เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 416 ดัชนีมรรคพิฆาตโลกา ความต่างของชั้นภพ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 416 ดัชนีมรรคพิฆาตโลกา ความต่างของชั้นภพ
เจ้ายุทธ์วิบัติเพ่งจิตอย่างถี่ถ้วน แต่ก็ไม่อาจสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของมรรคาจารย์ได้ เขาจึงทำได้เพียงจับจองไปยังตัวของผิงอัน
“มรรคาจารย์ถึงขั้นมาเฝ้าคุ้มครองเด็กคนนี้โดยเฉพาะ แสดงว่าเด็กคนนี้ย่อมไม่ธรรมดา”
เขาใช้ดวงตาทั้งสี่จับจองไปที่ผิงอัน ตั้งใจจะมองทะลุความลับของอีกฝ่าย ขณะที่เขาตั้งใจจะยกมือเพื่อดึงผิงอันเข้ามา ทันใดนั้นเอง เขากลับรู้สึกถึงบางสิ่งแล้วหันศีรษะไปตามสัญชาตญาณ
เห็นเพียงแสงสีทองสายหนึ่งพุ่งตรงเข้ามาจากสุดขอบฟ้าดิน ทะลวงผ่านพายุทรายไปตลอดทาง สังหารวังวนแห่งมิติเวลาทีละสาย พุ่งเข้ามาสังหารเขาอย่างที่ไม่อาจต้านทานได้
เจ้ายุทธ์วิบัติรีบยกมือขึ้นสะบัดออกในทันที ดวงตานักษ์ทั่วฟากฟ้าต่างก็เพ่งมองไปยังลำแสงสีทองสายนั้น ทันใดนั้น แสงสีทองก็เพิ่มความเร็วอย่างฉับพลัน ราวกับพลังที่ไร้รูปแฝงอยู่ในฟ้าดินถูกชนจนแตกกระจาย กลายเป็นเงาที่แตกละเอียด
ตูม!
ลมแรงพัดกระหน่ำ ชุดคลุมสีดำของเจ้ายุทธ์วิบัติถูกลมพัดจนกระพือเสียงดัง ราวกับเปลวเพลิงที่ไหวสะบัดกลางลมพายุ พื้นดินด้านล่างถูกบดขยี้จนแหลก ผิงอันมีเกราะป้องกันพลังอาคมทำให้รอดพ้นจากภัย ภูเขาที่อยู่ใต้ตัวเขาแตกสลายทำให้เขาลอยตัวอยู่กลางอากาศ
ดวงตาทั้งสี่ของเจ้ายุทธ์วิบัติเบิกโพลง สั่นไหว ภายในดวงตาสะท้อนร่างเงาของเจียงฉางเซิง เจียงฉางเซิงหยุดอยู่ตรงหน้าเขา ฝ่ามือขวาห่างจากใบหน้าของเขาไม่ถึงสิบสองชุน ภายใต้แรงกดดันอันรุนแรงของเจียงฉางเซิง พลังที่ไร้รูปของเขากลับจับตัวกันแล้วปรากฏจนดูเหมือนผลึกแก้วโปร่งใสที่ห่อหุ้มร่างเขาไว้
เจ้ายุทธ์วิบัติขมวดคิ้วแน่น จากนั้นเอ่ยเสียงเย็นว่า “ท่านช่างแตกต่างจากเมื่อครู่ ตัวจริงมาแล้วหรือ”
เจียงฉางเซิงไร้ซึ่งสีหน้า เอ่ยว่า “แค่ฆ่าเจ้า ไยต้องใช้ตัวจริงของข้าเล่า”
ทันทีที่คำพูดจบลง ฝ่ามือของเขาก็ผลักออกไปข้างหน้าอย่างรุนแรง
ตูม!
พลังที่ไร้รูปรอบตัวเจ้ายุทธ์วิบัติแตกสลายในชั่วพริบตา แรงกระแทกอันน่ากลัวกวาดล้างแดนต้องห้ามบรรพกาล ทำให้ฟ้าดินทั้งผืนสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง หากมองจากท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว จะเห็นพายุแผ่ขยายออกอย่างรวดเร็วบนทวีปที่ลอยอยู่อย่างเงียบ ๆ ทั้งทวีปสั่นสะเทือนราวกับจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ
ภายในหมู่บ้านร้างที่พังพินาศ เหวินไท่ชูหันหน้าไปยังแดนต้องห้ามบรรพกาล สีหน้าของเขาดูผิดปกติยิ่งนัก แรงกดดันรุนแรงเหลือเกิน!
