เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 417 กระแสนิยมชุมนุมแลกเปลี่ยนวิชากับอัครเทพยุทธ์
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 417 กระแสนิยมชุมนุมแลกเปลี่ยนวิชากับอัครเทพยุทธ์
หลี่ชางไห่สงบอารมณ์แล้วทะยานร่างจากพื้นสู่นภา ท้องนภาของมหาพิภพจิตจรแบ่งออกเป็นหลายชั้นมาก แม้กระทั่งตอนยืนอยู่บนพสุธาก็มองเห็น
ระหว่างทางหลี่ชางไห่ค่อยชะเง้อซ้ายแลขวา สนอกสนใจสิ่งที่ได้พบเห็นไปเสียหมด ไม่นานก็มีคนมาหาเขา
“ดูท่าทางเจ้าสิมองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคนที่มาใหม่ ต้องการให้ข้านำทางเจ้าหรือไม่”
บุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งหัวเราะขำแล้วเอ่ยถาม เขามองสำรวจหลี่ชางไห่ แม้จะมองพลังไม่ออกทั้งหมด แต่บรรยากาศรอบตัวของหลี่ชางไห่ดูไม่ธรรมดาเสียเลย หลี่ชางไห่ประสานมือคารวะแล้วเอ่ยว่า “ข้าน้อยหลี่ชางไห่ ขอบังอาจถามสหายว่านามว่าอันใดหรือ”
“ฮ่า ๆ เรียกข้าว่าเฉิงฉีก็พอ ไปกันเถิด มหาพิภพจิตจรแห่งนี้สุดยอดยิ่งนัก ข้าเข้ามาในนี้ได้ร้อยปีแล้ว เสพติดมันจนถึงขั้นไม่อยากออกไปท่องยุทธภพข้างนอก อยากอยู่แต่ในนี้เลยทีเดียว…”
บุรุษวัยกลางคนหัวเราะฮ่า ๆ แล้วพาหลี่ชางไห่เหาะขึ้นไปบนท้องฟ้า เขาเอ่ยแนะนำอย่างกระตือรือร้น หลี่ชางไห่ฟังอย่างตั้งใจ ความสงสัยใคร่รู้ในหัวใจเพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อย ๆ
พวกเขาเดินทางมาถึงสวรรค์ชั้นที่หนึ่งอย่างรวดเร็ว ชีวิตจำนวนมากกำลังรวมตัวกันอยู่บนทะเลเมฆผืนหนึ่ง พวกมันส่วนใหญ่ล้วนยืนนิ่งสงบ ไม่เดินเพ่นพ่านไปมา
หลี่ชางไห่ถามว่า “ด้านนั้นกำลังทำสิ่งใดกัน”
เฉิงฉีหัวเราะ “มีคนกำลังจะสอนวิชาถ่ายทอดประสบการณ์บำเพ็ญเซียน เจ้าไปเดินเที่ยวกับข้าก่อนเถิด โอกาสเช่นนี้มีอยู่มากไป”
หลี่ชางไห่ถามอย่างประหลาดใจ “ผู้คนที่นี่ใจกว้างถึงเพียงนั้นเชียวหรือไม่ แบ่งแยกสำนัก ไม่กลัวผู้อื่นร่ำเรียนวิชาจนเป็นหรือไร”
เฉิงฉีหัวเราะลั่น “ฮ่า ๆ พวกเราล้วนเป็นสหายรวมวิถีเดียวกัน ทุกคนต่างกำลังพากเพียรเพื่อกลายเป็นเซียนเหมือนกัน มรรคาจารย์เคยกล่าวเอาไว้ การชุมนุมแลกเปลี่ยนวิชาก็คือความแตกต่างข้อใหญ่ที่สุดระหว่างวิถีเซียนกับวิถียุทธ์ วิถียุทธ์หวาดกลัวการแลกเปลี่ยนกับผู้อื่น แต่วิถีเซียนส่งเสริมให้นำข้อดีมาชดเชยข้อด้อย จับมือกันก้าวไปข้างหน้า ตอนนี้เจ้าอาจยังไม่เข้าใจ เดี๋ยวเจ้าอยู่ไปนานเข้าก็เข้าใจเอง อยู่ที่นี่เจ้ามีสิทธิพบเจอแม้กระทั่งเทพประจำของแดนสวรรค์ แม้แต่จักรพรรดิสวรรค์ยามอยู่ในมหาพิภพจิตจรก็ไม่เคยวางอำนาจ”
