เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 408 ชีหมิงหวัง
เมื่อเนตรฟาดินไรขอบเขตของเจียงฉางเชิญจรดลงที่ตัวเฟิงอวี่ ก็เห็นว่าเขาอยู่ในนาวาสวรรค์
นาวาสวรรค์ที่มีสัญลักษณ์ของโลกเทพยุทธ์เคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วและสามารถรองรับดินแดนได้
ภายในมีพลังแห่งกฎเกณฑ์ที่สมบูรณ์สำหรับรักษาสรรพชีวิตในฟาดิน
นาวาสวรรค์ลำนี้ใหญ่โตยิ่งกว่านาวาสวรรค์ของหลิวเสินโจว
ภายในมีกลิ่นอายของสิ่งมีชีวิตมหาศาล เฟิงอวี่อยู่ในนั้นจึงไม่เป็นที่สังเกตแต่อย่างใด
เวลานี้เฟิงอวี่กำลังอยู่ท่ามกลางหมู่เขาบนนาวาสวรรค์ ยืนอยู่ในหุบเขากับผู้ฝึกยุทธ์หลายพันคน
ผู้ฝึกยุทธ์ส่วนใหญ่ดูเป็นวัยหนุ่มสาว ในมหาภพศิลานิลเหลืองเมื่อตัดวิธีในการคงรูปลักษณ์ทั้งหลายออกไป รูปร่างหน้าตาของผู้ฝึกยุทธ์จะแก่ชราช้าลง แปรผันกับระดับขั้นที่สูงขึ้น
ผู้ฝึกยุทธ์เหล่านี้ดูอายุน้อยเช่นนี้ คิดว่าส่วนใหญ่ต้องเป็นเหล่าอัจฉริยะเป็นแน่
เหล่าน้องชายน้องสาวของเฟิงอวี่ไม่ได้มากับเขาด้วย เขากำลังสังเกตดูผู้อื่น
เมื่อเทียบกับเหล่าอัจฉริยะที่ดูห้าวหาญ ฮึกเหิมและสูงส่งแล้ว เขาดูสงบเสงี่ยมไปถนัดตา ไม่มีใครสนใจเขาสักเท่าใด
เวลาผ่านไปหลายปีเช่นนี้ เฟิงอวี่สามารถควบคุมพลังลึกลับภายในกายได้แล้ว ขอเพียงเขาไม่ต้องการฝึกวิชา พลังนั้นก็จะไม่ดูดซับปราณวิญญาณยุทธ์เพื่อหลอมกายาให้แข็งแกร่ง ป้องกันไม่ให้วาสนาพิเศษในตัวเขาเปิดเผยออกมา
เจียงฉางเชิญรู้ถึงความโดดเด่นของเขามานานแล้ว เพียงแต่ไม่คิดว่าจะถูกโลกเทพยุทธ์เลือกมารวดเร็วถึงเพียงนี้
แม้ว่าเนตรฟาดินไรขอบเขตไม่ทำให้ได้ยินเสียง แต่หลังจากได้สัมผัสกับคนของโลกเบื้องบนมากเข้า เจียงฉางเชิญก็สามารถเข้าใจเรื่องที่พวกเขาสนทนากันได้จากการอ่านปาก
ไทซังคุลหลุนต้องการคัดเลือกอัจฉริยะรุ่นเยาว์เพื่อทำการบ่มเพาะครั้งใหม่!
