เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 428 มหามรรคาปราณทองคำเด็กหนุ่มสร้างฐานปราณ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 428 มหามรรคาปราณทองคำเด็กหนุ่มสร้างฐานปราณ
เจายุทธวิบัติฝืนระงับความตื่นเต้นภายในใจพลางสังเกตสถานการณ์ในโลกคุนหลุนต่อไป เขาหาได้รีบร้อนลงมือเพราะต้องการสำรวจสถานการณ์ของพิภพแห่งนี้ให้ชัดเจนเสียก่อน พิภพที่สามารถต้านทานคลื่นเหมันต์นิรันดร์ได้นั้นย่อมต้องมีพลังวิเศษคุ้มครองอยู่เป็นแน่ ทว่าการรับรู้ของเจายุทธวิบัติกลับไม่พบกลิ่นอายที่เป็นภัยต่อเขาแม้แต่น้อย แต่เขาก็ไม่อาจประมาท เพราะการไม่รับรู้ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่อยู่จริง บางทีผู้แข็งแกร่งของโลกแห่งนี้อาจมีค่ายกลพิเศษที่สามารถซ่อนกลิ่นอายของตนเองได้ ภายในตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเชิงมองท่าทางลับๆ ล่อๆ ของเจายุทธวิบัติก็ยิ้มมุมปากขึ้นเล็กน้อย
ดวงจิตของเขาได้ตรวจสอบแล้วว่าบริเวณห้วงสุญญตาโดยรอบนอกจากเจายุทธวิบัติแล้วนั้นก็ไม่มีผู้ใดอีก หมายความว่าเจายุทธวิบัติมาเพียงลำพัง
“คราก่อนปล่อยเจ้าหนีไปได้ แต่ครั้งนี้ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าหนีไปได้อีก”
เจียงฉางเชิงคิดในใจ ทันใดนั้นเขาก็เห็นเส้นกรรมบนร่างกายของเจายุทธวิบัติเชื่อมโยงกับโลกคุนหลุน ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจไม่น้อย เขาจึงตามรอยเส้นกรรมนี้ไปและพบว่าปลายทางอีกฝั่งคือซีหมิงหวังที่ถูกควบคุมด้วยคำสาปบีบรัดเกล้า ซีหมิงหวังรู้จักกับเจายุทธวิบัติอย่างนั้นหรือ
ซีหมิงหวังเข้ามาอยู่ในโลกคุนหลุนได้สักระยะแล้ว แม้จะยอมก้มหัวให้แต่ก็ยังไม่ได้เข้าสู่มหาพิภพจิตจรเสียที อย่างไรผู้เป็นอัจฉริยะนิรันดรกาลก็หาได้เหมือนกับหลิวเสินโจวเสียทุกคน แม้ซีหมิงหวังจะยอมจำนนแต่ก็ยากมากที่เขาจะยอมศรัทธาเจียงฉางเชิงอย่างแท้จริง
เจียงฉางเชิงคำนวณดูแล้ว เคราะห์กรรมระหว่างซีหมิงหวังและเจายุทธวิบัติไม่นับว่าลึกซึ้งและไม่ได้มีความแค้นต่อกัน กล่าวคือทั้งสองไม่ใช่ทั้งศัตรูหรือมิตร แต่เป็นเพียงคนที่รู้จักกันเท่านั้น ทันใดนั้นเขาก็มีความคิดบางอย่างขึ้นมา เขาเคลื่อนย้ายซีหมิงหวังออกจากตำหนักของหลิวเสินโจวยังนอกโลกคุนหลุนในทันที
จู่ๆ ซีหมิงหวังก็รู้สึกถึงพลังบางอย่างห่อหุ้มร่างกายของตนไว้ เขาลืมตาขึ้นตามสัญชาตญาณแล้วพบว่าตนอยู่ในห้วงสุญญตาที่ถูกแช่แข็ง เขาขมวดคิ้วแน่นไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมองสายตาก็จับจ้องไปยังเงาร่างของคนผู้หนึ่ง และอีกฝ่ายก็มองเขาอยู่เช่นกัน
“เหตุใดถึงเป็นเขา”
ซีหมิงหวังและเจายุทธวิบัติคิดขึ้นมาในเวลาเดียวกัน เจายุทธวิบัติกำลังจะเอ่ยปากพูดทว่าพลันรู้สึกถึงบางอย่างจึงหันศีรษะไปตามสัญชาตญาณ ดวงตาทั้งคู่ของเขาเบิกกว้าง นัยน์ตาสะท้อนลำแสงสายหนึ่งที่พุ่งมา!
