เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 406 จับตัวยอดอัจฉริยะจากเผ่าของผู้ยิ่งใหญ่
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 406 จับตัวยอดอัจฉริยะจากเผ่าของผู้ยิ่งใหญ่
เจียงฉางเซิงฟังมู่หลิงลั่วกับไป๋ฉีเล่าจบก็เข้าใจต้นสายปลายเหตุแล้ว แต่เขาไม่สนใจ
มู่หลิงลั่วเห็นเขานิ่งเฉยก็ถามว่า “จะไม่สนใจจริงหรือเจ้าคะ หากจื่ออวี้กับเขา…”
เจียงซิ่วเป็นหลานแท้ๆ ของนาง นางย่อมไม่อยากให้พ่อลูกคู่นี้ทะเลาะกันจนกลายเป็นศัตรู
เจียงฉางเซิงส่ายศีรษะเล็กน้อย แล้วบอกว่า “พวกเจ้าต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง ลูกหลานย่อมมีโชคชะตาของลูกหลาน หากเจียงซิ่วทำสิ่งที่ผิดคุณธรรมขัดกฎสวรรค์จริงๆ แดนสวรรค์ย่อมต้องลงโทษ แต่ในเมื่อจื่ออวี้เพียงเกลี้ยกล่อม ย่อมหมายความว่าเขาไม่คิดว่าสิ่งนี้เป็นปัญหา แน่นอนว่าหากพวกเจ้าอยากยื่นมือเข้าไปยุ่งก็ได้ แต่ตัวข้าจะไม่ยุ่งเรื่องนี้”
เขาก่อตั้งแดนสวรรค์ขึ้นมาก็เพื่อแบ่งระดับชั้นการปกครอง เฉพาะเวลาที่เขาพบเจอเรื่องราวขัดหูขัดตาเท่านั้น เขาจึงจะเข้าไปจัดการตามอำเภอใจ
มู่หลิงลั่วตอบอย่างจนปัญญา “ข้าย่อมไม่คิดยื่นมือเข้าไปยุ่ง เพียงแต่เป็นห่วงความสัมพันธ์ของพวกเขาสองพ่อลูกเท่านั้น…”
ในตระกูลมู่ก็เคยมีบิดากับบุตร หรือแม้แต่สามีกับภรรยาที่ขัดแย้งกันเพราะผลประโยชน์จนแตกหัก บางครั้งก็ถึงขั้นกลายเป็นศัตรูคู่แค้น
จิตใจมนุษย์คือสิ่งที่คาดคะเนยากที่สุด ยามนี้ภายในสกุลเจียงเริ่มมีความขัดแย้งปรากฏให้เห็นแล้ว ทั้งหมดก็ล้วนเป็นเพราะการช่วงชิงอำนาจและผลประโยชน์
“ไม่ว่าความสัมพันธ์จะเป็นเช่นไร ก็เป็นสิ่งที่พวกเขาเลือกเอง พวกเขาไม่ใช่เด็กน้อยอีกต่อไปแล้ว”
เจียงฉางเซิงยักไหล่แล้วกล่าวเช่นนี้ แม้มู่หลิงลั่วจะรู้สึกทนดูไม่ได้อยู่บ้าง แต่นางก็คิดเหมือนกันว่าควรทำเช่นนั้นจริงๆ หากสลับเป็นตัวนางเอง นางก็คงไม่อยากถูกผู้อาวุโสเข้ามายุ่งหรอก
ไป๋ฉีทอดถอนใจเอ่ยว่า “ก็ใช่ บัลลังก์จักรพรรดิสวรรค์มีเพียงหนึ่งเดียว ไม่ว่าช่วยผู้ใดก็ไม่ดีทั้งนั้น มิสู้ให้เจียงซิ่วได้วาดฝีไม้ลายมือ เป็นจักรพรรดิมนุษย์ให้ดีๆ ดีกว่าหรือ”
มู่หลิงลั่วพยักหน้าแล้วไม่ถกเถียงเรื่องนี้อีก
หลังจากนั้นเจียงฉางเซิงก็ถามไถ่ถึงการฝึกบำเพ็ญของนาง แม้มู่หลิงลั่วจะออกไปข้างนอกเป็นประจำ แต่นางมิได้ออกไปเที่ยวชมภูเขาลำน้ำ แต่ออกไปต่อสู้เสี่ยงอันตราย ดังนั้นพลังของนางจึงเพิ่มพูนอยู่ตลอด