อัจฉริยะที่อยู่ที่นี่โดยมากแล้วมาจากเผ่าตระกูลสูง ผู้ฝึกยุทธ์พเนจรเช่นเฟิงอวี่นี้มีอยู่น้อยนัก
พวกเขาล้วนเนิ่นเงียบไม่พูดจา เมื่อเทียบกับความครึกครื้นของเหล่าลูกหลานตระกูลสูงศักดิ์แล้วราวกับอยู่กันคนละโลกทีเดียว
เจียงฉางเชิญเดาว่าไทซังคุลหลุนต้องการบ่มเพาะเจ็ดสิบสองถ้ำเทวะขึ้นมาใหม่
นี่กลับเป็นเรื่องดี หากเฟิงอวี่ได้เป็นเจ็ดสิบสองถ้ำเทวะ เช่นนั้นแล้วเบี้ยหมากตัวนี้ของเขาก็จะมีประโยชน์มากขึ้น และยิ่งสัมผัสถึงพลังแห่งกฎเกณฑ์ได้มากขึ้นด้วย ทำให้ยันต์เทพกำเนิดจักรวาลแข็งแกร่งขึ้นได้รวดเร็วยิ่งกว่าเดิม
เจียงฉางเชิญดูอยู่สักพักจึงเก็บสายตากลับมา
เขาหันสายตาไปมองที่แดนมนุษย์ ดูโลกคุนหลุนที่ตนเองก่อร่างสร้างขึ้นมาสักหน่อย
สิ่งมีชีวิตในโลกคุนหลุนมีจำนวนมากมายจนนับไม่ถ้วน ผืนแผ่นดินกว้างใหญ่
ลำพังแค่อาณาจักรโชคชะตาของเผ่ามนุษย์ก็มีไม่น้อยกว่าแสนแห่ง
แม้เทียนจิงจะมีแดนสวรรค์หนุนหลัง แต่เมื่อเทียบกับอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ที่สืบทอดกันมาหลายพันปีแล้วก็ยังคงแตกต่างกันอยู่
สายตาของเจียงฉางเชิญกวาดไปยังแดนมนุษย์ทีละส่วน มองลงไปยังสรรพชีวิตหลากหลายเพื่อรู้แจ้งในวิถีแห่งมรรคา
เมื่อตบะของเขาสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็ทำให้ผลมรรคาและจิตวิญญาณเชื่อมโยงกันล้ำลึกขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นก็จะเชื่อมต่อเขากับโลกแห่งมรรคาที่ลึกเข้าไปในจิตวิญญาณ
นับตั้งแต่ก่อตั้งโลกแห่งมรรคาขึ้นมา มิติฟาดินก็ขยายตัวออกไปเรื่อยๆ และมีกฎเกณฑ์ฟาดินขึ้นมาเอง
แต่เจียงฉางเชิญมีอายุแค่หนึ่งพันสองร้อยกว่าปี สำหรับดินแดนแห่งหนึ่งแล้ว หากเปลี่ยนเป็นช่วงเวลาในการตั้งครรภ์ก็เรียกว่านับไม่ได้แต่อย่างใด
นานๆ ครั้งจะมีหญ้าและบุปผาศักดิ์สิทธิ์ที่มีสติปัญญาเกิดขึ้นในโลกแห่งมรรคา แต่จะสลายไปอย่างรวดเร็ว ไม่สามารถกลายเป็นสิ่งมีชีวิตได้อย่างแท้จริง
เจียงฉางเชิญกำลังคิดว่าจะผสานผลมรรคาและโลกแห่งมรรคาเข้าด้วยกัน ไม่รู้ว่าจะกลายเป็นมรรคาที่แท้จริงหรือไม่
ผลมรรคาสร้างพลังอาคมออกมาไม่ขาดสาย ตัวมันมีกฎแห่งการรังสรรค์ที่วิเศษอยู่แล้ว เจียงฉางเชิญไม่ได้ลงมือทำในทันที แต่กวาดสายตาไปในแดนมนุษย์ต่อไป
เมื่อกวาดสายตาไปในครั้งนี้ ทำให้เขามองเห็นภาพต่างๆ มากมาย ทั้งความสำราญในครอบครัว มีการล้มหายตายจาก
กระทั่งเห็นคนของแดนมนุษย์ทำเรื่องชั่ว เห็นผู้ศรัทธาของตนทำเรื่องชั่ว
เขาเห็นว่ามีเทพเซียนถูกมารร้ายไล่สังหารต้องคอยหลบซ่อนตัวไปทั่ว เห็นผู้ศรัทธาถูกคุกคามรังแก
สิ่งนานาเหล่านี้กลับไม่ได้ทำให้เขาสะเทือนใจ เหตุการณ์มากมายสะท้อนเข้าในสายตาของเขาก่อนจับตัวอย่างช้าๆ กลายเป็นอักษรว่า… เคราะห์กรรม!