เปรี้ยง!
เจายุทธวิบัติถูกลำแสงสายหนึ่งกลืนหายไป ลำแสงสายนั้นฉีกชั้นน้ำแข็งในห้วงสุญญตาออกเป็นเสี่ยงๆ แล้วหายไปยังปลายสุดของห้วงสุญญตา ทิ้งร่องรอยเป็นเส้นทางอยู่เหนือโลกคุนหลุนราวกับผ่าห้วงสุญญตาที่แช่แข็งออกเป็นสองส่วน
ซีหมิงหวังมองจนร่างแข็งทื่อ เมื่อครู่ลำแสงพุ่งผ่านหน้าเขาไปเขายังไม่ทันจะได้ตอบสนอง กระทั่งเรียกได้ว่าเขาถูกพลังนั้นข่มจนไม่กล้าขยับตัวแม้แต่น้อย
“เป็นไปไม่ได้… เมื่อครูมันคืออะไรกัน…”
ซีหมิงหวังเหงื่อไหลโชกเต็มตัว ทันใดนั้นเองเขารู้สึกว่ารัดเกล้าทองบนศีรษะของเขารัดแน่นขึ้นเล็กน้อยเขานึกบางสิ่งขึ้นมาได้จึงมองไปตามทิศทางที่ลำแสงนั้นพุ่งมาและได้เห็นเงาร่างหนึ่ง เป็นมรรคาจารย์!
มรรคาจารย์ที่ประทับอยู่บนบัลลังก์เทพถูกแสงรุ้งเจ็ดสีปิดบังรูปลักษณ์ที่แท้จริงไว้ แม้จะอยู่ห่างไกลออกไปเขาก็ยังสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาล
เขาถอนหายใจโล่งอก ที่แท้ก็เป็นมรรคาจารย์ เช่นนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว
เพียงแต่เจายุทธวิบัติที่เห็นเมื่อครูนั้นเป็นตัวจริงหรือ ซีหมิงหวังเคยเห็นเจายุทธวิบัติมาก่อนในตอนนั้น ฐานะของทั้งสองฝ่ายแตกต่างกันมาก เจายุทธวิบัติคือตัวตนเหนือสามัญที่แม้แต่เผ่าหมิงยังต้องให้ความเคารพ เป็นผู้ที่มีพลังที่มากมายมหาศาล
หากเมื่อครูไม่ใช่ภาพลวงตาและเจายุทธวิบัติถูกมรรคาจารย์สังหารจริงๆ แล้ว…
ซีหมิงหวังไม่กล้าจินตนาการเพราะเขารู้ดีว่าเจายุทธวิบัตินั้นเป็นถึงผู้ยิ่งใหญ่นิรันดรกาลและเป็นผู้ที่อยู่เหนือดินแดนทั้งสามพัน
ทันใดนั้นภาพเบื้องหน้าของเขากลับหมุนเวียนปั่นป่วนราวกับโลกจะถล่ม เมื่อได้สติขึ้นมาอีกครั้งเขาพบว่าตนเองกลับมายังตำหนักของหลิวเสินโจวแล้ว
ซีหมิงหวังสูดลมหายใจเข้าลึก แต่จิตใจก็ไม่อาจสงบลง เขาตระหนักได้ว่าพลังของมรรคาจารย์กำลังควบคุมเขาอยู่
“เหตุใดมรรคาจารย์จึงให้เขาเห็นฉากการตายของเจายุทธวิบัติกัน”
มาอยู่ในแดนสวรรคนานเพียงนี้ซีหมิงหวังก็ได้ยินตำนานเล่าขานมานับไม่ถ้วน และสิ่งที่เขาคิดว่าน่ากลัวที่สุดคือเรื่องที่เล่าว่ามรรคาจารย์รู้ทุกสิ่งและสามารถอ่านใจคนได้ หรือมรรคาจารย์จะหยั่งรู้ว่าเขารู้จักกับเจายุทธวิบัติกัน
ซีหมิงหวังยิ่งคิดก็ยิ่งร้อนใจ นั่งก็ไม่สบายยืนก็ไม่เป็นสุข
อีกด้านหนึ่งเจียงฉางเชิงกลับมาถึงตำหนักเมฆาม่วง ความสามารถของเจายุทธวิบัตินั้นช่างลึกลับยากจะคาดเดา เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความล้มเหลวอีกครั้ง เขาจึงต้องลงมือแบบลอบจู่โจมเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัว อภินิหารที่ใช้ก็คือดัชนีมรรคาพิฆาตโลกา อภินิหารที่ลบล้างทุกสิ่งให้สิ้น!