เจ้าตัวก่อกรรมนั้นแข็งแกร่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ! เขาไม่สนใจว่าระหว่างมรรคาจารย์หรือเจ้ายุทธ์วิบัติผู้ใดจะชนะ เพราะไม่ว่าผู้ใดตายสำหรับเขาแล้วก็ล้วนเป็นการกำจัดภัยให้กับมหาจักรวาลทั้งสิ้น ยิ่งถ้าทั้งสองฝ่ายต่างบาดเจ็บจะเป็นการดีที่สุด!
พายุฝุ่นมืดฟ้ามัวดินพัดเข้ามาปกคลุมร่างของเหวินไท่ชู ปกคลุมหมู่บ้าน และกระทั่งปกคลุมฟ้าดินในแดนต้องห้ามบรรพกาล
เจียงฉางเซิงใช้มือข้างเดียวบีบคอเจ้ายุทธ์วิบัติแล้วยกเขาขึ้นเหนือศีรษะ ดวงตายักษ์ทั่วท้องฟ้าเผยสีหน้าที่เจ็บปวดออกมา
“เป็นไปไม่ได้! เจ้าทำลายพลังอาณาเขตของข้าได้เยี่ยงไร!” เจ้ายุทธ์วิบัติตะโกนด้วยความหวาดกลัว เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพลังของเจียงฉางเซิง พลังของเขาไม่สามารถต้านทานได้แม้แต่น้อย ทำให้เขาไม่อาจยอมรับได้ ที่สำคัญที่สุดคือเพิ่งจะผ่านไปนานเท่าใดกัน เมื่อครู่เขายังไม่เห็นมรรคาจารย์อยู่ในสายตาเลยด้วยซ้ำ
แกร๊ก!
เจียงฉางเซิงหักคอเจ้ายุทธ์วิบัติ ดวงตายักษ์ทั่วท้องฟ้าก็สลายไปตามกัน ฟ้าดินก็ไม่สว่างหรือมืดสลับกันอีก
อาณาเขตที่เรียกกันนี้ มีเพียงผู้ที่อยู่ภายในจึงจะสามารถรับรู้ได้ เจียงฉางเซิงรู้สึกสนใจพลังของเจ้ายุทธ์วิบัติอยู่ไม่น้อย รู้สึกมีความแปลกใหม่ แต่พออีกฝ่ายกล้าลงมือกับศิษย์ของเขา เช่นนั้นแล้วเขาย่อมไม่ไว้ชีวิต
ฝ่ามือขวาของเขาจุดเพลิงบริสุทธิ์แห่งสมาธิขึ้นมาเผาไหม้ร่างกายของเจ้ายุทธ์วิบัติไป ทันใดนั้นเอง ร่างของเจ้ายุทธ์วิบัติกลับกลายเป็นสายเลือดแล้วไหลพรากลงมา
เจียงฉางเซิงเงยหน้าขึ้นไป มองเห็นเพียงในความมืดของสุญญตา ปรากฏดวงตาสี่ดวงของเจ้ายุทธ์วิบัติ เห็นได้ชัดว่าเป็นแววตาหวาดกลัว โกรธแค้น และเกลียดชัง ดวงตาทั้งสีกระจายออกกลายเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน จากนั้นก็กลับมาซ้อนทับกันอย่างรวดเร็วก่อนจะค่อย ๆ ลดจำนวนลง
เจียงฉางเซิงไม่อาจแยกแยะกลิ่นอายของเจ้ายุทธ์วิบัติได้ พูดให้ชัดก็คือ เจ้ายุทธ์วิบัติได้หนีไปแล้ว เหลือเพียงภาพลวงตาเช่นนี้เอาไว้
ช่างน่าเสียดาย หากมีระฆังศักดิ์สิทธิ์ตริวิสุทธิ์ เขาคงจะหนีไม่รอดแน่ เจียงฉางเซิงคิดเงียบ ๆ เจ้ายุทธ์วิบัติน่าจะอยู่ในขั้นเบิกเนตรอัครยุทธ เพราะพลังแปลกประหลาดที่ใช้เมื่อครู่นั้นเขาเพิ่งจะเคยเจอเป็นครั้งแรก ดูคล้ายกับพลังกฎเกณฑ์แต่ก็ไม่ใช่พลังกฎเกณฑ์เสียทีเดียว อาจจะเป็นลักษณะเฉพาะของขั้นเบิกเนตรอัครยุทธ
