เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 415 เจ้ายุทธ์วิบัติ การต่อสู้ระหว่างร่างแยก จิตหวนสดับหลักคำสอน!
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 415 เจ้ายุทธ์วิบัติ การต่อสู้ระหว่างร่างแยก จิตหวนสดับหลักคำสอน!
ฟังก์ชันนี้ทำให้เจียงฉางเซิงนึกถึงภาพมายาตอนที่เขาผ่านด่านเคราะห์ก่อนหน้านี้ หรือว่าฟังก์ชันนี้จะพัฒนามาจากสิ่งนั้นกันแน่? แต่ในเวลานั้นเจียงฉางเซิงกลับไม่ได้ยินเนื้อหาของการเทศนา ทำให้เขารู้สึกเสียดายยิ่งนัก ในที่สุดตอนนี้เขาก็มีโอกาสอีกครั้งแล้ว
เขาไม่ได้รีบร้อนที่จะใช้ฟังก์ชันนี้ เพราะถึงอย่างไรตอนนี้ก็ยังไม่มีอุปสรรคใด ๆ สู้อดทนเพื่อรอปลดปล่อยครั้งใหญ่ในภายหลังเสียดีกว่า
เจียงจื่ออวี๋เดินเข้ามาคารวะต่อหน้าเขา จากนั้นก็กล่าวถึงจุดประสงค์การมาของตน
“จงรอเวลาอีกสักหน่อย วิถีเซียนเพิ่งเปิดออก เรื่องเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้คือต้องรีบเปลี่ยนลมปราณให้เป็นพลังวิญญาณ”
เจียงฉางเซิงตอบกลับ เมื่อเจียงจื่ออวี๋ได้ยินดังนั้นแม้จะผิดหวังอยู่บ้าง แต่ก็เข้าใจว่าไม่ควรรีบเร่งเกินไป อย่างไรเสียเขาก็ได้ถามเพื่อพอจะรับมือกับผู้คนด้านล่างได้แล้ว
“ท่านพ่อ วิถีบำเพ็ญเซียนควรจะมีการแบ่งระดับขั้นกระมัง” เจียงจื่ออวี๋เอ่ยถามอย่างระมัดระวัง ดวงตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
เจียงฉางเซิงมองเพียงแวบเดียวก็ล่วงรู้ความคิดของเขา ไม่ต้องฟังเสียงในใจเขาแม้แต่น้อย จึงเอ่ยปากถามขึ้นว่า “เจ้าอยากจะบำเพ็ญเคล็ดวิชาของข้าหรือ”
เจียงจื่ออวี๋แกล้งกระแอมเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “ไม่ใช่ของท่านก็ได้ ขอเพียงแค่สูงกว่าเคล็ดวิชาของมหาพิภพจิตจรก็พอแล้ว”
ไป๋ฉีได้ยินดังนั้นก็ถึงกับเบิกตากว้าง หันไปมองเจียงฉางเซิงด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมด้วยความหวังเช่นเดียวกัน
เจียงฉางเซิงฮึดฮัดเล็กน้อย แล้วกล่าวถึงเคล็ดวิชาขั้นแรกของวิชามรรคาธรรมชาติทันที หวังให้พวกเขาตัดใจเสีย
วิถีเซียนนี้มีเขาเป็นผู้ก่อตั้ง และโชคชะตาของแดนสวรรค์ล้วนแต่ถือกำเนิดจากโชคชะตาของเขาทั้งสิ้น โดยทั้งหมดนี้มีวิชามรรคาธรรมชาติเป็นรากฐาน วิชามรรคาธรรมชาติได้กลายเป็นกฎดั้งเดิมของวิถีเซียนแล้ว สรรพชีวิตภายใต้กฎนี้ไม่อาจครอบครองได้ และนี่ก็คือสาเหตุที่ป้ายวิถีเซียนพิภพแยกวิชามรรคาธรรมชาติออกจากกันทันที