แม้ว่าพลังของเจายุทธวิบัติจะมีความเกี่ยวข้องกับกฎเกณฑ์แต่เมื่อเผชิญหน้ากับดัชนีมรรคาพิฆาตโลกาก็ต้องตาย เขายังใช้แต้มเซนไหวพยากรณ์เพื่อคำนวณดูมูลค่าของคนที่เขาได้สังหารไปเมื่อครู่ ผลที่ได้คือไม่พบเคราะห์กรรมใดๆ เช่นนั้นก็หมายความว่าเจายุทธวิบัติได้ตายไปอย่างสมบูรณ์แล้ว
เจียงฉางเชิงรู้สึกโล่งอกในทันที บาปกรรมของเจายุทธวิบัตินั้นหนักหนากว่าบาปกรรมของหลิวเสินโจวและซีหมิงหวังรวมกันเสียอีก คนเช่นนี้เขาไม่กล้าเก็บไว้เป็นอันขาด ยิ่งไปกว่านั้นอีกฝ่ายมีเป้าหมายชัดเจนคือต้องการจะครอบครองโลกคุนหลุนเป็นเรื่องที่เขาไม่อาจยอมให้เกิดขึ้นได้
“น่าเสียดายที่ข้าไม่อาจรู้ว่าเขาครอบครองพลังอะไรกันแน่”
เจียงฉางเชิงนึกคิดอย่างเสียดายเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้คิดมาก เบิกเนตรอัครยุทธล้วนมีความสามารถพิเศษไม่ธรรมดา กระทั่งพอเทียบเคียงกับอภินิหารได้ ในอนาคตก็คงได้พบกับพลังแปลกประหลาดอีกมากมาย หลังจากนั้นไม่นาน
[ปีเฉิงเที่ยนที่เจ็ดร้อยสี่สิบสาม เจายุทธวิบัติจับจองโลกคุนหลุนต้องการชิงพลังของโลกคุนหลุน เจ้าลงมือได้ทันท่วงทีพ้นเคราะห์ไปได้ ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นยอดเคล็ดวิชาบำเพ็ญเซียนนามว่ามหามรรคาปราณทองคำ!]
