เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 439 พลังอัญเชิญเทพอูซิน
ต้นไม้วิเศษเกล็ดทองเปล่งแสงสีทองเจิดจ้ายิ่งกว่า
ก่อนหน้านี้ทำให้ผู้ฝึกยุทธหรือผู้บำเพ็ญเพียรระดับขั้นต่ำ
จำนวนไม่น้อยสูญเสียการมองเห็นไปชั่วขณะฟางเยียนถูกเถาวัลย์มากมายไล่ล่าเขาหลบหลีกไม่หยุด
ต้นไม้วิเศษเกล็ดทองที่แข็งแกร่งก็ไม่อาจตามเขาได้ทันแต่เขา
ก็ทำได้เพียงหลบหนี
เจ้านี่มันคืออะไรกันแน่…
จิตใจของฟางเยียนแทบจะระเบิดเพราะเขาส่งต้นไม้
วิเศษเกล็ดทองนี้ลงไปยังดินแดนทั้งสามพันแล้วแล้วเหตุใด
ต้นไม้นี้มันถึงกลับมาอีกเล่า
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้นไม้นี้มีพลังที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน!
เขาจำเป็นต้องหนีออกจากโลกเทพยุทธเพราะเขาสัมผัส
ได้ว่าหากถูกต้นไม้วิเศษเกล็ดทองนี้พันธนาการไว้ผลลัพธ์ย่อมเลวร้ายเกินจะจินตนาการ
เมื่อเจียงฉางเชิงสัมผัสได้ว่ากลิ่นอายของฟางเยียนหายไปจึงเรียกต้นไม้วิเศษเกล็ดทองกลับมาให้ลอยอยู่เบื้องหลังเขาบดบังแสงตะวันทำให้โลกเทพยุทธราวกับถูกอาบแสงศักดิ์สิทธิ์ไปทั่วทั้งดินแดน
แม้ศึกสงครามยังไม่ยุติลงแต่ฟ้าดินกลับตกอยู่ในสภาวะสงบสุข
เมื่อไม่เห็นแม้แต่เงาร่างของฟางเยียนบรรพจารย์เผ่า
เยียก็ถึงกับเหม่อลอย
เขารู้ดีว่าฟางเยียนแข็งแกร่งเพียงใดแต่คาดไม่ถึงว่าจะถูกขับไล่ไปได้อย่างง่ายดาย
ศึกใหญ่ครานี้ฟางเยียนยังไม่ทันจะได้แสดงความ
น่ากลัวที่แท้จริงออกมาก็ตกใจจนหนีไปยิ่งเป็นเช่นนั้นบรรพจารย์เผ่าเยียก็ยิ่งเคารพมรรคาจารย์มากกว่าเดิม
แสดงให้เห็นว่าแรงกดดันที่มรรคาจารย์มอบให้ฟางเยียนไม่อาจจินตนาการได้!
