เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 429 กาลเวลาล่วงเลยแต่มิตรสหายเก่ายังอยู่
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 429 กาลเวลาล่วงเลยแต่มิตรสหายเก่ายังอยู่
ตอนที่ 429 กาลเวลาล่วงเลยแต่มิตรสหายเก่ายังอยู่
“เอ๊ะ?”
หยวนตกตะลึงกับคำพูดของอีกฝ่าย ช่วงอึดใจก่อนยังคิดจะยึดร่างของเขาอยู่เลย แต่มาตอนนี้กลับจะรับเขาเป็นศิษย์เสียแล้ว แม้เขาพอฟังออกว่าเรื่องยึดร่างนั้นเป็นคำพูดล้อเล่น แต่การพลิกจากหน้ามือไปหลังมือเช่นนี้ก็ทำให้เขาผิดคาด
ทว่าเมื่อนึกถึงพลังอันสูงส่งยากหยั่งถึงของอีกฝ่ายแล้ว หวนนึกถึงพรสวรรค์ของตนเองในใจเขาก็บังเกิดความมั่นใจขึ้นมานิดหน่อย เขาไม่ก้าวเข้าไปหายังรักษาระยะห่างไว้แล้วถามอย่างระมัดระวังว่า “คิดจะรับข้าเป็นศิษย์ท่านไม่แนะนำตัวหน่อยหรือไร”
บุรุษอาภรณ์สีขาวก็คือเจียงฉางเชิงนั่นเอง พอเผชิญหน้ากับคำถามของหูยวนเขาก็สะบัดแสแสร้งทำตัวลึกลับแล้วเอ่ยว่า “นามของอาจารย์มิอาจบอกกล่าว อาจารย์เป็นเพียงนักพรตพเนจรผู้ท่องอยู่ในแดนมนุษย์ ทำนายทายทักจนทราบว่าเจ้ากับข้ามีวาสนาศิษย์อาจารย์ต่อกันจึงตั้งใจเดินทางมาหาเจ้า”
หูยวนได้ยินเช่นนี้ก็คลายความระแวงลง ไม่ว่าอย่างไรบนตัวเขาก็ไม่มีสิ่งใดที่ควรค่าให้หมายตา อีกฝ่ายก็ดูอายุน้อยเช่นนี้คงไม่คิดจะช่วงชิงร่างกายของเขาหรอก เขาเดินเข้าไปหาทันทีเมื่อเดินมาถึงเบื้องหน้าเจียงฉางเชิงก็คุกเข่าข้างหนึ่งแล้วประสานหมัดเอ่ยว่า “ศิษย์หูยวนคารวะอาจารย์!”
แม้มหาพิภพจิตจรจะมีนักพรตที่แจกจ่ายวิชาฝึกบำเพ็ญอยู่ไม่น้อย แต่เท่าที่เขาเคยเห็นมาส่วนใหญ่ล้วนเป็นวิชากระจอกงอกง่อย ตัวเขาต้องการอาจารย์ผู้สั่งสอนถ่ายทอดวิชาให้จริงๆ สักคน
เจียงฉางเชิงสะบัดแขนเสื้อแล้วหมุนตัวไปอีกทางพลางบอกว่า “ศิษย์เอ๋ยจะไม่พาอาจารย์ไปเป็นแขกที่บ้านหน่อยหรือ”
หูยวนรีบลุกขึ้นจงหัวเร่งฝีเท้าให้ทันจังหวะการเดินของอีกฝ่าย
“อาจารย์ท่านแข็งแกร่งเพียงใดหรือ”
“บอกมิได้ๆ”
“ท่านเป็นเซียนของแดนสวรรค์หรือเปล่า”
“มินับว่าใช่ แต่ก็เกี่ยวพันกันอยู่บ้าง” หยวนถามเจียงฉางเชิงก็ตอบ ศิษย์อาจารย์สองคนค่อยๆ เดินไปตามถนนในชนบท ในตำหนักเมฆาม่วงเจียงฉางเชิงรั้งสายตากลับมาแล้วหัวเราะอย่างพออกพอใจ
เขาเสียแต้มเช่นไหวไปหนึ่งร้อยล้านแต้มเพื่อวังเฉินในชาตินี้ ดังนั้นเจ้าเด็กคนนี้ย่อมเป็นอัจฉริยะแห่งการบำเพ็ญเซียนอย่างมิต้องสงสัย จำนวนแต้มนี้มากกว่าแต้มเช่นไหวที่มอบให้ฮวาเจียนซินยามกลับชาติมาเกิดใหม่เสียอีก แต่ภายหลังมู่หลิงลั่วได้รับดวงชะตาเทพเซียนอีกต่อหนึ่ง ดังนั้นโดยรวมแล้วแต้มเช่นไหวที่เสียไปกับวังเฉินจึงยังสู้มู่หลิงลั่วไม่ได้
