เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 418 ผู้นำแห่งเซียนพิภพกับเซียนผดุงธรรม
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 418 ผู้นำแห่งเซียนพิภพกับเซียนผดุงธรรม
เจียงฉางเชิงสั่งให้ไป๋ฉีปลุกเขาให้ตรงเวลาที่ครบกำหนดร้อยปีตามสัญญา หลังจากนั้นเขาก็เริ่มฝึกวิชาศึกษาวิชามรรคาธรรมชาติขั้นที่สิบสอง แม้วิถีเซียนจะก่อตั้งขึ้นมาแล้ว แต่มันก็เพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้น ผู้บำเพ็ญเซียนทั้งหลายยังไม่เคยสัมผัสความรู้สึกยามปิดด่านฝึกวิชานับพันสารท
สหายเก่าทั้งหลายของเจียงฉางเชิงล้วนกำลังใช้ชีวิตอันเต็มไปด้วยสีสันของตนเอง ขณะที่ตัวเขาดื่มด่ำกับการอยู่เหนือกาลเวลาและลิ้มรสชิมมัน กาลเวลาเคลื่อนผ่านไวดังกระสวยทอผ้า สารทวสันต์บนแดนมนุษย์เวียนวน
บนยอดภูเขาวิญญาณนอกเมืองจิงเฉิงของเทียนจิง เมฆดำทะมึนลอยเข้ามาปกคลุมทั่วทุกแห่ง บนภูเขาล้วนมีผู้คนกำลังแหงนหน้ามอง บางคนมีสีหน้าตั้งตารอคอย บางคนมีสีหน้าอิจฉา หรือบางคนก็ถึงขั้นริษยา
ภายในเมืองจิงเฉิงมีเงาร่างเล่าเหาะออกมา ในกลุ่มคนเหล่านั้นมีโอรสสวรรค์เจียงซิวอยู่ด้วย เขาสวมอาภรณ์มังกร รอบกายมีมังกรแห่งโชคชะตาขดกายโอบล้อม ดูน่าเกรงขามเป็นนักหนา
ขบวนคนกลุ่มนี้เดินทางไปถึงยอดเขาอย่างรวดเร็ว พวกเขาเห็นบุรุษผู้หล่อเหลาสง่างามคนหนึ่งนั่งสมาธิโคจรพลังอยู่กลางท้องฟ้า สองมือวางไว้หน้าจุดตันเถียน ด่านเคราะห์อัสนีบาตกำลังก่อตัวเหนือศีรษะ แต่เขากลับไม่ตระหนกแม้แต่น้อย เขาไม่ลืมตาขึ้นไปมองแม้แต่ครั้งเดียว
คนผู้นี้ก็คือโอรสของเจียงซิว เจียงเทียนเฉิงนั่นเอง!
เด็กคนนี้ฝึกบำเพ็ญจนกำลังจะบรรลุขั้นกำเนิดวิญญาณแล้ว เขาจะกลายเป็นผู้ฝึกตนขั้นกำเนิดวิญญาณคนแรกของเทียนจิง เหตุการณ์นี้จึงดึงดูดความสนใจของผู้คนมาไม่น้อย
แม้แต่บนท้องฟ้าก็ยังมีเหล่าเทพเซียนมาสอดส่องไปอีก เยี่ยสวินตี่ เทพกระบี่ ชิงเอ๋อร์ ต่างยืนเรียงแถวก้มลงมามองการผ่านด่านเคราะห์ของเจียงเทียนเฉิง
“จิ ๆ หากเขาไม่ใช่อวี้เทียนจิง ข้ายอมให้ตัดศีรษะข้าเลย!” ไป๋ฉีถอนหายใจ ถ้อยคำแฝงแววหวนระลึกถึง
เทพกระบี่พยักหน้าบอกว่า “เช่นนี้จะว่าไปแล้วฝ่าบาทจักรพรรดิสวรรค์กับโอรสสวรรค์แห่งเทียนจิง ความจริงแล้วก็ไม่ใช่การตัดสินใจกะทันหันของมรรคาจารย์สินะ…”
สีหน้าของเยี่ยสวินตี่กับชิงเอ๋อร์แสดงถึงความเคารพเลื่อมใส หลังเปลี่ยนมาบำเพ็ญเซียน พวกเขาจึงเข้าใจความลี้ลับของวิญญาณ เข้าใจความเป็นไปของสังสารวัฏ การกระทำทั้งหลายที่ดูบ้าบอในอดีตของมรรคาจารย์มาวันนนี้พวกเขาเข้าใจแล้ว จึงได้แต่ทอดถอนใจด้วยความทึ่ง
“เดี๋ยวก่อนนะ หากพูดเช่นนี้…” ทันใดนั้นชิงเอ๋อร์ก็นึกอะไรขึ้นมาได้ นางโพล่งออกมาอย่างตกตะลึง แต่นางยังไม่ทันเอ่ยจนจบประโยค สมองก็หวนนึกถึงใบหน้าชราดวงหนึ่ง ความทรงจำช่วงหนึ่งของเมื่อพันปีก่อนผุดขึ้นมาในใจ ทำให้ห้วงอารมณ์สั่นไหว
พวกไป๋ฉีหันมามองนาง พวกเขานึกถึงบางสิ่งขึ้นมาได้เช่นกัน จึงมีท่าทางอึ้งทึ่งกันหมด
ที่แท้นายท่านก็ไม่เคยลืมเลือนผู้คนรอบกาย ไม่รู้ว่านักพรตอัปลักษณ์จวังเฉินผู้นั้นอยู่ที่ใดแล้ว…
ไป๋ฉีพึมพำกับตนเองเสียงเบา สายตาจับจองไปเบื้องล่าง เจียงเทียนเฉิงเริ่มผ่านด่านเคราะห์แล้ว!
