เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 409 เผ่าหมิงเดือดดาล เทวะมหาเหมันต์มาเยือน
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 409 เผ่าหมิงเดือดดาล เทวะมหาเหมันต์มาเยือน
พลังอาคมของเจียงฉางเชิงไหลพุ่งพล่านไปทั่วร่างซีหมิงหวัง
ตัดขาดพลังบรรพยุทธ์และขัดขวางยอดเคล็ดวิชาของเขา ทำให้เขาค่อย ๆ กลับคืนสู่ร่างปกติ
“เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร…”
ซีหมิงหวังเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เขาก้มมองหน้าอกของตน เลือดสีแดงสดไหลทะลักไม่หยุด
ร่างจิตจำแลงเทพยกมือขึ้นโบกอีกหนึ่งครั้งก็เก็บซีหมิงหวังไว้ในฝ่ามือได้ นี่ก็คือวิชาจักรวาลกลางฝ่ามือ
เขาหันหลังกลับ จับตัวหลิวเสินโจวแล้วหายตัวไปอย่างรวดเร็วในส่วนลึกของห้วงสุญญตา
การต่อสู้ของทั้งสองคนนั้นรุนแรงมากเกินไป ทำให้เจียงฉางเชิงกังวลว่าจะถูกโลกเทพยุทธ์ค้นพบ เขาจึงรีบยุติการต่อสู้ จากนั้นก็พาทั้งสองคนจากไป
การจัดการซีหมิงหวัง ร่างจิตจำแลงเทพไม่ได้สิ้นเปลืองพลังอาคมมากนัก เขาเริ่มเคลื่อนไหวเปลี่ยนทิศไปมาในห้วงอนันตสุญญตา
แม้แต่หลิวเสินโจวก็ถึงกับมึนหัวไม่รู้ทิศทาง ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร เมื่อหลิวเสินโจวตั้งสติได้อีกครั้งก็พบว่าตนเองกลับมายังคงคาสวรรค์อีกครั้ง
เบื้องหน้าไกลออกไป ร่างสูงใหญ่หมื่นจั้งของทารกเทพกำเนิดสวรรค์นั่งสมาธิประดุจภูผา
หลิวเสินโจวสูดลมหายใจเข้าลึก ใบหน้าเย็นชาเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่ออย่างหาได้ยาก
แม้พลังของมรรคาจารย์จะทำให้เขารู้สึกฮึกเหิม แต่กระบวนการนี้กลับทำให้เขารู้สึกอับอายมาก เพราะไม่มีแม้แต่โอกาสจะพูดคุยกับมรรคาจารย์
“เฮ้อ! ช่างเถอะ!”
จากนั้นหลิวเสินโจวก็กระโดดลงไปยังแดนมนุษย์ หายลับไปในทะเลเมฆ
ภายในตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเชิงรับตัวซีหมิงหวังจากมือของร่างจิตจำแลงเทพ พลังอาคมถ่ายทอดต่อไป วิชาจักรวาลกลางฝ่ามือยังคงควบคุมไว้ตลอด
เขาใช้มือข้างหนึ่งประคองซีหมิงหวังไว้ มืออีกข้างเริ่มหลอมรัดเกล้าทอง
ร่างจิตจำแลงเทพสลายหายไปจากตรงนั้น พลังอาคมไหลเข้าสู่ร่างกายของเจียงฉางเชิงราวกับหมอกควัน
ไป๋ฉีลืมตาขึ้น เดินเข้าไปหาเจียงฉางเชิงด้วยความสงสัย
ภายในตำหนักมีเพียงแค่นางกับไป๋หลง ส่วนมูหลิงลั่วออกไปคัดเลือกเทพธิดาเพื่อบ่มเพาะเป็นพิเศษ
