เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 430 ร่วมมือกันบุกโลกเทพยุทธ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 430 ร่วมมือกันบุกโลกเทพยุทธ
เจียงฉางเชิงเผามองหูยวนอยู่ครู่หนึ่งก็วางสายตากลับมาหันไปมองมู่หลิงลั่ว เมื่อเห็นสาวน้อยคนนี้กำลังหลอมโอสถอยู่เขาก็ไม่รบกวน ช่วงนี้แดนสวรรค์เกิดกระแสนิยมการหลอมโอสถ จักรพรรดิสวรรค์ถึงขั้นวางแผนจะจัดงานชุมนุมหลอมโอสถเป็นการปูทางก่อนงานชุมนุมทอสวรรค์ หลังจากวิถีเซียนพัฒนามาถึงยามนี้แดนสวรรค์ก็มีเทพเซียนที่ประสบความสำเร็จในศาสตร์โอสถบ้างแล้ว หนึ่งในนั้นมีดาราเทพองค์หนึ่งถึงขั้นกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งศาสตร์หลอมโอสถของแดนสวรรค์เลยทีเดียว แต่เมื่อกล่าวถึงศาสตร์การหลอมโอสถผู้ที่เก่งกาจที่สุดของโลกคุนหลุนกลับมิได้อยู่ในแดนสวรรค์แต่เร้นกายอยู่ในแดนมนุษย์ต่างหาก เขาเองก็เป็นผู้ศรัทธาเช่นไหวเช่นกันเพียงแต่คนผู้นั้นมิปรารถนาจะมาอยู่ในแดนสวรรค์
งานชุมนุมหลอมโอสถจัดขึ้นเพื่อดึงดูดอัจฉริยะแห่งการหลอมโอสถในโลกบำเพ็ญเซียนให้แดนสวรรค์นั่นเอง งานชุมนุมหลอมโอสถหนนี้แดนสวรรค์จะป่าวประกาศประโยชน์ของทอสวรรค์คืออิทธิฤทธิ์วิเศษในการยืดอายุขัยของมันเป็นสิ่งที่สิ่งมีชีวิตส่วนมากยากจะปฏิเสธ
หลังจากเวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป เจียงฉางเชิงก็ส่งจิตไปช่วยพลังวิญญาณของมู่หลิงลั่วควบคุมเปลวไฟ มู่หลิงลั่วเหลือบตามองเขาใบหน้าแย้มรอยยิ้ม นางไม่ส่งเสียงแม้แต่น้อยจดจ่อตั้งใจสังเกตการชี้แนะของเขาแต่โดยดี
จนตั้งแตเจายุทธวิบัติสิ้นชีพ โลกคุนหลุนก็ไม่มีคนจากโลกเทพยุทธมาโจมตีอีก เรื่องนี้อยู่ในความคาดการณ์ของเจียงฉางเชิงอยู่แล้ว ห้วงอนันตสูญญตากว้างใหญ่ไพศาลยิ่งนัก ต่อให้เป็นโลกเทพยุทธหากอยากจะสำรวจห้วงอนันตสูญญตาที่ถูกแช่แข็งก็ต้องใช้เวลาเนิ่นนาน บางทีนี่อาจเป็นสาเหตุที่ยามคลื่นเหมันต์นิรันดรมาเยือนแต่ละหนมักจะแช่แข็งมิติอยู่หลายพันปีจนถึงนับหมื่นปี
