เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 440 มหาค่ายกลเทพยุทธ
บุรุษอาภรณ์สีขาวที่ถูกบรรพจารย์พุทธอารัมภะเรียกว่าอูซินนั้นก้าวเดินไปพลางโบกมือไปพลางราวกับสะบัดกระบี่พลังอันไร้รูปกวาดล้างอุปสรรคทั้งปวงทิ้งร่างของเขาวูบไหวมาปรากฏอยู่เบื้องหน้าของเจียงฉางเชิงโดยไร้สุ้มเสียง
เจียงฉางเชิงที่ระวังไว้ล่วงหน้าอยู่แล้วก็พลันเบิกดวงเนตรมหามรรคาขึ้นแสงสีทองพุ่งกระจายออกมาอูซินเอียงกายหลบดวงเนตรมหามรรคาได้อย่าง
ไม่น่าเชื่อมือขวาของเขายกจากล่างขึ้นบนเจียงฉางเชิงสัมผัส
ได้ถึงพลังที่เฉียบคมพุ่งเข้าโจมตีชั่วพริบตาเดียวเส้นผมเส้นหนึ่งของเจียงฉางเชิงก็สาดแสงเจิดจ้าแสงนั้นมีเขาเป็นศูนย์กลางแล้วกระจายออกอย่างรวดเร็วราวกับลูกแก้ว!
ฟ้าดินสิ้นสลาย!
นัยน์ตาของอูซินพลันเบิกกว้างถอยหลังตามสัญชาตญาณ
ฟ้าดินหมุนหมอง!
ต้นไม้วิเศษเกล็ดทองถูกเจียงฉางเชิงควบคุมให้ถอยห่าง
อย่างรวดเร็วไม่ได้รับผลกระทบจากวิชาฟ้าดินสิ้นสลายมหามรรคาจำแลงกายไม่ถือว่าอาจรวมพลังทั้งหมดของวิชาฟ้าดินสิ้นสลายได้แต่ทว่าพลังเทพบางส่วนก็ยังแสดง
อานุภาพอัศจรรย์ได้เช่นเดียวกับในเวลานี้ที่เปลี่ยนจากการตั้งรับเป็นรุกโจมตี!
บรรพจารย์พุทธอารัมภะยังอยู่บนฟ้าเบื้องบนมองมายังวิชาฟ้าดินสิ้นสลายคิ้วคมดังกระบี่ของเขาขมวดแน่นดวงตาฉายแววหวาดระแวงด้วยประสาทสัมผัสของเขาย่อมสามารถรับรู้ถึงความน่ากลัวของวิชาฟ้าดินสิ้นสลายได้
คาดไม่ถึงว่าวิชานี้จะทำลายพลังแห่งกฎเกณฑ์ได้…
โชคดีที่ขอบเขตไม่ใหญ่นักและไม่อาจแยกออกจากร่างกายได้สายตาของบรรพจารย์พุทธอารัมภะเป็นประกายคิดในใจเงียบๆ
เมื่อแสงจ้าสลายไปร่างของเจียงฉางเชิงก็ปรากฏขึ้นชุดคลุมพลิ้วไหวเส้นผมสีดำปลิวตามสายลมยังคงสงบนิ่งดังเดิม
เจียงฉางเชิงดูคล้ายจะสงบนิ่งแต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความตกใจอูซินกลับยังไม่ตาย!
เขาเพ่งมองไปเห็นอูซินปรากฏอยู่บนขอบฟ้าแต่ไหล่ขวากลับหายไปแล้วเลือดสดหยดไหลลงตามเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นอูซินมองไปยังเจียงฉางเชิงที่อยู่ไกลออกไปสีหน้า
เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นเขาเหลือบมองไหล่ขวาของตนพบว่าตนเองไม่อาจฟื้นฟูแขนที่ขาดได้
มันคือพลังอันใดกันแน่อูซินรู้สึกประหลาดในใจเป็นดังที่คาดไว้คนผู้นี้ต่างหากที่เป็นปัญหาที่สุด!