บรรพจารย์เผ่าเยียเหลือบไปมองเยียจานพบว่า
ลูกหลานผู้นี้มีสีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้นในแววตา
เต็มไปด้วยความคลั่งไคล้เขาจึงเกิดความเข้าใจ
เมื่อนานมาแล้วมีผู้สูงส่งผู้หนึ่งกล่าวไว้ว่าเผ่าเยียสามารถกลายเป็นเผ่าแข็งแกร่งนิรันดรกาลได้และยังเป็นเผ่า
ที่แข็งแกร่งอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนนั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขาคอยช่วยเหลือลูกหลานมาโดยตลอดเขาเชื่อมั่นว่าวันนั้นจะต้องมาถึงเพียงแต่กาลเวลายาวนานเขาต้องผิดหวังมานับครั้งไม่ถ้วน
ครั้งนี้จะกลายเป็นจริงได้หรือไม่
เมื่อมองไปยังมรรคาจารย์อีกครั้งบรรพจารย์เผ่าเยีย
รู้สึกถึงพลังลึกลับที่ไม่อาจบรรยายได้จากเงาด้านหลังของเขา
ราวกับว่าไม่มีสิ่งใดในใต้หล้าที่สามารถเอาชนะเขาได้แต่พลัง
นี้กลับไม่ได้เผยออกมาอย่างใจอหัง
‘ขี้ขลาดเกินไปแล้ว’
เจียงฉางเชิงคิดเงียบๆว่าอีกฝ่ายคงหนีออกจากโลกเทพยุทธไปแล้วเขาย่อมไม่อาจตามออกไปได้เพราะตนเอง
มาเพื่อช่วยเหลือเป็นหลักโลกเทพยุทธต่างหากที่สำคัญ
เมื่อฟางเยียนล่าถอยก็ไม่มีผู้ใดมาก่อกวนเจียงฉาง
เชิงอีกส่วนเหล่าขันเบิกเนตรอัครยุทธที่รอดมาก่อนหน้านี้ก็หายไปจนไม่เห็นเงา
ณเวลาเดียวกันในตำหนักเมฆาม่วงร่างจริงของเจียงฉางเชิงฟื้นคืนสติ
แล้วและกำลังเฝ้าดูศึกในครั้งนี้เมื่อเห็นต้นไม้วิเศษเกล็ดทอง
ฉกท้องฟ้าของโลกเทพยุทธออกค่ายกลของโลกเทพยุทธถูกทำลายเนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตของเขาก็สามารถติดตามร่างแยกไปสอดส่องได้แล้ว
‘โลกเทพยุทธนั้นแข็งแกร่งจริงๆเหล่าอัครเทพยุทธ
เห็นได้ชัดว่าแข็งแกร่งกว่าขันเบิกเนตรอัครยุทธทว่าก็ยังไม่
ถึงขั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว’
เจียงฉางเชิงคิดเงียบๆขณะเดียวกันในใจก็อดชื่นชมความแข็งแกร่งของโมวังจักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์และบรรพจารย์กำเนิดพิสดารไม่ได้บรรพจารย์กำเนิดพิสดารประหนึ่งภูตผีผู้ฝึกยุทธยาก
ที่จะจับตามองทุกหนแห่งที่เขาผ่านเหล่าผู้ฝึกยุทธล้วน
กลายเป็นศพแห้งเลือดลมถูกดูดจนหมดสิ้นส่วนจักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์กลับเต็มไปด้วยความอหังการเจ้าหมอนี่ถึงกับกดข่มอัครเทพยุทธพร้อมกันถึงสองคน!
เมื่อเขาสู่สภาวะการต่อสู้พลังอำนาจของจักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์กลับน่าหวาดหวั่นอย่างประหลาด
กระบวนท่าล้วนเปี่ยมไปด้วยพลังข่มเหงสรรพสิ่งโมวังร่วมมือกับเหล่าสาวกลัทธิโบราณโดยใช้ศาสตร์โบราณแยกสนามรบออกจากกันทำให้ผู้ฝึกยุทธระดับสูงไม่สามารถรวมกลุ่มต่อสู้ได้
‘แต่เพียงแค่นี้พวกเขาอยากจะเอาชนะก็เป็นเรื่องที่ยากมากแล้ว!’
เจียงฉางเชิงแอบสงสัยฝั่งพวกเขามีไส้ศึกจากโลกเทพยุทธอยู่โมวังจะตัดสินใจเช่นไร
เขารู้สึกว่าโมวังยังมีไพ่ตายอีกมากในการศึกครั้งนี้เจียงฉางเชิงตั้งใจจะแสดงให้เห็นถึงพลัง
ที่ยิ่งใหญ่ของวิถีเซียนแต่ก็ไม่ต้องการตกเป็นเป้าของทุกฝ่าย
หากพวกโมวังพ่ายแพ้ร่างแยกของเขาย่อมไม่เข้าร่วมต่อสู้
แบบยืดเยื้อเป็นแน่แต่หากพวกโมวังสามารถเอาชนะได้เช่นนั้นร่างแยก
ของเจียงฉางเชิงก็จะไม่ออมมืออาจถึงขั้นใช้วิชาฟ้าดินสิ้นสลาย!
