เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 396 โอสถเซียนนับพันนับหมื่น ตอกรเสินโจว
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 396 โอสถเซียนนับพันนับหมื่น ตอกรเสินโจว
จัดรูปแบบเนื้อหานิยาย ตอนที่ 396: โอสถเซียนนับพันนับหมื่น ตอกรเสินโจว ตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด (Clean OCR, Double Line Break, ไม่ตัดทอนประโยค และคงบทสนทนาครบถ้วน) ดังนี้ครับ
ตอนที่ 396 โอสถเซียนนับพันนับหมื่น ตอกรเสินโจว
เรื่องของโอสถกลายร่างแพร่ไปในแดนสวรรค์อย่างรวดเร็ว
ไป๋ฉีกลายเป็นผู้ทรงอำนาจขึ้นมาทันใด เทพเซียนมากมายเข้าไปประจบเอาใจนาง
แม้แต่เจียงจื๋ออวี้ก็ยังมาขอโอสถกลายร่างมาเม็ดหนึ่งด้วย
จักรพรรดิสวรรค์ผู้นี้มีวาสนาด้านสายสัมพันธ์ที่อัดแน่นฝ่าคั่งอย่างยิ่งเสมอมา ต่างกับบิดาของเขาอย่างยิ่ง
ในขณะที่ไป๋ฉีกำลังเพลิดเพลินที่ถูกประจบเอาใจอยู่นั้น เจียงฉางเซิงก็เริ่มหลอมโอสถเซียนชนิดอื่น
เขารู้วิธีหลอมโอสถกลายร่างแล้ว ด้วยเหตุนี้ขอเพียงมีวัตถุดิบมากเพียงพอ วันหน้าก็จะสามารถหลอมออกมาได้เป็นจำนวนมาก
ฉะนั้นเวลานี้เขาจึงต้องศึกษาการหลอมโอสถเซียนชนิดอื่นๆ
ศาสตร์ยอดโอสถมีตำรับหลอมโอสถนับไม่ถ้วน มีโอสถทุกชนิด
โอสถเซียนหลายชนิดทำให้เขาได้เปิดหูเปิดตายิ่ง
ยกตัวอย่างเช่น โอสถย้อนกำเนิด สามารถทำให้สรรพชีวิตและผู้ฝึกตนกลับมาอยู่ในภาวะแรกเกิดรวมทั้งสติปัญญาด้วย
โอสถดังใจหมาย หลักหนึ่งเม็ด รองหนึ่งเม็ด เมื่อกินโอสถรองไปแล้ว นับแต่นั้นไปจะเชื่อฟังคนที่กินโอสถหลัก
ทั้งจะต้องการทำตามทุกคำสั่งของผู้ที่กินโอสถหลักมาจากสัญชาตญาณ
ผู้กินโอสถรองจะถึงขั้นที่ไม่สงสัยว่าเกิดจากฤทธิ์ของตัวโอสถ
โอสถผนึกใจ สามารถปิดผนึกจิตใจของผู้ที่กินโอสถได้ ไม่มียาแก้ ไม่มีวันคลายผนึกได้
สามารถทำให้ผู้แข็งแกร่งกลายเป็นหุ่นเชิด และถึงขั้นไร้ซึ่งพลังในการต่อสู้
โอสถกลายเป็นหิน ทำให้ผู้ที่กินโอสถกลายเป็นหิน
หลังจากกลายเป็นหินแล้ว เมื่อถูกทำลายก็จะสลาย เมื่อสลายไปจิตวิญญาณก็จะสลายตามไปด้วย
โอสถโลกกลับตาลปัตร ผู้กินโอสถจะสัมผัสได้ว่าทุกสิ่งล้วนกลับตาลปัตรจากความเป็นจริง
รวมทั้งความหมายในคำพูดที่ได้ยินก็จะตรงกันข้ามไปด้วย
เรียกว่าศาสตร์ยอดโอสถเป็นทุกสิ่งทุกอย่างจริงๆ สำหรับเจียงฉางเซิงแล้ว
เขารู้สึกว่าโอสถบางตัวชั่วร้ายเกินเปรียบ แต่หากว่าใช้โอสถชั่วร้ายให้ดี ก็จะเกิดประโยชน์ที่น่าอัศจรรย์
ส่วนโอสถดีที่ดูคล้ายล้ำเลิศ ก็สามารถกลายเป็นโอสถที่ใช้ทรมานศัตรูได้เช่นกัน
ศาสตร์แห่งโอสถก็เป็นหนทางบำเพ็ญเพียรที่ไม่เลวแขนงหนึ่ง
