เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 436 ฝีมือของมรรคาจารย์ อัครเทพยุทธมาเยือนเจ้าเทพยุทธ?
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 436 ฝีมือของมรรคาจารย์ อัครเทพยุทธมาเยือนเจ้าเทพยุทธ?
เจียงฉางเชิงไม่ใส่ใจนักเขาจับสัมผัสพลังของตวนฝูได้แล้วนับว่าแข็งแกร่งอยู่แต่ทำอันตรายอะไรเขามิได้ศึกใหญ่ทิศต่างๆบนท้องฟ้าและบนผืนดินรุนแรงอย่างไม่ธรรมดาสายลมคลั่งทั่วทุกสารทิศพัดเสื้อคลุมนักพรตของเจียงฉางเชิงสะบัดไม่หยุดเสียงปึบปับลอยเข้ามาในหูดังไม่ขาดสายเขาก้มมองตวนฝูจากด้านบนด้วยแววตาเฉยชาตวนฝูสบสายตาเขาหัวใจพลันกระตุกวูบ
เขาเป็นใครกันเหตุไฉนหลิวเสินโจวจึงอยู่กับเขา
ตวนฝูลอบตกตะลึงอยู่ในใจแม้เขาจะระดับขั้นสูงแต่กลับไม่อาจได้ยินบทสนทนาที่เกิดขึ้นใกล้ๆตัวเจียงฉางเชิงเหมือนมีพลังล่องหนชั้นหนึ่งกั้นเสียงเอาไว้เมื่อครู่ประมือกันหนึ่งหนเขาก็รู้แล้วว่าตนเองมิใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่าย
กายเนื้อของเขามีพละกำลังมหาศาลยิ่งนักหอเชื่อมหฟ้าคือศาสตราเทวะชื่อดังและเป็นศาสตราเทวะชิ้นสำคัญ
ที่สุดของโลกเทพยุทธถึงอย่างนั้นมันกลับถูกอีกฝ่ายโจมตีกระเด็นออกมาได้อย่างง่ายดายพลังอันน่าหวาดกลัวสายนั้นทำให้เลือดลมในร่างกายของตวนฝูปั่นป่วนจนมิอาจสงบลงได้ในชั่วเวลาสั้นๆเยียจานกับซีหมิงหวังจับจองตวนฝูแล้วสำรวจดูเขา
อย่างถี่ถ้วนทั้งสองคนล้วนทึ่งกับการลงมือก่อนหน้านี้ของอีกฝ่าย
เจียงฉางเชิงยกมือขวาขึ้นมาคว้าไปทางผิวทะเลที่กำลัง
ม้วนเกลียวคลื่นน่าหวาดกลัวถาโถมผิวทะเลระเบิดอีกครั้งหอ
เชื่อมหฟ้าขนาดมหึมาพุ่งขึ้นมาบนฟ้าอย่างทรงพลังบังเกิดน้ำทะเลแตกเป็นฟองฝอยตวนฝูหน้าถอดสีเขารีดเค้นพลังบรรพยุทธหมาย
ขัดขวางหอเชื่อมหฟ้าทันทีทว่าพลังอาคมของเจียงฉางเชิงแข็งแกร่งเกินไปเขารั้งหอเชื่อมหฟ้าไว้ไม่ได้แม้แต่น้อยแม้แต่
ตนเองก็เกือบถูกกระชากไปด้วย
หอเชื่อมหฟ้ายาวหลายแสนจั้งหลังจากนั้นหดเล็กลงอย่าง
รวดเร็วกระบวนการนี้เร็วไวยิ่งนักแล้วก็น่าตกตะลึงยิ่งนักพวกหลิวเสินโจวสามคนมองมันตาค้าง
ใช่หรือไม่นั่นมันวิชานั้น!