เจียงจื่ออวี๋และไป๋ฉีฟังด้วยความตั้งใจ แต่เมื่อยิ่งฟังก็ยิ่งสับสน จนถึงขั้นเวียนศีรษะเล็กน้อย
นี่คือแรงสะท้อนกลับของวิถีเซียน แรงสะท้อนนี้แม้แต่เจียงฉางเซิงก็ไม่อาจควบคุมได้ แต่ทว่ากลไกนี้เป็นสิ่งที่ปกป้องเขา เขาย่อมไม่คิดหาหนทางแก้ไข วิถีเซียนที่เขาได้สร้างขึ้นจะมีเขาเป็นจุดสูงสุดและขีดจำกัดตลอดกาล เว้นแต่จะเผชิญกับพวกผิดแผกที่บุกเข้ามา เช่นเดียวกับสถานะของเขาที่อยู่ในวิถียุทธ
เมื่อเจียงฉางเซิงพูดจบ เขาก็เอ่ยถามว่า “พอจะเข้าใจบ้างหรือไม่”
เจียงจื่ออวี๋ตอบอย่างจนปัญญาวา “ช่างลึกล้ำเกินหยั่งถึงเสียจริง เป็นลูกที่โลภเกินไปขอรับ”
ไป๋ฉีก็รีบส่ายหัวทันทีราวกับกลองปองแป๋ง
เจียงฉางเซิงจึงกล่าวต่อไปอีกว่า “เคล็ดวิชาของข้าก็คือวิถีเซียนทั้งสิ้น หากพวกเจามีบุญวาสนาและมีพรสวรรค์เพียงพอก็ย่อมได้รับโอกาส และวิถีมรรคาที่เหนือกว่าสรรพชีวิตเอง”
เจียงจื่ออวี๋เหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่างจึงเอ่ยออกไปว่า “ท่านพ่อข้าเข้าใจแล้วขอรับ สิ่งที่ท่านครอบครองหาใช่เพียงแค่เคล็ดวิชาแต่คือมหามรรคา พวกเราบำเพ็ญเซียนเพื่อแสวงหามหามรรคาก็เปรียบเสมือนแสวงหาท่าน”
คำพูดเหล่านี้… เจียงฉางเซิงก็รู้สึกว่าพอมีเหตุผลอยู่บ้าง แก่นแท้ของมหามรรคาก็อาจจะเป็นเช่นนี้
เจียงจื่ออวี๋ไม่กล้ารบกวนต่อจึงขอตัวกลับไป ส่วนไป๋ฉีก็หลบไปฝึกเงียบ ๆ ที่มุมดังเดิม
มู่หลิงสลัดร่างลงไปยังแดนมนุษย์เมื่อหลายปีก่อนเพื่อชี้แนะเจียงซิว จึงไม่ได้อยู่ในตำหนักเมฆาม่วง ในเมื่อการบำเพ็ญเพียรถูกขัดจังหวะ เจียงฉางเซิงจึงเริ่มมองลงมายังแดนมนุษย์เพื่อชมอารยธรรมการบำเพ็ญเซียนที่เขาสร้างขึ้น
ถึงแม้แต้มเผยแผ่หลักคำสอนจะมีเพียงหนึ่งร้อยห้าสิบกว่าล้านเท่านั้น แต่จำนวนผู้ที่บำเพ็ญเซียนนั้นมีมากมายนับไม่ถ้วน ดังนั้นผู้ศรัทธาทุกคนต่างก็พยายามฝึกบำเพ็ญเซียน และยังมีสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่ผู้ศรัทธาอีกนับไม่ถ้วนที่แสวงหาพลังแบบใหม่ แดนมนุษย์เจริญรุ่งเรือง และในที่สุดปราณวิญญาณฟ้าดินก็เป็นที่รู้จักของทุกสรรพชีวิต