“นายท่าน ท่านกำลังทำอะไรอยู่หรือ”
ไป๋ฉีเอ่ยปากถามด้วยความระมัดระวัง สายตาของนางจับจ้องไปยังฝ่ามือขวาของเจียงฉางเชิง มองเห็นร่างเล็กของคนผู้หนึ่งอยู่ภายใน
ในขณะนี้ ซีหมิงหวังยังคงอดทนต่อการทำลายของพลังอาคม เขามองเห็นไป๋ฉี แต่จากมุมที่เขามองไป กลับมองไม่เห็นใบหน้าของเจียงฉางเชิง เห็นเพียงแค่อยู่ในเงาเท่านั้น เขาไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าเหตุใดตนเองถึงตัวเล็กลง
“เจ้าคือใครกันแน่” ซีหมิงหวังเงยหน้ากัดฟันเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง
เจียงฉางเชิงหาได้สนใจ เขาตั้งสมาธิหลอมรัดเกล้าทอง
ภายในรัดเกล้าทองนี้มีทั้งเขตอาคมคำสาปบีบรัดเกล้าทองและคาถาต่าง ๆ การหลอมสร้างรัดเกล้าทองหนึ่งอันช่างง่ายดายสำหรับเขาเสียจริง
ไป๋ฉีเริ่มพูดคุยกับซีหมิงหวัง นางไม่ได้เปิดเผยตัวตนของเจียงฉางเชิง แต่กลับถามถึงภูมิหลังของซีหมิงหวังไม่หยุด
“เจ้ามีนามว่าอะไร”
“เจ้าช่างน่าสงสารนัก กล้าดีอย่างไรถึงกล้าลงมือกับนายของข้า”
“เพียงเจ้าก้มหัวยอมรับผิด ขอร้องนายของข้า อาจจะยังพอมีความหวังรอดชีวิตอยู่บ้าง”
“อย่าได้หยิ่งผยองมากนักเลย บางครั้งการยอมก้มหัวอาจเป็นหนทางนำไปสู่โอกาสอันยิ่งใหญ่ก็เป็นได้”
“นึกถึงเมื่อในอดีตข้า…”
ซีหมิงหวังยิ่งฟังก็ยิ่งรำคาญ อยากจะสังหารนางผู้นี้ยิ่งนัก แต่เขายังไม่อยากตาย จึงได้แต่อดทนกล้ำกลืนไว้
แม้ไป๋ฉีจะดูเหมือนไม่เกรงกลัวสิ่งใด แต่ที่จริงแล้วนางคาดการณ์ท่าทีของเจียงฉางเชิงเอาไว้แล้ว
หากอีกฝ่ายถึงคราวที่ต้องตาย ป่านนี้คงตายไปนานแล้ว นายท่านของนางสังหารศัตรูไม่เคยลังเล สามารถพาเขามาที่นี่ได้ บางทีเขาอาจเป็นหลิวเสินโจวคนต่อไป
เจียงฉางเชิงฟังแล้วก็รู้สึกเพลิดเพลิน จึงไม่ได้ห้ามปราม
เมื่อไป๋ฉีได้รับอนุญาต ดังนั้นนางก็ยิ่งสนุกมากขึ้น ถึงขั้นเต้นระบำมือไม้ประกอบตามไปด้วย
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน รัดเกล้าทองหลอมเสร็จแล้ว เกิดการหดตัวเล็กลงอย่างรวดเร็ว และเจาะเข้าไปในฝ่ามือขวาของเจียงฉางเชิง ก่อนจะสวมลงบนศีรษะของซีหมิงหวัง
ซีหมิงหวังไม่ทันได้ระวังตัว ความกลัวผุดขึ้นในใจอย่างไร้ที่สิ้นสุด
นับตั้งแต่ที่เขาเริ่มฝึกยุทธ์ก็ยังไม่เคยประสบกับสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้มาก่อน แม้จะเคยพ่ายแพ้แต่ก็ไม่เคยตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบถึงขั้นนี้
