เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 435 ปวงวิถีบำเพ็ญสำแดงเดชตวนฟู
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 435 ปวงวิถีบำเพ็ญสำแดงเดชตวนฟู
ผูสืบทอดมหามรรคาทั้งเจ็ดบุกเข้าไปในโลกใบหลักของโลกเทพยุทธพร้อมกันแล้วเปิดประเดิมการจู่โจมระลอกแรก
กลยุทธ์นี้จะดึงความสนใจจากกำลังรบของโลกอิสระทั้งเจ็ด
เพื่อใหผู้สืบทอดมหามรรคาที่เหลืออีกเจ็ดคนฉวยโอกาสลักลอบเข้าไปด้านใน
เจียงฉางเชิงฟังแผนการของโมวังแล้วคิดว่าศึกนี้
มีโอกาสชนะไม่มากนักเรียกได้ว่าริบหรี่เลยทีเดียวแม้ในบรรดาผู้ใต้บัญชาของผู้สืบทอดมหามรรคาบางคนจะมีผู้พลังเทียบเท่าขันเบิกเนตรอัครยุทธอยู่แต่กำลังรบระดับนั้นมีทั้งหมดเพียงยี่สิบกว่าคนเท่านั้นแล้วจะต่อสู้กับโลกเทพยุทธอย่างไรกันเล่าต้องรู้ก่อนว่าแค่ขันเบิกเนตรอัครยุทธของมหาพิภพนิล
เหลืองก็มีมากกว่าหนึ่งร้อยคนแล้วในโลกเทพยุทธจะต้องมีมากกว่าอย่างแน่นอนเพราะอย่างนั้นพวกเขาจึงปกครองโลกทั้งสามพันใบได้
แม้เจียงฉางเชิงจะกังวลแตเขากลับไม่ถามออกไป
อย่างไรเขาก็เป็นเพียงร่างแยกอยู่แล้วต่อให้ศึกนี้ชนะไม่ได้ก็ยังทำให้โลกเทพยุทธเจ็บหนักถึงรากฐานได้อยู่ดีเมื่อเป็น
เช่นนั้นชั่วเวลาอันใกล้นี้พวกเขาก็จะไม่อาจกวาดล้างหวงอนันตสุญญตาได้อีกนั่นเท่ากับเป็นชัยชนะของเขาแล้ว
ผู้สืบทอดมหามรรคาสิบสี่คนได้แก่มรรคาจารย์โมวังบรรพจารย์อธรรมเกาหยินบรรพจารย์พุทธอารัมภะบรรพจารย์ยอดยมศาสตร์บรรพจารย์สังหารทัณฑเทวะบรรพจารย์ไสยเวทบรรพจารย์กระบี่ประกาศิตเทวะบรรพจารย์สวรรค์พิโรธฟาดินสรวลบรรพจารย์กำเนิดพิสดารบรรพจารย์โลหิตอสุราจักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรคนามของพวกเขาคือที่ถูกบอกเล่าต่อในหมู่ผู้ฝึกบำเพ็ญมหามรรคาแต่ละสายผู้ที่มาร่วมทุกคนล้วนรู้สึก
เป็นเกียรติยิ่งนักเจียงฉางเชิงจดจำนามของพวกเขาไว้แล้วเพราะร่างจริง
ของเขามิได้อยู่ที่นี่จึงมิอาจพยากรณ์มูลค่าความแข็งแกร่งของพวกเขาได้อย่างแม่นยำแต่เมื่อพวกเขามาจากวิถีฝึก
บำเพ็ญคนละระบบพวกเขาย่อมต้องมีวิชาที่ยากจะคาดเดาอยู่อย่างแน่นอนนอกจากบรรพจารย์พุทธอารัมภะเจียงฉางเชิงก็สงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับฟาดินสรวลกับจักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์มาก
ที่สุดกลิ่นอายของสองคนนี้เหมือนกันกับเขานั่นก็คือมองไม่ออก
หลังจากโมวังเอ่ยจบไม่มีผู้ใดกล่าวแย้งขึ้นมาในเมื่อโมวังผู้นี้ชักชวนผู้แข็งแกร่งในหวงสุญญตามาได้มากมาย
ถึงเพียงนี้ย่อมแสดงว่าทุกคนเชื่อถือในตัวเขาอย่างน้อยก็ในฉากหน้า
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็เตรียมตัวเปิดศึกทั้งหกท่านพร้อมกับผู้ใต้บัญชาของแต่ละคนตามข้าไปบุกโจมตีโลกหลักตามข้ามา!”
