เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 419 สิ่งที่เรียกว่ารู้แจ้งในมรรคา นำเพรแหลืองอนธการ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 419 สิ่งที่เรียกว่ารู้แจ้งในมรรคา นำเพรแหลืองอนธการ
ตอนที่ 419 สิ่งที่เรียกว่ารู้แจ้งในมรรคา นำเพรแหลืองอนธการ
ในขณะที่ซีหมิงหวังกําลังพะว้าพะวังอยู่นั้น เขาก็สัมผัสได้ว่ารัดเกล้าทองบนหัวหดตัวลง ทําเอาเขาตกใจจนสั่นไปทั้งตัว
“เจ้ายังไตรตรองไม่ถ่องแท้ เหตุที่ข้าไว้ชีวิตเจ้าไม่ได้ต้องการให้เจ้าก้มหัวให้ แต่หวังว่าเจ้าจะได้รู้แจ้งในมรรคา ได้เดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง”
เสียงของเจียงฉางเซิงดังออกมาจากตําหนักเมฆาม่วง จากนั้นประตูใหญ่ของตําหนักเมฆาม่วงก็เปิดออก ลมสีม่วงวูบหนึ่งพัดเข้าหาซีหมิงหวังและหอบเขาออกไป
ซีหมิงหวังรู้สึกเพียงว่าฟ้าดินหมุนคว้าง จวบจนเขาลงมายังพื้นดินและเงยหน้าขึ้นไป ก็พบว่าตนเองคุกเข่าอยู่ตรงหน้าตําหนักของหลิวเสินโจว ช่างเป็นพลังที่น่าหวาดกลัวเหลือเกิน…
ซีหมิงหวังใจเต้นเนื้อเต้น แม้เขาจะสวมรัดเกล้าทองแต่ความสามารถของเขากลับไม่ได้ถูกสะกดเอาไว้ แต่ถึงกระนั้นกลับยังถูกส่งกลับมาอย่างไร้เรี่ยวแรงจะต้านทาน
มรรคาจารย์ที่เป็นผู้ริเริ่มวิถีเซียนแข็งแกร่งเพียงใดกัน…
เขาลุกขึ้นยืนสูดหายใจลึกครั้งหนึ่งแล้วเดินเข้าไปภายในตําหนัก เขาไม่เข้าใจคําพูดของมรรคาจารย์ จึงตัดสินใจว่าจะไปสอบถามกับหลิวเสินโจว
“รู้แจ้งในมรรคาย่อมหมายถึงการประสงค์จะฝึกบำเพ็ญวิถีเซียนจากใจจริง ยิ่งไปกว่านั้นจะต้องวางความแค้นในใจลง ข้าพ่ายแพ้มรรคาจารย์มาสองครา แต่แรกนั้นข้าก็เกลียดชังมรรคาจารย์รู้สึกไม่ยอมใจ คิดว่าวันหน้าจะต้องเอาคืน แต่เมื่อข้าว่างความแค้นและอคติในใจลงได้จริงๆ แล้ว หันมาศรัทธาในวิถีเซียนอย่างจริงจัง จึงได้รับการยอมรับจากมรรคาจารย์ แต่เวลานี้เจ้าต้องการแค่จะอาศัยพลังจากการบำเพ็ญเซียนเท่านั้น”
หลิวเสินโจวตอบความสงสัยของซีหมิงหวังไปอย่างจริงจัง
มหาพิภพจิตจรเป็นความลับของผูร่วมมรรคาของพวกเขาเขายอมไม่พูดออกไป ยิ่งไปกว่านั้นผู้ศรัทธาต่างก็ไม่รู้ว่ามรรคาจารย์เลือกผูร่วมมรรคาเช่นใด แต่เห็นชัดอย่างยิ่งว่าผู้ใดก็ตามที่เข้ามาในมหาพิภพจิตจรล้วนเป็นผู้ที่เปี่ยมด้วยความศรัทธาต่อมรรคาจารย์
หลิวเสินโจวเริ่มยอมรับผู้ศรัทธาคนอื่นๆ แล้ว