ผู้หลอมโอสถไม่จำเป็นต้องสะสมและรับลมปราณ
สามารถอาศัยโอสถทั้งหลายทำให้ละเว้นขั้นตอนของการสะสมไปได้ และอาศัยโอสถช่วยให้ผ่านด่านเคราะห์สวรรค์ได้
เมื่อดำดิ่งอยู่กับศาสตร์แห่งโอสถ เวลาก็ไหลผ่านไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน
จนเมื่อไป๋ฉีกลับมา เจียงฉางเซิงก็ยังคงหลอมโอสถอยู่
แสงเพลิงของเพลิงบริสุทธิ์แห่งสมาธิโยกไหวอยู่บนใบหน้าของเขา
เขาเข้าสู่สมาธิแล้วแม้จะกำลังลืมตาอยู่ แต่ท่าทีมีความน่าเกรงขามมหาศาลแผ่ซ่านออกมา ทำเอาไป๋ฉีไม่กล้าเข้าไปชวนคุย
ไป๋ฉีเดินไปยังบัลลังก์เทพมหามรรคาเงียบๆ แล้วเริ่มนั่งสมาธิฝึกวิชา
หลังจากกลายร่างแล้ว นางรู้สึกว่าตนเองไม่ควรนอนหมอบหลับอีกแล้ว
ต้องสำรวมสงบเสงี่ยมสักหน่อย และเลียนแบบท่าทางของสตรีเผ่ามนุษย์
ท่ามกลางห้วงอนันต์สุญญตา นาวาสวรรค์เคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
แต่ดูไปแล้วกลับเชื่องช้านักยามอยู่ท่ามกลางความมืดมิดที่ไร้ขอบเขต เพราะไม่ว่าจะไปที่ใดล้วนเป็นความมืดทั้งสิ้น
หลี่วเสินโจวและหลี่ชางไห่ยืนอยู่บนหอแห่งหนึ่ง ร่างนับหมื่นยืนอยู่ท่ามกลางหมู่เขาเบื้องหลังพวกเขา
ผมสีนิลของคนเหล่านั้นปลิวไหว ต่างสวมชุดเกราะสีดำราวกับเทพมารบรรพกาล
แม้ว่าจะกุมหน้าอยู่ แต่ยังคงมีความกดดันไม่มีที่สิ้นสุดแผ่ออกจากตัว
“ทารกเทพกำเนิดสวรรค์หัวใจเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ ดูท่าจะอยู่ห่างแดนสวรรค์อีกไม่ไกลแล้ว”
หลี่วเสินโจวเอ่ยด้วยแววตาแวววาวและมีความฮึกเหิมเปี่ยมล้นในน้ำเสียง
หลี่ชางไห่จ้องเขาและยิ่งรู้สึกว่าไม่ปกติมากขึ้นทุกที
เป็นท่าทีเมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูผู้แข็งแกร่งที่เคยเอาชนะตนเองได้อย่างง่ายดาย
หรือเมื่อคิดเชื่อมโยงไปว่าหลี่วเสินโจวปิดบังหมายกำหนดการในครั้งนี้ กระทั่งไม่ได้บอกให้ตูกูหวังเทียนรู้ด้วย
ทำให้เขาคาดเดาอยู่ในใจลางๆ ว่านี่จะเป็นเรื่องเลอะเลือน
“นาวาสวรรค์สำหรับระดับประมุขยุทธ์นี่รวดเร็วจริงๆ เจ้าตูกูเต้าจะต้องกำลังแค้นข้าอยู่เป็นแน่”
หลี่วเสินโจวก็กล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม พอนึกถึงเรื่องที่ตูกูเต้ารู้ว่าเมืองประมุขยุทธ์ของตนถูกทำลาย
เขาก็อารมณ์ดีขึ้นมาจนควบคุมไว้ไม่ได้
หลี่ชางไห่ถามว่า “ท่านไม่กลัวว่าจะเป็นศัตรูกับโลกเทพยุทธ์หรือ”
หลี่วเสินโจวเอ่ยดูแคลนว่า “ข้าพุ่งเป้าไปที่ตูกูเต้าหาใช่โลกเทพยุทธ์
โลกเทพยุทธ์จะเลือกเอง เพราะข้าก็ยังไม่ได้หักหลังโลกเทพยุทธ์จริงๆ สักหน่อย!”