โมวังเอ่ยเสียงขึงขังคลื่นพลังรอบตัวเขาเปลี่ยนไปในพริบตาพลังของหยกโบราณแผ่ขยายกว้างทุกคนต่างแยกย้ายกลับไปยืนหน้ากองทัพของแต่ละคนเจียงฉางเชิงก็กลับมายืน
เบื้องหน้าพวกหลิวเสินโจวแล้วบอกพวกเขาให้เตรียมพร้อมต่อสู้
หลิวเสินโจวกับเยียจานกำหมัดฝ่ามืออย่าง
กระหายกระหือรือทันที
“ไม่รู้ว่าจะได้ปะทะกับไทซังคุนหลุนหรือไม่” หลิวเสินโจว
เหยียดยิ้มเย็นชาแม้เขากับไทซังคุนหลุนนับว่าเกิดคนละยุคแต่เขายึดไทซังคุนหลุนเป็นเป้าหมายมาโดยตลอดซีหมิงหวังกลับเป็นห่วงว่าจะต้องปะทะกับคนเผ่าหมิงแม้เผ่าหมิงจะไม่ใช่เผ่าตระกูลใต้สังกัดของโลกเทพยุทธแต่ก็
มีสมาชิกในเผ่าจำนวนหนึ่งฝึกยุทธอยู่ในโลกเทพยุทธเช่นกัน
บรรพจารย์เผ่าเยียมองเหล่าผู้สืบทอดมหามรรคาที่ยืนอยู่ไกลๆไม่รู้ว่าเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่
ไม่นานโมวังก็นำกองกำลังของลัทธิโบราณเคลื่อนกำลัง
เจียงฉางเชิงกับผู้สืบทอดมหามรรคาอีกห้าคนที่เหลือนำกองทัพติดตามไปทันทีผู้ที่ร่วมทางมาด้วยได้แก่บรรพจารย์
พุทธอารัมภะจักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์บรรพจารย์กำเนิดพิสดารบรรพจารย์กระบี่ประกาศิตเทวะและทัณฑเทวะ
กองกำลังเจ็ดฝ่ายผนึกกำลังกันทำให้นี่มีจำนวนกำลังพลมากกว่าสองล้านคนนี่ก็มิใช่เพียงมนุษย์ธรรมดาสองล้านคน
ผู้ที่อ่อนแอที่สุดในหมู่พวกเขาอย่างน้อยพลังก็ไม่ด้อยกว่าขันยอดยุทธกำเนิดสวรรค์!
เดินทัพไปราวครึ่งก้านธูปโมวังก็ล้วงแผ่นศิลาสีเหลือง
แผ่นหนึ่งออกมาเขาวางสองฝ่ามือลงบนนั้นอักขระประหลาดสีดำลอยออกมาอย่างรวดเร็วแล้วแผ่ขยายคลุมทั่วทั้งแผ่น
ศิลายักษ์สีเหลืองเปรี้ยง!
แผ่นศิลายักษ์สีเหลืองระเบิดชั่วพริบตาห้วงมิติก็พังทลายแล้วหดตัวรวมกันกลายเป็นอุโมงค์สีดำขนาดมหึมา
แห่งหนึ่งภายในอุโมงค์สีดำมีดวงแสงสีเงินที่ทอรัศมีแสงไกลนับหมื่นจั้งอยู่โมวังนำลัทธิโบราณเดินเข้าไปก่อนเจียงฉางเชิงซีหมิงหวังตามติดไปด้านหลังเขา
หลังจากทะลุผ่านอุโมงค์สีดำพวกเขาก็มาถึงโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งหนึ่งเบื้องล่างคือทะเลเมฆซ้อนเป็นชั้นๆสีฟ้าครามของมหาสมุทรเกินพื้นที่ทั้งหมดในม่านสายตาปราณวิญญาณยุทธเปี่ยมล้นนัก!
เจียงฉางเชิงเลิกคิ้วเพียงสัมผัสปราณวิญญาณยุทธนี้
เขาก็รู้แล้วว่าที่แห่งนี้คือโลกเทพยุทธ
“โฮกกกก!”