เจียงฉางเชิงชี้แนะมู่หลิงลั่วหลอมโอสถเสร็จก็เริ่มถอดจิตท่องนอกพิภพสอดส่องความเป็นไปของห้วงอนันตสูญญตา บนทุ่งราบอันรกร้างแห่งหนึ่ง เงาร่างแล้วร่างเล่ายืนอยู่บนหน้าผา พวกเขาทอดสายตามองเมฆดำทะมึนที่ซ้อนเป็นชั้นๆ ตรงขอบฟ้า เสาแสงตนหนึ่งพุ่งทะลุชั้นเมฆก่อนจะโปรยปรายลงบนผืนดิน ท่ามกลางแสงรัศมีอันศักดิ์สิทธิ์นั้นมีร่างหนึ่งลอยอยู่ด้านใน เมื่อขยับเข้าไปมองใกล้ๆ จะเห็นว่ารอบกายเขามีวายุเคลื่อนวนล้อม ประกายดาวเล็กจิ๋วนับไม่ถ้วนที่สอดแทรกอยู่ด้านในค่อยๆ แทรกเข้าไปในร่างเขาอย่างต่อเนื่อง ผู้ฝึกยุทธบนหน้าผาตัดชั้นแต่ละคนล้วนมีพลังแก่กล้า ผู้ที่เป็นหัวหน้าก็คืออัครเทพยุทธคนหนึ่ง เขามีร่างกายกำยำ มือขวาไพล่อยู่หลังบันเอว มือซ้ายลูบหนวดเครา อาภรณ์สีดำสะบัดตามสายลม
เขาถูกเรียกขานว่าเทพยุทธถู มิใช่หมายถึงเทพยุทธแห่งการเข่นฆ่าสังหาร แตเพราะเขาแซ่ถู อัครเทพยุทธทั้งสิบแปดคนล้วนใช้แซ่เรียกขานกัน
“ไทซังคุนหลุนมิเสียที่ที่เป็นยอดอัจฉริยะที่โลกเทพยุทธให้ความสำคัญที่สุด”
ระดับขั้นเพียงเท่านี้ก็ควบคุมพลังแห่งเทพยุทธได้แล้ว ข่มขวัญยิ่งนัก ว่าหนทางข้างหน้าคงไร้ขีดจำกัด
เขาครอบครองพลังเทพยุทธได้ราบรื่นเช่นนี้ไม่แน่หลังจากนี้อาจกลายเป็นเทวะแห่งโลกเทพยุทธก็ได้
“นั่นสิวิถียุทธจงเจริญ ถึงเวลาสมควรกำจัดพวกผิดแผกพวกนั้นแล้ว”
“จะว่าไปแล้วช่วงนี้โลกเทพยุทธกำจัดพวกผิดแผกได้ไม่ราบรื่นเท่าไร มียอดฝีมือตายไปไม่น้อย”
เทพยุทธถูฟังคนรอบข้างสนทนากันแต่ไม่เอ่ยคำใดตอบ สายตาของเขาจับจองอยู่ที่ไทซังคุนหลุนผู้อยู่ไกลๆ ไทซังคุนหลุนผู้อยู่กลางลำแสงถูกอาบไล้ด้วยแสงเจิดจ้า
เขาปรือตาขึ้นอย่างเชื่องช้าใบหน้ามีสีหน้าสงบนิ่ง เขายกมือขวาขึ้นแล้วพึมพำเสียงเบาว่า “นี่นะหรือพลังแห่งเทพยุทธช่างแข็งแกร่งเสียจริง มิน่าเล่าจึงถูกเรียกขานว่าพลังยุทธของทวยเทพ”
ดวงตาของเขาทอประกายเย็นยะเยือกน่าสะพรึง นั่นคือแววตายามความปรารถนาจะต่อสู้ลุกโชน ห้วงเวลานี้ไทซังคุนหลุนนึกถึงมรรคาจารย์เป็นคนแรก!
มรรคาจารย์สังหารเจ็ดสิบสองท้าเทวะของเขา แค่นี้มิอาจไม่ชำระ แต่จนปัญญาที่โลกเทพยุทธห้ามปรามเขาไว้มาตลอดเพราะคิดว่าเขามิใช่คู่ต่อสู้ของมรรคาจารย์ ยามนี้เขาครอบครองพลังแห่งเทพยุทธแล้วจะไม่มีผู้ใดขวางเขาได้อีกต่อไป!