หลิวเสินโจวนึกถึงภาพที่ตนเองเคยถูกย่อขนาดจิตใจก็
ตื่นเต้น
ผู้คนไม่น้อยที่ต่อสู้อยู่ไกลๆหันมาสนใจภาพนี้พวกเขาส่วนใหญ่ตกตะลึงขณะที่ตวนฝูได้แต่ยืนเซ่อทั้งร่างสั่นระวิก
“เป็นไปได้อย่างไรกัน! นี่มันวิชาอะไร”
สิ่งที่ตวนฝูเคยเชื่อถูกโจมตีจนพังทลายเขาไม่เข้าใจเลย
สักนิดหรือว่าอีกฝ่ายครอบครองพลังมิติที่คล้ายกับพลังเทพ
เหนือกำเนิดอย่างนั้นหรือ
ทว่าต่อให้เป็นพลังเทพเหนือกำเนิดก็ทำเรื่องที่น่า
เหลือเชื่อเช่นนี้ไม่ได้อย่างมากมันก็พันธนาการหรือบีบอัดห้วงมิติได้เท่านั้น
ระหว่างที่หอเชื่อมหฟ้าหดเล็กลงตวนฝูไม่รู้สึกถึงคลื่นสั่นสะเทือนของมิติ
บรรพจารย์พุทธอารัมภะที่กำลังสวดพระคัมภีร์อยู่บนท้องฟ้าเปิดดวงตาแนวตั้งบนหน้าผากหันไปมองเจียงฉางเชิงอย่างอดใจไม่ไหว
เจ้าอยากได้หรือ
เจียงฉางเชิงถือหอเชื่อมหฟ้าที่หดเล็กลงไว้บนฝ่ามือสายตาจ้องมองตวนฝูแล้วเอ่ยถามคำนี้
หนนี้ตวนฝูได้ยินเสียงแล้วแต่หัวใจของเขาเต็มไปด้วย
ความหวาดกลัวเขาหันหลังกลับได้ก็เผ่นหนีสลายร่างกลืนหายไปกับความว่างเปล่าหนีหายไปอย่างรวดเร็วเจียงฉางเชิงยกมุมปากยิ้มแต่ไม่ไล่ตามไปเขาเหาะไปยังทิศทางหนึ่งพวกหลิวเสินโจวสามคนตามหลังไปติดๆพวกเขาอิ่มเอมกับสายตาตื่นตะลึงของผู้ฝึก
บำเพ็ญแต่ละสายรอบด้านหัวใจรู้สึกเบิกบานยิ่งนัก
เชิดหน้ากันทุกคน
“ข้าไม่ได้มองผิดใช่หรือไม่หอคอยยักษ์เมื่อครู่นั้นถูกเขาเก็บเข้าไปไว้ในมืออย่างนั้นหรือ”
มรรคาจารย์…มีฝีมือเช่นนี้ก็ไม่แปลกที่กล้าพาคนมาแค่สามคน”
“แข็งแกร่งจริงๆมรรคาจารย์แห่งแดนสวรรค์ข้าจดจำเอาไว้แล้ว”
การร่วมมือบุกโลกเทพยุทธหนนี้มีหวังแล้ว
มรรคาจารย์ผู้นี้โผล่มาจากที่ใดกันก่อนหน้านี้เหตุไฉน
จึงไม่เคยได้ยินมาก่อนในเวลาเดียวกันณมุมหนึ่งของโลกเทพยุทธเปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยงงง!
เฟิงอวิ๋ได้ยินเสียงระเบิดดังระงมจากทั่วทุกสารทิศเขา
หน้าตาดำคร่ำเครียดยืนอยู่เบื้องหน้าชายหญิงสี่คนในมือกำ
กระบี่ยาวเล่มหนึ่งไว้แน่น
ที่แห่งนี้อยู่ท่ามกลางพงพนาบนภูเขามีอาคารตั้งอยู่
หลายหลังสายลมแรงพัดเสียงดังหวีดหวิวแม้ผืนไพรบนภูเขา
จะมีค่ายกลกางกั้นไว้แต่ก็ยังมองเห็นได้ชัดเจนว่าโล่ของค่ายกลกำลังสั่นไหวอย่างรุนแรง
เกิดเรื่องอะไรขึ้นแดนโลหิตบุกมาโจมตีอีกแล้วหรือ
ในใจเฟิงอวิ๋ตื่นตระหนกเขาอุตส่าห์พาน้องชายน้องสาวมาได้แล้วแต่สุดท้ายกลับมาเจอเรื่องนี้เขาเสียได้เขาหวน
นึกถึงภาพอันน่าสลดยามตระกูลเฟิงถูกทำลายล้างตระกูลขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
ไม่มีทาง!
ที่นี่คือโลกเทพยุทธจะต้องไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างแน่นอน!