เสียงมังกรคำรามสะเทือนเลื่อนลั่นฟ้าดินทะเลเมฆาเบื้องล่างแหวกออกหัวมังกรขนาดมหึมาหัวหนึ่งทะลึ่งพรวดออกมาพ้นเมฆามันอ้าปากสีแดงสดกว้างหมายจะเขมือบกองทัพผู้รุกรานลงไปในคำเดียวมังกรตนนี้มีเขามังกรหนวดมังกรเขียวยาวโค้งในปากดูประหนึ่งยอดเขาอันแหลมคมลูกแล้วลูกเล่าร่างก่ายปกคลุม
ด้วยเกล็ดมังกรสีแดงเข้มยามอยู่เบื้องหน้าศีรษะของเจ้ามังกรตนนี้ต่อให้สาวก
ของลัทธิโบราณทั้งกองทัพยืนอยู่ด้วยกันก็ยังแลดูเล็ก
กระจ้อยร่อยทั้งที่กองทัพใหญ่กองนี้มีกำลังพลเรียงแถวยาว
เห็นชัดว่ามังกรตนนี้ขนาดมหึมามากเพียงใดโมวังฟาดฝ่ามือใส่ไปเป็นคนแรกอักขระสีดำกลายเป็นโซ่เส้นแล้วเส้นเล่าพุ่งเข้าไปรัดหัวมังกรบังคับให้ปากสีแดงสดที่อ้าอยูของมันหุบสนิทอย่างรวดเร็ว
เสียงแหวกอากาศเสียงหนึ่งดังขึ้นเหนือศีรษะของเจียงฉางเชิงเขาเพ่งสายตามองก็เห็นเงาร่างหนึ่งดิ่งลงมาอย่างทรงพลังเท้าข้างหนึ่งเหยียบบนหัวมังกรพลังมหาศาลขยี้หัวมังกรจนแหลกยับเลือดเนื้อกลายเป็นสายฝนพร่างพรมทั่วฟ้าดินสายลมแรงกล้าจนน่ากลัวเป่าทะเลเมฆกระจายออก
เป็นวงกว้างเสื้อผ้าของเจียงฉางเชิงกับคนที่เหลือถูกสายลมพัดสะบัดอย่างรุนแรงทัณฑเทวะนั่นเอง!
เขาสวมอาภรณ์สีดำด้านในสวมเกราะตัวหนาหนักในชุดเกราะมีรอยปริแตกกระจายอยู่ทั่วเส้นผมยาวสีดำแทรก
สีขาวของเขาปลิวสยายเขายืดตัวขึ้นมายืนกลางท้องนภาแล้ว
ก้มสายตาเหยียดมองใต้หล้า
ทัณฑเทวะลืมตาทั้งสองข้างแล้วดวงตานั้นไม่มีลูกตาฝ่ามือใหญ่ของเขาใบ้ให้สัญญาณที่หนึ่งคนร่างแล้วร่างเล่าก็
ทะยานข้ามเหนือศีรษะของพวกเจียงฉางเชิงพุ่งออกไปรอบทิศ
พวกเขาเร็วยิ่งกว่าลัทธิโบราณเพียงพริบตาเดียวก็แซงหนาลัทธิโบราณไปแล้ว
เร็วนักเชียว!
กองทัพของทัณฑเทวะล้วนครอบครองความเร็วที่เหนือกว่าระดับพลังของพวกเขา!
บรรพจารย์พุทธอารัมภะจักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์บรรพจารย์กำเนิดพิสดารกับบรรพจารย์กระบี่ประกาศิตเทวะนำกองทัพบุกตามไปพวกเขาแยกออกจากกันเจียงฉางเชิงใช้ดวงจิตจับกลิ่นอายสิ่งมีชีวิตแล้วพาพวกหลิวเสินโจวสามคนแยกตัวออกมาบรรพจารย์เผ่าเยียหดกลับไปอยู่ในร่าง
ของเยียจานเพื่อไม่ให้รบกวนการต่อสู้ของเขา
“เหอะ! บังอาจนัก!”