ยามนี้ระดับขั้นที่ต่ำกว่ายอดยุทธ์กำเนิดสวรรค์ล้วนไม่แตกต่างจากมนุษย์ธรรมดาในสายตาของเจียงฉางเซิง ดังนั้นเขาจึงหวังว่ามู่หลิงลั่วจะแข็งแกร่งมากกว่านี้ เขาเริ่มชี้แนะจุดที่นางติดขัดในวิถียุทธ์ให้
ไป๋ฉีไม่รบกวนพวกเขา เลือกเดินไปด้านข้างแล้วเริ่มฝึกบำเพ็ญ
…
ในห้องทรงพระอักษรของวังหลวงในเมืองหลวงของเทียนจิ่ง
เจียงซิ่วกำลังประจันหน้ากับเทพาจารย์ผู้มาจากสวรรค์ นามว่าฉีหยวน
แม้เขาจะขึ้นไปอยู่บนแดนสวรรค์หลายร้อยปีแล้ว แต่ชื่อเสียงของฉีหยวนในโลกมนุษย์ก็ยังโด่งดังอย่างมาก ฉีหยวนทิ้งนามไว้บนประวัติศาสตร์ในฐานะผู้คิดค้นวิถียุทธ์โชคชะตา เมื่อต้องพบหน้ากับฉีหยวน เจียงซิ่วจึงรักษามารยาทอย่างยิ่ง
“การสำเร็จโทษอ๋องผู้ครองรัฐจำนวนมากของฝ่าบาทเกี่ยวพันมาถึงเทพเซียนบนแดนสวรรค์ เรื่องนี้ท่านรีบร้อนเกินไปจึงชักนำให้มีผู้ไม่พอใจมากมาย จักรพรรดิสวรรค์ทรงอับจนหนทางเพราะไม่ว่าอย่างไรพระองค์ก็ต้องมอบคำอธิบายให้แก่ผู้คนในโลกเบื้องล่าง แต่เทียนจิ่งกับแดนสวรรค์มีสายสัมพันธ์พิเศษต่อกัน ความกลมเกลียวระหว่างสองฝั่งของสายสัมพันธ์สำคัญยิ่ง หวังว่าฝ่าบาทจะมิใจร้อนเกินงาม พระราชทานอภัยโทษให้เชื้อพระวงศ์ที่ถูกเนรเทศเหล่านั้นด้วย”
ฉีหยวนกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่จากถ้อยคำฟังดูจนใจ การเข้ามายุ่งเรื่องนี้เป็นงานยุ่งยากอย่างแท้จริง แต่เขาจะไม่มาก็ไม่ได้
เจียงซิ่วกล่าวตอบอย่างนิ่งสงบ “ตั้งแต่รัชสมัยฮ่องเต้เทียนจงของต้าจิ่งจวบจนวันนี้ กาลเวลาผ่านมาแล้วนับพันปี แทบจะทุกยี่สิบปีต้องมีอ๋องผู้ครองรัฐเพิ่มมาคนหนึ่ง จากนั้นอ๋องผู้ครองรัฐก็จะแบ่งยศศักดิ์และอาณาเขตให้แก่ลูกหลานของตนเอง ฉีหยวน ท่านทราบหรือไม่ว่ายามนี้เทียนจิ่งมีอ๋องผู้ครองรัฐจำนวนเท่าไร”
ฉีหยวนเงียบไป
“หลังจากเราลงดาบจัดการครั้งใหญ่ก็ยังเหลืออ๋องผู้ครองรัฐอีกสามร้อยกว่าคน ลูกหลานที่อ๋องผู้ครองรัฐแต่งตั้งอาณาเขตศักดินาให้ยิ่งมีอยู่เกินหมื่น คนมากมายอาศัยอายุและความดีความชอบฉกฉวยผลประโยชน์ให้ลูกหลาน แม้ใต้หล้าจะเป็นของสกุลเจียง แต่กระทำเช่นนี้มิเกินไปหรอกหรือ แล้วราษฎรจะมีชีวิตอยู่กันอย่างไร ภาษีที่เก็บแต่ละปี สกุลเจียงฮุบไปแล้วเจ็ดส่วน แล้วเราจะบริหารปกครองใต้หล้าอย่างไร จะทำให้ปวงประชาอยู่เย็นเป็นสุขอย่างไร จะให้เราปล่อยผ่านพวกเขาเพราะพวกเขามีฐานะสูงส่งมิได้กระมัง”