เจียงฉางเชิงปล่อยตัวเขาออกมา ซีหมิงหวังก็ตกลงบนพื้นแล้วกลับคืนสู่ร่างขนาดปกติ
“จากวันนี้เป็นต้นไป เจ้าก็พักอยู่บนแดนสวรรค์เถิด”
เจียงฉางเชิงเอ่ยออกมา เขายกมือขวาขึ้น บัญชีสถาปนาเทพก็ปรากฏกลางอากาศ มือซ้ายโบกเบา ๆ จากนั้นซีหมิงหวังก็ถูกดูดเข้าไปในบัญชีสถาปนาเทพ
การควบคุมล้างโชคชะตาเดิมออก เปลี่ยนเป็นโชคชะตาแห่งแดนสวรรค์
เมื่อร่างตกถึงพื้นอีกครั้ง ซีหมิงหวังก็หงายหลังนอนคว่ำอยู่บนพื้น หอบหายใจอย่างรุนแรง
เขาตกใจที่พบว่าพลังอันลึกลับภายในร่างกายนั้นได้หายไปแล้ว ทำให้เขาเผลอคิดจะหลบหนีตามสัญชาตญาณ แต่พอกำลังจะลุกขึ้น ศีรษะก็กลับปวดอย่างรุนแรง
เขากุมศีรษะด้วยทั้งสองมือ รู้สึกเพียงเวียนหัวอย่างหนักและทรมานจนถึงขีดสุด
คำสาปบีบรัดเกล้าทองไม่ใช่เพียงแคี่ความเจ็บปวดจากรัดเกล้าที่บีบรัดแน่น คือยังสามารถสร้างความปวดร้าวให้กับจิตวิญญาณได้อีก
ซีหมิงหวังไม่เคยประสบกับความทรมานเช่นนี้มาก่อน เข้าร้องเสียงแหลมแสบแก้วหู จนทำให้ไป๋หลงสะดุ้งตื่น
เสียงร้องของซีหมิงหวังไม่มีทางเล็ดลอดออกจากตำหนักเมฆาม่วงได้ แต่ทว่าไป๋ฉีและไป๋หลงได้ยินก็รู้สึกขนลุก
พวกนางมองไปยังเจียงฉางเชิงโดยไม่รู้ตัว พบว่าริมฝีปากของเขาขยับอยู่ เห็นได้ชัดว่ากำลังร่ายคาถาอย่างเงียบ ๆ
นี่มันวิชาอะไรกันแน่…
ไป๋ฉีรู้สึกหนาวสั่น เพราะกลิ่นอายของซีหมิงหวังในตอนนี้ทรงพลังยิ่งนัก ทำให้นางมีความรู้สึกเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับหลิวเสินโจว แถมยังดูแข็งแกร่งกว่าหลิวเสินโจวซื่อเอ๋อร์เสียด้วยซ้ำ
ผู้ที่แข็งแกร่งเช่นนี้กลับถูกทรมานจนอยู่ในสภาพนี้…
เจียงฉางเชิงร่ายคาถาไม่นาน เมื่อได้ยินคำสาปบีบรัดเกล้า ซีหมิงหวังก็หยุดร้องทันที เขาทรุดเข่าลงกับพื้น สั่นไปทั้งตัว ไร้ซึ่งท่าทีของผู้เป็นอัจฉริยะนิรันดรกาล
เจียงฉางเชิงเอ่ยปากกล่าวว่า “เคล็ดวิชาทั้งหมดที่เจ้าได้เรียนมาหาใช่หนทางที่ถูกต้อง หากยังปล่อยปละละเลย สักวันเจ้าจะมีมารเกิดขึ้นในใจ และเจ้าอาจถูกมารนั้นกลืนกินจนสิ้น”
เจียงฉางเชิงไม่ได้กล่าวเกินจริง หากแต่ว่ายอดเคล็ดวิชาที่ซีหมิงหวังฝึกฝนนั้นดูเหมือนกับรวมเผ่ามารและวิถีเซียนไว้ด้วยกัน การแปลงร่างเช่นนี้ก็คล้ายกับอภินิหารมาก
สงสัยว่าซีหมิงหวังเคยไปยังสถานที่สืบทอดวิถีเซียนมาเป็นแน่ เพียงแต่ไม่อาจฝึกฝนได้ดี จึงกลายเป็นฝึกได้แปลกประหลาดเช่นนี้