เจียงฉางเซิงลงสู่พื้นอย่างช้า ๆ แล้วพาตัวผิงอันเข้าไปในวังวนแห่งมิติเวลาอีกมิติหนึ่ง เพื่อให้เขายังคงได้หล่อหลอมพลังของแดนต้องห้ามต่อไป ฟ้าดินยังไม่อาจกลับคืนสู่ความสงบได้อีกเป็นเวลานาน
ในตำหนักเมฆาม่วง
[ปีเฉิงเทียนที่ห้าร้อย เจ้ายุทธ์วิบัติแห่งโลกเทพยุทธได้จู่โจมผิงอันผู้เป็นศิษย์ของเจ้า เจ้าลงมือได้ทันกาล โจมตีจนอีกฝ่ายล่าถอย ตัดเคราะห์กรรมไปได้ ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นอภินิหาร นามว่า ‘ดัชนีมรรคพิฆาตโลกา’]
เมื่อเห็นข้อความแจ้งเตือนนี้ เจียงฉางเซิงก็เผยรอยยิ้มออกมา พลังของเจ้ายุทธ์วิบัติแข็งแกร่งยิ่งนัก รางวัลรอดชีวิตที่ได้มาย่อมไม่ธรรมดาเป็นแน่ แม้จะทำให้เจ้ายุทธ์วิบัติหนีไปได้แต่เขาก็ไม่ได้สนใจ อย่างไรเขาก็ส่งเพียงร่างแยกมา หากเป็นตัวจริงมาเองละก็ เจ้ายุทธ์วิบัติไม่มีทางรอดแน่
เจ้ายุทธ์วิบัติกลับไปเช่นนี้ อาจจะนำเรื่องความแข็งแกร่งของเขากลับไปเผยให้โลกเทพยุทธเกรงกลัวได้ เจียงฉางเซิงเริ่มรับการถ่ายทอดความทรงจำของดัชนีมรรคพิฆาตโลกาทันที
วิชานี้มีพลังทำลายล้างเทียบเท่ากับฟ้าดินสิ้นสลาย แต่ทว่าดัชนีมรรคพิฆาตโลกานั้นจะเจาะจงที่จุดใดจุดหนึ่งเท่านั้น ไม่มีสิ่งใดต้านทานได้ แม้แต่พลังกฎเกณฑ์ก็ยังสามารถทะลวงได้ ส่วนฟ้าดินสิ้นสลายนั้นคือการทำลายล้างทุกสิ่ง!
ไม่เลว!
เจียงฉางเซิงตั้งใจรับการถ่ายทอด หลังจากการถ่ายทอดเสร็จสิ้นเขาก็เริ่มฝึกฝนอภินิหารนี้ทันที
อีกด้านหนึ่ง โลกคุนหลุน ท่ามกลางป่าเขาที่ปกคลุมไปด้วยหมู่เมฆครึ้ม เมืองศิลาเมืองหนึ่งตั้งอยู่อย่างเงียบ ๆ ภายในมีวิหารใหญ่ทรุดโทรมอยู่หลังหนึ่ง มหาจักรพรรดิอูเหรินรีบก้าวเข้าสู่วิหาร เขามาหยุดอยู่ตรงหน้าชายชรารูปร่างซอมซ่อแล้วเอ่ยขึ้นว่า “ท่านประมุขเผ่า ตอนนี้ผู้คนต่างก็คลั่งไคลการบำเพ็ญเซียน พวกเราควรออกไปสืบความเคลื่อนไหวบ้างหรือไม่”
เผ่าเกิดใหม่ก่อตั้งขึ้นโดยจักรพรรดิยุทธที่ฟื้นคืนชีพ หลังจากโลกคุนหลุนถือกำเนิด พลังของเผ่าเกิดใหม่ก็ขยายอิทธิพลอย่างต่อเนื่อง ดึงดูดเหล่ายอดยุทธผู้สิ้นชีพในอดีตให้เข้าร่วม แต่เพราะการปรากฏตัวอย่างกะทันหันของแดนสวรรค์ ทำให้เผ่าเกิดใหม่ทั้งหลายไม่กล้าก่อความวุ่นวาย สงบเสงียมอย่างถึงที่สุด
ผู้เฒ่าซกมกลืมตาขึ้น เขาเอ่ยปากพูดออกไปว่า “การสอดรู้วิถีเซียนอาจเป็นการล่วงเกินแดนสวรรค์และมรรคาจารย์ได้ง่าย อย่าได้ลืมว่าจุดจบของราชวงศ์แห่งโชคชะตาเหล่านั้นเป็นเช่นไร”
มหาจักรพรรดิอูเหรินขมวดคิ้วแน่น เขากัดฟันเอ่ยถามว่า “ข้าต้องทนอยู่แบบนี้อีกนานแค่ไหน ในเมื่อไม่อาจต่อต้านแดนสวรรค์แล้ว เหตุใดจึงไม่ยอมจำนนต่อแดนสวรรค์เสียเลยเล่า”