เขาได้เห็นการต่อสู้ก่อนหน้านี้มั่นใจว่าเจียงฉางเชิงนั้นแข็งแกร่งกว่าบรรพจารย์พุทธอารัมภะดังนั้นต้องลงมือกับ
เจียงฉางเชิงก่อนเพียงแต่คาดไม่ถึงว่าตนจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
วิถีเซียนอย่างนั้นหรือ…
อูซินนึกถึงตำนานบางอย่างนัยน์ตาเปลี่ยนเป็นสีโลหิตผมยาวของเขาก็กลายเป็นสีโลหิตเช่นเดียวกันพลิวปลิวไสว
กลิ่นอายรอบกายเปลี่ยนเป็นชั่วร้ายอย่างผิดปกติ
เจียงฉางเชิงเลิกคิ้วขึ้นกลิ่นอายนี้ทำให้เขานึกถึงมหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณที่ถูกพลังแห่งอมตะกลืนกินจน
กลายเป็นความมืดมิด
มหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณก็ถูกสร้างขึ้นโดยโลกเทพ
ยุทธหรือว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้โลกเทพยุทธได้สร้าง
มารร้ายอมตะที่ยังรักษารูปลักษณ์มนุษย์ไว้ได้แล้วเขารู้สึกว่าเป็นไปได้มากโลกเทพยุทธจะต้องไม่หยุดพัฒนาอย่างแน่นอน
ตอนนี้เจ้าทำให้เรารู้สึกสนใจยิ่งนัก!
อูซินหัวเราะเย็นชาเขาเลียเลือดที่มุมปากอย่างชวน
ขนลุกเมื่อครู่เขาเพียงแค่ยังเย็นชาอยู่แต่บัดนี้กลับทำให้ผู้อื่น
รู้สึกถึงความบ้าคลั่ง
เขายกมือซ้ายขึ้นเลือดพวยพุ่งออกมาจากฝ่ามือของเขา
หลอมรวมกลายเป็นกระบี่โลหิตยาวสองจั้งเปลวเพลิงสีโลหิตลุกโชนอยู่บนคมกระบี่แม้แขนจะขาดแต่พลังของเขากลับ
ไม่ได้ลดลงเลยแถมยังดูแข็งแกร่งขึ้นเสียด้วยซ้ำ
“อมิตตาภพุทธคู่ต่อสู้ของเจ้าคืออาตมา!”
เสียงของบรรพจารย์พุทธอารัมภะดังขึ้นเขาพุ่งลงมาจากท้องฟ้าขวางอยู่ระหว่างอูซินและเจียงฉางเชิง
ร่างของเขาเปลี่ยนเป็นสีทองราวพระพุทธองค์อย่างรวดเร็วเขาก้าวเดินไปทางอูซินแรงกระแทกจากฝีเท้าก่อเกิดคลื่นพลังแผ่กระจายเสียงระเบิดดังทั่วท้องนภาและเขาก็พุ่งสังหารถึงตรงหน้าอูซินได้ภายในสามถึงห้าก้าว
อูซินฟาดกระบี่ออกมากระบี่โลหิตฟาดกวาดทั่วฟากฟ้าตามด้วยรัศมีพุทธะตุม!
