็ญเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่งเสมอ!
การฝึกบำเพ็ญในระยะนี้ทำให้เขาเข้าใจความเป็นไปของเคราะห์กรรมลึกซึ้งยิ่งขึ้น
เขาเริ่มทดลองทำนายผลกรรมทั้งหลายด้วยตนเอง
เทพเซียนนับนิ้วทำนายก็ล่วงรู้ทุกสรรพสิ่ง นี่เป็นขอบขั้นที่เขาแสวงหาอยู่ตอนนี้
ทำนายไปทำนายมา ในที่สุดเจียงฉางเซิงก็ทำนายสำเร็จเล็กน้อย
มีเคราะห์กรรมบางอย่างกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้เขา!
เขาเพ่งสัมผัสแต่กลับรับรู้ถึงมันได้เลือนราง
เขาดูเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างออก จึงไล่ตามรอยประทับสังสารวัฏของหลี่วเสินโจวทันที
ไม่ผิดจากที่คาด หลี่วเสินโจวกับหลี่ชางไห่กำลังล่องนาวาสวรรคลำหนึ่ง เดินทางมายังห้วงสุญญตา
ทิศทางที่มุ่งหน้ามาก็คือโลกคุนหลุน น่าจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ!
เจียงฉางเซิงนึกถึงทารกเทพกำเนิดสวรรค์ หรือว่าทารกเทพกำเนิดสวรรค์จะตามหาเขาได้
เขาถอดจิตท่องนอกพิภพมุ่งหน้าไปหาพวกหลี่วเสินโจวสองคนทันที
เมื่อดวงจิตของเขามาถึงนาวาสวรรคลำนั้น ก็พบบางสิ่งที่ใหญ่โตมโหฬาร
มันก็คือตัวเขาที่เจียงเทียนมิ่งเคยฝันเห็นนั่นเอง มันสูงถึงหมื่นจั้ง
อยู่ในทะเลที่ซ่อนลึกอยู่ในนาวาสวรรค์ ในน้ำทะเลเต็มไปด้วยปราณวิญญาณยุทธ์
เห็นชัดว่าไม่ใช่ธรรมดา
“เจ้าหมอนี่คิดจะทำอะไร ท้าสู้กับข้ารึ” เจียงฉางเซิงนึกสงสัยกับตนเอง
ทารกเทพกำเนิดสวรรค์ตนนี้แข็งแกร่งมากจริงๆ แต่ก็ไม่ถึงขั้นทำให้เขารู้สึกว่าสู้ไม่ได้
ดวงจิตของเขาเริ่มสำรวจนาวาสวรรคลำนี้ ดูว่ายังมีผู้ที่มีพลังของโลกเทพยุทธ์อยู่อีกหรือไม่
แต่บนนาวาสวรรค์ทั้งลำ นอกจากพวกหลี่วเสินโจวสองคน
ก็มีเพียงผู้ฝึกยุทธ์หลายพันคนเท่านั้น ผู้ฝึกยุทธ์เหล่านี้เห็นชัดว่าเป็นคนสนิทของหลี่วเสินโจว
เพราะพวกเขามีกรรมผูกพันกับหลี่วเสินโจวอย่างแน่นแฟ้น
เจียงฉางเซิงดึงดวงจิตกลับมา แม้เป็นการถอดจิตท่องนอกพิภพ
แต่การเดินทางข้ามห้วงมิติอันกว้างใหญ่ไพศาลกับมหาพิภพนิลเหลืองก็ยังเสียเวลาไม่น้อย
“ข้าก็อยากดูเหมือนกันว่าทารกเทพกำเนิดสวรรค์ของเจ้าจะแข็งแกร่งมากเพียงใด”
เจียงฉางเซิงคิดอย่างเงียบๆ ในใจเต็มไปด้วยความคาดหวัง นี่เป็นรางวัลรอดชีวิตเชียวนะ
เขายังสังเกตเห็นเรื่องหนึ่งอีกด้วย ระหว่างเส้นทางที่ถอดจิตท่องนอกพิภพ
เขามองเห็นโลกของมหาพิภพนิลเหลืองจำนวนไม่น้อยตกอยู่ในสภาวะสงคราม
โดยเฉพาะโลกที่อยู่ใกล้กันสองฝ่ายต่างบุกรุกรานกัน แต่กลับไม่มีเงาของลัทธิโบราณ
เขานึกถึงเรื่องที่เทพเซียนทั้งหลายคุยกัน ตอนนี้แดนสวรรค์ใช้ประตูหมื่นโลก
ทำให้มีโอกาสพบเจอขุมอำนาจของมหาพิภพนิลเหลืองเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
บางทีสองเรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกันก็ได้