วิชามรรคาธรรมชาติขั้นสิบเอ็ดกำลังเริ่มการบำเพ็ญเคราะห์กรรม เหตุที่เขาไม่สามารถบรรลุขั้นได้ อาจเป็นเพราะขาดการศึกษาเรื่องเคราะห์กรรม
เจียงฉางเชิญใคร่ครวญระหว่างที่มองไปและสอบถามตนเองในใจ ระหว่างที่ใคร่ครวญ เวลาเงียบงันโบยบินไป
ริมขอบนภาดาราไพศาล ฝั่งหนึ่งคือความมืดมิดไร้ที่สิ้นสุด ส่วนอีกฝั่งหนึ่งคือนภาดาราระยิบระยับ
ในแถบนี้มีอุกกาบาตที่มีขนาดต่างกันออกไปล่องลอยอยู่จำนวนนับไม่ถ้วน ยามอยู่ท่ามกลางที่แห่งนี้ก็มองไม่เห็นซึ่งจุดสิ้นสุด
บนอุกกาบาตลูกหนึ่งที่โค้งเหมือนดวงจันทร์ บุรุษในอาภรณ์สีแดงกำลังนั่งสมาธิอยู่
สองมือของเขาวางอยู่บนหัวเข่าหงายฝ่ามือขึ้น ใบหน้าขาวซีดไม่มีสีเลือดแม้แต่น้อย
หน้าตาหล่อเหลาประหนึ่งเดินออกมาจากภาพวาด ผมยาวม้วนอยู่ภายใต้รัดเกล้าหยกเหลืองประดับแก้วหลิวหลี่ ปอยผมที่สองข้างแก้มพลิ้วไหวอยู่น้อยๆ
“ในที่สุดเจ้าก็มาแล้ว ข้ายังนึกว่าเจ้าตายด้วยน้ำมือของมรรคาจารย์ไปแล้วเสียอีก” บุรุษอาภรณ์สีแดงเอ่ยปากพูดโดยที่ไม่ได้ลืมตาขึ้นมา
เมื่อสิ้นเสียง มิติที่อยู่โดยรอบก็บิดตัวอย่างรุนแรงเหมือนผิวน้ำเกิดระลอกคลื่น แม้แต่อุกกาบาตทั้งหลายก็ยังบิดเบี้ยวไปด้วย
ลำแสงเจิดจาสายหนึ่งพุ่งเข้ามาด้วยความเร็ว จวบจนเขาหยุดลง มิติที่อยู่โดยรอบจึงกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว
ผู้ที่มาคือหลิวเสินโจวนั่นเอง!
หลิวเสินโจวไม่ได้สวมเกราะเงินของทหารสวรรค์ แต่เปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าของตนเองครั้งอยู่ในโลกเทพยุทธ์
เขาสังเกตมองบุรุษอาภรณ์สีแดงโดยไม่ส่งเสียงใด
บุรุษอาภรณ์สีแดงลืมตาขึ้นถามทั้งขมวดคิ้วว่า “กลิ่นอายโชคชะตาของเจ้าเปลี่ยนไปแล้ว เจ้าทรยศโลกเทพยุทธ์รึ?”