เจียงซิ่วแค่นเสียงหยันอย่างเย็นชา ดวงตาคู่นั้นจับจ้องฉีหยวนเขม็งแล้วเอ่ยต่อว่า “หากเราทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เช่นนั้นต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใดกันเล่า ตัวเราไม่กลัวหรอก เพราะเรามีชีวิตอยู่ได้เป็นพันปี หมื่นปี แต่ราษฎรเล่า ชีวิตมนุษย์ของพวกเขาจะได้พานพบวสันต์สารทสักกี่หน”
ฉีหยวนถอนหายใจ “ความทุกข์ของฝ่าบาท ข้าย่อมเข้าใจ แต่วิธีการของท่านละมุนละม่อมไม่มากพอ บรรพบุรุษของอ๋องผู้ครองรัฐที่ถูกเนรเทศหรือถูกสังหารเหล่านั้นสืบย้อนไปก็พบว่าเป็นเทพประจำของแดนสวรรค์ เพลิงโทสะของพวกเขา จักรพรรดิสวรรค์จะดับอย่างไรดีเล่า”
การสถาปนาเทพทั้งสองหนที่ผ่านมาล้วนมีคนของสกุลเจียงอยู่ในบัญชี นี่จึงเป็นจุดที่เจียงจื่ออวี้ปวดหัว ครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น แต่กลับก่อเรื่องจนไกล่เกลี่ยไม่ลงเช่นนี้ แล้วเขาจะเอาเหตุผลอะไรไปปรามเทพเซียนสกุลเจียงที่ไม่พอใจเหล่านั้นกันเล่า
ฉีหยวนเอ่ยต่อว่า “กลัวก็แต่เรื่องนี้จะกลายเป็นต้นตอภัยพิบัติระหว่าภพเทพกับภพมนุษย์ แม้แต่ท่านกับฝ่าบาทก็คงมิปรารถนาให้เป็นเช่นนั้น เรื่องใหญ่โตเมื่อถูกคนโหมกระพือไฟ สถานการณ์ก็อาจไปไกลกว่าที่พวกเราจินตนาการและควบคุมได้”
เจียงซิ่วขมวดคิ้ว ถ้อยคำนี้แฝงนัยยะของการข่มขู่ แต่เขาก็เข้าใจฉีหยวนเช่นกัน นอกจากกรณีของมรรคาจารย์ ฉีหยวนก็แสดงจุดยืนว่าสนับสนุนการไม่ทำสงครามมาตลอด นี่น่าจะเป็นสาเหตุที่ฉีหยวนเดินทางมาด้วยตนเอง
เขาคิดว่านี่ไม่ใช่ถ้อยคำข่มขู่ลอยๆ มีเพียงคนที่ได้ยืนอยู่บนตำแหน่งสูงเท่านั้นจึงจะรู้ซึ้งว่าสิ่งใดคือมิอาจทำตามใจตน บางเรื่องมิใช่สิ่งที่เจ้าจะตัดสินใจทำตามความต้องการของตนเองเพียงฝ่ายเดียวได้
ขุมกำลังของเทียนจิ่งในวันนี้ หากทำสงครามกับแดนสวรรค์ คงกลายเป็นถูกฆ่าล้างบางอยู่ฝ่ายเดียว พวกเขาคงไม่มีกำลังตอบโต้แม้แต่น้อย
จู่ๆ เจียงซิ่วก็ตระหนักถึงความไร้กำลัง
ฉีหยวนเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง “ความจริงแล้วก็ใช่ว่าจะไร้ทางแก้ หากท่านปล่อยให้ผู้ถูกเนรเทศมีที่พึ่ง ส่วนผู้ที่ตายแล้วได้เข้าสู่สังสารวัฏไปเกิดใหม่ดีๆ จักรพรรดิสวรรค์ย่อมสงบเพลิงโทสะข้างบนนั้นได้ เจ้าแห่งตำหนักยมโลกเป็นผู้เที่ยงธรรมไม่เอนเอียง ถึงตำหนักยมโลกจะดูเหมือนเชื่อฟังแดนสวรรค์ แต่เจ้าแห่งตำหนักยมโลกยึดคำสั่งของมรรคาจารย์ต่างหาก ต่อให้เป็นจักพรรดิสวรรค์ก็ยากจะสอดมือเข้าไปยุ่งในกิจของตำหนักยมโลกตรงๆ”