ขณะที่ไทซังคุนหลุนกำลังคิดเรื่องนี้ เทพยุทธถูก็ปรากฏกายออกมาจากความว่างเปล่าเบื้องหน้า เขายืนอยู่นอกลำแสงเจิดจ้า สายตากวาดสำรวจเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า
“ไม่เลว เจ้าในตอนนี้น่าจะสยบขั้นเบิกเนตรอัครยุทธทั้งปวงได้แล้ว ข้ารู้ว่าเจ้าอดรนทนไม่ไหวอยากออกไปแล้ว แต่โลกเทพยุทธยังมีภารกิจอื่นที่ต้องให้เจ้าไปจัดการ”
เทพยุทธถูกลิ้มยิ้ม เขายิ่งมองไทซังคุนหลุนเท่าใดก็ยิ่งพออกพอใจ ไทซังคุนหลุนขมวดคิ้วถามว่า “ภารกิจใด”
เทพยุทธถูดวงตาวาวโรจน์เอ่ยว่า “กำจัดพวกผิดแผกจบคลื่นเหมันต์นิรันดร”
ได้ยินคำนี้ไทซังคุนหลุนก็คลายคิ้วที่ขมวดมุ่น ภารกิจนี้ย่อมรวมมรรคาจารย์ด้วย ดังนั้นเขาย่อมไม่ปฏิเสธ
“ช่วงนี้เจ้าพวกหนังเหนียวทั้งหลายในห้วงอนันตสูญญตาเริ่มเคลื่อนไหวกันแล้ว โลกทั้งสามพันใบต้องการผู้ครอบครองพลังแห่งเทพยุทธไปจัดการอย่าทำให้พวกข้าผิดหวังเล่า”
ไทซังคุนหลุนเผชิญหน้ากับคำสั่งของเทพยุทธถูก็พยักหน้าอย่างนิ่งสงบ
ศัตรูยิ่งแข็งแกร่งเขาก็ยิ่งตื่นเต้น!
ผู้แข็งแกร่งต้องมีศัตรูมาเสริมบารมีจึงจะโดดเด่น!
นี่คือความเชื่อของเขานับตั้งแต่เขาฝึกยุทธเขาก็สยบคู่ต่อสู้ทุกระดับขั้นมิเคยพ่ายแพ้ เขาจะรักษาสถิตินี้ต่อไป!
ไทซังคุนหลุนเงยหน้าจ้องเทพยุทธถูแล้วพลันถามว่า “มิทราบว่าข้ายังด้อยกว่าอัครเทพยุทธทั้งสิบแปดท่านอีกเท่าใด”
สายตาของเขาเต็มไปด้วยความก้าวร้าว จ้องเทพยุทธถูอย่างกำเริบเสิบสาน เทพยุทธถูกลับไม่โกรธ เขาหัวเราะดังลั่น “เจ้าเด็กรุ่นหลัง ในอดีตครั้งที่ข้าเพิ่งได้รับพลังแห่งเทพยุทธก็เคยหลงลำพองเช่นเจ้า เมื่อเจ้าจบคลื่นเหมันต์นิรันดรได้แล้วเจ้าย่อมมีคุณสมบัติจะท้าสู้กับพวกข้า!”
ไทซังคุนหลุนยกมุมปากยิ้ม “วันนั้นย่อมอยู่ไม่ไกล!”
จิตของเจียงฉางเชิงท่องอยู่ในห้วงอนันตสูญญตา เขาพบว่าแม้โลกทั้งหลายจะถูกแช่แข็งแต่สิ่งมีชีวิตกลับไม่ตาย ขอเพียงไม่มีสิ่งใดไปทำลายพวกมันก็พอ ยิ่งไปกว่านั้นระหว่างที่กาลเวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไปกลิ่นอายพลังของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้กลับแข็งแกร่งขึ้นอีกด้วย
หรือว่าคลื่นเหมันต์นิรันดรจะมิใช่หายนะแต่เป็นโชคลาภกัน
มิน่าเล่าครานั้นที่คลื่นเหมันต์นิรันดรมาเยือนจึงไม่มีรางวัลรอดชีวิตมอบให้ คลื่นเหมันต์นิรันดรละม้ายคล้ายกับคงคาสวรรค์ทั้งเป็นหายนะได้แล้วก็เป็นโชควาสนาได้ด้วย หายนะที่แท้จริงคือคนเช่นเจายุทธวิบัติที่เข่นฆ่าสังหารสิ่งมีชีวิตบริสุทธิ์ตามอำเภอใจ เจียงฉางเชิงเริ่มสงสัยใคร่รู้ต้นกำเนิดพลังงานของคลื่นเหมันต์นิรันดร คลื่นความหนาวนี้ต้านทานได้แม้กระทั่งจิตของเขามันแข็งแกร่งอย่างยิ่งในหมู่พลังอันแข็งแกร่งที่เขาเคยพบเจอมาในอดีตไม่มีสิ่งใดสู้ลมหนาวของคลื่นเหมันต์นิรันดรได้ บางทีมันอาจเกี่ยวข้องกับต้นกำเนิดของวิถียุทธ
เจียงฉางเชิงคิดไปพลางก็เตรียมตัวจบการท่องจิตหนนี้
แต่แล้วทันใดนั้นเองเขาก็นึกถึงบุรุษอาภรณ์สีครามจากลัทธิโบราณผู้นั้น
เขาส่งดวงจิตลอยละล่องไปยังโลกที่บุรุษอาภรณ์สีครามผู้นั้นหลบซ่อนตัวอยู่ทันทีแต่ปรากฏว่าเขากลับเห็นอีกฝ่ายเอาชีวิตรอดจากกลางทางเลียรี่
บุรุษอาภรณ์สีครามกำลังเหาะอยู่ในห้วงมิติที่ถูกแช่แข็งด้วยความเร็วสูงสุด ประเดี๋ยวก่อนนะ!