เสียงตวาดดังกัมปนาทลอยมาจากขอบฟ้าคืออสนีบาตนับ
หมื่นสายแลบแปลบปลาบบนขอบโค้งของท้องนภาอุโมงค์
แสงสีดำเส้นหนึ่งพุ่งทะลุทะเลเมฆชั้นแล้วชั้นเล่าบุกตรงมายังทัณฑเทวะที่อยู่ด้านหน้าสุดทัณฑเทวะต่อยหมัดออกไปหนึ่งหมัดนี่ยังไม่ทันสำแดงพลังที่แท้จริงออกมาสายลมอันทรงพลังที่ไหลมาพร้อมตัว
หมัดก็โจมตีแสงสีดำเส้นนั้นจนแตกกระจายแล้วแสงสีดำแปรเปลี่ยนเป็นเปลวเพลิงสีดำนับไม่ถ้วนกระจายไปในอากาศกลิ่นอายร้อนระอุพวยพุ่งบนท้องนภาในบัดดล
“ตั้งค่ายกล!”
บรรพจารย์กระบี่ประกาศิตเทวะตวาดเสียงดัง
กระบี่หนึ่งแสนคนชักกระบี่ออกมาอย่างพร้อมเพรียงเสียงคม
กระบี่ออกจากฝักดังกังวานโลกเทพยุทธปราณกระบี่มหาศาลแผ่พุ่งออกมาพร้อมกับคมกระบี่พวกมันรวมตัวกันกลายเป็นทะเลปราณสีน้ำเงินโปร่งแสงผืนหนึ่ง
เจียงฉางเชิงสังเกตเห็นว่าวิถีกระบี่ของบรรพจารย์กระบี่ประกาศิตเทวะแตกต่างจากวิถีกระบี่ที่เป็นแขนงหนึ่งของวิถี
ยุทธสิ่งที่พวกเขาฝึกฝนคือปราณกระบี่บริสุทธิ์ใช้กายเนื้อเป็น
กระบี่แม้แต่ดวงวิญญาณของพวกเขายังผนึกตัวก่อกำเนิดเป็นรูปร่างของแกนกระบี่
บรรพจารย์กระบี่ประกาศิตเทวะมีเรือนกายสูงใหญ่
หน้าตาดูเหมือนมนุษย์ธรรมดาที่อายุราวสี่สิบปีแววตาของ
เขาเย็นชาพลังปราณคมกริบเขายกมือขวาเรียงสองดัชนีชิดเป็นคมกระบี่ฟาดฟันไปยังเบื้องไกลปราณกระบี่มากมายมหาศาลฟาดฟันออกไปประหนึ่งพายุโจมตีทะเลเมฆที่
ขอบฟ้าจนขาดกระจุยก่อนจะชนกำแพงล่องหนผืนหนึ่งที่ขวางอยู่เปรี้ยง!
กำแพงผืนนั้นแหลกกระจุยร่างของผู้ฝึกยุทธคนแล้วคนเล่าปรากฏตัวออกมาจากความว่างเปล่าแล้วดาหน้าบุกเข้ามา
อย่างรวดเร็วบรรพจารย์กำเนิดพิสดารแปลงกลายเป็นพลังสีดำก่อน
หนึ่งกองทัพใต้สังกัดของเขาก็กระทำเช่นเดียวกันพลังสีดำหลายแสนสายทะยานลงไปยังมหาสมุทรเบื้องล่างอย่าง
รวดเร็ว
จักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์ชูแขนขวาขึ้นด้านบนกลางฝ่ามือของเขาเปล่งแสงสีขาวจากนั้นมันก็ผนึกตัวรวมกันกลายเป็นศาสตราวุธขนาดยาวชิ้นหนึ่งหน้าตาของมันคล้ายทวนยาวแต่ดุอำมหิตยิ่งกว่านั้นคนของเขาภาพลักษณ์เหมือนกองทัพมากที่สุดแล้วสมาชิกมากกว่าห้าแสนคนสวมชุดเกราะแบบเดียวกันทั้งหมด!
จักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์กับกองทัพของเขากลายร่างเป็นลำแสงสีทองเส้นหนึ่งหายลับขอบฟ้าทิศหนึ่งไปในพริบตาเปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!…
เสียงระเบิดดังสนั่นหูแทบดับดังมาจากทั่วทุกสารทิศไม่ว่าทิศใดล้วนมีคลื่นพลังอันน่าพรั่นพรึงลอยมาเจียงฉางเชิงเพ่งสายตามองทัณฑเทวะนำเปิดศึกกับผู้ฝึกยุทธที่แข็งแกร่งคนหนึ่งเป็นคนแรกทั้งสองฝ่ายร่วงจากท้องฟ้าไปถึงก้นสมุทรพวกเขาต่อสู้กันจนน้ำทะเลสะเทือนแหวกออกกลายเป็นที่ว่างเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่าแสนลี้
น้ำทะเลถูกดันออกกลายเป็นหลุมขนาดยักษ์ที่มีคลื่นยักษ์
สูงเทียมฟ้าโถมตัวเป็นกำแพงอยู่ที่ริมขอบผู้ฝึกยุทธจำนวนมากจู่โจมเขามาจากสารพัดทิศการโจมตีมากมายนับไม่ถ้วนก่อเกิดเป็นภาพอันน่าตะลึง
หลิวเสินโจวตื่นเต้นยิ่งนักเขาหันมาถามว่า “มรรคา
จารย์พวกเราจะลงมือยามใดหรือขอรับ
เจียงฉางเชิงไม่ตอบคำถามเขาเงยหน้ามองไปเห็นบรรพจารย์พุทธอารัมภะนั่งอยู่กลางท้องฟ้าอรหันต์หลายแสนองค์ของเขากำลังนั่งสมาธิอยู่ด้านหลังพวกเขาหลับตาสวดพระ
คัมภีร์อย่างพร้อมเพรียง
“พระพุทธองค์เห็นสรรพชีวิตสรรพชีวิตบรรลุธรรม
พระพุทธองค์มิเห็นสรรพชีวิตสรรพชีวิตล้วนทุกข์เข็ญหมื่นพระธรรมเป็นกำลังใจนึกถึงเพียงพุทธองค์…”
อรหันต์หลายแสนองค์ท่องคัมภีร์ประสานเป็นเสียงเดียว
สั่นสะเทือนไปถึงหัวใจคนรัศมีประกายมณฑลสายแล้วสายเล่า
แผ่ขยายประหนึ่งเกลียวคลื่นระลอกแล้วระลอกเล่าปกคลุมท้องนภา
ในพริบตานั้นเจียงฉางเชิงสัมผัสได้อยางชัดเจนว่ามีพลังอันอบอุ่นสายหนึ่งตกต้องลงบนร่างประสาทสัมผัสของเขา
แข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อยแม้แต่เขายังเป็นเช่นนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
พวกหลิวเสินโจวสามคน
ซีหมิงหวังหลุดลิ้นหน้าตกตะลึงออกมาเขาเอ่ยเสียงเบา
ว่า “นี่นะหรือวิถีพุทธ
เจียงฉางเชิงทอดสายตามองออกไปไกลๆผู้ฝึกยุทธที่กำลังต่อสู้อยู่เหล่านั้นถูกผลกระทบในทางไม่ดีอย่างเห็นได้ชัด
ผู้ฝึกยุทธระดับขั้นต่ำจำนวนหนึ่งถึงกับมีปฏิกิริยาตอบสนอง
เชื่องช้าลงเพิ่มประสาทสัมผัสของฝ่ายตนเร่งปั่นป่วนประสาทสัมผัสของศัตรูอย่างนั้นหรือ
เจียงฉางเชิงได้เปิดหูเปิดตาแล้วการสวดคัมภีร์ของวิถีพุทธมิใช่การควบคุมพลังแห่งโชคชะตาแต่มันมีพลังงาน
ที่ล่องหนบางอย่างที่ตอนนี้เขายังไม่เข้าใจอยู่จริงๆตอนนั้นเองเขาก็สัมผัสบางสิ่งได้เขาก้มหน้าลงไปมองผ่านทะเลเมฆที่แหวกออกกับผิวทะเลกว้าง
สุดลูกหูลูกตามีเงาสีดำขนาดมหึมาร่างหนึ่งปรากฏตัวมัน
สร้างแรงกดดันรุนแรงอย่างถึงที่สุดเปรี้ยง!
ผิวทะเลระเบิดกระจายหอคอยศิลายักษ์หลังหนึ่งพุ่งออกมาอย่างฉับพลันมันแทงขึ้นมาบนท้องนภาประหนึ่งดาบ
คมกริบทรงพลังไม่มีสิ่งใดขวางได้
เหนือหอคอยศิลายักษ์มีผู้ฝึกยุทธที่แข็งแกร่งคนหนึ่งยืน
อยู่เขาเป็นบุรุษผู้สวมอาภรณ์สีเหลืองพลังของเขาแข็งแกร่ง
ยิ่งกว่าเจ้ายุทธวิบัติเสียอีก!