ภารกิจสั่งสอนวังเฉินเจียงฉางเชิงยอมใช้งานร่างแยก เขาไม่มีทางเอาร่างจริงไปอยู่เป็นเพื่อนอีกฝ่ายอยู่แล้ว
เขาหลับตาลงแล้วเริ่มเคลื่อนโลกคุนหลุนดึงระยะห่างจากโลกเทพยุทธอีกครั้งแล้วก็สร้างระยะห่างจากรอยแยกมิติที่เกิดจากวิชาดัชนีมรรคพิฆาตโลกาด้วยจุดประสงค์ก็เพื่อไม่ให้โลกเทพยุทธตามหาพบ
วุ่นวายอยู่นานกว่าเจียงฉางเชิงจะได้เริ่มปิดด่านบำเพ็ญเพียรต่อ เขาเริ่มศึกษามรรคาแห่งกรรมต่อ
กรรมที่พันผูกกับวังเฉินในชาตินี้ไม่ซับซ้อน เจียงฉางเชิงมองปราดเดียวก็เห็นอนาคตของเขาแต่เนื่องจากเขาสอดมือเข้ามายุ่งกรรมของวังเฉินจึงเริ่มเปลี่ยนไป อนาคตเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ความเป็นไปของกรรมมิใช่สิ่งที่ถูกกำหนดตายตัว มันเปลี่ยนแปลงได้เสมอ มักจะมีพลังบางอย่างที่จับกรรมที่โยงใยกันอยู่ให้ขยับซ้ายขยับขวาได้ แม้ความสนใจของเขาจะจดจ่ออยู่กับมรรคาแห่งกรรมแต่ด้านการบำเพ็ญเพียรมิเคยละเลย ผลมรรคาเอกเทวะดูดซับปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินด้วยตนเองอยู่เสมอทำให้เขาสั่งสมพลังอาคมได้เรื่อยๆ อีกอย่างสาเหตุที่เขาศึกษามรรคาแห่งกรรมตั้งแต่แรกก็เป็นเพราะเคล็ดวิชาของวิชามรรคาธรรมชาติ หลังจากเขาเข้าถึงมหามรรคาปราณทองคำเขาก็มีความคิดต่างๆ ผุดขึ้นมามากกว่าเดิม
วสันต์จากจรสารทเยี่ยมเยือน กาลเวลาเปลี่ยนผันไวดุจกระสวยทอผ้า หลังจากอาการบาดเจ็บของไป๋ฉีหายดีก็ลงไปที่โลกเบื้องล่างไม่ถึงหนึ่งเดือนก็กลับมา นับจากนั้นก็เริ่มบำเพ็ญเพียรอย่างตั้งอกตั้งใจ มู่หลิงลั่วออกไปข้างนอกอยู่บ่อยครั้งนางเริ่มลงมือตระเตรียมงานชุมนุมทอสวรรค์
การบำเพ็ญเซียนในแดนสวรรค์คึกคักอยู่เสมอมีคนผ่านด่านเคราะห์แทบทุกวัน แดนมนุษย์ก็เช่นเดียวกันเมื่อผู้บำเพ็ญเซียนมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โลกบำเพ็ญเซียนจึงถือกำเนิดเพื่อแบ่งแยกพวกเขาออกจากวิถียุทธ แต่มันมิใช่โลกใบหนึ่งที่แยกออกไปจริงๆ เป็นเพียงกลุ่มชนชั้นที่แยกตัวออกมาจากโลกของมนุษย์ธรรมดาเท่านั้น
มิใช่ทุกคนที่จะบำเพ็ญเซียนได้ คนส่วนมากก็ยังคงฝึกวรยุทธอยู่เช่นเดิม ด้วยเหตุนี้พลังทั้งสองสายจึงแยกออกจากกัน เมื่อเวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไปวิถียุทธกับวิถีเซียนก็เริ่มเกิดความขัดแย้งสารพัดอย่างที่ยากจะไกล่เกลี่ยได้