ก่อนหน้านี้ครั้งเขาอยู่ในมหาภพนิลงเหลืองล้วนไปมาลําพัง บริวารของเขามีแต่สุนัข เขาไม่เคยมองใครตรงๆ ทว่านับแต่เขามาในมหาพิภพจิตจร จิตใจของเขาก็เริ่มเปลี่ยนไป เขาเริ่มสนใจความคิดของผู้อื่นที่มีต่อตนเอง เขาเริ่มเพลิดเพลินกับการสนับสนุน เมื่อเขาถ่ายทอดยอดเคล็ดวิชาใหญ่ เขาถึงกับชมชอบต่อการโต้เถียงกับคนทั่วไป เนื่องจากในที่แห่งนี้มองระดับขั้นไม่ออก เหล่าผู้ศรัทธาจึงพูดตรงๆ ต่อกัน เมื่อได้ยินคนทั่วไปโตเถียงกับตนเอง เขาก็ถึงกับรู้สึกว่าน่าสนใจ
ก่อนนี้หลิวเสินโจวหวังเพียงแสวงหาพลัง แต่เวลานี้เขากลับมีความคิดอื่น อยากทําเรื่องอื่นๆ เช่นบางเรื่องที่ก่อนนี้เขาเคยเห็นว่าเป็นเรื่องโง่เง่านักหนา
ซีหมิงหวังนิ่งเงียบไปและไตร่ตรองคําพูดนี้อย่างละเอียด
จากนั้นหลิวเสินโจวก็กล่าวว่า “เจ้าลองคิดดูให้ถี่ถ้วน นับตั้งแต่เจ้าสวมรัดเกล้าทอง มรรคาจารย์เคยทรมานหรือบีบคั้นเจ้าหรือไม่ วิถีเซียนมีอภินิหารมากมาย หากให้ความสําคัญจําเพาะแต่คุณสมบัติกายเนื้อของเจ้าจริงๆ มรรคาจารย์ก็มีวิธี ระยะนี้ข้าเพิ่งได้รู้จักลูกไม้ชนิดหนึ่งของวิถีเซียน มีชื่อว่ายีดร่าง ความหมายของมันก็คือใช้จิตวิญญาณของตนช่วงชิงกายเนื้อของผูอื่นและได้กายเนื้อใหม่นับแต่นั้น”
ซีหมิงหวังได้ยินเช่นนั้นก็สีหน้าเปลี่ยนยกใหญ่
หลิวเสินโจวไม่พูดให้มากความอีก แต่หรี่ตาลงจ้องเขานานเนิ่น
ซีหมิงหวังสูดหายใจลึกครั้งหนึ่งก่อนเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะกลับไปคิดดูอีกครั้ง”
เขาลุกขึ้นและจากไปทันที หลิวเสินโจวก็ไม่ได้พูดสิ่งใดอีก จากนั้นจึงรับปราณบําเพ็ญเซียนต่อไป
นับตั้งแต่เขาบําเพ็ญเซียนเขาก็ไม่ฝึกยุทธอีก ขั้นตอนของการรับปราณนี้ช่างลําเลิศนัก ไม่เจ็บปวดทรมานเหมือนกับการหลอมร่างกายให้แข็งแรงตอนฝึกยุทธ
ท่ามกลางห้วงอนันตสุญญตา ไอโลหิตแผ่ปกคลุมเป็นแดนโลหิตนั่นเอง มีเสียงหอบหายใจหนักสะท้อนอยู่ในส่วนลึกของแดนโลหิต มีลําแสงสีแดงเข้มลําแสงหนึ่งส่องสว่างอยู่รําไร มหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณเห็นเขามาอย่างรวดเร็ว
“นางสัมผัสถึงไอสังหารในที่แห่งนี้และหวาดกลัวอยู่ในใจ นี่เพิ่งผ่านไปเท่าใดกัน เจ้าหนุ่มนี่…”
นางเหาะไปข้างหน้าและได้พบกับเจียงซัน
เวลานี้เจียงซันกําลังนั่งสมาธิ มีหัวกะโหลกมากมายนับไม่ถ้วนล่องลอยอยู่รอบทิศ หัวกะโหลกเหล่านี้ล้วนเป็นกระดูกอาบเลือด มีทั้งหัวกะโหลกของมนุษย์และของเผ่าอื่นๆ มากมายเต็มไปหมด ปกคลุมอยู่โดยรอบจนยากจะคํานวณจํานวนได้ น่าสยดสยองยิ่งนัก
เจียงซันลืมตาทั้งสองข้างขึ้น แววตาเย็นเยียบ ดวงตาที่สามบนหน้าผากกะพริบอย่างรวดเร็วพร้อมกับส่องแสงสีแดงเข้มออกมา
มหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณหยุดชะงักเอ่ยเสียงเย็นว่า “หรือว่าแม้แต่ข้าเจ้าก็ยังลืมเสียแล้ว”
เจียงซันได้ยินเสียงนาง สายตาเย็นชาจึงได้คลายลงเล็กน้อย เขาเอ่ยปากช้าๆ ว่า “ท่านเสร็จธุระแล้วหรือ สถานการณ์เป็นเช่นใด…”
เสียงของเขาแหบพร่าดูอ่อนล้าอย่างยิ่ง
“พ่ายแพ้อย่างไม่ผิดคาด ทว่าก็สามารถทําให้โลกเทพยุทธบาดเจ็บล้มตายเป็นจํานวนมากเท่านี้ก็พอแล้ว!”
มหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณตอบพร้อมพินิจมองเจียงซันอย่างถี่ถ้วน
เจียงซันลุกขึ้นมาอย่างยากเย็นและตอบว่า “ที่ใดยังมีมารโลหิตอยู่อีก”
มหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณกําลังจะตอบ เสียงน่าหวาดกลัวเสียงหนึ่งก็ดังเข้ามา “ข้ารู้จักที่แห่งหนึ่งที่มีมารโลหิตมาไม่ขาดสาย เจ้ายินยอมไปหรือไม่”
ได้ยินเช่นนั้นมหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณก็รีบหันหลังไปมอง เห็นเพียงดวงตาคู่หนึ่งปรากฏอยู่ท่ามกลางหมอกโลหิตที่กว้างใหญ่ไพศาล ยามอยู่เบื้องหน้าดวงตาคู่นี้ ทั้งเจียงซันและมหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณดูเล็กน้อยเฉกเช่นฝุ่นผง ราวกับเทพไทผู้สร้างโลกกําลังจ้องมองพวกเขาอยู่
“ปฐมาจารย์ไม่ได้เจ้าค่ะ ท่านจะพาเขาไปที่นั่นไม่ได้!” มหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณเอ่ยอย่างตระหนก
ตลอดหลายปีมานี้นางค่อยคิดถึงคํามั่นของเจียงฉางเซิง และสิ่งนี้ก็ทําให้นางยังคงยึดถือในความคิดที่ตนต้องการจะกลายร่างกลับมาเป็นมนุษย์
“เจ้ายินยอมหรือไม่” ปฐมาจารย์แห่งแดนโลหิตมองผ่านมหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณแต่ถามทั้งจับจ้องเจียงซัน
เจียงซันตอบอย่างไม่หวั่นเกรงใดๆ ว่า “ยินยอม ต่อให้มีอันตรายอีก อย่างมากก็แค่ตาย ตายแล้วจะได้ไม่ต้องนําพาความวุ่นวายไปสู่ท่านปู่และท่านพ่อ…”
การสังหารตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ทําให้จิตใจเขาด้านชา
“สมแล้วที่เป็นดาวสังหารนิรันดรกาล กําหนดดวงชะตาของตนเองโดยที่ไม่มีผู้ใดหยั่งรู้ ดาวสังหารกําเนิดณที่นี้ย่อมต้องแสวงหาดวงชะตาของตนในที่แห่งนี้”
น้ำเสียงของปฐมาจารย์แดนโลหิตล่องลอยออกไป
ดวงตายักษ์ก็ค่อยๆ ถอยห่างออกไป มหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณรีบหันหน้ากลับมา เห็นเพียงว่ามีมือโลหิตหลายมือเคลื่อนเข้ามาจากข้างหลังของเจียงซัน เข้ามาจับกุมร่างเขาเอาไว้และลากตัวเขาออกไปอย่างรวดเร็ว
“ไม่ได้นะ!”
มหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณร้องอย่างตกใจและลงมือไปโดยไม่ทันรู้ตัว แต่ปรากฏว่าถูกพละกําลังที่ไร้รูปร่างสะกดเอาไว้ ทําให้นางกลายเป็นผงกระดูกในพริบตาผ่านไปไม่นานมหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณก็รวมร่างเขยเนื้อขึ้นมาใหม่ นางมองไปยังทิศทางที่เจียงซันจากไปแล้วนิ่งเงียบอยู่พักใหญ่ก่อนจะหันหลังจากไป
ณ ตําหนักเมฆาม่วง ควันธูปอบอวล
จู่ๆ เจียงฉางเซิงที่กําลังฝึกวิชาอยู่ก็สัมผัสถึงบางสิ่ง ตื่นตระหนกลืมตาขึ้น ทันใดนั้นเขาก็หันหน้าไปและใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตจับทิศทางรอยประทับสังสารวัฏของเจียงซันเมื่อครู่นี้เอง เส้นผมมหามรรคาจําแลงกายเส้นหนึ่งของเจียงซันถูกใช้งาน เรื่องนี้บ่งบอกว่าเจียงซันได้ประสบกับภัยอันตรายถึงชีวิตครั้งหนึ่ง ทว่าแม้เขาจะใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตสํารวจดูกลับไม่สามารถหาตัวเจียงซันได้ในเวลาอันสั้น เพราะคนทั้งสองอยู่ห่างกันมากเกินไป ไกลกว่าระยะทางจากโลกคุนหลุนไปถึงมหาภพนิลงเหลืองเสียอีก!
เขาตั้งสติและขยับสายตาเข้าไปใกล้เต็มกําลัง ทันใดนั้นเขาก็เห็นตัวของมหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณ จึงได้หยุดค้นหาทันทีและสร้างร่างจิตจําแลงเทพขึ้นมา มหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณกําลังเร่งรีบเดินทาง ทันใดนั้นก็ต้องตกใจและหยุดเคลื่อนไหวเพราะการปรากฏตัวอย่างปัจจุบันทันด่วนของร่างเงาสีน้ําเงิน นางเพ่งมองอย่างถี่ถ้วนและมองร่างของอีกฝ่ายออก
“มะ…มรรคาจารย์ข้า…”
มหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณพูดอย่างระมัดระวังก่อนจะคารวะอย่างขัดเขินเป็นที่สุด
นับตั้งแต่กลายร่างมาเป็นมารร้ายอมตะนางก็เกือบลืมไปแล้วว่าต้องคารวะเช่นใด
ร่างจิตจําแลงเทพเอ่ยถามว่า “เจียงซันอยู่ที่ใด”
มหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณรีบบอกว่า “ถูกปฐมาจารย์แดนโลหิตพาตัวเขาไปยังน้ำพุเหลืองอนธการ ที่แห่งนั้นมีมารอาฆาตรวมทั้งมารโลหิตถือกําเนิดขึ้นมาไม่ขาดสาย ทว่าหากเขาไปในน้ำพุเหลืองอนธการแม้แต่พวกข้าที่เป็นมารร้ายอมตะก็จะต้องจมลงไปเช่นกัน แต่แรกนั้นพวกเราสามตนก็ต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานเช่นนี้มาก่อน ทว่าตั้งแต่ก้มหัวให้แก่ปฐมาจารย์แดนโลหิตก็…”
“จะเข้าไปในน้ำพุเหลืองอนธการได้อย่างไร”
“ขาสามารถนําทางไปได้ เพียงแต่…”
“นําทางไป!”