เจียงซิ่วพยักหน้าตอบน้อยๆ เห็นด้วยว่านี่เป็นหนทางแก้ไขทางหนึ่งจริงๆ
“ขอบคุณนักปราชญ์ฉีที่ชี้แนะ เราจะขบคิดให้ดี” เจียงซิ่วเอ่ยตอบ
ฉีหยวนได้ยินคำนี้ก็ยิ้มอย่างอ่อนโยน เขาเชื่อว่าเจียงซิ่วทำได้
ทั้งสองสนทนากันครู่หนึ่ง ฉีหยวนก็จากไป
สายตาของเจียงซิ่วหันไปมองหม้อใบน้อยบนโต๊ะ มันก็คือคางคกวิเศษฟ้าดินที่โอรสสวรรค์สกุลเจียงส่งต่อกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่า เขาพึมพำถามเสียงแผ่วเบา “มนุษย์มิอาจต่อกรกับเซียนได้จริงหรือ”
แม้ฉีหยวนจะทำเพราะหวังดีต่อเขา แต่คำพูดท่อนนั้นกระทบกระเทือนจิตใจเขาเหลือเกิน
ที่แท้เทียนจิ่งกับแดนสวรรค์ก็หาเท่าเทียมกันไม่
คางคกวิเศษฟ้าดินร่างสั่นสะท้าน มิเอ่ยคำตอบ
เจียงซิ่วส่ายศีรษะพลางหลุดหัวเราะ พอเกี่ยวข้องกับมรรคาจารย์และแดนสวรรค์ทีไร เจ้าตัวนี้ก็ออกอาการผิดปกติเสียทุกที นี่บ่งบอกชัดเจนว่ามรรคาจารย์แข็งแกร่งมากเพียงใด
สายตาของเขาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยแววตาเหม่อลอย
“ท่านปู่ ท่านเป็นคนเช่นไรกันแน่นะ แล้วท่านแข็งแกร่งมากเพียงใดกันแน่…”
…
หลังจากเจียงฉางเซิงตื่นขึ้นมาหนนี้ เขาไม่ปิดด่านฝึกบำเพ็ญต่อทันทีแต่เริ่มหลอมโอสถ เขาจะปล่อยให้ศาสตร์ยอดโอสถล้าหลังไม่ได้ โอสถไม่ใช่สิ่งที่เขาเอาไว้ช่วยเหลือคนใต้บัญชาของเขาเท่านั้น เมื่อศาสตร์โอสถของเขาแข็งแกร่งขึ้น โอสถเซียนของเขาก็ช่วยเหลือตัวเขาเองได้เช่นกัน
หนึ่งปีต่อมา
ท่านเหยียนมาหาเจียงฉางเซิงในมหาพิภพจิตจร
ยามนี้สมาชิกเผ่าเหยียนที่เข้ามาในมหาพิภพจิตจรได้มีจำนวนมากกว่าหมื่นคนแล้ว ทั้งจำนวนก็เพิ่มเร็วขึ้นเรื่อยๆ เพราะเหล่าผู้ศรัทธาที่คอยช่วยท่านเหยียนชักชวนผู้คนมีจำนวนเพิ่มมาก ประสิทธิภาพย่อมดีขึ้นตามไปด้วย
ท่านเหยียนรออยู่ครู่ใหญ่ ก็ได้ยินเสียงมรรคาจารย์เอ่ยถามว่า “มีธุระประการใด”
ท่านเหยียนได้ยินน้ำเสียงเฉยชาตอบกลับมา หัวใจก็สงบ ความยินดีปรีดาผุดพรายในหัวใจ ขอเพียงมรรคาจารย์ยังยอมสนใจเขาอยู่ นั่นก็เท่ากับว่าเขายังมีคุณค่า
ตอนได้ยินว่ามรรคาจารย์สังหารประมุขยุทธ์กับเจ็ดสิบสองถ้ำเทวะ เขาตกใจกลัวแทบตาย
ประมุขยุทธ์คือตัวตนที่อยู่เหนือกว่ามหาเจ้าสวรรค์ เท่ากับว่าเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่อย่างไม่ต้องสงสัย สำหรับเผ่าเหยียน เขาเป็นตัวตนที่สูงส่งจนไม่อาจเอื้อมถึง