ทั้งสองต่อสู้กันอย่างดุเดือดปราณกระบี่พลุ่งพล่านฝ่า
มือราวกับพายุพลังของทั้งสองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทำให้บริเวณ
โดยรอบปั่นป่วนอย่างรุนแรงมหาสมุทรด้านล่างพลิกม้วนแผ่นดินสั่นสะเทือน
“เอจเถอะข้ากลายเป็นคนว่างงานอีกแล้ว”
เจียงฉางเชิงได้แต่ถอนหายใจเขาสังเกตว่าความแค้นระหว่างผู้สืบทอดมหามรรคากับผู้แข็งแกร่งในโลกเทพยุทธนั้นฝังรากลึกคิดแล้วก็ดูสมเหตุสมผลเขาถูกตามล่าเพียงไม่กี่ปีก็
เบื่อหน่ายแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึงเหล่าตัวตนโบราณที่ถูกตามสังหารมาหลายแสนหลายล้านปีเลย
เมื่อศึกใหญ่ทวีความรุนแรงโลกเทพยุทธก็เริ่มล่มสลายท้องฟ้าปรากฏรอยยุบอย่างชัดเจนรอยแยกของมิติพวกนั้นก็
เริ่มขยายกว้างขึ้นภายในตำหนักเมฆาม่วงร่างจริงของเจียงฉางเชิงมองดูด้วยความเพลิดเพลินเหล่าผู้สืบทอดมหามรรคาช่างดูเดือดจริงๆ
ถูกเหล่าขันเบิกเนตรอัครยุทธรุมโจมตีมากมายเพียงนี้
แต่ยังคงยืนหยัดอยู่ได้มิน่าล่ะถึงได้กล้าเข้าร่วมโจมตีโลกเทพยุทธ
เจียงฉางเชิงเห็นโมวังกำลังอัญเชิญมารลึกลับออกมาทั่วทั้งร่างมีสีม่วงเข้มภายนอกมีลวดลายสีเงินเปล่งประกายบางตนมีรูปร่างคล้ายมนุษย์แต่บางตนคล้ายกับสัตว์อสูร
เหล่ามารพวกนี้มีพลังที่แข็งแกร่งมากเมื่อถูกอัญเชิญมายังโลกเทพยุทธต่างก็พากันคลุ้มคลั่งราวกับฉลามได้กลิ่นเลือด
และก็ไม่รู้ว่าผู้สืบทอดมหามรรคาอีกเจ็ดคนเป็นอย่างไรบ้างยึดครองโลกอิสระของโลกเทพยุทธได้หรือไม่
“นายท่านกำลังดูอะไรอยู่หรือ”
เสียงของไป๋ฉีดังขึ้นน้ำเสียงเต็มไปด้วยความสงสัย
ทุกครั้งที่เจียงฉางเชิงฟื้นขึ้นมานางก็จะมาจับตาดูเขา
จับตาดูลีหนาท่าทีของเขาแต่ครั้งนี้นางสังเกตเห็นว่าสีหน้าของเจียงฉางเชิงตื่นเต้นมากราวกับว่ากำลังชมละครอยู่
หัวใจของนางราวกับถูกแมวข่วน
เรื่องใดกันที่สามารถดึงดูดความสนใจของนายท่านได้
ถึงเพียงนี้
มู่หลิงลั่วที่กำลังฝึกบำเพ็ญอยู่ก็ลืมตาขึ้นนางหันมองไปยังเจียงฉางเชิงด้วยความสงสัยใคร่รู้
เจียงฉางเชิงก็ไม่ได้ปิดบังเอ่ยตอบว่า “ศึกใหญ่ในโลกเทพยุทธได้เปิดฉากขึ้นแล้ว”
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งใช้พลังอาคมของตนสัมผัสกับร่างของ
สตรีทั้งสองเพื่อให้พวกนางมองเห็นภาพที่เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตกำลังสอดส่องอยู่นัยน์ตาของพวกนางทั้งสองสะท้อนภาพจากเนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตออกมา
พวกนางทั้งสองรู้สึกประทับใจ
“เปิดศึกกันแล้วจริงๆด้วยว่าคนผู้นั้นช่างแข็งแกร่ง
เสียจริงหากให้เทพกระบี่ได้เห็นคงจะละอายเต็มทีเพราะนี่
ต่างหากที่เป็นวิถีกระบี่อย่างแท้จริง!