หลิวเสินโจวเผยด้วยรอยยิ้มว่า “จะเรียกว่าทรยศได้อย่างไร ตูกูเตากักบริเวณข้าเพื่อให้ได้มาต่อสู้เป็นตายกับเจ้าตามนัด ข้าต้องแบกรับความกดดันมหาศาลทีเดียว ผู้อื่นอาจตำหนิข้าได้ มีเพียงเจ้าที่ทำไม่ได้”
บุรุษอาภรณ์สีแดงคลายหัวคิ้วลงแล้วกล่าวว่า “ฟังดูแล้วเหลวไหลนัก แต่ก็เหมือนเป็นเรื่องที่เจ้าจะทำจริงๆ ข้าเคยบอกกับเจ้าไว้นานแล้วว่าอย่าได้ข้องแวะกับโลกเทพยุทธ์ เมื่อใดที่เข้าร่วมกับโลกเทพยุทธ์แล้ว ก็ไม่ใช่ว่าเจ้าต้องการสะบัดทิ้งก็จะสะบัดทิ้งได้”
หลิวเสินโจวโบกมือกล่าวว่า “ชีหมิงหวัง เหตุใดเจ้าจึงรำไรเช่นตูกูเตาหวังเทียนเล่า”
บุรุษอาภรณ์สีแดงที่มีนามว่าชีหมิงหวังแค่นเสียงเย็นครั้งหนึ่ง คล้ายไม่อยากได้ยินชื่อตูกูเตาหวังเทียน
ชีหมิงหวังลุกขึ้น อาภรณ์สีแดงปลิวสะบัด เขาเงยคางขึ้นก้มลงมองหลิวเสินโจวแล้วเอ่ยว่า “จากกันครั้งก่อนไม่ได้ประมือกันมาพันปีแล้ว วันนี้มาประลองกันให้รู้แพ้ชนะเถิด!”
หลิวเสินโจวเอ่ยด้วยสีหน้าดูแคลนว่า “ในเมื่อเป็นการต่อสู้ในหนึ่งพันปี เหตุใดจึงไม่มีเรื่องสนุกสักหน่อยเล่า”
“เรื่องสนุกใด”
“เจ้าแพ้แล้วต้องไปกับข้า ข้าแพ้แล้วเจ้าจับข้าไปส่งโลกเทพยุทธ์เพื่อสร้างความชอบให้เผ่าของเจ้า!”
“ตกลง!”
ชีหมิงหวังตอบรับในทันใด ร่างเขาสั่นไหวก่อนแยกร่างออกมาหกร่าง ทั้งเจ็ดคนมีหน้าตาเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน แม้แต้ลมปราณก็ยังเหมือนกันด้วย
“หนึ่งพันปีผ่านไป วิชาเจ็ดยอดกำเนิดซ้ำของข้าคืบหน้าขึ้นอย่างมาก ให้ข้าได้ดูสักหน่อยว่าพลังเทพเหนือกำเนิดของเจ้าจะตามทันหรือไม่!”
ชีหมิงหวังเอ่ยสีหน้าราบเรียบ ไม่นานนักทั้งเจ็ดร่างก็ปะทุพลังที่น่าหวาดกลัวขึ้นมาพร้อมกัน
พลังทำลายล้างแสนสะพรึงกวาดออกไปในนภาดารา ทำใหอุกกาบาตลูกแล้วลูกเล่ากลายเป็นผุยผง
ศึกครั้งใหญ่เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ!
วันคืนรวดเร็วเฉกกระสวยทอผ้า มาถึงปีเฉิงเทียนที่สี่ร้อยสิบสอง
แผ่นดินเทียนจิงกลับสู่ความสงบอีกครั้ง เรื่องโอรสสวรรค์ยกเลิกศักดินาของอ๋องผู้ครองรัฐต่างๆ สงบลงแล้ว
หลายสิบปีผ่านไป ประชาชนหลงลืมเรื่องนี้ไปแล้ว แดนสวรรค์ก็ไม่ได้เอาความอีก
ปีนี้เจียงฉางเชิญที่กำลังปิดด่านรู้แจ้งในมรรคาถูกขัดจังหวะ เขาลืมตาขึ้น ดวงเนตรมหามรรคาบนหน้าผากจางลง
เขาสัมผัสได้ว่าเส้นผมมหามรรคาจำแลงกายถูกใช้งาน
เขาสัมผัสดูอย่างละเอียดและรับรู้ว่าเป็นหลิวเสินโจว!