แดนสวรรค์เชิดชูวิถีเซียนพวกเขาย่อมลำเอียงเข้าข้างวิถีเซียน พวกเขาเพียรพยายามเผยแผ่หลักวิชาของเทพเซียนลงไปยังโลกเบื้องล่างให้มากขึ้น พวกเขาเดินทางไปทั่วทุกหนแห่งบนโลกคุนหลุนเพื่อชี้นำสิ่งมีชีวิตสามัญทั้งหลายให้ก้าวสู่วิถีเซียน เรื่องนี้ทำให้ลัทธิและสำนักต่างๆ ผุดขึ้นมาราวกับหน่อไม้หลังสายฝน
วสันต์ดวงตะวันเพิ่งโผล่พ้นทิศบูรพา แสงอาทิตย์วาดผ่านไอเย็นยะเยือกที่หอมล้อมทอดลำแสงต้องผืนพนาที่ประดับประดาด้วยเกล็ดน้ำแข็ง แสงตกต้องบนหน้าผาตัดชัน ร่างแยกของเจียงฉางเชิงนั่งสมาธิอยู่บนหน้าผา แสงตะวันตกต้องบนร่างของเขาจนเหมือนเขาถูกปกคลุมด้วยแสงเรืองรองหลากสี
หูยวนที่อายุยี่สิบปีเต็มแล้วกำลังขี่กระบี่เข้ามาหาเขา เห็นร่างของอาจารย์จากไกลๆ ก็ตกอยู่ในภวังค์ไปชั่วครู่ ทุกครั้งที่เห็นอาจารย์เขามักจะตกตะลึงกับรูปลักษณ์ของอีกฝ่ายเสมอ ร่างกายของอาจารย์เหมือนมีบรรยากาศรอบตัวที่เขาบอกไม่ถูกแต่ทำให้ผู้คนปรารถนาจะเป็นอย่างเขา หูยวนเองก็ปรารถนาจะบำเพ็ญบรรยากาศรอบตัวเช่นนี้ขึ้นมาบ้างในสักวัน
“ท่านเซียนย่อมต้องเป็นเช่นนี้สิ!”
หูยวนวัยยี่สิบปีรูปร่างองอาจผึ่งผาย แม้สวมเสื้อผ้าตัดจากผ้าฝ้ายธรรมดาแต่ลักษณะของเขาแตกต่างจากคนธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงตาคู่นั้น มันสุกสกาวเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เขาเหาะลงมาข้างกายเจียงฉางเชิงแล้วหัวเราะถามว่า
“อาจารย์วันนี้เรียกข้ามามีเรื่องอันใดหรือ” ตั้งแต่ห้าปีก่อนหลังจากพาอาจารย์กลับไปเป็นแขกที่บ้าน อาจารย์ก็เร้นกายอยู่บนภูเขาไม่ยอมพบเจอผู้คนอีก แต่การปรากฏตัวของอาจารย์หนนั้นไม่ต่างจากการป่าวประกาศให้สหายร่วมบ้านเกิดในหมู่บ้านทั้งหลายรู้ว่าเขาหูยวนคนนี้กำลังบำเพ็ญเซียนอยู่จริงๆ เรื่องนี้ทำให้เมืองใกล้เคียงตื่นตกใจอยู่ไม่น้อย
เจียงฉางเชิงไม่ได้ลืมตาขึ้นมาเขาเอ่ยอย่างเรียบเฉย
“ห้าปีที่ผ่านมาอาจารย์เพียงชี้แนะจุดที่ติดขัดในการฝึกบำเพ็ญเท่านั้น ยังมิเคยถ่ายทอดวิชาให้เจ้าอย่างแท้จริงเลย”
หูยวนได้ยินดังนั้นก็ตาเป็นประกายตื่นเต้นขึ้นมาทันที
“อาจารย์จะถ่ายทอดมหามรรคาปราณทองคำให้เจ้า หากบรรลุหนึ่งส่วนเจ้าจักอาจเอื้อมคว้าดาราเคลื่อนจันทราหลุดพ้นจากกฎเกณฑ์ของจักรวาล หากบรรลุจนใกล้แตกฉานเจ้าจักมีอายุขัยเที่ยมเท่าฟ้าดินหมื่นเภทภัยกล้ำกรายมิวายชีวา เจ้าปรารถนาจะเรียนหรือไม่”
“ข้าปรารถนา! แต่อาจารย์วิชานียอดเยี่ยมถึงเพียงนั้นจริงหรือขอรับ” หูยวนพยักหน้าหงึกๆ ประหนึ่งลูกเจี๊ยบจิกข้าวสาร
ยังไม่ต้องพูดถึงหมื่นเภทภัยกล้ำกรายมิวายชีวา แค่เอื้อมคว้าดาราขยับจันทราได้เขาก็เฝ้าฝันถึงแล้ว
เรื่องพรรค์นั้นมีแต่เซียนเท่านั้นแหละที่ทำได้!