หลี่ชางไห่ตื่นตาตื่นใจ นี่มิใช่สหายรวมปณิธานอย่างที่เขาปรารถนาหรอกหรือ ก่อนหน้านี้สมัยอยู่บนมหาพิภพนิลเหลือง เขามักคิดเรื่องหนึ่งอยู่เสมอ หากสำนักใหญ่และเผ่าตระกูลใหญ่เหล่านั้นเผยแพร่วิชายุทธ์ให้ทุกคนเข้าถึงได้ มิใช่วิถียุทธ์ของเผ่ามนุษย์จะแข็งแกร่งขึ้นไปอีกหรือ มิใช่ว่าจะต้านทานการรุกรานของศัตรูอย่างลัทธิโบราณกับแดนโลหิตได้แล้วหรือ
แต่ต่อมาเขาก็เข้าใจ นี่ก็คือมนุษย์ ทรัพยากรเป็นประเด็นหนึ่ง แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือมนุษย์ต้องการความแตกต่างทางสถานะ หากไม่มีความแตกต่างทางสถานะ ความทะเยอทะยานของมนุษย์ก็ยากจะถูกเติมเต็ม
หากวิถีเซียนที่มรรคาจารย์แสวงหามองข้ามความแตกต่างของสถานะได้ ไม่สิ ขอเพียงวิถีเซียนมีสถานที่สักแห่งที่ไร้อคติเช่นนี้ เพียงจุดนี้มันก็เหนือกว่าวิถียุทธ์แล้ว!
หลี่ชางไห่เป็นดังภาพสะท้อนของผู้คนอีกมากมาย ก่อนหน้านี้เขานับว่าเป็นคนหัวแข็งอย่างยิ่ง กระทั่งเขายังเป็นเช่นนี้ได้ นับประสาอะไรกับคนอื่นเล่า การชุมนุมแลกเปลี่ยนวิชาบำเพ็ญเซียนทำให้มหาพิภพจิตจรดียิ่งขึ้น ไม่ว่าระดับขั้นจะแข็งแกร่งหรืออ่อนแอ ไม่ว่าสถานะแตกต่างกันเพียงใด พวกเขาต่างรู้สึกภาคภูมิใจที่กำลังร่วมมือกันพยายามเพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่ มิใช่เพียงเพื่อให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น
ณ มุมหนึ่งของโลกคุนหลุน เจียงฉางเชิงกำลังฝึกดัชนีมรรคาพิฆาตโลกา บริเวณนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิต ดังนั้นขอเพียงเขาควบคุมพลังอาคมให้ดีก็เพียงพอ
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการฝึกพลังอภินิหารคือการควบคุม มิใช่การปล่อยพลังอาคมออกมาเต็มกำลัง ด้วยเหตุนี้การฝึกของเขาจึงไม่เคยส่งผลกระทบต่อโลกคุนหลุน ส่วนพื้นที่บริเวณนี้ที่ถูกทำลาย เขาก็ใช้วิชาเปลี่ยนฟ้าแปรปฐพีมาฟื้นฟูพื้นผิวได้
“ในที่สุดก็ใช้คล่องขึ้นนิดหนึ่งแล้ว”
เจียงฉางเชิงพึมพำกับตนเอง เขานั่งอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคา พลางจับจ้องนิ้วชี้ข้างขวาของตนเอง พลังทำลายของดัชนีมรรคาพิฆาตโลกาน่ากลัวจริงๆ มันคือพลังฟ้าดินสิ้นสลายในแบบฉบับที่เล็งโจมตีได้แม่นยำมาก ข้าชอบมันมากทีเดียว