ไอของพรรคนั้นมันคือตัวอะไรเนี่ยน่าขยะแขยงเสียจริง!
โลกเทพยุทธช่างกว้างใหญ่และเหล่าผู้แข็งแกร่งมากมายโอโหเหตุใดพวกเขาถึงเร็วขนาดนี้”
ไป๋ฉีอุทานไม่หยุดตื่นเต้นสุดขีด
แม้มู่หลิงลั่วจะควบคุมตนเองได้ดีแต่โดยนิสัยรัก
การต่อสู้ของนางก็ทำให้เลือดในกายเดือดพล่าน
นับว่าเป็นศึกใหญ่อย่างแท้จริงเป็นศึกที่โลกคุนหลุนไม่อาจเข้าร่วมได้ในตอนนี้
เจียงฉางเชิงก็ไม่ได้เอ่ยอะไรเพียงแต่เฝ้าสังเกต
ความเปลี่ยนแปลงของสมรภูมิอย่างเงียบงัน
ร่างแยกของเขาไม่อาจเฉยเมยได้อีกจำเป็นต้องออกโรงใช้ต้นไม้วิเศษเกล็ดทองเก็บร่างของเยียเสินคงกลับมาจากนั้น
ก็พาหลิวเสินโจวและซีหมิงหวังเร่งไปยังสมรภูมิอื่นต่อ
“แข็งแกร่งจริงๆช่างแข็งแกร่งจริงๆขอบพระคุณมรรคา
จารย์ที่ประทานพลังอาคมที่ยิ่งใหญ่นี้ให้แก่ข้า!”
หลิวเสินโจวที่ตามเจียงฉางเชิงอยู่ข้างๆเอ่ยด้วย
ความตื่นเต้นไม่หยุด
ซีหมิงหวังสีหน้าเปลี่ยนทันทีที่เห็นหลิวเสินโจว
แข็งแกร่งขึ้นก็เป็นเพราะได้รับพลังจากมรรคาจารย์อย่างนั้น
หรือในใจของเขาก็เกิดความอิจฉาที่หาได้ยากขึ้นมา
เพราะเมื่อก่อนเขาแข็งแกร่งกว่าหลิวเสินโจวแต่
การกระทำของหลิวเสินโจวเมื่อครู่พลังเทพเหนือกำเนิดที่
น่ากลัวเช่นนั้นทำให้เขาหวั่นใจเมื่อได้เห็นเพียงแค่ได้รับความเมตตาจากมรรคาจารย์ก็สามารถ
ละการบำเพ็ญเพียรนับแสนปีได้เช่นนั้นหรือ
เจียงฉางเชิงมือขวาถือหอเชื่อมหฟามือซ้ายอุ้มต้นไม้
วิเศษเกล็ดทองเขาจ้องไปเบื้องหน้าแล้วตอบไปว่า “เพียง
ชั่วคราวเท่านั้นความแข็งแกร่งที่แท้จริงต้องฝึกบำเพ็ญเพียรด้วยตนเอง”
เมื่อได้ยินดังนั้นสีหน้าของซีหมิงหวังก็ดีขึ้นมาในขณะเดียวกันก็รู้สึกชื่นชมคำพูดของมรรคาจารย์
ที่จริงคำพูดของเจียงฉางเชิงก็ธรรมดามากเป็นเพียงคำพูดทั่วๆไปแต่เพราะซีหมิงหวังจินตนาการต่อไปไกลไม่ว่า
ตอนนี้เขาจะพูดสิ่งใดซีหมิงหวังก็จะคิดว่ามันสมเหตุสมผล
หลิวเสินโจวยิ้มแล้วกล่าวว่า “แม้จะเป็นเพียงชั่วคราวแต่ข้าก็ได้รับประโยชน์มาไม่น้อย”
เจียงฉางเชิงไม่ได้ตอบอะไรอีกหลิวเสินโจวจึงหันไปพูดคุยกับซีหมิงหวังเขากำลังแบ่งปันความรู้สึกของตน
ต้องการดึงดูดให้ซีหมิงหวังเข้าสู่มหาพิภพจิตเจริญให้ได้ในเร็ววัน