เดิมทีเจียงฉางเซิงเป็นผู้เดียวที่ใช้ปราณวิญญาณฟ้าดิน บัดนี้มีผู้ติดตามวิถีมรรคาเข้ามาใช้ด้วย แต่ก็หาได้กระทบถึงเขา เพราะว่าปราณวิญญาณฟ้าดินนั้นมีมากมายมหาศาล และเหล่าผู้บำเพ็ญเซียนก็ยังไม่สามารถคุกคามถึงเจียงฉางเซิงได้
วิถีเซียนแข็งแกร่งขึ้นทุกวัน ขอบเขตของวิถีมรรคาก็ขยายออก และทรัพยากรก็เพิ่มขึ้นทวีคูณเช่นเดียวกัน นอกจากนี้เจียงฉางเซิงยังครอบครองโลกแห่งมรรคาซึ่งเป็นของเขาเพียงผู้เดียว เมื่อก้าวสู่ผลมรรคาเอกเทวะ โลกแห่งมรรคาก็ให้กำเนิดสมบัติฟ้าดินนานัปการ สมบัติเหล่านี้สามารถเร่งการกำเนิดของปราณฟ้าดินได้มากยิ่งขึ้น
เจียงฉางเซิงได้ผ่านพ้นช่วงที่ต้องสะสมพลังด้วยปราณวิญญาณฟ้าดินแล้ว สิ่งที่เขาต้องทำในตอนนี้ก็คือรู้แจ้งมรรคาและเข้าใจพลังแห่งกฎเกณฑ์
แดนมนุษย์มีทั้งความดีและความชั่ว เที่ยนจิงก็กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง เจียงฉางเซิงมองในมุมมองของผู้สังเกตการณ์ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนอยู่ในสายตาของเขา
การเฝ้ามองครั้งนี้กินเวลาถึงห้าปี ระหว่างนั้นเจียงฉางเซิงได้เห็นหลายเรื่องที่ไม่เป็นธรรม เขาก็เข้าไปช่วยสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นให้หลุดพ้นจากทางตัน โดยไม่ได้ใช้ฐานะของมรรคาจารย์ลงมือ และกระทั่งทำให้ผู้ที่ทุกข์ยากเหล่านั้นไม่รู้ว่าผู้ใดคือผู้ที่เข้ามาช่วยเหลือ
ทำตามใจปรารถนานี่แหละคือมรรคาของเจียงฉางเซิง เขาไม่จงใจรักษาภาพลักษณ์ของตนในฐานะเทพเซียนจนถึงขั้นเมินเฉยต่อแดนมนุษย์ และเขาจะไม่เอื้ออาทรเพียงแค่ผู้ศรัทธา ทุกสิ่งล้วนทำตามเจตจำนงของตน ทุกครั้งที่เขาหลับตา ความเข้าใจต่อเคราะห์กรรมของเขาก็ยิ่งลึกซึ้งขึ้น เมื่อเขามองแดนมนุษย์เป็นระยะ ๆ ย่อมรู้แจ้งมากขึ้นเสมอ ความรู้แจ้งเช่นนี้ทำให้เขาสงบสุขยิ่งนัก นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของการบำเพ็ญเพียร
เจียงฉางเซิงมองไปยังมหาภพนิลงเหลือง เป้าหมายของเขาคือยันตเทพกำเนิดจักรวาล เมื่อสายตามองเข้าไป เขาพบว่าเฟิงอวี่ไม่ได้อยู่ในมหาภพนิลงเหลืองแล้ว แต่ไปอยู่ในดินแดนที่ระดับสูงกว่า เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตของเขากำลังถูกขัดขวาง เขารู้สึกถึงพลังของกฎเกณฑ์ที่ยิ่งใหญ่ หากฝ่าเข้าไปโดยตรงย่อมต้องทำให้ดินแดนนั้นตื่นตระหนก
หรือว่าที่นั่นคือโลกเทพยุทธกันแน่?