พอนึกถึงพลังฟ้าดินสิ้นสลาย เจียงฉางเชิงก็นึกถึงบริเวณที่เขาเคยใช้ฝึกพลังฟ้าดินสิ้นสลายสมัยก่อน เขาหายลับไปจากที่เดิมทันที อีกฝั่งหนึ่งของผืนพิภพอันไกลโพ้น
จิกังผู้คอยเฝ้าลูกกลมมิติสีดำสนิทยังคงยืนฝึกวิชาอยู่บนหน้าผาเช่นเดิม แต่เขาไม่ฝึกวิชาหมัดอีกแล้ว เขากำลังบำเพ็ญเซียนอยู่ระหว่างการรอคอยอันยาวนาน เขากลายเป็นผู้ศรัทธาของมรรคาจารย์ตั้งนานแล้ว ไม่ว่าอย่างไรอีกฝ่ายก็เคยสัญญาว่าจะมอบสิทธิการเป็นเซียนให้เขา ดังนั้นเขาจึงเดาออกตั้งแรกแล้วว่าอีกฝ่ายคือมรรคาจารย์ ความจริงพิสูจน์ว่าเขาเดาถูกแล้ว เพราะเขาจำเสียงของเจียงฉางเชิงได้ ผ่านไปเนิ่นนานหลายปีถึงเพียงนี้ เสียวอี้ที่จิกังรับมาดูแลไม่อยู่ที่นี่แล้ว เหลือเพียงเขาที่ยังคงเฝ้าพิทักษ์มิติวางเปล่าอยู่เพียงลำพัง
มิติวางเปล่าที่ปรากฏในรูปลักษณ์ของลูกกลมสีดำมีขนาดไม่ใหญ่เท่าเดิมแล้ว แต่ยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่ามันจะสลายหายไปอย่างสมบูรณ์ นี่ก็คือพลังอันน่าหวาดกลัวของอภินิหารฟ้าดินสิ้นสลาย แม้ว่ากฎแห่งฟ้าดินจะพยายามฟื้นฟูตัวเองก็ยังต้องใช้เวลา
เจียงฉางเชิงประทับใจในจิตใจอันแน่วแน่ของจิกัง จึงสะบัดมือโยนคัมภีร์เล่มหนึ่งลงไปจากยอดเมฆา มันร่วงตุบลงบนศีรษะของจิกังอย่างพอดิบพอดี
จิกังตกใจตื่นจากภวังค์ เขาเงยหน้าขึ้นอย่างระแวดระวังทันที แต่เขามองไม่เห็นผู้ใดทั้งสิ้น เขาก้มมองบนพื้นตามสัญชาตญาณแล้วก็พบคัมภีร์เล่มหนึ่ง เขาเก็บมันขึ้นมาทันที
“เคล็ดควบคุมกระบี่หรือ”
สีหน้าของจิกังแปรเปลี่ยนเป็นยินดีปรีดาในบัดดล เขารีบโขกศีรษะคำนับท้องฟ้า ขอบคุณมรรคาจารย์ที่ประทานรางวัลให้
เจียงฉางเชิงที่ยืนอยู่บนทะเลเมฆยกมุมปากยิ้ม “เจ้าหมอนี่เป็นคนฉลาดเฉลียวทีเดียว”
หลังจากนั้นเขาก็หายตัวกลับมาที่เก่าเพื่อฝึกดัชนีมรรคาพิฆาตโลกาต่อ
เพียงพริบตาเดียวเวลาก็ผ่านไปสิบกว่าปี เจียงฉางเชิงแตกฉานวิชาดัชนีมรรคาพิฆาตโลกาอย่างสมบูรณ์แล้ว จึงเดินทางกลับไปที่ตำหนักเมฆาม่วงเพื่อเลื่อนขั้นหนก
คือนเขาใช้เวลาไปเจ็ดร้อยกว่าปี กว่าจะถึงการเลื่อนขั้นหนกต่อไป คงต้องมีจำนวนปีถึงหลักพันแน่ ดังนั้นการใช้เวลาเล็กน้อยเพื่อฝึกปรือพลังอภินิหารย่อมไม่นับเป็นอะไร เมื่อเขากลับมาถึงตำหนักเมฆาม่วง ร่างแยกของเขาก็รออยู่แล้ว ร่างแยกมอบคันฉ่องฟ้าดินกับคัมภีร์ภูผาสมุทรให้เขา
“ในที่สุดก็เสร็จสมบูรณ์สักที”