“ฮ่าๆๆๆ”
เสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งดังสะท้านไปทั่วฟ้าดินเจียง
ฉางเชิงจดจำเสียงนี้ได้ดีเสียงของฟาดินสรวลหนึ่งใน
ผู้สืบทอดมหามรรคาและยังเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่เขามองไม่ออกเลย
นอกจากนี้กลิ่นอายของเยียเสินคงยังมีความเกี่ยวของกับฟาดินสรวลด้วยเขาสงสัยว่าฟาดินสรวลอาจเป็นหนอนบ่อนไส้จากโลกเทพยุทธ
คนผู้นี้เป็นคนแรกที่จบศึกในโลกอิสระแน่นอนว่าเขาอาจจะไม่ได้ต่อสู้เลยด้วยซ้ำแต่เพียงกำลังแสดงละคร
เขาเงยหน้าขึ้นมองมีวังวนมิติปรากฏอยู่บนท้องฟ้าที่อยู่ไกลออกไปมันหมุนวนอย่างรุนแรงราวกับจะกลืนกินฟ้าดินเกิดลมแรงและคลื่นพายุกำลังพัดเข้าสู่วังวน
ชายชราที่สวมเสื้อผ้าธรรมดาผู้หนึ่งก้าวออกมาเขาก็คือฟาดินสรวลเขามีผมขาวครึ่งศีรษะร่างกายผอมบางเล็กน้อย
ที่เอวห้อยน้ำเต้าสองลูกเขาปรายตามองเจียงฉางเชิงเพียง
แวบหนึ่งจากนั้นก็หันไปมองอีกทิศทาง
“อัครเทพยุทธจวินหากยังไม่ใช่มหาค่ายกลเทพยุทธเกรงว่าโลกเทพยุทธคงจะสิ้นแล้ว!”
เสียงของฟาดินสรวลดังขึ้นน้ำเสียงเต็มไปด้วยการเย้ยหยันเจียงฉางเชิงลอบสบถในใจหากเจ้าไม่ใช่ไส้ศึกแล้วเป็นอะไรเล่า
แล้วมหาค่ายกลคือสิ่งใดกัน
ฮึพวกเจ้าคิดจริงๆหรือว่าจะทำให้โลกเทพยุทธ
สั่นสะเทือนได้ในเมื่อพวกเจ้าอยากเห็นมหาค่ายกลนักเช่นนั้นข้าจะให้พวกเจ้าลิ้มรสความสิ้นหวังที่ห่างหายไปนาน
เสียงที่เต็มไปด้วยพลังอำนาจดังขึ้นแน่คนว่าต้องเป็นอัครเทพยุทธจวินผู้นั้น
ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม…
สุดขอบทุกทิศของฟ้าดินมีเสาแสงสีม่วงพุ่งขึ้นมาเจียงฉางเชิงสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าปราณวิญญาณยุทธและโชคชะตาวิถียุทธกำลังพลุ่งพล่าน
เจียงฉางเชิงรีบสะบัดแขนเสื้อพาหลิวเสินโจวและซีหมิงหวังออกไปหลังจากที่เจอเยียจานก็รีบไปฉุดตัวเขาออกมาในขณะที่เขากำลังสูรบอยู่
เยียจานหันมาด้วยความโกรธแต่พอเห็นว่าเป็นมรรคาจารย์ก็พลันใจฝ่อลงไป
เจียงฉางเชิงพาทั้งสามคนออกจากโลกเทพยุทธในทันทีทะลวงผ่านมิติต่างๆจนมาถึงขอบห้วงสุญญตา
เมื่อเขาปรากฏตัวก็เห็นอีกคนหนึ่งอยู่ที่นั่นนั่นก็คือฟาดินสรวลทั้งสองสบตากันโดยไร้ถ้อยคำใดๆ