ก่อนที่แดนสวรรค์จะถือกำเนิด พวกเขาเป็นถึงยอดฝีมือสูงสุดในโลกหล้า แม้เพิ่งฟื้นคืนชีพก็ยังสามารถครอบครองพลังระดับขั้นผู้ยิ่งใหญ่แห่งฟ้าดินได้โดยง่าย เพียงแค่ต้องฝึกยุทธอีกสักระยะหนึ่งก็จะสามารถคืนสู่จุดสูงสุด แต่พวกเขากลับต้องใช้ชีวิตอย่างถูกกดขี่
มหาจักรพรรดิอูเหรินไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดผู้เฒ่าซกมกจึงหวาดกลัวแดนสวรรค์ถึงเพียงนี้ เขาสงสัยแม้กระทั่งว่า ชายชราอาจต้องการเป็นศัตรูกับแดนสวรรค์ แต่ชายชราก็ไม่เคยยอมรับเลยสักครั้ง
ผู้เฒ่าซกมกเพียงส่ายหัวแล้วกล่าวว่า “รออีกหน่อย มหันตภัยแห่งวิถียุทธใกล้มาถึงแล้ว เมื่อถึงตอนนั้นโลกคุนหลุนต้องปั่นป่วนเป็นแน่ นั่นแหละคือโอกาสของเผ่าเกิดใหม่ที่จะหลุดพ้นจากกรงขังเสียที!”
ความคิดของเขาเรียบง่ายมาก นั่นคือการออกจากโลกคุนหลุน! ในเมื่อสู้ไม่ได้เช่นนั้นก็เปลี่ยนสถานที่ใหม่ไปเสียเลย เขาอยากจะพาผู้คนทั้งเผ่าจากไปนานแล้ว แต่แดนสวรรค์ควบคุมโลกเบื้องบน ทำให้พวกเขาไม่มีโอกาสหนีออกไปได้เลย
มหาจักรพรรดิอูเหรินขมวดคิ้ว กำลังจะเอ่ยปากพูด ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกถึงบางสิ่ง จึงหันศีรษะไปทางประตูอย่างรวดเร็ว เห็นเพียงร่างเงาสองร่างก้าวเข้ามาที่หน้าประตูวิหารใหญ่นั้น คือเยี่ยจ้านและหลินหงเฉิน
เยี่ยจ้านสวมเกราะเทพแห่งทัพสวรรค์ มือทั้งสองไพล่ไว้ที่เอว เขาก้าวเข้ามาอย่างช้า ๆ เอ่ยพลางหัวระว่า “มหันตภัยแห่งวิถียุทธงั้นหรือ เจ้าเคยคิดหรือไม่ว่ามรรคาจารย์สามารถปราบมหันตภัยแห่งวิถียุทธได้”
ผู้เฒ่าซกมกสีหน้าหม่นหมอง จ้องมองเยี่ยจ้านโดยไม่ละสายตา หลินหงเฉินที่ยืนอยู่ด้านหลังของเยี่ยจ้านมีสีหน้าไร้อารมณ์เหมือนกับบ่าวรับใช้ผู้ภักดี
เยี่ยจ้านหยุดเดินแล้วเอ่ยว่า “จักรพรรดิสงคราม เวลาผ่านไปนานตั้งหลายปี แม้แต่ขาก็ออกมาแล้ว แต่เหตุใดเจ้าถึงยังไม่ออกจากโลกคุนหลุนเพื่อไปฟื้นคืนชีพผู้คนในเผ่าของเจ้าอีกเล่า”
เมื่อได้ยินคำถากถางของเขา ผู้เฒ่าซกมกที่เคยถูกเรียกว่าจักรพรรดิสงครามก็ยังไม่เอ่ยปากพูดอะไรสักคำ
เยี่ยจ้านยกยิ้มอย่างดูแคลนแล้วกล่าวต่อ “พวกเจ้าไม่รู้เลยว่าตนเองกำลังเผชิญหน้ากับพลังแบบไหน คิดจริงๆ หรือว่ามรรคาจารย์จะไม่รู้ถึงการมีอยู่ของพวกเจ้า เพียงแต่ไม่เห็นพวกเจ้าอยู่ในสายตาก็เท่านั้น ตอนนี้ข้าให้โอกาสพวกเจ้ายอมสวามิภักดิ์แก่ข้าและรับใช้ข้า ไม่เช่นนั้นข้าจะจับพวกเจ้าทุกคนโยนเข้าคุกสวรรค์เสีย ข้อหาของพวกเจ้าก็คิดได้ไม่ยาก แค่การมีอยู่ของพวกเจ้าสำหรับเผ่ามนุษย์ เจ้านั่นก็ถือเป็นการล่วงเกินอย่างร้ายแรงแล้ว!”