เจียงฉางเชิงคลี่ยิ้มแล้วเก็บร่างแยกกลับมา เขาขยับนิ้วมือเล่นคันฉ่องฟ้าดินพลางพินิจดูมันอย่างละเอียดลออ ทุกหลายสิบปีร่างแยกของเขาจะกลับมาเพื่อสลับตัวกับร่างแยกตนใหม่ แต่เมื่อวรยุทธ์ของเจียงฉางเชิงเพิ่มพูนขึ้นเช่นนี้ ร่างแยกจึงทำภารกิจได้รวดเร็วขึ้นทุกวัน ในที่สุดวันนี้คันฉ่องฟ้าดินก็สะท้อนภาพโลกคุนหลุนทั้งใบเก็บไว้สำเร็จแล้ว
ส่วนคัมภีร์ภูผาสมุทรก็เก็บดวงวิญญาณของทุกเผ่าพันธุ์ไว้เผ่าพันธุ์ละดวงเรียบร้อยแล้วเช่นกัน แม้แต่ตัวเจียงฉางเชิงที่เพิ่งเลื่อนขั้นยังรู้สึกว่าพลังที่บรรจุอยู่ในยอดของวิเศษสองชิ้นนี้แข็งแกร่งบางทีในสายตาของผู้ฝึกยุทธ์ระดับขั้นสูง โลกคุนหลุนอาจอ่อนแอยิ่งนัก แต่พลังแห่งโชคชะตาและพลังแห่งกฎที่บรรจุอยู่ในโลกคุนหลุนแข็งแกร่งกว่าที่เห็นภายนอกอย่างแน่นอน
ผ่านไปพักใหญ่ เขาก็เก็บยอดของวิเศษไว้อย่างดี คุมได้แค่โลกคุนหลุนก็มากพอแล้ว หากเขานำพวกมันเดินทางไปมหาพิภพนิลเหลืองจะอันตรายเกินไป ยอดของวิเศษสองชิ้นนี้ซ่อนเร้นและพลิกแพลงใช้งานได้ไม่เท่ายันต์เทพกำเนิดจักรวาล
“คงถึงฤกษ์เหมาะจะแต่งตั้งมหาเซียนพิภพสักองค์ให้แดนมนุษย์แล้ว”
เจียงฉางเชิงพึมพำกับตนเอง แดนสวรรค์แข็งแกร่งขึ้นทุกวัน แต่ทุกคนล้วนมีความเห็นแก่ตัวซ่อนอยู่ในใจ เขาเริ่มเห็นเทพประจำจำนวนมากลงไปสั่งสมขุมกำลังในโลกเบื้องล่างแล้ว หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป กองกำลังในโลกเบื้องล่างจะอาศัยแดนสวรรค์ไปวางอำนาจบาตรใหญ่ แม้แต่ภายในแดนสวรรค์ก็คงเกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายต่อสู้กัน
แม้เขาจะไม่ถือสาเรื่องการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายต่อสู้ แต่เขาก็ไม่ปรารถนาให้ทุกสิ่งเสียสมดุล อย่างน้อยแดนมนุษย์จะกลายเป็นของที่แดนสวรรค์จับเล่นตามใจมิได้
เจียงฉางเชิงส่งกระแสจิตหาผู้ศรัทธาทั้งหมดของเขา แจ้งว่าหนึ่งร้อยปีหลังจากนี้ เขาจะเทศนาสอนวิชาอีกครั้ง ด้วยเหตุนี้แดนสวรรค์กับแดนมนุษย์จึงตื่นเต้นกันอีกหน
กลุ่มเมฆเรืองรองขนาดมหึมาลอยอยู่ในท่ามกลางมิติสีดำทะมึน มองจากไกล ๆ มันดูคล้ายมือข้างหนึ่งที่ด้านในมีแสงเจิดจรัสเจ็ดสีงดงามดุจฟากฝั่งแดนสุขาวดี
ลึกเข้าไปในกลุ่มเมฆอันเรืองรอง เจ้ายุทธ์วิบัติกำลังเดินอยู่ในโถงทางเดินอันมืดมิดของตำหนักแห่งหนึ่ง
ไม่นานเขาก็มาถึงห้องโถงของตำหนักที่มีลำแสงทอดลงมาสว่างไสว เขาเอ่ยปากรายงานทันที “มรรคาจารย์เป็นภัยคุกคามต่อโลกเทพยุทธ์อย่างแท้จริงขอรับ!”