สายตาเจียงฉางเชิงหันไปมองร่างของหลิวเสินโจวเห็น
ว่าเขาและซีหมิงหวังกลับยังไม่สามารถเอาชนะเยียเสินคงได้
วิชามารของซีหมิงหวังไม่อาจใช้ได้ในโลกเทพยุทธเพราะถูก
กฎแห่งวิถียุทธกดข่มไว้ส่วนพลังเซียนของหลิวเสินโจวก็ยังไม่
สูงพอที่จะนำมาใช้ในระดับสงครามนี้ได้ช่างเหมาะเจาะนัก!
เจียงฉางเชิงไม่ได้ใช้ฟังก์ชันเซ่นไหว้อัญเชิญเทพมาเป็นเวลานานแล้ว
ยิ่งร่างกายของหลิวเสินโจวแข็งแกร่งเพียงใดก็สามารถแบกรับพลังของเขาได้มากยิ่งขึ้นแช
เจ้าต้องการพลังที่จะเอาชนะเยียเสินคงหรือไม่
หลิวเสินโจวที่กำลังต่อสู้อยู่ได้ยินเสียงของมรรคาจารย์ใจของเขาก็เต้นระรัว
“ต้องการขอรับ!”
หลิวเสินโจวตอบกลับโดยสัญชาตญาณต่อหน้ามรรคาจารย์เขาไม่จำเป็นต้องเสแสร้งใดๆที่เขาเข้าร่วมแดนสวรรค์
เดิมทีก็เพื่อที่จะแสวงหาพลังที่ยิ่งใหญ่กว่า
สิ้นเสียงพูดเยียเสินคงก็บุกเข้ามาโจมตีอีกครั้งดาวประกายทั้งเก้าดวงลุกไหม้อย่างรุนแรงพุ่งออกมาจากทุกเส้นทางเพื่อปิดตายเส้นทางหลบหนีหากเขาต้องการ
จะตอบโต้ก็มีเพียงต้องพุ่งเข้าหาเยียเสินคงเท่านั้นทันใดนั้น!
พลังมหาศาลสายหนึ่งพลันหลั่งไหลออกมาจากร่างของ
หลิวเสินโจวรุนแรงดั่งคลื่นกระหน่ำสีหน้าของเขาเปลี่ยนไปนี่ไม่ใช่พลังบรรพยุทธหากแต่เป็นพลังอาคมของผู้บำเพ็ญเซียนช่างเป็นพลังอาคมที่แข็งแกร่งนัก!
ผู้บำเพ็ญเซียนสามารถแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือเป็นพลังอาคมของมรรคาจารย์!
หลิวเสินโจวคิดเร็วราวสายฟ้าความคิดนับหมื่นแล่นผ่านในหัวภายในพริบตาเขาเผลอใช้พลังเทพเหนือกำเนิดโดยไม่รู้ตัวพลังอาคมอันมหาศาลในร่างกายกลับเกื้อหนุน
พลังเทพเหนือกำเนิดนั้นให้ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นตม!
พลังเทพเหนือกำเนิดระเบิดออกกวาดพลังบิดมิติเวลาทำลายดวงดาวเพลิงเก้าดวงที่พุ่งมาจากทุกทิศทางหลิวเสินโจวยกฝ่ามือขึ้นโต้ประจันหน้ากับฝ่ามือขวาของเยียเสินคงแควก!