แม้เรื่องนี้จะยังลือมาไม่ถึงมหาพิภพนิลเหลือง แต่มันลือกันจนทั่วเผ่าเหยียนแล้ว เหตุการณ์หนนี้ทำให้เผ่าเหยียนรู้สึกว่าตนเองอยู่ห่างไกลจากมรรคาจารย์ยิ่งกว่าเดิม ทว่าความห่างไกลนี้ไม่ทำให้พวกเขายอมแพ้ กลับกันมันทำให้พวกเขากระตือรือร้นมากขึ้น
“โลกเทพยุทธ์ส่งกองกำลังจำนวนมากกว่าเดิมไปล้อมกวาดล้างลัทธิโบราณ ราชวงศ์แห่งโชคชะตาที่ก่อจลาจลเหล่านั้นเริ่มสงบแล้ว จำนวนกองทัพทัณฑ์เทพมากกว่าแต่ก่อนเกินสิบเท่า แล้วยังมีกองทัพเทพยุทธ์กองอื่นด้วย ดูท่าทางการต่อสู้ภายในของโลกเทพยุทธ์จะสิ้นสุดลงแล้ว…”
ท่านเหยียนรีบรายงาน ในความคิดเขา โลกเทพยุทธ์ต้องถูกกระตุ้นเพราะมรรคาจารย์อย่างแน่นอน
ไม่ต้องพูดถึงประมุขยุทธ์ ไม่ต้องพูดถึงขั้นเจ้ายุทธ์ปฐมมรรคา แค่ขั้นสุญญตาทะลวงยุทธ์ ในสายตาของผู้คนส่วนใหญ่พวกเขาก็เป็นบุคคลที่ฆ่าไม่ตายแล้ว ดังนั้นความอันตรายของมรรคาจารย์ย่อมแซงหน้าลัทธิโบราณไปแล้ว
เจียงฉางเซิงฟังจบก็ไม่แสดงท่าทีประหลาดใจ เขาคาดเดาได้อยู่ก่อนแล้วว่าเรื่องราวจะเป็นเช่นนี้ ดังนั้นเขาจึงไม่ตื่นตระหนก หากโลกเทพยุทธ์บุกมาจริงๆ อย่างมากที่สุดปิดประตูหมื่นโลกเสียก็สิ้นเรื่องแล้ว ตอนนี้โลกคุนหลุนยังไม่เปิดเผยตำแหน่ง จึงมีเพียงประตูหมื่นโลกเท่านั้นที่เป็นหนทางเชื่อมต่อกับโลกใบอื่น
หลังจากจบศึกกับประมุขยุทธ์ เขาก็แบ่งร่างแยกร่างหนึ่งซ่อนไว้ในห้วงมิติด้านในประตูหมื่นโลกโดยเฉพาะ หากมีพลังอันแข็งแกร่งบุกจู่โจมมาจากทิศใดก็ตาม ร่างแยกก็จะปิดประตูหมื่นโลกทันที
ท่านเหยียนรายงานเรื่องอื่นๆ ต่อ ส่วนมากล้วนเป็นเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในสามพันโลก
อีกเรื่องหนึ่งก็คือเผ่าเหยียนตามหาสมาชิกเผ่าเยี่ยพบหลายสิบคนแล้ว แต่เผ่าเหยียนไม่กล้าบุ่มบ่ามเดินทางออกมาจากมหาพิภพนิลเหลือง เพราะสมาชิกของพวกเขามีจำนวนมากอาจดึงความสนใจมาได้ง่ายๆ จึงทำได้เพียงรอคอยให้มรรคาจารย์ไปรับเท่านั้น
“รออีกหน่อย ตอนนี้ภารกิจของพวกเจ้าคือสั่งสมขุมกำลังและทำให้แน่ใจว่าตนเองปลอดภัย อย่าปล่อยให้มีไส้ศึก วันหนึ่งข้าจะไปรับพวกเจ้าด้วยตนเอง ถึงยามนั้นแม้แต่โลกเทพยุทธ์ก็มิอาจขวางข้าได้”
ท่านเหยียนได้ยินคำตอบของมรรคาจารย์ก็ยินดีปรีดา รีบคารวะขอบคุณมรรคาจารย์
ผ่านไปครู่หนึ่ง ท่านเหยียนก็จากไป จิตของเจียงฉางเซิงกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง
เขาขบคิดครู่หนึ่งก็ส่งกระแสจิตไปหาเจียงจื่ออวี้ บอกให้เขาเรียกเทพเซียนทั้งหมดกลับมา แล้วปิดประตูหมื่นโลกชั่วคราว เพื่อหลบเลี่ยงอันตรายไปก่อน