หลิวเสินโจวประสบอันตรายถึงชีวิต หรือจะถูกโลกเทพยุทธ์ไล่สังหารกันแน่
เขาสัมผัสถึงรอยประทับสังสารวัฏของหลิวเสินโจวในทันที แล้วใช้เนตรฟาดินไรขอบเขตมองไป
ท่ามกลางความว่างเปล่าที่ชายขอบของมหาภพศิลานิลเหลือง ร่างสองร่างกำลังต่อสู้กัน เป็นหลิวเสินโจวกับชีหมิงหวังนั่นเอง
เวลานี้หลิวเสินโจวสะบักสะบอมเต็มทน เลือดอาบไปทั้งตัว
ส่วนชีหมิงหวังก็รวมร่างแยกเข้ามาแล้ว กลายเป็นร่างที่มีสิบแขนสามศีรษะ ดูพิลิกพิลั่นเป็นที่สุด
มีภาพร่างของศาสตราเทวะก่อขึ้นมาในทุกมือของเขา ทุกชิ้นเป็นสีแดงเข้ม มีรูปร่างต่างกันออกไป พร้อมกับแผ่จิตสังหารที่น่ากลัวออกมา
“หลิวเสินโจว เจ้าจะหนีไปที่ใด หากให้คนรู้ว่าหลิวเสินโจวผู้มีชื่อเกรียงไกรอยู่ในสภาพน่าอนาถเยี่ยงนี้ จะไม่ทำให้สามพันพิภพเยาะเย้ยเอาหรอกหรือ” ชีหมิงหวังเอ่ยทั้งหัวเราะโอหังหนักหนา
ใบหน้าที่อยู่ตรงกลางมีสีหน้าเย็นชา ใบหน้าด้านขวาเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ส่วนใบหน้าด้านซ้ายมีรอยยิ้มถากถาง
หลิวเสินโจวด่าทอยกใหญ่ “มารดามันเถิด เจ้าธาตุไฟเข้าแทรก ไม่ชาก็เร็วต้องถูกโลกเทพยุทธ์สังหาร!”
แม้จะด่าอยู่แต่เขาเคลื่อนตัวอยู่ในความมืดรวดเร็วนัก ความเร็วของทั้งสองคนนั้นมองไม่ออก ที่จริงแล้วความเร็วของพวกเขาไปถึงขั้นที่คนธรรมดาไม่อาจจินตนาการได้แล้ว
“ธาตุไฟเข้าแทรกงั้นรึ นี่เป็นวิถีโบราณต่างหาก เจ้ามันไม่รู้เรื่องสักนิด ในเมื่อได้เห็นร่างที่แท้จริงของข้าแล้ว เจ้าก็ต้องตาย และอย่าได้ไปโลกเทพยุทธ์เลย!” ชีหมิงหวังเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
พอสิ้นเสียงก็แกว่งแขนทั้งสี่ ภาพร่างของศาสตราเทวะถูกซัดออกไปและมีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว เหมือนกับฟาดินขนาดใหญ่กดทับลงไป
หลิวเสินโจวใช้พลังบรรพยุทธ์ทำให้มิติที่อยู่เบื้องหลังเขาหดตัวรวมกัน หวังจะขวางการโจมตีของชีหมิงหวัง
แต่ปรากฏว่ามิตินั้นแตกสลายลงไปทันใด อาภรณ์สีแดงของชีหมิงหวังโบกสะบัด ความเร็วพุ่งขึ้นสูงอีกครั้ง
พลังจู่โจมพุ่งเข้ามาจากด้านหลัง หลิวเสินโจวกระอักเลือดอีกครั้ง เขาไม่มีเวลามาห่วงอาการบาดเจ็บภายในร่างกาย ได้แต่ร้องเรียกมรรคาจารย์อยู่ในใจ
ศึกครั้งนี้เสียหน้าใหญ่หลวงเสียแล้ว!