แขนเสื้อทั้งสองข้างของเยียเสินคงถูกแรงสั่นสะเทือนจน
ขาดแขนขวาถูกหักในทันทีร่างกระเด็นปลิวออกไป
“ฮ่าๆๆๆ”
หลิวเสินโจวหัวเราะอย่างสะใจพลังเทพเหนือกำเนิดหมุนวนรอบกายของเขาจากนั้นเขาก็ทะยานขึ้นไปเขย่าท้องฟ้าให้สั่นสะเทือนเขายกมือหนึ่งคว้าร่างของเยียเสินคงที่กำลังลอยกระเด็นอยู่กลางอากาศกลับมามือขวากำแน่นร่างกายของเยียเสินคงถูกบิดจนกลายเป็นก้อนกลม
ซีหมิงหวังเห็นก็ถึงกับตกตะลึงใจปั่นป่วนราวกับคลื่น
เจ้าหมอนี่แข็งแกร่งขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไรแตกต่างราวกับเป็นคนละคน!
แม้อยู่ห่างออกไปเขาก็ยังรู้สึกได้ว่าบริเวณโดยรอบสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงเยียจานที่อยู่ไกลออกไปก็ตกใจคิดในใจว่า ‘หลิวเสินโจว
แข็งแกร่งกว่าพี่ใหญ่เสียอีกแล้วเหตุใดก่อนหน้านี้ถึงซ่อนฝีมือเอาไว้’
เจ้าอยากเข้าร่วมศึกนี้หรือไม่
เสียงหนึ่งดังแว่วเข้าหูของเยียจานเขาหันศีรษะไปมอง
เจียงฉางเชิง
เจียงฉางเชิงมองไกลออกไปด้วยสายตาสงบนิ่งไม่ได้สนใจเขา
เยียจานจึงรีบตอบกลับไปว่า “ข้าอยาก!”
เจียงฉางเชิงจึงหันหน้ากลับมามองเขาสีหน้าฉงนแต่
เมื่อสัมผัสได้ถึงลมปราณของเยียจานที่เพิ่มขึ้นเขาก็เข้าใจในทันที
‘เป็นร่างจริงที่กำลังมอบพลังให้อยู่!’
เมื่อสัมผัสถึงพลังอาคมที่พลุ่งพล่านไม่ขาดสายเยียจานก็เบิกตากว้างลมหายใจเปลี่ยนเป็นแรงและเร็วขึ้นบรรพจารย์เผ่าเยียหันมามองที่เขาขมวดคิ้วแล้วเอ่ย
ถามว่า “เจ้าใช้วิชานั้นแล้วหรือวิชานิพพานสู่กำเนิด!”
พลังของเยียจานพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงเขายังคิดว่าเด็กคน
นี้อยากจะช่วยพี่ชายจึงได้ใชวิชานิพพานสู่กำเนิดบุ่มบ่ามเกินไปแล้ว!
ตอนนี้เยียเสินคงเป็นถึงศัตรูของพวกเขาเชียวนะ!
เยียจานกำหมัดแน่นเอ่ยว่า “มิใช่ขอรับแต่ว่าข้ากำลังจะใชวิชาในเร็วๆนี้เพราะข้าเฝ้ารอการล้างแค้นมานานแล้ว!”
เขาสั่งคำรามด้วยโทสะแล้วพุ่งทะยานไปยังที่ไกลๆทันที
ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม……
พลังของเขาพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องภายใต้การช่วยเหลือจากฟังก์ชันเซ่นไหว้อัญเชิญเทพเขากลับสามารถใช้วิชา
นิพพานสู่กำเนิดได้ในทันทีและใช้ได้ถึงสี่ครั้งในคราเดียว!