เจียงฉางเชิงไม่เอ่ยตอบเขาเริ่มสั่งสอนมหามรรคาปราณทองคำ หูยวนได้ยินคำแรกก็นั่งลงตั้งอกตั้งใจเงี่ยหูฟัง พรสวรรค์ในการบำเพ็ญเซียนของเขาโดดเด่นเหนือผู้อื่นอย่างไม่ทิ้งฝุ่น สิ่งใดเห็นผ่านตารวนมิเลือนลาง ได้ยินเพียงหนึ่งจบก็ท่องทวนซ้ำได้
หูยวนยิ่งฟังก็ยิ่งตื่นตะลึง ช่างเป็นวิชาที่ลึกล้ำสูงส่งนัก! แม้ยังไม่ทันฝึกแต่เขาก็ทราบแล้วว่ามันยอดเยี่ยมกว่าวิชาที่ถูกเผยแพร่อยู่ในมหาพิภพจิตจรมากนัก อาจารย์จะต้องมาจากแดนสวรรค์เป็นแน่แล้วฐานะของเขาก็คงไม่ต่ำต้อยอย่างแน่นอน!
“ผู้ให้กำเนิดวิถีเซียนคือมรรคาจารย์ ปัจจุบันแดนสวรรค์ก็เป็นแหล่งกำเนิดสำคัญของวิถีเซียน ดังนั้นเขาย่อมคิดเช่นนี้ ส่วนจะให้คิดว่าอาจารย์คือมรรคาจารย์เขาไม่กล้าคิดถึงขั้นนั้น เรื่องนั้นไม่มีวันเป็นไปได้หรอก”
เก็บอาจารย์ที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้มาได้คนหนึ่งก็นับว่าโชคดีมากพอแล้ว จะเป็นไปได้อย่างไรที่มรรคาจารย์จะลงมาสั่งสอนเขาด้วยตนเองในมหาพิภพจิตจร เขาเคยเห็นฤทธิ์เดชของบุคคลที่ถูกนับว่าเป็นยอดอัจฉริยะมามากมาย แม้พรสวรรค์ของเขาจะยอดเยี่ยมมากแต่ก็เฉพาะตอนเทียบกับผู้ฝึกบำเพ็ญธรรมดาเท่านั้น มหามรรคาปราณทองคำมีทั้งวิชาอาคมวิชาหลีกเร้นพลังอภินิหาร มันทั้งมากมายและซับซ้อน หูยวนเริ่มเดินทางขึ้นมาทุกวัน หลังจากเวลาผ่านไปครึ่งปีเขาก็ย้ายมาบำเพ็ญเซียนกับอาจารย์ในภูเขาเสียเลย กาลเวลาผ่านไปว่องไวนัก ผ่านไปแล้วสามสิบปี หูยวนในวัยห้าสิบปียังคงหน้าตาดูดั่งอายุยี่สิบ วรยุทธจากการบำเพ็ญวิชามหามรรคาปราณทองคำของเขารุดหน้าอย่างว่องไว เขามาถึงขั้นแปลงวิญญาณแล้ว ความเร็วระดับนี้แม้แต่ตัวเขาเองยังรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ เขาไม่เคยได้ยินว่ามีผู้ใดในมหาพิภพจิตจรที่บำเพ็ญเซียนได้เร็วเช่นนี้มาก่อน
เขาไม่ได้ลงจากเขามาสามสิบปีแล้ว
วันนี้เจียงฉางเชิงลุกขึ้นมายืนเหนือขอบผา หูยวนได้ยินเสียงคนขยับตัวจึงลืมตาขึ้น หูยวนมองอาจารย์ผู้ยืนอยู่ภายใต้แสงตะวัน หัวใจของเขาสั่นไหว ลางสังหรณ์ร้ายเบาบางพลันบังเกิดในหัวใจ