เพิ่งสิ้นเสียง หลี่วเสินโจวก็คล้ายสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง จึงรีบมองไปข้างหน้า แววตาคมกริบนัก
ในเวลาเดียวกัน ณ นภาดาราอีกแห่งหนึ่งที่ห่างไกลออกไปลิบลับ
ทหารและแม่ทัพสวรรค์กำลังขี่ทะเลเมฆเทียมฟ้ามา และทัพใหญ่หลายแสนนายของเผ่าฉางก็ตามติดมาข้างหลัง
จักรพรรดิสวรรค์นั่งบนบัลลังก์มังกร มีเทพเซียนล้อมรอบ
เทพเซียนทุกตนต่างก่อร่างเป็นร่างเทพที่สง่างามทรงพลัง ใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความคึกคักและตื่นเต้น
เพียงครึ่งชั่วยามก่อนหน้านี้ จักรพรรดิสวรรค์ได้รับคำสั่งจากมรรคาจารย์ว่ามีศัตรูตัวฉกาจจากนอกพิภพมารุกราน
จงให้แดนสวรรค์เตรียมทำศึก
ศัตรูที่สามารถทำให้มรรคาจารย์เอ่ยปากด้วยตนเองนับว่าไม่ธรรมดาเลย!
ตระกูลมหาจอมทัพเหลือเพียงสวีเทียนจีที่ยังอยู่ เขาเป็นคนควบคุมทัพทั้งหมด
ทหารและแม่ทัพสวรรค์ได้จัดกระบวนทัพเอาไว้แล้วภายใต้คำสั่งของเขา
ขุนนางดารกะนับร้อยกระจายตัวออกไปในที่ต่างๆ เตรียมพร้อมเข้าร่วมกระบวนทัพด้วย
เผ่าฉางก็เริ่มจัดกระบวนทัพเช่นกัน ตลอดหลายปีมานี้มีการฝึกฝนค่ายกลโชคชะตาอยู่ไม่เคยเว้น
จากการสำรวจของประตูหมื่นโลก ทำให้เหล่าทหารและแม่ทัพสวรรค์ได้พิสูจน์ถึงความทรงพลังของค่ายกลแห่งแดนสวรรค์แล้ว
“ศัตรูอยู่ที่ใด เหตุใดจึงยังสัมผัสลมปราณไม่ได้”
“แสดงว่าศัตรูยังอยู่อีกห่างไกลนัก แต่พวกเขากำลังเคลื่อนเข้ามาเร็วรวดเร็วอย่างยิ่ง”
“นี่ยังเป็นครั้งแรกที่แดนสวรรค์เผชิญศึกที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ด้วย”
“หรือจะเป็นโลกเทพยุทธ์มารุกราน”
“เป็นไปได้อย่างยิ่ง แต่แดนสวรรค์ของพวกเราไม่เหมือนก่อนแล้ว ใช่ว่าจะเทียบกับโลกเทพยุทธ์ไม่ได้!”