จักรพรรดิสงครามลุกยืนขึ้น จ้องมองเยี่ยจ้าน พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “เจ้าช่างมั่นใจเกินไปแล้ว ตอนนี้เผ่าเกิดใหม่ไม่เหมือนสมัยก่อน แม้แต่ตัวตนยุทธบรรจบเทพก็ถือกำเนิดขึ้นแล้ว พวกเจ้าบุกรุกเผ่าเกิดใหม่โดยพลการ คิดจริงๆ หรือว่าข้าจะเกรงกลัวแดนสวรรค์ แล้วทนฟังถ้อยคำดูหมิ่นของพวกเจ้า”
“ฮ่าๆๆ! ยุทธบรรจบเทพงั้นหรือ!”
เยี่ยจ้านทำราวกับได้ยินเรื่องตลกที่สุดในโลก วินาทีต่อมาสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นเย็นชาทันที จิตสังหารที่น่ากลัวก็ปะทุออกมาปกคลุมจักรพรรดิสงครามและมหาจักรพรรดิอูเหริน จนทำให้มหาจักรพรรดิทั้งสองคนถึงกับหวาดผวา ใบหน้าของหลินหงเฉินก็ปรากฏสีหน้าเย้ยหยันเช่นเดียวกัน
เมื่อก่อนเขาเองก็มีท่าทีเช่นเดียวกับจักรพรรดิสงคราม หารู้ไม่ว่าโลกนี้เปลี่ยนไปนานแล้ว
เยี่ยจ้านเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบว่า “เช่นนั้นก็ให้ทั้งเผ่าเกิดใหม่มาต่อสู้กับข้า ให้พวกเจ้าเห็นกับตาวาพลังของเทพเซียนเป็นอย่างไร!”
แดนสวรรค์ ในสวนทอสวรรค์ เจียงจื่ออวี๋กำลังถือคัมภีร์ลับเล่มหนึ่ง บนหน้าปกมีอักษรเขียนเอาไว้วา ‘บันทึกวิชาอาคม’
เฉินหลี่เดินมาข้างกายเจียงจื่ออวี๋ ประสานมือโค้งคำนับอย่างนอบน้อมแล้วทูลว่า “ฝ่าบาท เยี่ยจ้านได้รวบรวมเผ่าเกิดใหม่แล้ว หลินเฮ่าเทียนก็ได้ควบคุมเผาราชาของทั้งสี่เผ่าปีศาจ เผ่าเฉียงเหลียงกำลังรวบรวมทั้งสิบเผ่าที่แข็งแกร่งในไทฮวงให้เป็นหนึ่งพะยะค่ะ ส่วนราชามารเก้าขุมนรกกำลังหาวิธีกลืนกินเผ่าเก้าหยินอยู่เช่นกัน ไม่ใช่แค่พวกเขานะพะยะค่ะ เหล่าเทพประจำในแดนสวรรค์ต่างก็กำลังพากันสะสมพลังของตนเองอยู่พะยะค่ะ”
เจียงจื่ออวี๋ไม่ได้ละสายตาออกจากหนังสือ เอ่ยตอบว่า “ไม่น่าแปลกใจ เพราะเรื่องนี้ยังช่วยให้แดนสวรรค์ควบคุมโลกคุนหลุนได้ง่ายขึ้นด้วยซ้ำ เพียงแต่พวกเจ้าที่เป็นมหาเทพ จะต้องเข้มงวดเรื่องการตรวจสอบของเทพประจำให้ดี”
เฉินหลี่พยักหน้า เขาเผยรอยยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ฝ่าบาท หลานของท่านคนหนึ่งมีพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเซียนสูงยิ่งนัก ท่านไม่อยากไปชมหน่อยหรือพะยะค่ะ”