“อาจารย์ต้องไปแล้ว หนทางบำเพ็ญเซียนนับจากนี้เจ้าต้องพึ่งตัวเจ้าเอง” เจียงฉางเชิงมองภาพของภูผาลำธารอันยิ่งใหญ่ตระการตาที่ปลายขอบฟ้าแล้วเอ่ยออกมาด้วยเสียงนุ่มนวล หมอกเย็นโอบล้อมผืนพนาหมื่นลี้แลดูดุจดังแดนเซียน มันทั้งเงียบสงัดและงดงามตัดขาดจากโลกภายนอก
หูยวนรีบร้อนลุกขึ้นถามว่า “อาจารย์ท่านจะไปที่ใด พาศิษย์ไปด้วยมิได้หรือ”
เจียงฉางเชิงหัวเราะ “เจ้ามีครอบครัวของเจ้าจะตัดทิ้งง่ายๆ ก็คงมิได้ โลกใบนี้กว้างใหญ่ยิ่งกว่าที่เจ้าจักจินตนาการออก หากเจ้าติดตามข้าไปหนหน้านี้กลับมาครอบครัวมิตรสหายในวันวานก็คงถูกดินกลบหน้าหมดสิ้นแล้ว”
เมื่อได้ยินคำนี้หูยวนก็หน้าเสีย เขาพลันนึกถึงบิดามารดาและพี่น้องในครอบครัว สามสิบปีสำหรับตัวเขาผ่านไปไวยิ่งนัก แต่สำหรับมนุษย์ธรรมดา…
ณ ชั่วขณะนี้เขาพลันบังเกิดความปรารถนาอย่างแรงกล้าอยากจะลงจากเขาหวนกลับไปหาครอบครัว แต่คนผู้อยู่ตรงหน้ากำลังจะจากไปแล้ว เขาจึงทำได้เพียงข่มความรู้สึกที่อยู่ในใจลงไป
“อาจารย์หลังจากนี้ข้าจะไปตามหาท่านได้ที่ใด” หยวนถามต่อ ขอบตาเริ่มแดงระเรื่ออย่างหักห้ามตนเองมิได้ จะว่าไปแล้วเจียงฉางเชิงก็เป็นผู้ที่อยู่เคียงข้างเขามานานที่สุด นานยิ่งกว่าครอบครัวของเขาเสียอีก เจียงฉางเชิงสะบัดแส หันกลับมายิ้มให้ “ศิษย์เขลา อยากพบอาจารย์มิใช่เรื่องง่ายดายปานนั้น หวังว่าสักวันหนึ่งอาจารย์จะได้ยินยามชื่อเสียงของหูยวนโด่งดังขจรขจายไปทั่วทั้งสามภพ ก่อนไปข้าจะถ่ายทอดวิชาเจ็ดสิบสองจำแลงให้เจ้าอีกวิชาหนึ่ง”
กล่าวจบมือขวาของเขาก็สะบัดแขนเสื้อ สายลมสดชื่นสายหนึ่งโถมเข้ามาใส่ใบหน้าของหูยวน สติของเขาตกอยู่ในห้วงภวังค์ในพริบตา ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใดอาจเพียงชั่วพริบตาหรือผ่านพ้นไปแล้วหลายปี
หูยวนสะดุ้งตื่นขึ้นมาพบว่าตนเองยังยืนอยู่ริมขอบผาแต่ไม่เห็นร่างของอาจารย์แล้ว ความทรงจำมากมายวิ่งผ่านในสมอง วิชาดาวดินเจ็ดสิบสองจำแลง!
หูยวนสูดลมหายใจลึกเฮือกหนึ่งเขาตะโกนเรียกอยู่หลายหนแต่ไม่มีเสียงตอบรับจากอาจารย์ เขาจึงเข้าใจทันทีว่าอาจารย์จากไปนานแล้ว
ชื่อเสียงขจรขจายทั่วสามภพ…
หูยวนพึมพำกับตนเอง เขาพลันนึกถึงเหตุการณ์ใหญ่เรื่องหนึ่งในมหาพิภพจิตจร มรรคาจารย์ต้องการจะแต่งตั้งผู้นำแห่งเซียนพิภพ!