ทว่าเมื่อเทียบกับการมีชีวิตอยู่แล้ว หน้าตาจะนับเป็นสิ่งใดได้
ในเวลานั้นเอง มีอานุภาพที่ทรงพลังไม่ธรรมดากระจายออกมา หลิวเสินโจวหันหน้าไปมองและมีสีหน้าเปลี่ยนไปทันใด
เห็นเพียงแขนทั้งสิบสี่ของชีหมิงหวังประสานฝ่ามือเข้าด้วยกันเหมือนหลวงจีนพนมมือ ยื่นแขนเจ็ดคู่มาหน้าลำตัว
แสงสีแดงสาดส่องออกจากร่างเนื้อของเขา กลายเป็นร่างเงาที่น่าหวาดกลัวคล้ายมารตนหนึ่งกำลังไล่สังหารหลิวเสินโจว
‘นี่มันเป็นสิ่งใดกันแน่…’ หลิวเสินโจวด่าทออยู่ในใจ เขามีลางสังหรณ์ว่าตนเองจะหนีไม่พ้นเสียแล้ว จึงหันหลังกลับไปทันทีเพื่อเตรียมตัวสู้ตาย
เขาเคลื่อนพลังบรรพยุทธ์ในกายมาจับตัวอยู่ในฝ่ามือ เตรียมส่งพลังที่รุนแรงที่สุดออกไปโจมตี
ในขณะนั้นเอง มีมือข้างหนึ่งกดลงบนไหล่ของเขาแล้วดึงตัวเขาไปข้างหลัง
เขาเหลือบตาไปมองโดยไม่ตั้งใจ เห็นว่าเป็นร่างเงาสีน้ำเงินร่างหนึ่ง มองไม่เห็นใบหน้าชัดเจน
แต่เมื่อถอยห่างออกมามองจนเขาได้เห็นร่างกายของอีกฝ่ายชัดเจน ก็พลันยินดีปรีดา… มรรคาจารย์!
ในขณะที่ดึงตัวหลิวเสินโจวไปข้างหลัง ร่างจิตจำแลงเทพก็ซัดฝ่ามือออกไป… ฝ่ามือดาวม่วงชังเทวภูมิ!
พลังอาคมระเบิดขึ้น ภาพเงาของฝ่ามือสีม่วงขนาดใหญ่มหึมาข้างหนึ่งฟาดเข้าใส่ชีหมิงหวัง โครม…
ปราณวิญญาณยุทธ์ท่ามกลางความว่างเปล่าสั่นคลอน พลังสองสายเข้าปะทะกันกลายเป็นคลื่นลมแห่งพลังบรรพยุทธ์และพลังอาคมที่ซัดออกไปทุกทิศ
ชีหมิงหวังถูกแสงแรงกล้าท่วมทับและหยุดชะงักลงกับที่
แสงสีม่วงเจิดจาสาดไปบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยเลือดของหลิวเสินโจว เขาเบิกตากว้าง ในม่านตามีเพียงภาพแผ่นหลังของร่างจิตจำแลงเทพ ช่างเป็นพลังที่ทรงอำนาจเหลือเกิน!
ทั้งที่เขาเห็นว่ามรรคาจารย์แค่โบกมือธรรมดาเท่านั้น แต่กลับเป็นพลังแสนรุนแรงที่สามารถสยบชีหมิงหวังลงได้! แข็งแกร่งจริงๆ!
ฝ่ามือนี้ราวกับทำให้เขากลับไปในวันที่พาผู้ฝึกยุทธ์หนึ่งล้านคนลงมากระทั่งโลกเบื้องล่างเลยทีเดียว
จวบจนแสงนั้นจางหายไป ชีหมิงหวังที่มีเลือดท่วมกายกลับพุ่งเข้ามาโจมตีเจียงฉางเชิญ
ในเวลานี้ชีหมิงหวังแขนหักไปแปดแขน รัดเกล้าแตกละเอียด ผมเผ้ายุ่งเหยิง อาภรณ์สีแดงที่สวมอยู่บนกายขาดวิ่นจนเป็นเศษผ้า
ศีรษะทั้งสามต่างมีสีหน้าเดือดดาล พุ่งเข้าจู่โจมเจียงฉางเชิญด้วยพลังรุนแรงเกินต้าน ราวกับมารร้ายแสนต่ำช้าในตำนานโบราณที่หมายจะฉีกศัตรูของตนเป็นชิ้นๆ
เจียงฉางเชิญยกมือขึ้นมาชี้นิ้ว พลังอาคมแสนรุนแรงถูกยิงออกไปแทงทะลุทรวงอกของชีหมิงหวัง
ชีหมิงหวังหยุดชะงักลงในพริบตา สั่นสะท้านไปทั้งตัว ใบหน้าทั้งสามต่างเบิกตากว้างพร้อมกับม่านตาที่สั่นสะเทือนรุนแรง