ทหารและแม่ทัพสวรรค์ส่วนใหญ่มั่นใจอย่างมาก
หนึ่งเพราะไม่รู้ชัดว่าโลกเทพยุทธ์แข็งแกร่งเพียงใด สองเพราะพวกเขาแข็งแกร่งขึ้นแล้วจริงๆ
หนำซ้ำยังแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าแต่ก่อนมาก
ผู้ที่อ่อนด้อยที่สุดในทหารและแม่ทัพสวรรค์ชุดแรกก็อยู่ในขั้นจอมราชันยุทธ์แล้ว
ส่วนขั้นผู้ยิ่งใหญ่แห่งฟ้าดินก็มีจำนวนมากขึ้นอย่างพุ่งพรวด และมีจักรพรรดิยุทธ์เกิดขึ้นทุกปี
เมื่อโชคชะตาแดนสวรรค์แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ปราณวิญญาณยุทธ์ที่รวบรวมมาได้ก็มากขึ้นตามไป
และยังส่งผลถึงแดนมนุษย์ด้วยเช่นกัน
ทว่าโลกคุนหลุนกว้างใหญ่ไพศาล แดนสวรรค์ห่างไกลจากอาณาจักรโชคชะตาและเผ่าส่วนใหญ่มาก
จึงไม่ได้ทำให้สรรพชีวิตสัมผัสถึงข้อนี้
ฉางเยวี่ยเฉียนอยู่ในระดับขั้นสูงที่สุดจึงสัมผัสได้ถึงลมปราณของหลี่วเสินโจวแล้ว
“รวดเร็วนัก ความเร็วเช่นนี้หรือว่าจะเป็นนาวาสวรรค์ของโลกเทพยุทธ์”
ฉางเยวี่ยเฉียนใจสะท้าน นาวาสวรรค์ของโลกเทพยุทธ์มีชื่อเสียงเรื่องความเร็ว
เผ่าฉางก็มีนาวาสวรรคลำหนึ่งแต่มีความเร็วน้อยกว่าของอีกฝ่ายมาก
ท่านเทพจือหวนถามว่า “ท่านพอรู้หรือไม่ว่าฝ่ายนั้นมีคนอยู่เท่าใดกัน”
ฉางเยวี่ยเฉียนตอบว่า “ไม่มากแต่แข็งแกร่งนัก”
มีลมปราณสองลมปราณที่ทำให้เขาใจตื่นเนื้อเต้น แต่เขาไม่ลนลานเพราะมีมรรคาจารย์คอยหนุนหลังอยู่
ไทสื่อฉางเชอก็สัมผัสถึงลมปราณของหลี่วเสินโจวได้เช่นกัน ทำให้หน้าเสียไปทันที
ลมปราณเช่นนี้ต้องเป็นคนสำคัญเป็นแน่!
ผ่านไปพักหนึ่งพลังอันน่าเกรงขามปะทะเข้ามาและปกคลุมทัพแห่งแดนสวรรค์
ทำเอาทุกคนตกตะลึง รวมทั้งจักรพรรดิสวรรค์ด้วย
จักรพรรดิสวรรค์ขมวดคิ้วแล้วเอ่ยขึ้นในใจทันที “ท่านพ่อ ศัตรูคล้ายเป็นผู้ที่เราไม่อาจต้านทานได้…”
หน้าตาจะนับเป็นสิ่งใดได้ เขาเป็นห่วงความเป็นตายของแดนสวรรค์มากกว่าเทพเซียนเหล่านี้เป็นสิ่งล้ำค่าของเขา
แดนสวรรค์ยังไม่ถึงขั้นที่สามารถบงการความเป็นตายของเทพเซียนได้ตามใจ
ไม่มีเสียงของเจียงฉางเซิงดังตอบมาในใจเขา เขาจึงทำได้เพียงวางท่าสุขุม
“ตั้งมหาค่ายกลดาราเคลื่อน!”
สวีเทียนจีชูศาสตราเทวะพร้อมร้องเสียงดังขึ้น ทหารและแม่ทัพสวรรค์แสนนายเคลื่อนพลังจัดค่ายกลในทันที
โชคชะตาถาโถมรุนแรง ลมปราณระเบิดปะทุ
ร่างเทพบนตัวของทหารและแม่ทัพสวรรค์ทุกนายสาดส่องแสงเรืองรองขึ้นมาทันใด
และจับตัวกันอย่างรวดเร็วกลายเป็นภาพจำแลงของดวงดาวในจักรวาล เป็นภาพสุดยิ่งใหญ่อลังการ
ดวงดาวต่างๆ เข้ามาประจำอยู่ในตำแหน่งดวงดาวของตน
ส่งโชคชะตาออกมาเชื่อมต่อกับค่ายกล ทำให้ค่ายกลทรงอานุภาพขึ้นอย่างมาก
เผ่าฉางก็จัดกระบวนทัพเช่นกัน แต่กระบวนทัพของพวกเขาเป็นค่ายกลอีกชนิดหนึ่ง
เมื่อได้ฉางเยวี่ยเฉียนปรับปรุงค่ายกล ค่ายกลนี้จึงยิ่งเปี่ยมด้วยจิตสังหาร ลมปราณและโชคชะตาของพวกเขาก่อตัวกันเป็นภาพจำแลงของฟ้าดิน
ประหนึ่งผืนพิภพแห่งแรกที่ยังคงรกร้างครั้นแรกเริ่มจักรวาล
สายลมสีเหลืองที่ผสานไว้ด้วยจิตสังหารพัดอยู่ระลอกแล้วระลอกเล่า
“พวกเจ้าก็คือแดนสวรรค์รึ” น้ำเสียงดูแคลนของหลี่วเสินโจวดังเข้าไปในหูของทุกคนอย่างเต็มที่
ฉางเยวี่ยเฉียนและผู้แข็งแกร่งเผ่าฉางจำนวนหนึ่งหน้าเสียไปทันใด
มีคนตะโกนขึ้นมาอย่างตกใจว่า “หลี่วเสินโจว!”