ร่างจิตจําแลงเทพกล่าวด้วยท่าทีห้ามโต้แย้งใดๆ มหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณจึงหันหลังไปในทันที ร่างจิตจําแลงเทพและมหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณจึงเหาะไปอย่างรวดเร็วเช่นนี้เอง โดยมีเนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตของเจียงฉางเซิงตามไปด้วย
ปฐมาจารย์แดนโลหิตแข็งแกร่งเพียงใด?
เจียงฉางเซิงสอบถามอยู่ในใจ เขาไม่ได้พยากรณ์มาสิบปีแล้ว ครั้งก่อนที่พยากรณ์พบว่าผู้แข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตที่รับรู้ได้มีมูลค่าสูงถึง 2 แต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ 3 แต้ม ต้องการดําเนินการต่อหรือไม่]
ไม่ทําลายสถิติมูลค่าของสุดยอดผู้แข็งแกร่งอีกครั้งแล้ว เบิกเนตรอัครยุทธระดับสี่!
ลําพังแค่มูลค่าก็สูงกว่าเจียงฉางเซิง แต่ความห่างของระดับขั้นเพียงเท่านี้กลับไม่นับเป็นสิ่งใดสําหรับเขา
เจียงฉางเซิงเกิดความคิดที่บ้าบิ่นหนึ่งขึ้นมา ก่อนปฐมาจารย์แดนโลหิตจะมาหาเจียงซันอาจเคยไปหาเขาที่โลกคุนหลุนมาก่อนและเข้าไปในขอบเขตที่ระบบสามารถพยากรณ์ได้พอดี จึงทําให้มูลค่าแต้มเซ่นไหว้ของอีกฝ่ายทําลายสถิติสูงสุด เรื่องนี้เป็นไปได้อย่างยิ่ง หาไม่แล้วเหตุใดก่อนหน้านั้นปฐมาจารย์แดนโลหิตจึงไม่ไปหาเจียงซันเลยเล่า ไม่ว่าอย่างไรเพื่อหลานของเขา เขาจะต้องลองดูสักตั้ง มหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณเดินทางช้าเกินไปมรรคาจารย์จึงจําเป็นต้องจับนางเอาไว้และพานางเหาะไปด้วยโดยให้นางเป็นคนบอกทาง
แต่ถึงกระนั้นก็ยังต้องเหาะไปเป็นเวลานาน ดีที่พลังอาคมของเจียงฉางเซิงมหาศาลพอ พวกเขามาถึงแท่นหินแห่งหนึ่ง แท่นหินนี้มีขนาดใหญ่มากตั้งอยู่บนอุกกาบาตขนาดใหญ่ที่อยู่โดดเดี่ยวมีไอสีดําเป็นวังวนลอยอยู่บนแท่นหินนั้น
นี่ก็คือหนึ่งในทางเข้าของน้ำพุเหลืองอนธการสามารถเข้าไปได้ในทันที แต่หากเข้าไปแล้วและไม่มีปฐมาจารย์แดนโลหิตจัดการให้ก็แทบจะไม่สามารถหนีออกมาได้เลย!”
มหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณอธิบาย ร่างจิตจําแลงเทพฟังแล้วมุดเข้าไปในวังวนไอสีดําทันที
เมื่อเห็นว่าเขาไม่กังวลอะไรเช่นนี้ มหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณก็ตระหนกอยู่เล็กน้อย เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตของเจียงฉางเซิงตามเขาไปในวังวนไอสีดํา เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตเป็นอภินิหารแต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่ได้เดินทางเป็นเส้นตรง การมองเห็นสามารถปรับเปลี่ยนเพื่อไม่มีมุมอับที่มองไม่เห็นจนถึงขั้นที่สามารถข้ามมิติเวลาได้ด้วย
เมื่อผ่านเส้นทางสีดํามืดที่ยาวไกล การมองเห็นของเจียงฉางเซิงก็ถูกแสงแรงกล้าปกคลุม ท่ามกลางฟ้าดินดํามืด เจียงซันตัวอาบเลือดนอนแผ่อยู่ที่ริมแม่น้ําใหญ่สายหนึ่ง แผงอกของเขาขยับขึ้นลงอย่างรุนแรง ดวงตาทั้งสองเลื่อนลอย ในดวงตาของเขาสะท้อนร่างที่น่ากลัวจํานวนนับไม่ถ้วนและยังมีร่างสีน้ําเงินร่างหนึ่งกําลังกะพริบอยู่
เมื่อเห็นท่านปู่ถูกเหล่ามัจจุราชจับตัวเอาไว้ หัวใจของเขาก็ตกลงสู่ความสิ้นหวัง
เห็นเพียงบนแม่น้ำสายใหญ่นั้นมีมารอาฆาตอยู่เป็นจํานวนนับไม่ถ้วน เรียกได้ว่าปิดบังแผ่นฟ้าไปจนหมด พวกมันกําลังล้อมรอบร่างสีน้ําเงินร่างหนึ่งอยู่ ร่างสีน้ําเงินนั้นก็คือร่างจิตจําแลงเทพที่ปรากฏขึ้นจากเส้นผมมหามรรคาจําแลงกายนั่นเอง ร่างจิตจําแลงเทพตกอยู่ในอันตรายเมื่อต้องเผชิญหน้ากับมารอาฆาตที่หลั่งไหลมาไม่จบสิ้น เส้นผมที่เกิดจากมหามรรคาจําแลงกายนี้สามารถก่อร่างจิตจําแลงเทพขึ้นมาได้เท่านั้น ไม่สามารถใช้อภินิหารที่ทรงพลังเช่นฟ้าดินสิ้นสลายได้และอาศัยเพียงพลังอาคมและวิชาอาคมเข้าต่อสู้ ร่างจิตจําแลงเทพซัดหมัดสองข้างอย่างรวดเร็ว อาคมกลายเป็นเงาฝ่ามือซัดออกไปทีละหมัด รวดเร็วเป็นที่สุด พุ่งเข้าสังหารมารอาฆาตไปทีละตน มารอาฆาตเหล่านี้มีรูปร่างประหลาดพิลึกพิลั่นและมีใบหน้าดุร้ายทั้งสิ้น ร่างกายสีดํามืดและมีเลือดหยดลงจากตัว
ทันใดนั้นมารอาฆาตร่างมนุษย์ที่มีปีกตนหนึ่งก็ร่อนลงมาบนแผ่นหลังของร่างจิตจําแลงเทพและจับตัวเขาไว้ได้อย่างรวดเร็ว เมื่อการเคลื่อนไหวของเขาหยุดชะงักก็ถูกมารอาฆาตที่หลั่งไหลมาไม่ขาดสายกลืนกิน
เจียงซันเห็นร่างของท่านปู่หายวับไปโดยสิ้นเชิง แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในสายตาหายไปแล้ว
นี่อาจเป็นจุดสิ้นสุดของชีวิตข้า…
“ฆ่า! ฆ่ากายที่มีเลือดเนื้อให้สิ้น สังหารดวงวิญญาณที่มีจิตสํานึกให้หมด!!”
เวลานั้นเอง เสียงแผดร้องหนึ่งก็ดังขึ้นมาในใจของเจียงซัน พลังที่ไม่เคยมีมาก่อนทะลักออกมาจากภายในร่างของเขา