เพราะว่ายามใดโลกเทพยุทธ์กวาดล้างลัทธิโบราณจบแล้ว ต้องหันมาลงมือกับเขาอย่างแน่นอน
แดนสวรรค์สร้างของวิเศษที่ใช้สื่อสารระหว่างคนของแดนสวรรค์สำเร็จแล้ว เจียงจื่ออวี้จึงออกคำสั่งกับเทพเซียนที่ออกไปท่องโลกภายนอกทั้งหลายได้ทันที
ไม่ถึงสามเดือน ทุกคนยกเว้นผิงอันก็เดินทางกลับมา
หลังจากนั้นประตูหมื่นโลกก็ปิดลง เรื่องนี้ทำให้เกิดความวุ่นวายไม่น้อยเลยทีเดียว
และแล้ววันหนึ่งหลี่ว์เสินโจวก็มาคารวะเจียงฉางเซิง มิหนำซ้ำยังมีเจียงจื่ออวี้เป็นคนพามาด้วยตนเองเสียด้วย
“มีเรื่องอันใด”
เสียงของเจียงฉางเซิงดังออกมาจากตำหนักเมฆาม่วง แต่ประตูใหญ่ไม่เปิดออก
หลี่ว์เสินโจวคุกเข่าคารวะเบื้องหน้าประตูแล้วเอ่ยว่า “มรรคาจารย์ ยามนี้ประตูหมื่นโลกปิดลงคงเป็นเพราะหวั่นเกรงโลกเทพยุทธ์ แม้ท่านแข็งแกร่งแต่แดนสวรรค์ยังอ่อนแออยู่จริงๆ พอดีว่าข้ามีนัดประลองกับยอดอัจฉริยะคนหนึ่งจากเผ่าที่ทรงอำนาจมาช้านาน ตอนนี้ใกล้ถึงเวลานัดแล้ว มิสู้ท่านปล่อยข้าเดินทางไปประลองดีกว่าหรือ ถึงตอนนั้นข้าจะจับคนผู้นั้นมา บางทีอาจเสริมขุมกำลังให้แดนสวรรค์ได้
โลกเทพยุทธ์ไม่มีทางป่าวประกาศเรื่องที่ข้าทรยศและหนีมาแน่ เพราะว่าโลกเทพยุทธ์ให้ความสำคัญกับยอดอัจฉริยะมาก แค่เรื่องของเยี่ยเสินคงก่อนหน้านี้ก็ทำให้ชื่อเสียงของโลกเทพยุทธ์ตกต่ำลงมาก จนปัจจุบันนามของเยี่ยเสินคงกลายเป็นคำต้องห้าม มิอาจเอ่ยถึงในโลกเทพยุทธ์ เช่นนี้แล้วพวกเขาจะปล่อยให้เรื่องการทรยศของข้าหลุดออกไปอีกได้อย่างไร ในเมื่อเป็นเช่นนี้ข้าเดินทางออกไปข้างนอกย่อมไม่อันตรายเท่าใดนักขอรับ”
เจียงฉางเซิงฟังเขากล่าวจบ ในใจก็เต็มไปด้วยความคาดหวัง
หลี่ว์เสินโจวช่างเป็นคนที่ใช้งานได้ดีจริงๆ เขาล่ะอยากได้แบบนี้อีกสักคน!
“ดี”
ทันทีที่เสียงของเจียงฉางเซิงลอยออกมา หลี่ว์เสินโจวก็เปรมปรีดา
ในตอนนี้เองเส้นผมเส้นหนึ่งก็ลอยลงมาตรงหน้าเขา เสียงของมรรคาจารย์ลอยตามมา “เก็บเส้นผมของข้าไว้ให้ดี ยามวิกฤตมันจะช่วยชีวิตเจ้าได้”
หลี่ว์เสินโจวรีบรับเอาไว้ แล้วคารวะขอบคุณมรรคาจารย์
หลังจากนั้นเจียงฉางเซิงก็ส่งเขาออกไปจากโลกคุนหลุน ส่วนเจียงจื่ออวี้ก็ขอตัวลากลับไป
หลี่ว์เสินโจวเหาะไปยังมหาพิภพนิลเหลืองอย่างระริกระรี้ ขณะที่เจียงฉางเซิงเริ่มย้ายตำแหน่งที่ตั้งโลกคุนหลุน เผื่อว่าหลี่ว์เสินโจวถูกจับได้แล้วตำแหน่งของโลกคุนหลุนถูกเปิดเผยขึ้นมา
…………………………………………