เมื่อได้ยินชื่อนี้ ทั้งไทสื่อฉางเชอและเฮยโหวต่างก็ตกตะลึง
นามของหลี่วเสินโจวเป็นเช่นสายฟ้าสนั่นในมหาพิภพบนิลเหลือง
เขาเป็นอัจฉริยะนิรันดรกาลที่มีชื่อเสียงเทียบเท่าเยี่ยเสินคง
ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นอัจฉริยะนิรันดรกาลที่ก้าวหน้าขึ้นกว่าก่อนอีกด้วย!
“เป็นเขาจริงๆ…” เหงื่อกาฬของไทสื่อฉางเชอไหลออกมาทันใด
เจียงเทียนมิ่งที่อยู่ข้างๆ ถามทั้งขมวดคิ้วว่า “หลี่วเสินโจวแข็งแกร่งนักหรือ”
ไทสื่อฉางเชอสูดหายใจลึกครั้งหนึ่งแล้วกล่าวว่า
“ฐานะของเขาเทียบเท่ากับมหาเจ้าสวรรค์แห่งโลกเทพยุทธ์ ความสามารถของเขาเหนือกวามหาเจ้าสวรรค์บางคนเสียอีก
ร่างกายของเขาก็เป็นกายเทพเหนือกำเนิด มีพลังเหนือกำเนิด
ตำนานเล่าขานว่าพลังเหนือกำเนิดก็คือพลังแห่งฟ้าดิน สามารถควบคุมมิติเวลาและพลิกผันทุกสิ่งได้”
เหล่าแม่ทัพสวรรค์ที่อยู่ใกล้ต่างตกตะลึง เหตุใดจึงทรงอำนาจเช่นนี้
ในเวลานั้นเองนาวาสวรรค์ก็แล่นเข้ามาด้วยความเร็วและจอดตรงเบื้องหน้าทัพแห่งแดนสวรรค์อย่างรวดเร็ว
คนฝ่ายแดนสวรรค์สังเกตเห็นว่ามีร่างสูงหมื่นจั้งยืนอยู่บนสุดของนาวาสวรรค์ และรู้สึกว่าค่อนข้างคุ้นตา
เจียงเทียนมิ่งเบิกตากว้างก่อนเอ่ยอย่างตกใจว่า “เป็นเขา!”
เขาไม่อาจลืมฝันลางบอกเหตุของตนก่อนหน้าไปได้
แดนสวรรค์ถูกคนผู้นี้ผู้เดียวทำลายและสังหารหมู่ทวยเทพ
เพราะฝันลางบอกเหตุสองครั้งก่อนผิดพลาด เขาจึงคิดไม่ถึงว่าครั้งที่สามอาจจะเป็นความจริง
“มรรคาจารย์อยู่หรือไม่ ท่านต้องการให้คนเหล่านี้เอาชีวิตมาทิ้งหรือ”
เสียงของหลี่วเสินโจวดังขึ้นอีกครั้ง หลี่ชางไห่มองเขาอย่างไม่อยากเชื่อหู ท่าน?
ทีแท้เจ้าหมอนี่… หลี่ชางไห่บันดาลโทสะจนสั่นไปทั้งตัว เขากำลังจะเอ่ยปาก
หลี่วเสินโจวก็ซัดฝ่ามือเข้ามาที่หน้าอกของเขา ซัดจนเขากระอักเลือดพุ่งและกระเด็นไปกระแทกกับสายน้ำกลางหุบเขาที่อยู่เบื้องล่าง
หลี่วเสินโจวเก็บมือกลับไป ตั้งแต่ต้นจนจบเขาไม่ได้มองหลี่ชางไห่แม้สักหน
ฝั่งของแดนสวรรค์ได้ยินอีกฝ่ายร้องเรียกมรรคาจารย์อย่างโอหังก็รู้สึกว่าถูกลบหลู่ และมีจิตสังหารปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของทุกคน
“ฆ่า!”