เจียงฉางเซิงคิดในใจเงียบ ๆ เขาพยายามคำนวณหาผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกเทพยุทธ แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้อยู่ในขอบเขตการคำนวณของระบบ แม้ว่าฟังก์ชันพยากรณ์จะได้รับการเสริมพลัง แต่หากจะครอบคลุมโลกเทพยุทธก็ยังต้องใช้เวลา อย่างไรมหาภพนิลงเหลืองก็ยิ่งใหญ่มากพอ ดวงจิตของเขายังไม่อาจครอบคลุมมหาภพนิลงเหลืองได้ทั่ว
เจียงฉางเซิงเริ่มกวาดตามองมหาภพนิลงเหลืองอย่างสบาย ๆ เวลาผ่านไปหลายปีเพียงนี้สงครามก็ลดน้อยลง ในอาณาเขตล้วนแต่มีกองทัพของโลกเทพยุทธกำลังลาดตระเวนรักษาความสงบกัน
ท่ามกลางดินแดนที่มีพายุทรายปกคลุม มีร่างหนึ่งก้าวเดินออกมาอย่างช้า ๆ เสื้อคลุมสีดำปลิวไสวราวกับเปลวเพลิงสีดำที่พลิ้วไหวกลางพายุทราย เบื้องหน้าเขาคือหมู่บ้านร้างที่พังพินาศ
เขาคือบุรุษผู้หนึ่งที่มีผมดำยาวไปจนถึงส้นเท้า ใบหน้าซีดขาว มีดวงตาสี่ดวงอยู่บนหน้า ชวนให้ประหลาดใจยิ่งนัก ดวงตาทั้งสองข้างปิดสนิท ในขณะที่ดวงตาบนหน้าผากสองดวงมองสำรวจรอบด้านด้วยแววตาเย็นยะเยือก ที่เอวของเขามีฝักกระบี่เรียบยาวห้อยอยู่ มีพลังปราณสีครามหมุนวนรอบฝักกระบี่ เขาเดินเข้าไปยังหมู่บ้านร้างแล้วเอ่ยอย่างช้า ๆ ว่า “เหวินไท่ชู ออกมาเถอะ”
ทันทีที่สิ้นเสียงพูด ประตูของกระท่อมไม้หลังหนึ่งก็เปิดออก ผู้เฒ่าตาตาบอดที่เคยช่วยพวกเจียงเจี้ยนไว้ก็เดินออกมาอย่างช้า ๆ สีหน้าของเหวินไท่ชูแข็งทื่อ ถึงแม้จะไร้ดวงตาแต่จากร่างกายที่สั่นเทาของเขา เห็นได้ชัดว่าเขากลัวอีกฝ่ายมากทีเดียว ถึงขั้นเริ่มมีเหงื่อไหลออกมาบนใบหน้า
“แดนสวรรค์เคยมาเยือนดินแดนนี้หรือไม่” บุรุษอาภรณ์สีดำจ้องมองไปที่เขาแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
เหวินไท่ชูกล่าวตอบไปว่า “ใช่แล้ว”
“พวกเขามาที่นี่ครั้งล่าสุดคือเมื่อใดกัน”
“ผู้เฒ่าจำไม่ได้แล้ว”
“แดนสวรรค์ไม่ได้ลงมือกับท่านหรือ”
เมื่อบุรุษอาภรณ์สีดำพูดจบ เขาก็เคลื่อนตัวมายืนตรงหน้าเหวินไท่ชูอย่างรวดเร็ว เหวินไท่ชูพยายามหลบตามสัญชาตญาณแต่ก็ถูกเขาจับไหล่ไว้แน่นจนขยับไม่ได้ เขาโน้มตัวลงไปใกล้แล้วกระซิบข้างหูเหวินไท่ชูด้วยน้ำเสียงเบา ๆ ว่า “ท่านอาจารย์ ตอนนี้พวกผิดแผกล่วงล้ำเข้ามาถึงแดนเนรเทศแล้ว แต่ท่านกลับไม่รายงานศิษย์อย่างข้า ดูเหมือนท่านจะไม่อยากหลุดพ้นสถานะถูกเนรเทศใช่หรือไม่”
เหวินไท่ชูนิ่งเงียบไป บุรุษอาภรณ์สีดำถอยหลังสองก้าว มองไปรอบ ๆ แล้วถามด้วยความแปลกใจว่า “ที่นี่มีร่องรอยกลิ่นอายที่ไม่ธรรมดา หรือว่าคนจากแดนสวรรค์ยังซ่อนตัวอยู่ที่นี่”