ทิศทางนั้นมัน…
อีกฝ่ายกำลังมุ่งหน้าไปโลกคุนหลุน!
จะให้เขาเข้าใกล้โลกคุนหลุนไม่ได้ หากไปขัดขวางเอาตอนนั้นจะมีตัวแปรมากเกินไป เจียงฉางเชิงรั้งดวงจิตกลับมาทันทีแล้วใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตมองไปทางบุรุษอาภรณ์สีคราม
บุรุษอาภรณ์สีครามเหาะมาด้วยความเร็ว สีหน้าของเขาถมึงทึง ไม่ทราบว่าในใจคิดสิ่งใดอยู่ ทันใดนั้นเอง! เงาร่างสีน้ำเงินร่างหนึ่งพลันปรากฏตัวตรงหน้าเขาตกใจหยุดนิ่งไปทันที ร่างจิตจำแลงเทพนั่นเอง!
บุรุษอาภรณ์สีครามขมวดคิ้วจนเป็นปมแต่หลังจากนั้นเขาก็ทำท่าเหมือนมองบางสิ่งออก หัวคิ้วจึงคลายออกจากกันแล้วถามว่า “ข้าบังอาจถามท่านคือมรรคาจารย์แห่งแดนสวรรค์ใช่หรือไม่”
ร่างจิตจำแลงเทพถามกลับว่า “เหตุไฉนเจ้าจึงรู้จักข้า”
บุรุษอาภรณ์สีครามคลี่ยิ้มตอบ “หลายปีที่ผ่านมาชื่อเสียงของท่านโด่งดังไม่น้อย พวกผิดแผกกลุ่มอื่นข้าล้วนเคยพบเจอมาหมดแล้วมีเพียงท่านเท่านั้นที่มิเคยพบหน้า ดูท่าท่านคงจะทำนายได้ว่าข้าจะไปหาท่านสินะ”
ร่างจิตจำแลงเทพนิ่งเงียบไม่เอ่ยตอบคำใด
บุรุษอาภรณ์สีครามเอ่ยต่อ “ข้าคือผู้สืบทอดวิชาโบราณนามว่าโมวัง โลกของข้าสูญสิ้นเพราะโลกเทพยุทธ ต่อไปโลกของท่านก็คงยากจะหนีพ้นภัย ข้าตั้งใจจะเดินทางไปหาท่านรวมถึงผู้สืบทอดวิถิบำเพ็ญที่มิใช่วิถียุทธคนอื่นๆ เพื่อรวมกันต่อต้านโลกเทพยุทธ แทนที่จะนั่งเฉยรอความตายมิสู้พวกเรารวมมือกันบุกโลกเทพยุทธเสียดีกว่าหรือ!”