อีกด้านหนึ่งในตำหนักระฆังทอง เจียงจื่ออวี่กำลังเฝ้าสังเกตเจียงเทียนเฉิงอยู่เช่นกัน เขาเป็นห่วงว่าหลานชายคนนี้จะผ่านด่านเคราะห์ล้มเหลว จึงเตรียมพร้อมลงมือช่วยอยู่ตลอดเวลา
ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งวิถีเซียนมาจนถึงวันนี้ มีผู้บำเพ็ญเซียนจำนวนมากเริ่มผ่านด่านเคราะห์แล้ว หัวข้อสนทนาที่เป็นที่นิยมในมหาพิภพจิตจรก็คือผ่านด่านเคราะห์อย่างไรให้สำเร็จ
“ดูเหมือนดวงตาข้างนี้แข็งแกร่งเท่าใด พรสวรรค์ในการบำเพ็ญเซียนก็จะสูงมากเท่านั้นสินะ” เจียงจื่ออวี่ครุ่นคิดเงียบ ๆ มือขวาลูบลวดลายแห่งมรรคาบนหน้าผาก พรสวรรค์ในการบำเพ็ญเซียนของเขาก็แข็งแกร่งเหมือนกัน พรสวรรค์ของเขาเหนือกว่าเหล่าเทพเซียนทั้งหมดเสียอีก เขาเก็บดวงตาที่สามเข้าไปในกายเนื้อ เหลือไว้เพียงลวดลายแห่งมรรคาเส้นหนึ่ง
ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงเจียงซันบุตรชายของตน ไม่รู้ว่าพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเซียนของเจียงซันจะเป็นอย่างไร น่าเสียดายเจ้าเด็กนั่นยังอยู่กับการเข่นฆ่าในแดนโลหิต จึงไม่มาปรากฏตัวในมหาพิภพจิตจรนานมากแล้ว
เจียงเทียนเฉิงผู้ได้รับความสนใจจากผู้คนทั้งบนฟ้าและบนดินเริ่มผ่านด่านเคราะห์ การผ่านด่านเคราะห์หนนี้ดูสุ่มเสี่ยง แต่สุดท้ายก็ผ่านพ้นไปได้อย่างปลอดภัย เทียนจิงมีผู้ฝึกตนขั้นกำเนิดวิญญาณถือกำเนิดอย่างเป็นทางการแล้ว
ในที่สุดกำหนดเวลาหนึ่งร้อยปีก็มาถึง เจียงฉางเชิงถูกไป๋ฉีปลุกเขา ลืมตาขึ้นมาก็ยืดร่างบิดขี้เกียจ
มูหลิงลั่วกลับมาแล้ว นางกำลังชะเง้อมองเขาอย่างรอคอย ไม่ใช่แค่นาง ผู้ศรัทธาทั้งหมดในมหาพิภพจิตจรล้วนรอคอยวันนี้ การเทศนาหนก่อนมรรคาจารย์นำวิถีเซียนมามอบให้สรรพชีวิตแล้ว การเทศนาหนนี้เขาจะนำสิ่งใดมาให้อีก
“พวกเจ้าเข้าไปเตรียมตัวเถิด” เจียงฉางเชิงเอ่ยบอกสตรีทั้งสอง นางพยักหน้าแล้วแยกย้ายกันไปนั่งสมาธิ