คนผู้นี้กำหมัดแล้วเงื้อแขนขวาไปด้านหลังพลังบรรพยุทธอันน่าหวาดกลัวก่อตัวรวมกันเป็นเงาสัตว์อสูรขนาด
มหึมาตนหนึ่งด้านหลังมันมีเพียงส่วนหัวทว่าส่วนหัวนั้นกลับมิอาจระบุได้ว่าเป็นเผ่าพันธุ์ใดใบหน้าของมันดุร้ายโหดเหี้ยมแล้วเมื่อเขาต่อยหมัดออกมาใส่ท้องนภาเงาสัตว์อสูรก็คำรามอย่างเกรี้ยวกราดแล้วทะยานตามขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วย
หลิวเสินโจวซีหมิงหวังกับเยียจานตกตะลึงจน
หน้าถอดสีเงาสัตว์อสูรว่องไวเหลือเกินเพียงพริบตาเดียวมัน
ก็พุ่งเข้ามาปะทะกับพวกเขาแล้วฟัว!
เจียงฉางเชิงดีดลมปราณแกร่งกล้าสายหนึ่งออกไปจาก
ดัชนีมันทะลวงผ่านเงาสัตว์อสูรส่งผลให้มันสลายร่างในทันที
บุรุษอาภรณ์สีเหลืองทะยานร่างขึ้นมาบนท้องฟ้ามือขวาตวัดจากล่างขึ้นบนหอคอยศิลายักษ์ยาวหลายแสนจั้งหลังจากนั้นกวาดขวางบนท้องนภาประหนึ่งกระบองยาวพลังของมันมหาศาลอย่างยิ่งพายุกระโชกที่มันหอบพัดมาทำให้หลิวเสินโจวตระหนกจนต้องใช้พลังเทพเหนือกำเนิดต้านไว้แต่ต้านไม่ได้แม้แต่น้อย
“เป็นไปได้อย่างไรกัน!”
หลิวเสินโจวหน้าถอดสีขณะที่เขากำลังขวัญผวาตัวสั่น
เจียงฉางเชิงก็พลิกฝ่ามือข้างหนึ่งฟาดออกไปเงาฝ่ามือสีม่วงข้างหนึ่งตบลงบนหอคอยศิลายักษ์ฝ่ามือดาวม่วงขังเทวภูมิ!
หอคอยศิลายักษ์ถูกโจมตีร่วงลงไปเบื้องล่างมันกระแทกผิวน้ำอย่างหนักหน่วงลากให้บุรุษอาภรณ์สีเหลืองร่วง
ลงไปหลายหมื่นลี้
บุรุษอาภรณ์สีเหลืองเงยหน้ามองเจียงฉางเชิงอย่าง
ไม่อยากจะเชื่อ
หอคอยแข็งดีสิ่งนี้ทำมาจากวัสดุอะไรกันนะ
เจียงฉางเชิงแอบสงสัยอยู่ในใจแม้เขาจะยังไม่ทันใช้พลัง
ทั้งหมดแต่หอคอยที่ทนรับฝ่ามือดาวม่วงขังเทวภูมิได้ย่อม
มีความแข็งทัดเทียมกับสมบัติอาคมที่แข็งแกร่งแล้ว
มรรคาจารย์เขามีนามว่าตวนฝูเป็นหนึ่งในเจ้าเทพยุทธพลังของเขาติดอยู่ในสามอันดับแรกของบรรดาเจ้าเทพ
ยุทธทั้งหลายคิดไม่ถึงว่าเขาจะแข็งแกร่งเช่นนี้…
หลิวเสินโจวรีบให้ข้อมูลน้ำเสียงเต็มไปด้วยความรู้สึกไม่ยินยอม
เจ้าเทพยุทธมีสถานะเป็นยอดฝีมือในสังกัดของโลกเทพยุทธพวกเขาได้รับการปฏิบัติเทียบเท่ากับเจ้าสวรรค์ของโลกเทพยุทธแต่ไม่มีอำนาจเช่นเจ้าสวรรค์พลังของเจ้าเทพยุทธ
ไม่มีบรรทัดฐานแน่นอนเจ้าเทพยุทธที่แข็งแกร่งอาจมีพลังมากพอจะสู้กับผู้ยิ่งใหญ่นิรันดรกาลได้!