เหวินไท่ชูสีหน้าเปลี่ยนยกใหญ่ เขารีบตอบไปว่า “มรรคาจารย์นั้นลึกซึ้งยากหยั่งถึง เจ้าคิดจะทำให้เขาโกรธจริงหรือ”
บนใบหน้าซีดขาวของบุรุษอาภรณ์สีดำเผยรอยยิ้มเหี้ยมโหดออกมา พร้อมกล่าวว่า “เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ ดูเหมือนท่านได้ต่อสู้กับเขาแล้วสินะ แล้วยังแพ้แบบน่าสงสารเสียด้วย เช่นนั้นศิษย์คนนี้ยิ่งต้องไปเจอเขาให้ได้ อย่างน้อยก็เพื่อกู้หน้าท่านบ้าง”
หลังจากพูดจบเขาก็หายตัวไปจากตรงนั้นทันที เหวินไท่ชูมองไปยังทิศทางของแดนต้องห้ามบรรพกาล ถอนหายใจเบา ๆ แต่ก็ไม่ได้ไล่ตามไป เขานั่งอยู่หน้าประตู จมอยู่กับความคิด นิ่งราวกับรูปแกะสลักไม่ขยับเขยื้อน
หลังจากเวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป บุรุษอาภรณ์สีดำปรากฏตัวในวังวนแห่งมิติเวลา สายตาของเขาจับจองไปที่ผิงอัน
ผ่านมาหลายปีเพียงนี้ ผิงอันก็ยังคงขดตัวอยู่ มีเพียงร่างกายของเขาที่กลายเป็นสีขาวผ่อง รอยแผลเป็นจากสงครามในอดีตก็หายไปจนหมด เขาหายใจเบา ๆ ราวกับเด็กทารกในครรภ์
สายตาของบุรุษอาภรณ์สีดำเลื่อนมองไปยังที่ข้าง ๆ เขามองเห็นร่างแยกของเจียงฉางเซิง ร่างแยกของเจียงฉางเซิงกำลังนั่งสมาธิอยู่ ตอนนี้สายตาก็จ้องไปที่บุรุษอาภรณ์สีดำเช่นเดียวกัน
ทั้งสองคนสบตากัน และกระแสมิติเวลาที่ไหลเวียนรอบ ๆ ก็หยุดนิ่งไป บุรุษอาภรณ์สีดำแค่นหัวเราะแล้วเอ่ยถามขึ้นว่า “มรรคาจารย์แห่งแดนสวรรค์หรือ”
เจียงฉางเซิงย้อนถามกลับ “แล้วเจ้าเป็นใคร”
บุรุษอาภรณ์สีดำยกยิ้มที่มุมปากแล้วบอกว่า “ข้าคือเจ้ายุทธ์วิบัติจากโลกเทพยุทธ!”
ทันใดนั้นเขาก็หงายมือขึ้นแล้วฟาดฝ่ามือไปยังร่างแยกของเจียงฉางเซิง
ในตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเซิงที่กำลังเฝ้าสังเกตการณ์มหาภพนิลงเหลืองก็รู้สึกถึงบางสิ่ง จึงรีบเก็บเนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตกลับมาทันที
มีคนกำลังสู้กับร่างแยกของเขา!
เจียงฉางเซิงรีบแยกร่างอีกหนึ่งร่างขึ้นมาทันที จากนั้นหายตัวไปจากตำหนักแล้วแอบเข้าไปยังประตูหมื่นโลกโดยไม่มีใครรู้ตัว
ภายในแดนต้องห้ามบรรพกาล วังวนแห่งมิติเวลาลอยอยู่เต็มท้องฟ้า ผันผวนรุนแรง พื้นดินก็สั่นสะเทือนอย่างหนักราวกับเกิดแผ่นดินไหว ทันใดนั้นเอง!
วังวนแห่งมิติเวลาผืนนั้นระเบิดออก กลายเป็นหลุมดำขนาดใหญ่ เจียงฉางเซิงโอบกอดผิงอันและพุ่งถอยหลังออกมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะตกลงสู่พื้น เท้าทั้งสองยังลื่นไถลไปไกลหลายสิบจั้ง
เจียงฉางเซิงเงยหน้าขึ้น มองเห็นเงาร่างบุรุษอาภรณ์สีดำเดินออกมาจากหลุมดำช้า ๆ เจ้ายุทธ์วิบัติ!