ยิ่งไปกว่านั้นท้องฟ้าก็มิได้กลายเป็นสีเลือดนี่หมายความว่าไม่ใช่การจู่โจมของแดนโลหิต
เฟิงอวิ๋ปลอบตนเองเช่นนี้ทว่าเหตุการณ์กลับไม่ยอมสงบลงตรงกันข้ามมันกลับทวีความรุนแรงขึ้นทุกทีแรงสั่น
ไหวจากท้องนภาและผืนพสุธารุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ท่านพี่พวกเราต้องหนีกันหรือเปล่า
เด็กหนุ่มคนหนึ่งถามอย่างระมัดระวังสามคนที่เหลือก็มองมาทางเฟิงอวิ๋อย่างวิตกกังวลเช่นกัน
เฟิงอวิ๋ตอบอย่างหืดหัด “ที่นี่คือโลกเทพยุทธหากแม้แต่โลกเทพยุทธยังถูกตีแตกยังจะมีที่ใดปลอดภัยอีกเล่า”
คำนี้เพิ่งเอ่ยจบเขาก็หันขวับไปทางหนึ่งตรงขอบฟ้ามีเงาร่างหนึ่งกำลังเหาะมาทางด้านนี้เงาร่างนั้นพุ่งชนโล่ของ
ค่ายกลประหนึ่งกระสุนปืนใหญ่จนค่ายกลพังทลายลงมาเป็น
แถบเมื่อเพ่งมองให้ดีก็พบว่าร่างนั้นคือผู้ฝึกยุทธอาภรณ์สีดำ
คนหนึ่งเขาถูกใครบางคนซัดจนปลิวมาทางนี้
เฟิงอวิ๋รู้จักคนผู้นี้เขาก็คือหนึ่งในผู้กุมอำนาจในโลกเทพยุทธก่อนหน้านี้ยังชี้แนะพวกเขาเจ็ดสิบสองท่าเทวะอยู่เลยคนเช่นไรกันที่ซัดผู้อาวุโสท่านนี้จนมีสภาพเป็นเช่นนี้ได้เฟิงอวิ๋ตกตะลึงอยู่ในใจเขาหันไปมองท้องนภาอย่าง
เคร่งเครียดปราณกระบี่สีน้ำเงินขนาดมหึมาสายหนึ่งพุ่งเข้ามาก่อนจะหยุดลงอย่างรวดเร็วแล้วกลายเป็นบรรพจารย์
กระบี่ประกาศิตเทวะกับมือกระบือีกหนึ่งแสนคนแต่ละคน
หน้าตาเย็นชาปราณกระบี่ผสานรวมกันเป็นหนึ่ง
“บุกรุกโลกเทพยุทธเจ้าช่างรนหาที่ตายคิดว่าโลกเทพ
ยุทธกำจัดวิถีกระบี่ของเจ้ามิได้จริงหรือ”
ผู้ฝึกยุทธอาภรณ์สีดำตวาดเสียงเกรียวกราดเสียงนั้นประหนึ่งอสนีบาตคำรน
บรรพจารย์กระบี่ประกาศิตเทวะตอบด้วยสีหน้า
ไร้ความรู้สึกเจ้าคนเขลาเชื่อจริงหรือว่าโลกเทพยุทธกำทุกสิ่งไว้ในมือได้ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว!”
แขนเสื้อข้างขวาของเขาสะบัดหนึ่งหนปราณกระบิมหาศาลที่บดบังนภาจนมองไม่เห็นตะวันพลันร่วงลงมา
เบื้องล่างพวกมันระเบิดผืนป่าเป็นวงกว้างเฟิงอวิ๋หน้าถอดสีเขารีดเค้นลมปราณปกป้องน้องชายกับน้องสาวทั้งหลายเปรี้ยง!