มหามรรคาปราณทองคำอย่างนั้นหรือ เจียงฉางเชิงเกิดความสนใจและรับสืบทอดมหามรรคาปราณทองคำทันที
มหามรรคาปราณทองคำคือวิชาบำเพ็ญเซียนอย่างหนึ่ง ถือเป็นยอดเคล็ดวิชาของลัทธิมรรคาซึ่งจะประกอบไปด้วยยอดเคล็ดวิชาที่สืบทอดกันมา เช่น เคล็ดวิชาค่ายกล, วิชาหลีกเร้นฮวงจุ้ยและอื่นๆ สามารถฝึกฝนเป็นวิชาหลักหรือเรียนควบคู่กับวิชาอื่นได้ วิชานี้เน้นที่ปราณทองคำเป็นหลัก ทำร่างกายให้กลายเป็นปราณทองคำ เมื่อสำเร็จขั้นสูงสุดก็จะไม่มีวันถูกทำลายและกลายเป็นอมตะ
แม้ว่าเจียงฉางเชิงจะมีวิชามรรคาธรรมชาติอยู่แล้ว แต่แนวคิดมากมายในมหามรรคาปราณทองคำทำให้เขาได้รับประโยชน์อย่างล้นหลาม
เขากระทั่งมีความรู้สึกว่าวิชามรรคาธรรมชาติอาจเป็นวิชาที่มาตั้งแต่ปฐมกาล ส่วนมหามรรคาปราณทองคำคือวิชาบำเพ็ญเซียนที่เหล่าเซียนระดับสูงสรุปและถ่ายทอดต่อกันมา
เมื่อรับสืบทอดมหามรรคาปราณทองคำเขาก็ราวกับได้ฟังมรรคาเทศนา
เจียงฉางเชิงเริ่มฝึกมหามรรคาปราณทองคำ เนื่องจากเขามีพื้นฐานของวิชามรรคาธรรมชาติทำให้เขาฝึกมหามรรคาปราณทองคำนี้ได้อย่างง่ายดาย ท่ามกลางภูเขาและทุ่งหญ้า เด็กหนุ่มคนหนึ่งนั่งสมาธิอยู่บนก้อนหินใหญ่ริมแม่น้ำ เสื้อผ้าของเขาพลิ้วไหวเบาๆ เขามีใบหน้ากระจ่างใสผมยาวถูกมัดด้วยเชือกหญ้าไว้ที่ด้านหลังศีรษะ ดูมีอายุราวๆ สิบห้าสิบหกปี
อากาศหนาวเย็นจนน้ำในแม่น้ำใกล้จะกลายเป็นน้ำแข็ง จากจังหวะลมหายใจของเด็กหนุ่มไอร้อนที่ปล่อยออกมานั้นชัดเจนมาก ริมแม่น้ำมีวัวตัวหนึ่งกำลังกินหญ้าอยู่ และฝั่งตรงข้ามแม่น้ำมีชายชราคนหนึ่งเดินมา เขากำลังแบกฟืนมาหนึ่งหาบ จู่ๆ จากนั้นเขาก็หันกลับมายิ้มแล้วเอ่ยว่า “เด็กน้อยหนาวขนาดนี้เหตุใดเจ้าถึงไม่อยู่บ้านบำเพ็ญเซียนเล่า”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยการหยอกเย้า แต่เด็กหนุ่มก็หาได้สนใจ เขาจึงส่ายหัวแล้วยิ้มออกมาบางๆ จากนั้นก็เดินทางต่อ
เด็กหนุ่มมีนามว่าหยวน ปีนี้อายุสิบห้าปี เพราะเมื่อตอนเด็กๆ มีผู้บำเพ็ญเซียนผู้หนึ่งเดินทางมาที่หมู่บ้าน ตั้งแต่นั้นมาเขาก็หลงใหลในการบำเพ็ญเซียนเป็นอย่างมาก และเรื่องนี้ได้กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนในหมู่บ้านมักจะเอ่ยถึง ชาวบ้านต่างก็คิดว่าเขายังไร้เดียงสา คิดว่าคนธรรมดาจะบำเพ็ญเซียนได้อย่างไร