ตัวเขาเองกลับไม่รีบร้อนเขาลุกขึ้นขยับกระดูกกระเดี้ยว พลางจัดระเบียบสิ่งที่ได้เรียนรู้ระหว่างร้อยปีนี้ไปพลาง ๆ สิ่งที่เขาศึกษายังคงเป็นกฎแห่งกรรม เขาได้ผลสำเร็จมาพอสมควร นอกจากมองเห็นกรรมที่โยงใยระหว่างสิ่งมีชีวิตแล้ว เขายังอาศัยกรรมพยากรณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อีกด้วย แต่ตอนนี้ทักษะนี้ใช้ได้กับมนุษย์ธรรมดาเท่านั้น
“มองเห็นโชคชะตา สอดส่องอนาคต…”
เจียงฉางเชิงถอนหายใจในใจ มรรคาแห่งกรรมช่างลี้ลับซับซ้อน เขาคิดว่าตนเองคงต้องใช้เวลาเนิ่นนานในการศึกษามัน มรรคาแห่งกรรมยังขนาดนี้นับประสาอะไรกับการฝึกปรือมหามรรคาอื่น
หลังจากแดนสวรรค์สงบลงแล้ว เจียงฉางเชิงจึงนั่งลง จิตสำนึกเข้าไปยังมหาพิภพจิตจร เขาปรากฏตัวบนสวรรค์ชั้นเก้า ก้มลงมองผืนพสุธาแล้วพบว่าผู้ศรัทธาทั้งหมดรอคอยอยู่บนพื้นดินแล้ว พวกเขารักษากฎเกณฑ์เป็นอย่างดี ไม่มีผู้ศรัทธาคนใดเหาะเหินอยู่บนนภา
เจียงฉางเชิงแผ่พลังอำนาจของตนเองออกมาครอบคลุมฟ้าดิน ทำให้ทั้งพิภพเงียบสงบภายในมหาพิภพจิตจรมีเพียงเขาที่ใช้พลังอำนาจกดข่มเช่นนี้ได้ สิ่งนี้ทำให้เขาควบคุมจัดการมหาพิภพจิตจรได้สะดวก
“การเทศนาหนก่อนคือการย่างเท้าสู่วิถีเซียน หนนี้จะกล่าวถึงรากวิญญาณ สรรพชีวิตล้วนมีรากวิญญาณ เพียงแต่พรสวรรค์ต่างกัน รากวิญญาณจึงมีธาตุแตกต่างกัน”
เสียงของมรรคาจารย์ดังกังวาน คำพูดของเขานำความหวังครั้งใหญ่มาให้ผู้ศรัทธาจำนวนมาก นับตั้งแต่วิถีเซียนก่อตั้งขึ้นมา ผู้ศรัทธาทั้งหลายล้วนหันมาบำเพ็ญเซียน แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะประสบความสำเร็จ ผู้ศรัทธาส่วนใหญ่ทุกข์ตรมเพราะพรสวรรค์ สิ่งที่มรรคาจารย์กล่าวในวันนี้มอบความหวังให้พวกเขา
สรรพชีวิตล้วนมีรากวิญญาณ ประโยคนี้ขับไล่ความมืดในใจผู้ศรัทธาจำนวนมาก เจียงฉางเชิงอธิบายการจำแนกธาตุของรากวิญญาณต่อ องค์ความรู้นี้ได้มาจากกาารวิเคราะห์วิชามรรคาธรรมชาติเขาตั้งใจจะแจกจ่ายวิธีฝึกบำเพ็ญพื้นฐานของแต่ละธาตุให้กับผู้ศรัทธาทั้งหลาย
วิชามรรคาธรรมชาติไม่มีการแบ่งแยกธาตุเพราะมันให้ความสำคัญกับทุกธาตุไปจนถึงพลังวิญญาณทั้งมวล นี่จึงเป็นสาเหตุที่เขาสร้างโลกแห่งมรรคาขึ้นมาได้