ขณะนี้เอง เจ้ายุทธ์วิบัติลืมตาทั้งสี่ดวงขึ้นมา ดวงตาสองดวงที่อยู่ใต้ดวงตาบนหน้าผากนั้นช่างน่าขนลุกนัก รูม่านตาสีแดงเลือด ปราณสีครามที่น่ากลัวพวยพุ่งออกมาจากดวงตาและวนเวียนอยู่รอบตัวเขา
“มรรคาจารย์แห่งแดนสวรรค์แข็งแกร่งจริงๆ ไม่แปลกใจที่สามารถสังหารประมุขยุทธของโลกเทพยุทธรวมไปถึงเจ็ดสิบสองถ้ำเทวะได้ แต่น่าเสียดายที่ท่านมีบาปกรรมหนักหนา ข้าจำเป็นต้องนำหัวท่านกลับไป” เจ้ายุทธ์วิบัตียืนมองลงมาเย้ยหยันเจียงฉางเซิง
“ก่อนตายจงบอกตัวตนที่แท้จริงของท่านมาเถอะ ตัวตนเช่นนี้ของท่านจะต้องเป็นผู้อาวุโสที่มีชื่อเสียงของดินแดนทั้งสามพันเป็นแน่ อย่าได้เสียดายไป ข้าจะต้องระลึกถึงคู่ต่อสู้อย่างท่านหลังจากนี้แน่นอน”
เสียงของเขาเต็มไปด้วยการดูถูกและประชดประชัน เจียงฉางเซิงตอบด้วยความสงบว่า “หากท่านอยากจะสังหารข้า คงจะไม่ง่ายขนาดนั้นใช่หรือไม่”
ใบหน้าเจ้ายุทธ์วิบัติเผยรอยยิ้มที่โหดร้ายออกมา ดวงตาบนหน้าผากปล่อยแสงเย็นยะเยือกออกมาอย่างรุนแรง ทำให้ทั้งแดนต้องห้ามเดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่างสลับกันไปมา
“เมื่อครู่ข้าหาได้ใช้ฝีมือจริงๆ ดูเหมือนท่านจะไม่รู้จักนามของข้า ช่างน่าเสียดาย เช่นนั้นก็ไปตายซะเถิด!”
เจ้ายุทธ์วิบัติยกมือขวาขึ้น เพียงชั่วพริบตาท้องฟ้าที่สลับสว่างและมืดไปมาก็ปรากฏดวงตาขึ้นมาหลายดวง ทั้งหมดล้วนแต่เป็นดวงตาของเจ้ายุทธ์วิบัติ แต่ละดวงมีขนาดใหญ่ มองลงมาที่เจียงฉางเซิงและผิงอันที่อยู่ในอ้อมแขนของเขา
เจียงฉางเซิงรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ารอบตัวเต็มไปด้วยพลังแปลกประหลาด เหมือนมีมือที่มองไม่เห็นกำลังจับร่างของเขาไว้และต้องการจะฉีกเขาออกเป็นชิ้น ๆ
แคว่ก…
แขนขวาของเขาพลันถูกฉีกขาด ทำให้ผิงอันหลุดออกจากการควบคุมของเขา เขารีบยกมือซ้ายขึ้นแล้วตบไปที่หลังผิงอัน พร้อมส่งพลังอาคมที่เหลืออยู่เข้าไปในร่างของผิงอัน สร้างเป็นโล่พลังอาคม
ต่อจากนั้น ร่างกายของเขาก็เริ่มจางหาย ไล่จากเท้าทั้งสองข้างขึ้นไป แล้วค่อย ๆ กลายเป็นเถ้าถ่านปลิวไปทั่ว
เจ้ายุทธ์วิบัติขมวดคิ้วแน่น เกิดสงสัยอยู่ในใจ
เกิดอะไรขึ้น… นี่ไม่ใช่ร่างจริงเจ้านี่หรอกหรือ?