สวีเทียนจีกระหวัดทวนและตะโกนขึ้นมา ค่ายกลดาราเคลื่อนถาโถมตามไป
ทหารและแม่ทัพสวรรค์หนึ่งแสนนายพุ่งทวนเข้าใส่อย่างพร้อมเพรียงกัน
เหล่าขุนนางดารกะซัดฝ่ามือสองข้างออกไปในทิศทางเดียวกัน
เปรี้ยงปร้าง…
ภาพจำแลงของทะเลแห่งดวงดาวส่องแสงออกมานับไม่ถ้วน กลายเป็นคลื่นแสงดาวไหลบ่าสุดอลังการเข้าหานาวาสวรรค์อย่างรวดเร็วที่สุดด้วยอานุภาพเกินต้าน
นาวาสวรรค์สั่นสะเทือนรุนแรงในทันที ร่างสูงหมื่นจั้งที่ยืนผงาดอยู่บนยอดของนาวาสวรรค์ก็โดดขึ้นไปทันใด
เขาแผ่ร่างกายที่มีขนาดมหึมาออก แสดงพลังอำนาจออกมาเต็มที่ก่อนซัดหมัดหนึ่งออกไป
ลมจากหมัดประหนึ่งลมกระโชกบ้าคลั่งในจักรวาล นำพาเอาลมปราณทำลายล้างอันน่าพรั่นพรึงเข้าปะทะแสงดาวหลากไหล!
ลำแสงแรงกล้าปรากฏขึ้น ปราณวิญญาณยุทธ์ที่อยู่ท่ามกลางอวกาศถูกกวนหมุนและกวาดออกไปทุกทิศ
ทหารและแม่ทัพสวรรค์ต่างหรี่ตาลงและกัดฟันเผชิญหน้ากับความน่าเกรงขามของการต่อสู้ที่ทรงพลัง
ฉางเยวี่ยเฉียนเห็นว่าอีกฝ่ายจะฝ่ามหาค่ายกลดาราเคลื่อนเข้ามา จึงออกคำสั่งในทันที
มหาค่ายกลของเผ่าฉางก่อตัวกันเป็นแสงสีขาวรูปใบดาบแล้วหวดฟันออกไปอย่างเกรี้ยวกราด
อึดใจที่ใบดาบแสงจรดลงก็ส่องแสงยาวออกไปไม่ใช่แค่หมื่นเท่า และกลายเป็นใบดาบแสงจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งลงมาพร้อมกัน
แม้แตนาวาสวรรคลำมโหฬารเช่นนั้นก็ยังดูเล็กไปถนัดตา
ร่างสูงหมื่นจั้งสะบัดแขนขวาส่งพละกำลังรุนแรงเข้าชนแสงดาวบ่าไหล จากนั้นหมุนตัวกลับมาและชกออกไปหนึ่งหมัด โครม!
ใบดาบแสงนับพันนับหมื่นแตกสลายไปในพริบตา ร่างสูงหมื่นจั้งกระโดดถีบเข้าใส่แดนสวรรค์
ทันใดนั้นฉางเยวี่ยเฉียนก็ปรากฏตัวขึ้นมากลางอากาศตรงหน้าเขาพร้อมกับซัดฝ่ามือออกไป
พลังกำเนิดยุทธ์ก่อตัวขึ้นกลางฝ่ามือเป็นลูกแสงทรงกลมสีม่วงที่มีสายฟ้าสลับไขว้อยู่โดยรอบ
และขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็วใหญ่โตมโหฬารประหนึ่งดวงดาว
จากนั้นก็มีศรสีม่วงนับไม่ถ้วนพุ่งออกมาจากดวงดาวสีม่วงนี้และทับถมร่างสูงหมื่นจั้งเอาไว้
พละกำลังของคนผู้หนึ่งกลับเทียบเท่าค่ายกลขนาดใหญ่ของกองทัพ!
ทว่าจู่ๆ ก็มีแสงแรงกล้าออกมาจากท่ามกลางห่าฝนศรสีม่วงและกระจายกว้างออกไปอย่างรวดเร็ว
ทำให้หัวศรนับไม่ถ้วนแหลกเป็นผุยผง บดขยี้ดวงดาวสีม่วงจนแหลกลาญและพองตัวขยายออกอย่างรวดเร็ว