การเทศนาหนนี้ดำเนินไปเพียงสามวันเท่านั้น แต่ในห้วงเวลาสามวันสั้น ๆ นี้กลับทำให้ผู้ศรัทธาทั้งหลายได้ประโยชน์ไม่น้อย ผู้ศรัทธาที่พรสวรรค์ในการบำเพ็ญเซียนโดดเด่นต่างบรรลุบางสิ่งมาไม่มากก็น้อย
แต่เจียงฉางเชิงมิได้นัดผู้คนมาเพื่อเทศนาเท่านั้น
“อีกหนึ่งพันปีนับจากนี้ข้าจะคัดเลือกผู้นำแห่งเซียนพิภพคนหนึ่งจากหมู่ผู้บำเพ็ญเซียนในแดนมนุษย์ เขาจะเป็นผู้ดูแลคันฉ่องฟ้าดิน ดำรงพลังแห่งฟ้าดิน ปกปักษ์แดนมนุษย์ นอกจากระดับขั้นพลังแล้ว ผู้นำแห่งเซียนพิภพต้องมีบุญบารมีอันยิ่งใหญ่ จิตใจคำนึงถึงสรรพชีวิตในใต้หล้า ไม่ลำเอียงเข้าข้างเผ่าพันธุ์ใด”
คำพูดนี้ทำให้บนพื้นดินเกิดเสียงดังอื้ออึง ผู้ศรัทธานับไม่ถ้วนโห่ร้องยินดี เทพเซียนบนแดนสวรรค์ทั้งหลายต่างนิ่งอึ้ง แต่ไม่นานพวกเขาก็สงบจิตใจได้ พวกเขาต่างเข้าใจดีว่ามรรคาจารย์ต้องการมอบโอกาสแก่แดนมนุษย์
ผู้กุมอำนาจในมืออย่างเจียงจื่ออวี่กับเฉินหลินนึกถึงการคานอำนาจขึ้นมาทันที มรรคาจารย์คงต้องการคานอำนาจของแดนสวรรค์ พวกเขาลอบพรั่นพรึงอยู่ในใจ หรือว่าการกระทำของพวกเขาไปทำให้มรรคาจารย์ไม่พอใจเข้าให้แล้ว
หลังเทศนาจบ เจียงฉางเชิงก็ออกมาจากมหาพิภพจิตจร พลังอำนาจสายนั้นหายไปไม่ทันไร มหาพิภพจิตจรก็ราวกับหม้อที่ระเบิด เสียงฮือฮาดังสะเทือนฟ้าดิน
เจียงฉางเชิงกลับมาถึงตำหนักเมฆาม่วงก็เดินไปหน้าเตาหลอมโอสถแล้วเริ่มหลอมโอสถ หลังจากมูหลิงลั่วตื่นนางก็ปราดมาข้างกายเขาแล้วถามจุดประสงค์ของการเลือกผู้นำเซียนพิภพอย่างสงสัยใคร่รู้ จากนั้นก็ถามว่าเลือกเจียงซิวได้หรือไม่
“ผู้นำของเซียนพิภพจะเลือกคนสกุลเจียงไม่ได้ เจียงมีอำนาจยิ่งใหญ่มากแล้ว จะปล่อยมือเดียวปิดฟ้าไม่ได้”
เจียงฉางเชิงเอ่ยตอบ ตอนนี้เขาไม่ได้ปกครองราชวงศ์แห่งโชคชะตาอีกต่อไปแล้ว ดังนั้นความสมดุลจึงสำคัญที่สุด จิตใจคนเปลี่ยนได้ ดังนั้นเขาไม่มีวันวางเดิมพันว่าแดนสวรรค์จะทรงคุณธรรมและยุติธรรมไปชั่วนิรันดร์
แทนที่จะปล่อยให้แดนสวรรค์เน่าเฟะ มิสู้ตีระฆังเตือนล่วงหน้าเสียดีกว่าหรือ!