หากเขากลายเป็นผู้นำแห่งเซียนพิภพจะนับว่าชื่อเสียงขจรขจายทั่วสามภพหรือไม่
บางทีอาจารย์อาจเพียรพยายามเพื่อตำแหน่งผู้นำเซียนพิภพอยู่ก็เป็นได้ หากถึงเวลานั้นเขาได้ช่วงชิงตำแหน่งผู้นำเซียนพิภพกับอาจารย์จะมิยอดเยี่ยมหรอกหรือ
เมื่อคิดได้ดังนี้หูยวนก็คลี่ยิ้ม ความโศกเศร้าของการจากลาในใจบรรเทาลง เขาทะยานร่างเหินขึ้นฟ้า เมฆหมอกรวมตัวกันใต้ฝ่าเท้า ขี่เมฆาทะยานหมอกลงจากเขา
ในตำหนักเมฆาม่วง มู่หลิงลั่วเดินเข้ามาในห้องโถงก็เห็นไป๋ฉีกำลังฝึกวิชาอยู่ นางส่ายหน้ายิ้มๆ คิดไม่ถึงว่าเจ้าหมาป่าตนนี้จะอดทนได้นานถึงเพียงนี้เชียว นางเดินไปนั่งหน้าเตาหลอมโอสถแล้วเตรียมตัวหลอมโอสถ เวลานี้เจียงฉางเชิงก็ลืมตาขึ้นมา
การลืมตาหนนี้ของเขาหมายความว่ากาลเวลาผ่านไปร้อยปีแล้ว สำหรับตัวเขาแล้วการใคร่ครวญพิจารณาหลักวิชานับร้อยปีก็ไม่ต่างจากการจิบชาครึ่งชั่วยาม การฝึกบำเพ็ญทำให้เขาสัมผัสความว่องไวของกาลเวลาจนถึงแก่น
เจียงฉางเชิงพยากรณ์พลังของผู้แข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตแต่ละขอบเขตเป็นสิ่งแรก เมื่อแน่ใจแล้วว่าโลกคุนหลุนไร้อันตรายจึงมองดูแดนมนุษย์เป็นอย่างถัดไป
หูยวนกราบเขาเป็นอาจารย์มาหนึ่งร้อยปีแล้ว เจ็ดสิบปีก่อนหลังร่างแยกของเขาจากมาหูยวนก็กลับไปที่หมู่บ้านแต่เพียงไม่กี่ปีบิดามารดาก็สิ้นอายุขัย เรื่องนี้ทำให้เขาละอายใจยิ่งนัก คิดว่าตนเองมิทันได้กตัญญูตอบแทนมากพอ หลังจากอยู่ที่บ้านอีกห้าปีเขาก็ทิ้งวิชาบำเพ็ญเซียนจำนวนหนึ่งไว้แล้วจากไปท่องโลกบำเพ็ญเซียนเพียงลำพัง ตระกูลหูได้ใบบุญจากวิชาบำเพ็ญเซียนที่เขาทิ้งไว้ทำให้พัฒนากลายมาเป็นตระกูลผู้ทรงอิทธิพลในดินแดนแถบหนึ่งในเวลาไม่กี่สิบปี
ตลอดหกสิบกว่าปีที่ผ่านมาหูยวนท่องไปทั่วใต้หล้าตามหาสถานที่ซึ่งมีปราณวิญญาณเต็มเปี่ยม ทำให้พลังของเขาพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เขาอาศัยมหามรรคาปราณทองคำผสมกับวิชาดาวดินเจ็ดสิบสองจำแลงทำให้ต่อให้พบพานกับผู้ที่ระดับขั้นสูงกว่าอีกฝ่ายก็ยากจะเอาชนะเขาได้ ส่วนกรณีที่สู้ไม่ไหวเขาก็หนีรอดเสมอ
เจ้าเด็กคนนี้เริ่มมีชื่อเสียงขจรขจายแล้ว!
เจียงฉางเชิงเริ่มหวนนึกถึงอดีต เขานึกถึงเรือนหลังที่เคยอาศัยเมื่อนานมาแล้ว หลังนั้นภาพที่เขาสั่งสอนศิษย์ขณะที่วังเฉินกวาดพื้นอยู่ด้านข้างหรือบางทีก็ยืนนิ่งตั้งใจฟังเขาเล่าเรื่องสั่งสอนวิชายุทธผุดขึ้นมาในหัว
กาลเวลาล่วงเลยแต่มิตรสหายเก่ายังอยู่ นี่มิใช่เรื่องน่ายินดีหรืออย่างไร