ลมปราณของเขาถูกโจมตีแตกกระจายแรงกดดันอันน่าหวาดหวั่นร่วงลงมาเยือนทำให้สติของเขาจมดิ่งสู่ความมืด
อย่างรวดเร็ว
หลังจากปราณกระบี่ของบรรพจารย์กระบี่ประกาศิตเท
วะร่วงลงมาพื้นที่บริเวณสิบล้านลี้ก็ถูกระเบิดจนเหลือแต่ซากปรักหักพังฝุ่นดินฟุ้งเต็มฟ้าดูราวกับนรกดิบรรพจารย์กระบี่ประกาศิตเทวะเหลตามองแล้วแค่นเสียงอย่างเย็นชา “มรรคาจารย์เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
เจียงฉางเชิงพาพวกหลิวเสินโจวสามคนเหาะเข้ามาหา
เสียงของเขาลอยละล่องมาเยือน “สหายผู้ฝึกบำเพ็ญอย่าได้
ถือโทษข้าเพียงปกป้องผู้ฝึกยุทธที่อ่อนแอเหล่านั้นเท่านั้น
พวกเขาระดับขั้นต่ำเตี้ยเห็นชัดว่าเพิ่งเข้ามาในโลกเทพยุทธ
หรือบางทีอาจเพียงมาฝึกบำเพ็ญที่โลกเทพยุทธเท่านั้น
สังหารพวกเขาหรือไม่ไม่ส่งผลกระทบกับแผนการของ
พวกเราในเมื่อพวกเราล้วนเคยเป็นเช่นพวกเขาไยมิเหลือทางรอดสักเส้นไว้ให้ผู้คนที่เหมือนเช่นตนเองในอดีตบ้างเล่า”
คำพูดนี้ทำให้พวกหลิวเสินโจวสามคนนับถืออย่างสุดหัวใจพวกเขาไม่เคยสงสัยเลยว่ามรรคาจารย์เป็นผู้มีจิตเมตตาอย่างแท้จริงดูจากสิ่งต่างๆในโลกคุนหลุนก็รู้
มือกระบี่เหล่านั้นดวงตาทอประกายวูบไหวบางคนดูแคลนบางคนนับถือบางคนกำลังใคร่ครวญบรรพจารย์กระบี่ประกาศิตเทวะเอ่ยอย่างเฉยเมย “เจ้าปกป้องผู้คนมากมายถึงเพียงนี้จากปราณกระบี่ของข้าได้มรรคาจารย์หลังจบเรื่องนี้แล้วหาโอกาสมาประลองกันสักหนเป็นอย่างไร”
ชั่วพริบตาเมื่อครู่เจียงฉางเชิงใช้วิชาจิตจำแลงเทพสร้างร่างจิตจำแลงเทพตรงกลุ่มของเฟิงอวิ๋จึงปกป้องผู้ฝึกยุทธบริเวณนั้นเอาไว้ได้แต่ร่างจิตจำแลงเทพก็ถูกทำลายไปพร้อมกัน
บรรพจารย์กระบี่ผู้นี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ!
เจียงฉางเชิงค้นพบว่าผู้สืบทอดมหามรรคาที่ระดับขั้น
เหมือนจะพอฟัดพอเหวี่ยงกับผู้ยิ่งใหญ่นิรันดรกาลเหล่านีเป็น
เช่นเดียวกับเขานั่นก็คือพวกเขาลล้วนมีพลังอันแข็งแกร่งที่
ไม่อาจใช้ระดับขั้นของวิถียุทธไปวัดได้มิน่าเล่าพวกเขาถึงกล้า
ร่วมมือกันบุกโลกเทพยุทธ
“เอาสิ!”
เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามแฝงกลิ่นอายอันตรายของ
บรรพจารย์กระบี่ประกาศิตเทวะเจียงฉางเชิงย่อมไม่ปฏิเสธการถ่อมตนมากเกินไปกลับจะกลายเป็นทำให้ผู้อื่นดูถูกยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้เขาก็อยู่ท่ามกลางสายตาผู้คนมากมาย
แล้วอีกอย่างเขาก็ไม่ได้รับรางวัลรอดชีวิตมาระยะหนึ่ง
แล้วเขารู้สึกคิดถึงรางวัลแล้วเหมือนกัน
“พวกเจ้า…ช่างบังอาจจริงๆ…”
เสียงคำรามเกรียวกราดของผู้ฝึกยุทธอาภรณ์สีดำคนก่อนหน้านี้ดังขึ้นร่างกายที่โชกเลือดไปทั้งตัวของเขาล้มลุกคลุกคลานอยู่บนพื้นก่อนจะพุ่งออกไปหมายสังหารพวก
บรรพจารย์กระบี่ประกาศิตเทวะประหนึ่งลูกธนูชั่วพริบตานั้นพลังบรรพยุทธของเขากลายเป็นวิหคยักษ์
สีดำโอบล้อมร่างของเขามันสยายปีกยาวนับร้อยลี้ดูน่า
สะพรึงอย่างยิ่งจากนั้นไม่ทันไรระหว่างที่บินอยู่เขาก็หายไปจากท้องฟ้า
บรรพจารย์กระบี่ประกาศิตเทวะใช้สองดัชนีมือขวาต่าง
ตวัดหนึ่งหนขึ้นด้านบนทะเลปราณสีน้ำเงินของมือ
กระบี่หนึ่งแสนคนพลันก่อตัวรวมกันเป็นกระบี่ยักษ์เล่มหนึ่ง
แทงขึ้นบนฟ้าเพิ่งขยับไม่ทันไรวิหคยักษ์สีดำก็พลันถลาดิ่งลงมาจากฟากฟ้ากรงเล็บคู่นั้นโถมลงมาเบื้องล่างส่งแรงกดดันลงมาจนร่างกายของมือกระบี่แสนคนส่ายโงนเงน
วิหคยักษ์สีดำหุบปีกสองข้างรวบพวกเจียงฉางเชิงสี่คนกับกองทัพแสนคนเข้าไปด้านในสายตาของพวกเขาตกอยู่
ท่ามกลางความมืดมิด
เจียงฉางเชิงเลิกคิ้วที่นี่ให้ความรู้สึกเหมือนห้วงสุญญตาแม้แต่กฎดังเดิมในฟ้าดินก็ยังถูกขับไล่ออกไปไม่มีแม้แต่ปราณวิญญาณในสภาพเช่นนี้สิ่งมีชีวิตย่อมสูญเสียประสาทสัมผัสได้ง่ายดายอย่างยิ่งเขายังไม่ลงมือทันทีแต่เหลือบมองไปทางบรรพจารย์
กระบี่ประกาศิตเทวะปรากฏว่าบรรพจารย์กระบี่ประกาศิตเทวะกำลังมองเขาอยู่เช่นกันทั้งสองสบตากันคล้ายกับว่ากำลังเชิญชวนอีกฝ่าย
เจียงฉางเชิงไม่พูดพร่ำก็ยกมือขวาโยนบางสิ่งขึ้นไป
ด้านบนหอเชื่อมหฟ้าที่ถูกวิชาจักรวาลกลางฝ่ามือหดเล็กลงก่อนหน้านี้ขยายใหญ่อย่างพรวดพราดเปรียง!
หอเชื่อมหฟ้ายืดขึ้นไปชนกับด้านบนของเงามืดในพริบตา
ทันใดนั้นเสียงครืนครางฟังดูเศร้าสร้อยก็ดังขึ้นความมืดแตก
แหลกละเอียดท้องนภาที่มีฝุ่นดินคละคลุ้งปรากฏสู่เบื้องหน้า
ทุกคนอีกครั้ง
ผู้ฝึกยุทธอาภรณ์สีดำผู้นั้นร่วงหล่นลงมาประหนึ่งร่าง
อุกกาบาตร่างของเขากระแทกทะลุลงไปในพื้นดิน
ทุกคนต่างทำสีหน้าตกตะลึงพวกเขาหันไปมองหอเชื่อมหฟ้าที่ตั้งขวางท้องนภาอย่างไม่อยากจะเชื่อหอเชื่อมหฟ้าชั้น
มหึมาแบ่งท้องนภาที่พวกเขามองอยู่จากหนึ่งกลายเป็นสอง
ช่างเป็นสมบัติที่ที่เพียงแข็งแกร่งแต่ยังสกัดกั้นพลังงานทุกชนิดได้อีกด้วย…