เขาจับจองร่างจิตจำแลงเทพเขม็งในใจเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้
นี่มันคือวิชาอันใดกันเขามองพลังกับโฉมหน้าที่แท้จริงของอีกฝ่ายไม่ออกสักนิด
ร่างจิตจำแลงเทพเอ่ยปากอย่างเนิบช้า “เจ้าตามหาผู้สืบทอดได้ทั้งหมดกี่คนแล้วมั่นใจสักเท่าใด”
โมวังเผยยิ้ม “ห้วงอนันตสูญญตาไม่เคยขาดผู้แข็งแกร่ง พวกเขาส่วนใหญ่บังเอิญพานพบวาสนากับวิถีบำเพ็ญที่ไม่ใช่วิถียุทธจึงถูกขับไล่ แม้แต่ข้าก็ไม่รู้แน่ชัดว่าห้วงอนันตสูญญตาซุกซ่อนผู้สืบทอดมหามรรคาไว้กี่สายแต่ข้าตามหาพบไม่ต่ำกว่าสิบคนแล้ว ในนั้นมีห้าคนที่พลังไม่ด้อยกว่าข้า โลกของพวกเขาเติบใหญ่เต็มที่ยิ่งกว่าโลกของข้าเพียงแต่พวกเขาชอบเก็บตัวเงียบก็เท่านั้น คลื่นเหมันต์นิรันดรคือฝีมือของเทวะมหาเหมันต์ทุกครั้งที่เทวะมหาเหมันต์ใช้คลื่นเหมันต์เขาจะหลับใหลแสนปี นี่คือโอกาสของพวกเราอีกอย่างระหว่างหลายปีที่ผ่านมาโลกเทพยุทธถูกจู่โจมหลายต่อหลายหนแล้ว ขุมกำลังของพวกเขาย่อมลดลงประมาณหนึ่ง”
เจียงฉางเชิงกำลังขบคิด ก่อนหน้านี้คนของมหาพิภพอาคมจิตวิญญาณก็เคยพยากรณ์หาโลกคุนหลุนพบ ยามนี้โมวังก็ทำได้อีก สิ่งนี้หมายความว่าไม่ว่าเขาจะย้ายโลกคุนหลุนอย่างไรก็ล้วนจะถูกหาพบอยู่ดี แทนที่จะนั่งรอความตายไม่สู้ลองดูสักหนดีกว่าหรือ เขากับโลกเทพยุทธกลายเป็นศัตรูกันไปแล้วและไม่มีทางแปรผันจากศัตรูมาเป็นมิตรกันได้
ร่างจิตจำแลงเทพเอ่ยว่า “ได้เมื่อใดเล่า”
รอยยิ้มของโมวังขยายกว้าง เพียงแต่รอยยิ้มของเขาดูอันตรายยิ่งนัก เขาเอ่ยสำเนียงเย็นยะเยือก “ในเมื่อจะร่วมมือกันบุกโจมตีโลกเทพยุทธย่อมต้องเตรียมการให้พร้อมสรรพ ข้าจะเป็นคนดำเนินแผนการนี้ด้วยตนเองท่านโปรดรอฟังข่าวคราวจากข้า”
ร่างจิตจำแลงเทพพยักหน้าอย่างเนิบช้า โมวังมิพูดสิ่งใดมากมายอีก เขาประสานมือคำนับแล้วเหาะไปยังอีกทิศทางหนึ่ง
การตัดสินใจเรื่องใหญ่ได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ช่วยให้เห็นสถานการณ์ของพวกผิดแผกอย่างพวกเขาได้เป็นอย่างดี โมวังไม่กังวลสักนิดว่าเจียงฉางเชิงจะหักหลัง
ร่างจิตจำแลงเทพมองโมวังจากไป ผ่านไปครู่ใหญ่ร่างจิตจำแลงเทพก็ค่อยๆ จางหาย ในตำหนักเมฆาม่วง
เจียงฉางเชิงปลดวิชาเนตรฟ้าดินไร้ขอบเขต สีหน้าของเขาเครียดขรึมเริ่มขบคิดว่าถึงเวลาจะลงมืออย่างไร ในเมื่อต้องสู้เช่นนั้นก็จะทำเป็นเล่นไม่ได้!
หนนี้ต้องทำให้โลกเทพยุทธเจ็บหนัก เจ็บจนอย่างน้อยก็มิกล้ามาคุกคามอีกต่อไป!
สิ่งที่โลกคุนหลุนต้องการมากที่สุดก็คือเวลา ขอเพียงหมื่นปีก็พลิกโฉมโลกคุนหลุนได้แล้ว!
ศึกนี้ต้องเตรียมพร้อมให้ดี!