ภายในห้องโถงมีเสายักษ์ตั้งตระหง่านต้นแล้วต้นเล่า เหนือเสายักษ์แต่ละต้นมีคนยืนอยู่บนยอดเสา พวกเขามีกันทั้งหมดสิบแปดคน บางคนนั่งสมาธิฝึกวิชาอยู่ บางคนกำลังยืนกลับหัว บางคนกำลังนอนหลับอุตุ แล้วก็มีบางคนกำลังลูบกระบี่ในมือพลางขบคิดใคร่ครวญ
ยามได้ยินคำพูดของเจ้ายุทธ์วิบัติ ทั้งสิบแปดคนก็หันไปมองเขาอย่างพร้อมเพรียง เจ้ายุทธ์วิบัติแหงนหน้ามองพวกเขาแล้วเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันเอ่ยว่า “ท่านอัครเทพยุทธ์ ข้าประมือกับมรรคาจารย์มาแล้ว ข้ามิใช่คู่ต่อสู้ของเขาเลย อาจพูดได้ว่าเขาเหนือกว่าข้าถึงหนึ่งระดับขั้นใหญ่!”
เมื่อคำนี้ถูกเอ่ยออกมา ทั้งสิบแปดคนก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกัน แรงกดดันมหาศาลกดทับลงมาจนเจ้ายุทธ์วิบัติสีหน้าบิดเบี้ยว
พวกเขาลล้วนเป็นอัครเทพยุทธ์ คำนี้มิใช่คำของระดับขั้น แต่เป็นคำเรียกขานตำแหน่งในโลกเทพยุทธ์ พวกเขากุมอำนาจสูงสุดในโลกเทพยุทธ์ ยืนตระหง่านอยู่บนยอดสูงสุดของสามพันโลก
ผู้เฒ่าคิวยาวเฟื้อยคนหนึ่งหรี่ตาลงแล้วถามว่า “เจ้าเล่าความเป็นไประหว่างที่ต่อสู้กันมาให้ละเอียดซิ”
เจ้ายุทธ์วิบัติเล่าอย่างไม่ปิดบัง แม้ขายหน้าอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วเขาพรั่นพรึงมากกว่า ภายในห้วงอนันตสุญญตากำเนิดผู้แข็งแกร่งระดับนี้ออกมา แม้แต่เขายังหวาดกลัว
เมื่อเจ้ายุทธ์วิบัติเล่าความเป็นไประหว่างต่อสู้จบแล้ว อัครเทพยุทธ์ทั้งสิบแปดก็ถกเถียงกัน
“ทำลายอาณาเขตยุทธ์วิบัติได้ง่ายดายถึงเพียงนี้ แข็งแกร่งจริงๆ อย่างน้อยเขาก็ต้องเป็นขั้นเบิกเนตรอัครยุทธ์ระดับสี”
“มรรคาจารย์แห่งแดนสวรรค์สร้างชื่อด้วยวิถีเซียน”
“หรือว่านั่นจะเป็นวิถีเซียนแห่งยุคโบราณจริงๆ”
“วิถีเซียนนะหรือ นั่นมันก็แค่ตำนานชวนหัวร่อ เป็นเพียงสิ่งที่ผู้คนไขว่คว้าเมื่อนานมาแล้วก็เท่านั้น เจ้ากับข้าล้วนเคยไปเยือนซากอารยธรรมแห่งวิถีเซียนได้ยลสิ่งที่เรียกว่าวิชาเซียนเหล่านั้นมาแล้ว พวกมันใช้การไม่ได้สักนิด”
“ใช้การไม่ได้นั้นก็เพราะถูกรากฐานของวิถียุทธ์กดข่มอยู่ ไม่แน่ว่ามันจะไม่ใช่เรื่องจริง”
“ในเมื่อถูกรากฐานของวิถียุทธ์กดข่มได้ เหตุใดเจ้าจึงคิดว่ามันแข็งแกร่งกว่าวิถียุทธ์เล่า”
เจ้ายุทธ์วิบัติฟังบรรดาอัครเทพยุทธ์ถกเถียงกันโดยไม่ส่งเสียงสักแอะ เขาก็กำลังครุ่นคิดเรื่องนี้อยู่เช่นกัน