ร่างที่มีสามศีรษะสิบสี่แขนจะทำให้พลังของซีหมิงหวังพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ก็ทำให้ความโหดเหี้ยมในใจของเขาเพิ่มขึ้นอีกด้วย
ซีหมิงหวังเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก ดวงตาสองข้างแดงก่ำ กัดฟันถามออกไปวา “เจ้าเป็นใครกันแน่”
“บรรพจารย์แห่งเซียนทั้งปวง เจ้าจะเรียกข้าว่ามรรคาจารย์ก็ย่อมได้ จากนี้ไปเจ้าจงพักอยู่ในโลกคุนหลุนเสีย หลิวเสินโจวจะเป็นผู้ดูแลเจ้า”
เจียงฉางเชิงประทับอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคา โบกมือเบา ๆ ลมแรงก็พัดตรงไปยังซีหมิงหวัง แล้วส่งเขาออกจากตำหนักเมฆาม่วงทันที
ซีหมิงหวังยังมีความรู้สึกเช่นเดียวกับหลิวเสินโจวคือเวียนหัวมึนงง เกิดความรู้สึกทรมานเช่นเดียวกับมนุษย์ปุถุชน
เมื่อเขาตกลงถึงพื้น เบิกตาขึ้นมามองก็พบว่าตนเองอยู่ท่ามกลางป่าเขา เขาลุกขึ้นช้า ๆ ด้วยสีหน้าสับสน
“มรรคาจารย์… โลกคุนหลุน…”
==========================================================
อีกด้านหนึ่ง
เจียงฉางเชิงหลับตาฝึกวิชาอย่างต่อเนื่อง เขาสนใจในประสบการณ์ของซีหมิงหวังเป็นอย่างมาก แต่ตอนนี้เขากำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการบรรลุขั้น จึงขอบรรลุขั้นให้สำเร็จก่อนแล้วค่อยว่ากัน
การช่วยหลิวเสินโจวไม่ได้รับรางวัลรอดชีวิต กลับไม่ได้ทำให้เขารู้สึกแปลกใจ เพราะความสัมพันธ์ของเขากับหลิวเสินโจวไม่ได้สนิทชิดเชื้อ หากจะตายก็ปล่อยให้ตายไปได้ ไม่อาจเกิดเคราะห์กรรมให้เขาต้องแก้แค้น เขาเพียงแคี่คิดพิจารณาในมุมมองของแดนสวรรค์ก็เท่านั้น
ความคิดฟุ้งซ่านเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในใจของเขาแม้แต่น้อย
ตอนนี้เขามีความคิดอยู่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น บรรลุขั้น!
ไป๋ฉีเห็นว่าเขาไม่ได้พูดอะไรมากนักจึงไม่กล้ารบกวน นางเดินไปนั่งสมาธิที่มุมห้อง แล้วเข้าสู่ห้วงความฝันในทันที
ไป๋หลงพลิกตัวไปมา เปลี่ยนเป็นท่านอนที่สบายขึ้นกว่าครั้งก่อน ฉากเมื่อครู่ทำให้ตกใจเสียจริง มันจะต้องนอนให้ฝันดีเพื่อชดเชยตัวเองเสียหน่อย
ภายใต้ท้องฟ้าสีแดงเข้ม ภูเขามากมายมหาศาลทอดยาวสลับซับซ้อนคล้ายสันหลังของโลก บนยอดเขาสูงแห่งหนึ่งมีวิหารโบราณหลังหนึ่งตั้งอยู่
ในห้องโถงใหญ่ของวิหารมีชายหญิงหลายสิบคนรวมตัวกันอยู่ที่นี่
พวกเขาคือคนของเผ่าหมิง หนึ่งในเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งนับหมื่นปี