ทว่าไม่มีใครรู้ว่าหูหยวนนั้นได้สร้างฐานปราณสำเร็จเมื่อเดือนก่อน เวลาผ่านไปนานหูหยวนก็ลืมตาขึ้นแววตาใสบริสุทธิ์ “วิชาของมรรคาจารย์นี่แหละที่เหมาะกับข้าที่สุด พวกวิชาที่ผู้อื่นสร้างขึ้นมาวุ่นวายมากเกินไป” หูหยวนพูดพึมพำกับตัวเองพร้อมกับเผยรอยยิ้มออกมา
บำเพ็ญเซียนมาแล้วสามปี แม้ไม่มีโอสถเซียนแต่เขากลับก้าวเข้าสู่ขั้นสร้างฐานปราณได้สำเร็จ พรสวรรค์เช่นนี้ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก แต่ด้วยความคิดที่เรียบง่ายถ่อมตัวเขาจึงไม่ได้ประกาศเรื่องนี้ออกไปยังโลกความจริงหรือแม้แต่ในมหาพิภพจิตจร ถูกต้องแล้ว สาเหตุที่เขาสามารถบำเพ็ญเซียนได้ก็เพราะเขาเข้าสู่มหาพิภพจิตจรแล้ว ในตอนเด็กเขาเคยฟังผู้บำเพ็ญเซียนผู้นั้นเล่าเรื่องเล่าตำนานของมรรคาจารย์ คนอื่นฟังก็คิดว่าเป็นแค่เรื่องเล่า แต่ไม่รู้ว่าเหตุใดเขากลับรู้สึกประทับใจกับชื่อมรรคาจารย์ยิ่งนัก ทุกครั้งที่นึกถึงมรรคาจารย์ใจของเขาก็ไม่อาจสงบลงได้
สุดท้ายเขาก็ทำให้มรรคาจารย์ประทับใจได้สำเร็จ ได้เข้าสู่มหาพิภพจิตจรเปิดเส้นทางการบำเพ็ญเซียนของตนเอง เขาลุกขึ้นยืดตัวเหยียดแขนแล้วกระโดดขึ้นนั่งบนหลังวัว แล้วขี่วัวไปบนถนนเล็กๆ ในชนบท
“ไม่รออีกนานแค่ไหนฤดูหนาวปีนี้ถึงจะผ่านไป จะมีฤดูร้อนที่อากาศร้อนจริงๆ”
หยวนมองดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าอย่างเงียบๆ คิดในใจ ในความทรงจำของเขาพิภพนี้หนาวเย็นอยู่เสมอ เมื่อถึงฤดูหนาวก็จะหนาวจนเสียดถึงกระดูก คนชราหลายคนในหมู่บ้านต่างก็เสียชีวิตในคืนฤดูหนาว
“รอให้ข้าได้กลายเป็นเทพเซียนก่อนเถิด ข้าจะให้สุริยเทพลงมาทำให้แดนมนุษย์อบอุ่นขึ้น”
หยวนพึมพำ ยามเด็กหนุ่มจินตนาการก็มักจะเต็มไปด้วยความมั่นใจ
เขากำลังจะนอนบนหลังวัวแต่ทันใดนั้นก็ได้เห็นคนผู้หนึ่งเดินตรงเข้ามา คนผู้นั้นสวมชุดสีขาวทั้งตัวในมือถือแส้ขนกิเลนมีกลิ่นอายแห่งเซียนและมีบุคลิกราวกับผู้บำเพ็ญเซียน
หยวนเบิกตากว้าง บุคลิกของอีกฝ่ายช่างน่าตื่นตะลึง เขามองหน้าของอีกฝ่ายอย่างละเอียด หล่อมาก!
แม้จะเป็นผู้ชายแต่เขาก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายดูดีมาก
จะต้องเป็นผู้บำเพ็ญเซียนอย่างแน่นอน!