วิถีเซียน… เมื่อย้อนนึกถึงพลังของมรรคาจารย์อย่างถี่ถ้วน มันก็น่าเหลือเชื่อจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาแยกร่างนั่น ร่างจริงหรือร่างลวงยากจะแยกแยะ
เขายังจำคำพูดที่มรรคาจารย์คนที่สองเอ่ยได้ ‘ไยต้องใช้ตัวจริงของข้าเล่า’ หรือว่ามรรคาจารย์ที่เกือบสังหารเขาได้คนนั้นเป็นร่างแยกอย่างนั้นหรือ
เจ้ายุทธ์วิบัติยิ่งนึกก็ยิ่งหวาดกลัว มีเพียงผู้ที่ได้เผชิญหน้ากับมรรคาจารย์จริงๆ เท่านั้น จึงจะสัมผัสได้ถึงความห่างชั้นนั้น
“เอาละเจ้ายุทธ์วิบัติ เจ้ากลับไปรักษาตัวเถิด ลมปราณของเจ้าปั่นป่วนเช่นนี้คงเค้นพลังต้นกำเนิดออกมาใช้ละสิ ส่วนเรื่องของมรรคาจารย์เจ้าไม่จำเป็นต้องสืบต่อแล้ว”
อัครเทพยุทธ์คนหนึ่งเอ่ยปาก จากนั้นคนที่เหลือก็ทยอยกันนั่งลง ต่างคนต่างกลับไปอยู่ในท่าตอนเริ่มแรก
เจ้ายุทธ์วิบัติอยากกล่าวบางสิ่ง แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ สุดท้ายเขาก็เลือกเดินออกไป เพราะเขาไม่กล้าเผชิญหน้ากับมรรคาจารย์อีกแล้วจริงๆ หากหนหน้าพบมรรคาจารย์ตัวจริงเข้า เขาจะหนีรอดได้เช่นนั้นหรือ
เมื่อเจ้ายุทธ์วิบัติเดินจากไป เหล่าอัครเทพยุทธ์ก็ถกเถียงกันต่อ
บุรุษร่างกำยำผู้หนึ่งหันหน้ามาถามว่า “เทวะมหาเหมันต์จะกลับมาเมื่อใด”
เมื่อเอ่ยถึงเทวะมหาเหมันต์ คนอื่น ๆ ก็พลันมีเรื่องให้พูดมากกว่าเดิม
“คงต้องให้เทวะมหาเหมันต์จัดการทุกสิ่งให้จบจริงๆ”
“ตลอดเวลาที่ผ่านมาพวกเราปล่อยปละละเลยห้วงอนันตสุญญตามากเกินไป แนวคิดของผู้อาวุโสปีอานสมควรต้องเปลี่ยนแล้ว”
“ถูกต้อง ยามนี้แม้แต่เผ่าตระกูลกับราชวงศ์แห่งโชคชะตาในมหาพิภพนิลเหลืองก็เริ่มคลางแคลงแล้วว่าโลกเทพยุทธ์แข็งแกร่งที่สุดจริงหรือไม่ เรื่องนี้ช่างน่าหัวร่อโดยแท”
“ถึงร่องรอยของเทวะมหาเหมันต์จะมิใช่สิ่งที่พวกเราล่วงรู้ได้ แต่ในเมื่อเขากล่าวว่าจะกลับมา เขาย่อมต้องกลับมา”
“โลกเทพยุทธ์ต้องหนุนผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทานขึ้นมาสักคน ทำให้สรรพชีวิตทั้งหลายเชื่อมั่นว่าเขากำราบศัตรูที่แข็งแกร่งได้ทั้งปวง ในเมื่อไท่ซังคุนหลุนเป็นบุคคลแห่งโชคชะตาที่พวกเราเลือก ก็สมควรผลักดันเขาสักหน่อยใช่หรือไม่”
“ฮ่า ๆ ข้ารับใช้ของข้าเล่าให้ฟังว่าเจ้าเด็กน้อยคนนั้นอยากล้างแค้นมรรคาจารย์จนแทบจะทนรอไม่ไหวแล้ว ช่างเหมาะเจาะพอดี ยกความดีความชอบในการสังหารมรรคาจารย์ให้เขาก็แล้วกัน”
อัครเทพยุทธ์ทั้งหลายทยอยกันเข้ามาร่วมวงหัวเราะ เงาของพวกเขาทอดยาวลงมาตกต้องเสายักษ์แต่ละต้น ดูคล้ายมารปีศาจที่กำลังแสยะเขี้ยวตวัดกรงเล็บ