ผู้เป็นหัวหน้ามีนามว่าหมิงจุน มีพลังแข็งแกร่งมาก เขานั่งนิ่งเหมือนภูเขาไฟที่กำลังจะปะทุ โดยเฉพาะดวงตาทั้งสองของเขาที่เปล่งประกายเย็นยะเยือกชวนให้เกรงกลัว
“หยกยุทธ์ของซีหมิงหวังแตกสลายแล้ว เขาไปที่ใดกันแน่” หมิงจุนเอ่ยถามขึ้น เสียงเคร่งขรึม วิหารทั้งหลังกำลังสั่นสะเทือน
หญิงชราคนหนึ่งเอ่ยปากตอบไปว่า “ได้ยินว่าเขาไปเข้าร่วมการท้าประลองกับหลิวเสินโจว แต่เมื่อไม่นานมานี้ ได้ยินมาจากเผ่าหลิวว่าหยกยุทธ์ของหลิวเสินโจวก็แตกสลายไปตั้งนานแล้ว เพียงแต่ข่าวนี้ยังไม่แพร่ออกไป เรื่องนี้ต้องมีลับลมคมในเป็นแน่”
คนอื่น ๆ ก็เริ่มเปิดปากพูดตาม เสียงส่วนใหญ่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น
“หรือว่าจะเป็นฝีมือของโลกเทพยุทธ์กัน”
“ข้าว่าใช่เป็นแน่ เพราะหลิวเสินโจวเป็นถึงอัจฉริยะที่โลกเทพยุทธ์เลี้ยงดูไว้ โลกเทพยุทธ์แจ้งให้เผ่าหลิวทราบว่าเขาตายแล้ว นี่มันง่ายเกินไปแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเหตุใดโลกเทพยุทธ์จึงต้องปิดบังเรื่องนี้ เรื่องนี้ต้องรอจนเผ่าหลิวโกรธแค้นเสียก่อนแล้วจึงบอกความจริง”
“หรืออาจจะเกี่ยวกับความขัดแย้งภายในของโลกเทพยุทธ์เอง ได้ยินมาว่าตูกูเตาและเจ็ดสิบสองถ้ำเทวะของไทซังคุนหลุนต่างก็ตายจนหมด ล้วนแต่ตายในเงื้อมมือของมรรคาจารย์ โลกเทพยุทธ์พยายามหาตำแหน่งของแดนสวรรค์แต่กลับตามสืบไม่พบ ช่างเป็นเรื่องที่แปลกเสียจริง แม้แต่อำนาจของโลกเทพยุทธ์เองก็ตามหาไม่เจอจริงหรือ หรือว่าซีหมิงหวังเองก็ตายในเงื้อมมือของมรรคาจารย์เช่นกัน”
ทุกคนต่างถกเถียงกันเรื่องการตายของซีหมิงหวัง สร้างความสะเทือนใจแก่พวกเขาเป็นอย่างยิ่ง เขาเป็นถึงผู้เยี่ยมยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในเผ่าหมิงในรอบล้านปีที่ผ่านมา ถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่นิรันดรกาล พวกเขาไม่อาจยอมรับการตายของซีหมิงหวังที่แข็งแกร่งเช่นนี้ได้
หมิงจุนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาวา “ไม่ว่าจะเป็นมรรคาจารย์หรือว่าโลกเทพยุทธ์ เรื่องนี้จะต้องสืบให้กระจ่าง ว่ามันคือมหันตภัยวิถียุทธ์สิ่งใดกันถึงทำให้มีคนฉวยโอกาสจากมหันตภัยครั้งนี้ เพื่อเอาดาบมาจ่อบนคอของเผ่าหมิง หากสืบไม่พบผู้ร้ายตัวจริง เช่นนั้นก็ต้องให้ผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วนถูกฝังไปพร้อมกัน!”