แม้แต่เจียงฉางเชิงที่อยู่ในตำหนักเมฆาม่วงยังตกตะลึงเหตุใดเด็กคนนี้ช่างบ้าบิ่นเช่นนี้วิชานิพพานสู่กำเนิดเดิมทีนั้นสร้างความเสียหายให้กับ
ร่างกายอย่างมากแต่พลังที่ยิ่งใหญ่ของหลิวเสินโจวในตอนนี้
เป็นเพียงแค่พลังอาคมของเขาเท่านั้นเยียจานที่อยู่ในขั้นสุญญตาทะลวงยุทธกลับทะยานพลังไปจนถึงขั้นเจ้ายุทธปฐมมรรคาอย่างรวดเร็วเขาพุ่งทะยานไปยังใจกลางทัพของทัณฑเทวะเพื่อช่วยเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรสังหารผู้ฝึกยุทธ
พลังของเขาแกร่งกล้าเกินไปจนผู้บำเพ็ญเพียรยังต้องถอยให้เพราะกลัวจะถูกลูกหลงฟังก์ชันเซ่นไหว้อัญเชิญเทพรวมกับวิชานิพพานสู่กำเนิด
ก็ได้ผลดีเกินคาดเหมือนกัน
เจียงฉางเชิงคิดในใจเงียบๆในเมื่อเยียจานอยากระบาย
ความแค้นเช่นนั้นก็ปล่อยเขาไปเถิด
การมอบพลังอาคมให้หลิวเสินโจวและเยียจานก็ไม่ได้
ทำให้เจียงฉางเชิงสูญเสียพลังอาคมในร่างจริงมากนักแม้ว่า
จะเป็นพลังอาคมเพียงเล็กน้อยแต่ก็พอให้ทั้งสองคนใช้ได้อย่างไม่สิ้นสุด
บรรพจารย์เผ่าเยียถูกเยียจานดึงรั้งจนต้องหลอมรวมเข้ากับร่างของเขา
เกิดอะไรขึ้นวิชานิพพานสู่กำเนิดสำเร็จถึงขั้นสูงสุด
แล้วหรือ
บรรพจารย์เผ่าเยียอุทานด้วยความตกใจเยียจานหัวเราะอย่างสะใจไม่ได้ตอบกลับอะไรเขาปลดปล่อยปราณ
ต้นกำเนิดของตนเองอย่างเต็มที่และสังหารผู้ฝึกยุทธของโลกเทพยุทธอย่างไรความปรานีเจ้าต้องยอมรับว่าเยียจานนั้นมีพรสวรรค์ด้านการรบสูง
มากแม้พลังจะเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงแต่ก็ไม่ได้ทำให้เขาเสียการควบคุมเขายังคงควบคุมพลังไว้ได้และทุกการโจมตีล้วนแต่โดนตัวศัตรูโดยตรง
ร่างแยกของเจียงฉางเชิงมองอยู่ชั่วครู่แล้วจึงละสายตาออกไปตอนนี้รอบตัวเขาไม่มีใครจึงไม่ต้องกังวลสิ่งใด
เมื่อเขาหันหลังจากไปบนรอยร้าวของท้องฟ้าเบื้องบน
ก็ปรากฏดวงตาสีโลหิตคู่หนึ่งดวงตานั้นใหญ่เกินคาดราวกับสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวจากนอกพิภพกำลังแอบมองเข้ามาในโลก
ดวงตาคู่นี้…
เจียงฉางเชิงนึกถึงดวงตาที่เขาเคยเห็นเมื่อยามผ่านด่านเคราะห์ในโลกไท่หวงมันเหมือนกันทุกประการ
สิ่งลึกลับที่เคยถูกเขาปลุกให้ตื่นขึ้นในตอนนั้นกำลังจะ
ลงมืออีกครั้งอย่างนั้นหรือทันใดนั้น!
ดวงตาสีโลหิตปิดลงแล้วหายไปทันใดนั้นท้องฟ้าเบื้องบนก็แตกละเอียดราวกับกระจกที่
ถูกทุบมือยักษ์ข้างหนึ่งยื่นออกมาจากความมืดมิดมุ่งคว้าตัว
เจียงฉางเชิง
“อมิตตาภพุทธ!”