เจียงฉางเชิงเริ่มใชวิชามหามรรคาจำแลงกาย เสกพลังอภินิหารของตนเองแต่ละอย่างขึ้นมาเป็นเส้นผม มีทั้งพลังฟ้าดินสิ้นสลาย พลังดัชนีมรรคพิฆาตโลกาเป็นต้น
แต่เขาพบว่าเมื่อเสกพลังฟ้าดินสิ้นสลายให้กลายเป็นเส้นผมแล้ว พลังอาคมที่บรรจุอยู่กลับล้นทะลัก มิอาจยัดพลังอาคมทั้งหมดเข้าไปได้ นี่เป็นเพราะตัวพลังอภินิหารขัดกัน ฟ้าดินสิ้นสลายเป็นพลังระดับขั้นสูงกว่ามหามรรคาจำแลงกาย ดังนั้นวิชามหามรรคาจำแลงกายจึงสำแดงพลังของวิชาฟ้าดินสิ้นสลายได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ทว่าเท่านั้นก็เป็นสิ่งล้ำค่ามากแล้ว
ดวงตะวันทอดลำแสงลอดผ่านเขามาอย่างเชื่องช้า ทั่วฟ้าดินมีลมหนาวลอยละล่อง ท่ามกลางหมู่เขาหูยวนนอนอยู่บนหลังของวัวเขียวครามตัวหนึ่ง เขาคาบหญ้าเส้นหนึ่งไว้ในปาก ขาข้างหนึ่งยกขึ้นมาพาดหัวเข่าอีกข้าง ดูเพลิดเพลินใจยิ่งนัก
เจ้าวัวเขียวครามตัวนี้เขาเป็นคนเลี้ยงมันมาจนโต เขาเลี้ยงมันมาสิบปีแล้ว มันตัวใหญ่กว่าวัวที่เขาเคยเลี้ยงในบ้านสมัยเด็กเสียอีก ก็เพราะเคยเลี้ยงวัวมาตั้งแต่เล็กนี่เองเขาจึงมีความรู้สึกพิเศษให้วัวอยู่เสมอ เจ้าวัวเขียวครามตัวนี้มีสายเลือดของสัตว์อสูรแห่งไทฮวง ดังนั้นเขาจึงเก็บมันไว้ข้างตัวแล้วเลี้ยงไว้เป็นพาหนะ
“ตอนนี้ขาดก็แต่ศาสตราเทวะที่เหมาะมือสักชิ้น ได้ยินว่าวังมังกรมีสมบัติล้ำค่าจากทั่วใต้หล้า คงต้องลองไปดูสักหน่อยแล้ว”
หูยวนทอดมองอาทิตย์อัสดงแล้วครุ่นคิดอยู่นิ่งๆ เขาท่องโลกบำเพ็ญเซียนตามลำพังมาร้อยปีแล้ว เขาคิดถึงครอบครัวน้อยลงทุกทีแต่เขามักจะคิดถึงอาจารย์ของตนเองอยู่บ่อยครั้ง
บางทีอาจเป็นเพราะเขายังไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงของอาจารย์หรืออาจเป็นเพราะเขายังมิได้ตอบแทนบุญคุณ อาจารย์จึงกลายเป็นห่วงที่ใหญ่ที่สุดในใจของเขา
ในตอนนี้เองสายลมแรงสายหนึ่งก็หอบพัดเข้ามาจู่โจม หูยวนตกใจกระโดดผลุงขึ้นมายืนบนหลังเจ้าวัวแล้วทอดสายตามองออกไป เหนือภูเขาสูงที่อยู่ไกลลิบๆ มีวิหคท่าทางองอาจตัวหนึ่งบินอยู่ ร่างของมันปกคลุมด้วยเส้นขนสีทอง หัวดูคล้ายเหยี่ยว ยามกระพือปีกแต่ละทีสนีบาตฟาดลงมาเป็นแพ
เจ้าเหยี่ยวสีทองโฉบผ่านไปอย่างเร็วรี่ทำให้ผืนพนาทิรอบตัวหูยวนสั่นโคลงเคลงอย่างรุนแรงปานประหนึ่งว่าจะถูกถอนรากออกมาจากผืนดินได้ตลอดเวลา
[1] บรรทัดนี้หมายถึงแซ่ “ถู” (屠) ซึ่งมีความหมายว่าเข่นฆ่าสังหาร