เจียงจื่ออวี๋ถอนหายใจแล้วเอ่ยไปว่า “มีอะไรให้น่าดูกันเล่า ก็คงต้องเป็นลูกรักของเจ้าเด็กเจียงชิวเป็นแน่ เขาต้องไม่ยอมปล่อยเด็กนั้นมาให้ข้าหรอก เจ้าส่งคนนำโอสถไปให้เขาหน่อยก็แล้วกัน เขาชื่อว่ากระไร”
เฉินหลี่หัวเราะอย่างอารมณ์ดีแล้วเอ่ยว่า “ทูลฝ่าบาท เขาชื่อว่าเจียงเทียนเชิงพะยะค่ะ”
“เจียงเทียนเชิง?”
เจียงจื่ออวี๋เงยหน้าขึ้นไปมองเฉินหลี่ จากนั้นก็ส่ายหน้าหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะพูดต่อไปอีกว่า “ส่งตราจักรพรรดิสวรรค์ไปให้เขาอีกสักชิ้น เขาจะได้เข้าหอวิถีมรรคาของแดนสวรรค์ได้ตลอดเวลา”
แดนสวรรค์ได้รับพลังโชคชะตาจากบัญชีสถาปนาเทพ อีกทั้งคนในแดนสวรรค์ล้วนแต่เป็นสุดยอดอัจฉริยะของโลกหล้า การแสวงหาวิถีเซียนของพวกเขาเหนือกว่าโลกเบื้องล่างแล้ว จนสามารถสร้างรากฐานของตนเองได้ โดยเฉพาะกวนทั้งโยวและฉีหยวน เมื่อก่อนสองคนนี้เคยสร้างวิถียุทธ บัดนี้กลับสร้างวิชาเซียนขึ้นมา ทำให้เหล่าเทพเซียนยังต้องตกตะลึง
“พะยะค่ะ” เฉินหลี่ประสานมือ จากนั้นก็พูดอีกเล็กน้อยก่อนจากไป
เจียงจื่ออวี๋วางคัมภีร์ลับในมือลง เขาเงยหน้ามองบนท้องฟ้าพลางเหม่อลอย จมอยู่ในห้วงความคิด
ในขณะเดียวกัน มหาภพจิตจรต้อนรับผู้ศรัทธาคนใหม่อีกคนหนึ่ง นั่นก็คือหลี่ชางไห่ ผู้ที่เคยพบเจียงฉางเซิงแค่เพียงชั่วครู่ ตั้งแต่เขายอมจำนนต่อแดนสวรรค์ เขาก็ถูกปล่อยจากคุกสวรรค์และทำงานรับใช้หลี่หมินผู้เป็นหัวหน้าคุกสวรรค์
ผ่านเหตุการณ์การปะทุครั้งใหญ่ของวิถีเซียน หัวใจที่แน่วแน่ของเขาก็ยอมจำนนในที่สุด เมื่อเขาคลายความหวาดระแวงลงแล้ว เริ่มศึกษาเกี่ยวกับมรรคาจารย์ ก็รู้สึกเลื่อมใสต่อความสามารถและความดีความชอบของอีกฝ่ายอย่างยิ่ง จนกระทั่งวันนี้ ความศรัทธาของเขาก็ได้รับการยอมรับจากมรรคาจารย์อย่างแท้จริง
จากนั้น เขาก็ถูกสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าทำให้เขาตกตะลึง เมื่อได้เห็นฉากตระการตาของมหาภพจิตจร และได้ยินเสียงของมรรคาจารย์อยู่ข้างหู ใจของเขาก็เปลี่ยนไปแล้ว
วิถีเซียนเป็นเช่นนี้แล้ว วิถียุทธจะเทียบได้เยี่ยงไร…