เสียงอันศักดิ์สิทธิ์ดังขึ้นแขนสีทองขนาดใหญ่แบบ
เดียวกันก็พุ่งลงมาจากฟ้าคว้าข้อมือของมือยักษ์นอกพิภพไว้ทัน
เจียงฉางเชิงหันไปมองเห็นว่ามือที่ยื่นออกมาคือบรรพจารย์พุทธอารัมภะบรรพจารย์พุทธอารัมภะยืนอยู่บนท้องฟ้ารัศมีพุทธะรวมกันเป็นพระพุทธรูปยักษ์ทั้งศักดิ์สิทธิ์และเปี่ยมอำนาจเป็นพระพุทธรูปยักษ์นั้นเองที่คว้ามือยักษ์จากนอกพิภพไว้
เป็นเจ้าอีกแล้วครั้งก่อนข้าไว้ชีวิตเจ้าเจ้ากลับไม่รู้จักตอบแทนบุญคุณ
เสียงเย็นยะเยือกดังขึ้นทำให้เหมือนดังอยู่ในเหมันตฤดูบรรพจารย์พุทธอารัมภะลืมตาทั้งสามขึ้นมาแววตาเย็นเยียบเอ่ยขึ้นว่า “เจ้าสังหารเหล่าพุทธสาวกของอาตมาอย่างโหดเหี้ยมแล้วยังจะให้อาตมาตอบแทนบุญคุณอีกอย่างนั้นหรืออาตมาว่าเจ้าพูดหาเรื่องตายเสียมากกว่า!”
หลวงจีนท่านนี้ช่างดุดัน!
น้ำเสียงแข็งกร้าวยิ่งนัก!
เจียงฉางเชิงยิ่งรู้สึกสงสัยในตัวบรรพจารย์พุทธอารัมภะก่อนหน้านี้บรรพจารย์พุทธอารัมภะเอาแต่สวดมนต์ไม่ค่อยได้ก้าวมาแสดงฝีมือแต่ครานี้เขาอยากจะเห็นว่าบรรพจารย์
พุทธอารัมภะนั้นแข็งแกร่งเพียงใดจากนั้นพระพุทธรูปทองคำก็กระชากมือยักษ์นอกพิภพจน
ฉีกขาดแล้วบีบเข้าเต็มแรงมือยักษ์นั้นแหลกสลายกลายเป็น
เถ้าโปรยลงสู่มหาสมุทรที่ขุ่นมัว
มีร่างร่างหนึ่งพุ่งออกมาจากรอยแยกบนท้องฟ้ารูปร่าง
ดุจภูตผีกลายเป็นร่างเงานับไม่ถ้วนพุ่งเข้ามาสังหารเป็นอูซินนั่นเอง!
เจียงฉางเชิงนึกถึงบุรุษอาภรณ์สีขาวที่ร่างจิตจำแลงเทพของเขาเคยเจอในมหาพิภพนิลเหลืองในตอนนั้นร่างจิตจำแลงเทพของเขาไม่อาจต้านทาน
การโจมตีของบุรุษอาภรณ์สีขาวได้เลยเมื่อเผชิญหน้ากับบุรุษอาภรณ์สีขาวบรรพจารย์พุทธ
อารัมภะก็ตะโกนออกไปว่าอูซินตายเสีย!
พระพุทธรูปทองคำแผ่แขนออกทั้งสองข้างเปลี่ยนเป็น
พันแขนพันมือทำให้ผู้คนมองตามไม่ทันฝ่ามือพันข้างตบลง
พร้อมกันพลังสั่นสะเทือนอันน่ากลัวทำให้กิ่งไม้ของต้นไม้
วิเศษเกล็ดทองถึงกับสั่นไหว
บุรุษอาภรณ์สีขาวเงยหน้าขึ้นทันทีสายตาเย็นเยียบ
วูบวาบด้วยแสงสีแดงเขาโบกมือหนึ่งคราวกระบี้ล่องหน
อยู่ในมือเพียงแค่กระบี่เดียวก็ฟาดสังหารฝ่ามือพุทธรูปนับพันจนสิ้นแสงสีแดงสะท้อนบนใบหน้าเจียงฉางเชิงแววตาของเขา
แข็งกร้าวขึ้นทันใดอีกฝ่ายมุ่งเป้ามาที่เขา!