มนุษย์อยู่ยืดอยู่ได้ด้วยกฎเกณฑ์ หาใช่เพราะเคารพเจตนาแรกเริ่ม มูหลิงลั่วพยักหน้าแล้วเอ่ยว่า “ป้ายทอสวรรค์เริ่มออกผลแล้ว งานชุมนุมทอสวรรค์ที่เคยพูดก่อนหน้านี้จะจัดเมื่อใดหรือเจ้าคะ”
เจียงฉางเชิงยิ้มแล้วว่า “แม้จะออกผลแล้วแต่จำนวนยังไม่มากนัก เจ้าจะป่าวประกาศออกไปก่อนก็ได้ ให้โลกคุนหลุนรู้ข่าวงานชุมนุมทอสวรรคล่วงหน้าเหมือนอย่างการเทศนาของข้า”
มูหลิงลั่วดวงตาเป็นประกายแล้วเอ่ยว่า “วิธีนี้ยอดเยี่ยม ข้าจะให้แดนสวรรค์ป่าวประกาศเรื่องงานชุมนุมทอสวรรคล่วงหน้า กำหนดไว้หนึ่งพันปีให้หลัง ยามนั้นทอสวรรค์น่าจะมากพอให้ใช้แล้วเจ้าคะ”
“งานชุมนุมทอสวรรค์มิได้จัดให้เฉพาะผู้คนในแดนสวรรค์เท่านั้น ผู้สร้างบุญบารมีใหญ่หลวงในแดนมนุษย์ต้องได้มาร่วมงานชุมนุมทอสวรรค์ด้วย” เจียงฉางเชิงเอ่ยเตือน
มูหลิงลั่วตอบรับว่าเข้าใจแล้ว นางถอนหายใจเอ่ยว่า “โลกคุนหลุนมีท่านอยู่ช่างเป็นโชคดีใหญ่หลวงจริงๆ แม้แต่โลกเทพยุทธ์ก็คงเมตตาต่อสรรพชีวิตเช่นท่านมิได้”
เจียงฉางเชิงควบคุมเพลิงบริสุทธิ์แห่งสมาธิพลางเอ่ยตอบว่า “นั่นเป็นเพราะโลกเทพยุทธ์สืบทอดต่อกันมาหลายรุ่น ชนรุ่นหลังลืมเลือนเจตจำนงแรกเริ่มของผู้ก่อตั้งไปนานแสนนานแล้ว แรกเริ่มเดิมทีโลกเทพยุทธ์ก็คงไม่ต่างจากข้า นี่จึงเป็นสาเหตุที่ข้าต้องหาทางคานอำนาจแดนสวรรค์กับสกุลเจียง ยามจุดยืนแตกต่างจากเดิม ความคิดความอ่านย่อมไม่เหมือนเดิมเป็นธรรมดา”
มูหลิงลั่วพยักหน้าอย่างเห็นด้วยอย่างยิ่ง นางเปรยถึงตระกูลมู นางเองก็รู้สึกว่าตระกูลมูกลายเป็นสิ่งที่นางมิคุ้นเคยเสียแล้ว แม้กระทั่งบิดามารดาและท่านปู่ของนางด้วย ตระกูลมูมีสถานะสูงส่งเพราะมูหลิงลั่ว พวกเขาอยู่ในจุดที่เป็นรองเพียงสกุลเจียงกับตระกูลหยางเท่านั้น หายากที่ทั้งสองคนจะได้สนทนากันเช่นนี้ มูหลิงลั่วยิ่งคุยก็ยิ่งติดลมบน นางจึงเล่าสิ่งที่ได้พบได้เห็นในช่วงหลายปีนี้ออกมาเป็นชุด
เจียงฉางเชิงก็ฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นเช่นไรเขาก็ควรหาเวลามาอยู่เป็นเพื่อนคนข้างกายบ้าง ใช่ไหมเล่าผู้นำแห่งเซียนพิภพ!
ถ้อยคำไม่กี่คำนี้กำลังจะแพร่ไปทั่วโลกคุนหลุนภายในเวลาไม่กี่ปีข้างหน้า ทำให้ทุกตระกูลในใต้หล้าสั่นสะเทือน
มรรคาจารย์จะแต่งตั้งผู้นำแห่งเซียนพิภพ นี่มิใช่การให้โอกาสแดนมนุษย์หรอกหรือ
ณ ห้วงขณะหนึ่ง กระแสการบำเพ็ญเซียนจึงเติบโตอย่างรวดเร็ว ผู้ฝึกตนที่ออกมาผดุงความยุติธรรมมีจำนวนมากขึ้นทุกวัน สิ่งใดคือบุญบารมี การผดุงความยุติธรรมก็คือรูปแบบที่เรียบง่ายที่สุดของบุญบารมี!