เขาลุกขึ้นกะทันหัน คนอื่น ๆ ก็ลุกขึ้นเช่นเดียวกัน
“เดินทางไปโลกเทพยุทธ์ก่อน ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ฝีมือของโลกเทพยุทธ์ แต่ตอนนี้ก็มีเพียงโลกเทพยุทธ์ที่กำลังสืบเรื่องของมรรคาจารย์อยู่”
ท่ามกลางมหาสมุทรไร้ขอบเขต บนเกาะร้างแห่งหนึ่ง ไทซังคุนหลุนปรากฏตัวอีกครั้ง เขาเดินไปหาสตรีผมขาวแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “เหตุใดจึงถอนกำลัง ไม่ตามสืบเรื่องมรรคาจารย์แล้วหรือ”
สตรีผมขาวลืมตาขึ้น แววตาซับซ้อน นางตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “ในช่วงเวลาสั้น ๆ นี้ยังคงหาเบาะแสไม่พบ แต่พวกเราได้รู้มาว่าแดนโลหิตกำลังเตรียมบุกโลกเทพยุทธ์”
“หาเบาะแสไม่พบ? เจ้าไม่คิดว่ามันน่าขันหรือ โลกเทพยุทธ์ขัดแย้งภายในกันมานานหลายปี ถึงขั้นเสียการควบคุมดินแดนทั้งสามพันไปจริงๆ แม้มรรคาจารย์จะซ่อนตัวอยู่ในห้วงอนันตสุญญตา แต่ด้วยสายลับที่โลกเทพยุทธ์ส่งมาและการทำนายความลับสวรรค์ จะหาไม่เจอได้อย่างไร”
ไทซังคุนหลุนกล่าวเยาะเย้ย เขาผิดหวังในโลกเทพยุทธ์ยิ่งนัก
สตรีผมขาวมีสีหน้าเย็นชาเอ่ยต่อไปว่า “แม้โลกเทพยุทธ์จะเคยเลือกเส้นทางผิดไปหลายครั้งก็จริง แต่สุดท้ายก็ยังคงเป็นเส้นทางของสวรรค์ เป็นเส้นทางที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว ความยากลำบากเช่นนี้โลกเทพยุทธ์ก็เคยผ่านมานานแล้ว เพราะฉะนั้นมหันตภัยวิถียุทธ์ในครานี้จะเริ่มโดยโลกเทพยุทธ์เอง พร้อมทั้งกำจัดห้วงอนันตสุญญตาไปเสีย และต้องทำให้เหล่าศัตรูที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดมิดตายจนหมดสิ้นให้ได้”
น้ำเสียงของนางแฝงไปด้วยจิตสังหารที่น่ากลัว จนทำให้ไทซังคุนหลุนขมวดคิ้วแน่น คำพูดหยิ่งยโสเช่นนี้อีกแล้ว
ดูเหมือนจะอ่านใจของเขาออก สตรีผมขาวจึงกล่าวอย่างใจเย็นลงว่า “เทวะมหาเหมันต์กำลังจะกลับมา พลังของตำนานนั้นเจ้าก็ควรจะเชื่อข้าบ้างแล้วกระมัง!”
“เทวะมหาเหมันต์หรือ!” ไทซังคุนหลุนรู้สึกสะเทือนใจ รีบเอ่ยถามออกไปว่า “เหตุใดจึงเชิญเขากลับมาได้ หากเขาลงมือ สิ่งที่ถูกทำลายคงไม่ใช่เพียงแคี่พวกผิดแผกเหล่านี้เท่านั้น!”
สตรีผมขาวส่ายหัวเล็กน้อยเอ่ยว่า “ประมุขภพทนมามากพอแล้ว โลกเทพยุทธ์ต้องแบกรับมากมาย ตอนนี้ทั้งปัญหาภายในและภายนอก ถึงเวลาต้องเดินตามหนทางแห่งการกดขี่แล้ว ในยามสงบโลกเทพยุทธ์เต็มใจที่จะอยู่ในกฎเกณฑ์ แต่เมื่อความวุ่นวายมาถึง มีเพียงการกดขี่เท่านั้นจึงจะสามารถสงบทุกสิ่งได้”
ไทซังคุนหลุนเงียบไป
สตรีผมขาวเปลี่ยนเรื่องแล้วเอ่ยถามว่า “การคัดเลือกเจ็ดสิบสองถ้ำเทวะเป็นเยี่ยงไร มีคนเข้าตาเจ้าบ้างหรือไม่”
(หมายเหตุ: ติดตามต่อในบทถัดไป)