หยวนไม่อาจประมาท เขาอยู่ในมหาพิภพจิตจรมาสามปีแล้ว เข้าใจอันตรายที่อยู่ในโลกของผู้บำเพ็ญเซียน รกร้างห่างไกลผู้คน หากเจอผู้บำเพ็ญเซียนจะต้องไม่ประมาทเป็นอันขาด บุรุษอาภรณ์สีขาวเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าวัว ทำให้หยวนถึงกับใจเต้นแรง เขาเผลอยื่นมือไปหยิบมีดเล็กในถุงหญ้าข้างเอวออกมาตามสัญชาตญาณ
“คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีอัจฉริยะปรากฏอยู่บนเขารกร้างเช่นนี้ เจ้าหนุ่มพลังวิญญาณบนตัวเจ้ามาจากที่ใดกัน”
บุรุษอาภรณ์สีขาวเอ่ยถามพร้อมกับรอยยิ้ม รอยยิ้มของเขาสดใสราวกับแสงแดดที่ทำให้ผู้คนรู้สึกเหมือนโดนลมในวสันตฤดูพัดผ่าน แต่หูหยวนกลับรู้สึกกังวลมากขึ้น ไม่รู้ว่าควรตอบเช่นไร หูหยวนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยด้วยความระมัดระวังว่า “ตอนเด็กข้าเคยเจอเซียนท่านหนึ่ง เขาสอนข้าและบอกว่าในอนาคตจะลงมาหาข้าที่แดนมนุษย์อีก”
ในเมื่ออีกฝ่ายมองวรยุทธของเขาออกแล้วเขาย่อมไม่อาจปิดบังได้ ไม่สู้พูดโอ้อวดไปก่อนเผื่อทำให้อีกฝ่ายกลัวแล้วถอยออกไปดีกว่า
บุรุษอาภรณ์สีขาวแกว่งแส้ขนกิเลนจากนั้นหันข้างมองขึ้นไปบนท้องฟ้าแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เซียนอย่างนั้นหรือ ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะมีวาสนากับเซียนเช่นนี้ ข้ายิ่งสนใจเจ้าขึ้นไปอีก เจ้าเคยได้ยินเรื่องวิชายืดร่างหรือไม่”
“วิชายืดร่าง?”
หยวนตกใจมากจนรีบกระโดดตีลังกาถอยหลังลงสู่พื้นเพื่อถอยห่างจากบุรุษอาภรณ์สีขาว
เขารีบคว้ามีดเล็กออกมาแล้วเขวี้ยงมีดไปยังบุรุษอาภรณ์สีขาว ผิวมีดบินเปล่งประกายแสงสีเขียวจางๆ อย่างชัดเจน
ทันใดนั้นมีดเล็กก็หยุดอยู่ตรงหน้าของบุรุษอาภรณ์สีขาวไม่ได้สัมผัสโดนเขาแม้แต่น้อย ปลายมีดห่างจากเขาเพียงหกชุนเท่านั้น
บุรุษอาภรณ์สีขาวเพ่งสายตาไปยังมีดเล็ก จู่ๆ จากนั้นมันก็ถูกดีดสะท้อนย้อนกลับไปทางหูหยวนในทันที
หูหยวนตกใจรีบกระโดดหลบตามปฏิกิริยาการตอบสนอง แต่ความเร็วและการตอบสนองของเขานั้นช้าเกินไป!
ขณะที่มีดเล็กกำลังจะฟาดโดนตัวเขาเขาก็หลับตาลงตามสัญชาตญาณ ร่างกายหูหยวนตึงขึงขาเขาทั้งสองข้างสั่นเทาแต่เขากลับไม่ได้รู้สึกถึงความเจ็บปวด จึงลืมตาข้างหนึ่งอย่างระมัดระวัง พบว่ามีดลอยอยู่ตรงหน้าเขา ต่อมาเขาจึงลืมตาอีกข้างมองไปยังที่ไม่ไกลนัก พบว่าบุรุษอาภรณ์สีขาวท่านนั้นกำลังลูบวัวของเขาอยู่
มีดเล็กตกลงมาอย่างช้าๆ เขารีบยื่นมือออกไปรับในทันที จึงตระหนักได้ว่าอีกฝ่ายเพียงแค่หยอกล้อเขาก็เท่านั้น และไม่ได้ตั้งใจที่จะยืดร่างเขาจริงๆ “ช้าช้าก่อนหน้านี้เจ้าหนุ่ม ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปข้าก็คืออาจารย์ของเจ้า หากเจ้าเข้าสำนักของข้าข้าจะมอบชื่อมรรคาให้แก่เจ้า นับตั้งแต่วันนี้เจ้ามีนามว่าวังเฉินแล้วกัน”