นักปราชญ์ฉีแห่งแดนสวรรค์นำเสนอแนวคิดเซียนผดุงธรรมขึ้นมา เขาคิดว่าผู้บำเพ็ญเซียนมิควรทำเพื่อตนเองเพียงอย่างเดียว เขาผลักดันให้ผู้บำเพ็ญเซียนทั้งหลายหันมาผดุงความยุติธรรมเช่นนี้จึงจะช่วยให้วิถีเซียนพัฒนา แล้วยังทำให้ใต้หล้าสงบสุขสืบไปอีกด้วย
เจียงจื่ออวี่ได้รับแรงบันดาลใจครั้งใหญ่ เขาสั่งการให้คนบันทึกแนวคิดเซียนผดุงธรรมของนักปราชญ์ฉีเอาไว้ แล้วคัดลอกแจกจ่ายให้เทพเซียนทั้งหมด ออกคำสั่งให้เทพเซียนทั้งปวงท่องจำให้ขึ้นใจ
ในใจเทพเซียนทั้งหลายต่างรู้ว่าสาเหตุที่จักรพรรดิสวรรค์ทำเช่นนี้ก็เพราะถูกกระตุ้นจากเรื่องผู้นำเซียนพิภพ แม้ไม่ทราบต้นสายปลายเหตุที่ชัดเจน แต่มีเทพเซียนไม่น้อยคล้อยตามแนวคิดเซียนผดุงธรรม
ผู้ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดก็คือหลี่ชางไห่ เจ้าหมอนี่ราวกับเสียสติไปแล้ว เขาเที่ยวไปยืนอยู่ที่ประตูสวรรค์ทั้งสี่ทิศแล้วตะโกนท่องหลักการเป็นเซียนผดุงธรรมของนักปราชญ์ฉี
กาลเวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่า แนวคิดเซียนผดุงธรรมแพร่หลายลงมาถึงแดนมนุษย์ ได้รับความชื่นชอบจากผู้บำเพ็ญเซียนอย่างล้นหลาม แน่นอนว่ามีผู้บำเพ็ญเซียนบางคนที่แค่นเสียงหยันคิดว่าเป็นการละเล่นเยี่ยงเด็กน้อยเช่นกัน พวกเขาเชิดชูแนวคิดที่ว่า ‘มนุษย์มิทำเพื่อตนแล้วไซร้ ฟ้าดินยอมประหัตประหารลงทัณฑ์’ มากกว่า
ด้วยเหตุนี้เอง โลกแห่งการบำเพ็ญเซียนจึงเริ่มแบ่งออกเป็นฝ่ายธรรมะกับฝ่ายมาร นอกจากนั้นก็ยังเกิดแขนงวิชาที่ยากจะแยกแยะธรรมะอธรรมอีกด้วย
“เป็นอย่างที่คิด วิถีความเป็นไปของโลกกับเส้นทางพัฒนาการของโลกส่วนใหญ่จะค่อนข้างคล้ายคลึงกันสินะ”
เจียงฉางเชิงนั่งอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคา ในใจนึกสะท้อนใจยิ่งนัก
การถือกำเนิดของแนวคิดเซียนผดุงธรรมมิใช่เจตนารมณ์ของเขา การแบ่งแยกฝ่ายธรรมะกับฝ่ายมารก็เช่นเดียวกัน เขาไม่ได้ห้ามปรามแล้วก็ไม่ได้ปราบปรามวิถีมาร
สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนมีบทบาทของมัน ไม่มีมารย่อมไม่มีธรรมะ เขาจะต้องมองทุกสิ่งในมุมของโลกคุนหลุน ในขณะเดียวกันด้านนอกของตำหนักเมฆาม่วงกำลังมีคนผู้หนึ่งคุกเข่าอยู่
เขาก็คือซีหมิงหวังผู้ถูกคำสาปบีบรัดเกล้าบังคับให้ยอมจำนนนั่นเอง เขาคุกเข่ามาหลายจันทร์แล้ว แต่ก็ยังไม่ได้พบมรรคาจารย์ เขาไม่ทราบว่าควรจากไปหรือควรคุกเข่าต่อ
ตัวเขาในอดีตเป็นถึงยอดอัจฉริยะจากเผ่าเก่าแก่ทรงอำนาจ ย่อมไม่เคยพบพานการหยามหมิ่นเช่นนี้มาก่อน แต่เขาไม่มีปัญญาพอจะขบคิดเรื่องพรรคนั้นแล้ว
หลังจากมาอยู่โลกคุนหลุนเนิ่นนาน เขาได้ประจักษ์การถือกำเนิดของวิถีเซียน ประจักษ์พัฒนาการอันเจิดจรัสของวิถีเซียน เขาสรรหาวิธีจนได้วิชาบำเพ็ญเซียนมาครองวิชาหนึ่ง จากนั้นก็ต้องตกตะลึงเมื่อคนพบว่าการบำเพ็ญเซียนมีส่วนช่วยควบคุมวิชามารของตนเอง นี่จึงเป็นสาเหตุที่เขามาคุกเข่าคารวะมรรคาจารย์!