เจียงฉางเชิงคิดในใจอย่างยินดีปรีดาสมบัติชิ้นนี้ทำให้
เขาชมชอบมากขึ้นทุกทีบรรพจารย์กระบี่ประกาศิตเทวะขมวดคิ้วจับจองเจียงฉางเชิงเห็นชัดว่าเขามิอาจทำความเข้าใจวิชาของเจียงฉางเชิงได้แม้กระทั่งตัวเขายังเป็นเช่นนี้มือกระบี่แสนคนของเขายิ่งตาค้างพูดไม่ออกหลิวเสินโจวมองอย่างอิจฉาตาร้อนเขาย่อมรู้จักหอเชื่อมหฟ้าแต่คิดไม่ถึงว่าหอเชื่อมหฟ้าจะเอามาใช้เช่นนี้ได้
เจียงฉางเชิงใช้วิชาจักรวาลกลางฝ่ามืออีกครั้งเขาเก็บ
หอเชื่อมหฟ้าเข้ามาไว้ในฝ่ามือมือกระบี่ทั้งหลายมองดูจนหนังตากระตุกยิกๆ
บรรพจารย์กระบี่ประกาศิตเทวะกำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่างทันใดนั้นแรงกดดันอันกล้าแกร่งสายหนึ่งพลัน
ระเบิดพลังออกมาจากที่ไกลๆไม่ใช่เพียงสายเดียวเท่านั้นแต่พลังอันกล้าแกร่งเช่นเดียวกันอีกหลายสายทยอยระเบิดตามกันมาติดๆ
เจียงฉางเชิงหรี่ตาลงคิดในใจว่า “หรือว่าพวกอัครเทพ
ยุทธจะลงมือแล้ว
ก่อนหน้านี้โมวังเคยบอกว่าผู้ที่กุมอำนาจยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกเทพยุทธก็คือสิบแปดอัครเทพยุทธพวกเขาคือตัวตนที่
แข็งแกร่งที่สุดของโลกเทพยุทธอย่างน้อยในฉากหน้าก็เป็นเช่นนั้นแต่ฟังจากคำพูดของโมวังแล้วโลกเทพยุทธน่าจะยังมี
บุคคลระดับที่เรียกว่าเทวะอยูด้วยอย่างเช่นคนที่สร้างคลื่น
เหมันต์นิรันดร์ผู้นั้นเพียงแต่เทวะทั้งหลายไม่ได้อยู่ที่โลกเทพยุทธเท่านั้นเอง
“ในที่สุดตาเฒ่าพวกนั้นก็ลงมือแล้วสินะ!”
บรรพจารย์กระบี่ประกาศิตเทวะแค่นเสียงหยันเขานำ
มือกระบี่แสนคนกลายร่างเป็นปราณกระบี่เหาะฉิวไปทันทีคลื่นพลังของอัครเทพยุทธทั้งหลายแข็งแกร่งไม่ธรรมดา
แม้แต่เจียงฉางเชิงก็ยังหวั่นใจแต่เมื่อเห็นท่าทีของบรรพจารย์
กระบี่ประกาศิตเทวะเขาก็ฉุกคิดขึ้นมาว่าหรือพวกเขาจะ
มีไพ่ตายใบอื่นอยู่อีกเจียงฉางเชิงหันไปมองซากปรักหักพังที่อยู่ไกลๆเฟิงอวิ๋ยังสลบอยู่แต่เขาไม่เป็นอะไรมาก
เขาพาพวกหลิวเสินโจวสามคนจากไปทันทีหากรั้งอยู่นานไปจะสร้างความยุ่งยากให้เฟิงอวิ๋ได้
เหตุการณ์หนนี้ใหญ่โตเช่นนี้น่าจะมีรางวัลรอดชีวิตก้อนใหญ่ไหลมาเป็นพรวนเลยสินะ’
เจียงฉางเชิงตั้งตารออยู่ในใจถึงผู้ที่มาเผชิญอันตราย
จะเป็นร่างแยกเขาก็ยังได้รับรางวัลรอดชีวิตอยู่ดีขอเพียง
มีกรรมเกี่ยวพันกันก็ใช้ได้แล้วแน่นอนว่ากรรมระหว่างเขากับโลกเทพยุทธพันเกี่ยวกันมาตั้งนานแล้ว
สงครามหนนี้เขาเตรียมตัวมาเพียบพร้อมเขามิใช่เพียงทิสรางจากวิชามหามรรคาจำแลงกายมากมายแล้วยังมี
สมบัติอาคมสุดแกร่งอีกหนึ่งชิ้นสิ่งเหล่านี้ย่อมมากพอให้เขาสู้ศึกใหญ่ได้อีกนาน!
ขอดูพลังของอัครเทพยุทธสักหน่อยก่อนก็แล้วกัน!