“ช่างสารเลวจริงๆยั่วยุให้ศัตรูเปิดค่ายกลแต่กลับหนี
อย่างนั้นหรือ”
เจียงฉางเชิงมองไปยังฟาดินสรวลด้วยแววตาที่ไม่
เป็นมิตรหลิวเสินโจวและซีหมิงหวังก็เช่นเดียวกันมีเพียงเยีย
จานที่ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
มีหลุมดำขนาดใหญ่มหึมาปรากฏขึ้นเหล่าสาวกลัทธิโบราณต่างก็ทะยานออกมาอย่างไม่ขาดสายตามหลังมาด้วยผู้ฝึกยุทธของโลกเทพยุทธในทิศทางอื่นๆก็ปรากฏมา
เช่นเดียวกันทั้งผู้บำเพ็ญเพียรมหามรรคาและผู้ฝึกยุทธปรากฏตัวขึ้นมากเรื่อยๆเห็นได้ชัดว่าสมรภูมิได้เปลี่ยนที่แล้วแม้แต่บรรพจารย์พุทธอารัมภะกับอูซินก็ปรากฏตัวออกมาเช่นเดียวกันทั้งสองคนยังคงต่อสู้กันอย่างดุเดือด
เจียงฉางเชิงเริ่มไม่แน่ใจว่าคนพวกนี้ตั้งใจหลบหนีออกมาหรือถูกมหาค่ายกลเทพยุทธนั้นเคลื่อนย้ายออกมา
หากเป็นการหนีออกมาเหตุใดโลกเทพยุทธจึงยังไล่ล่าไม่หยุดเล่า
เขาเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วมองไปยังเบื้องบนเห็นเงาร่างมากมายปรากฏกลางอากาศเหนือสมรภูมิแต่ละคนมองลงมาด้วยความหยิ่งผยองอย่างถึงที่สุด
ไม่ถึงห้าลมหายใจสิบแปดอัครเทพยุทธก็รวมตัวกันยืน
เรียงเป็นแถวมองลงมายังสนามรบ
เหล่าผู้สืบทอดมหามรรคาจากทุกทิศถูกเบิกเนตรอัคร
ยุทธรั้งตัวไว้แต่เจียงฉางเชิงและฟาดินสรวลกลับไม่ได้ลงสู่สนามรบ
เจียงฉางเชิงหันไปดูพบว่าเสาแสงสีม่วงสิบแปดต้นที่
ขอบสนามรบความรู้สึกกดดันที่ไม่อาจบรรยายได้แผ่กระจาย
ผู้ที่ยังต่อสู้อยู่เมื่อรับรู้ถึงแรงกดดันก็หยุดรบกันทันทีโมวังเงยหน้าตะโกนด้วยเสียงดังว่า “แม้แต่คนของโลกเทพ
ยุทธพวกเจ้าก็ต้องสังหารไปพร้อมกันหรือ”
เหล่าขันเบิกเนตรอัครยุทธและผู้ฝึกยุทธต่างก็รู้สึก
ตึงเครียดขึ้นมามองไปยังสิบแปดอัครเทพยุทธอย่างกังวลใจ
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่ได้ตามไล่ล่าสังหารแต่ถูกเคลื่อนย้ายออกมาระหว่างการรบเช่นกัน
“ช้าก่อนแม้ว่าข้าจะหนีออกมาแต่ก็ยังอยู่ในค่ายกล
หรือว่าเมื่อมหาค่ายกลเทพยุทธสมบูรณ์แล้วต่อให้ใช้กลยุทธ์
นับหมื่นก็ยังไม่อาจหนีออกไปได้อย่างนั้นหรือ”
เจียงฉางเชิงขมวดคิ้วคิดในใจตอนที่เขาหนีออกจากโลก
เทพยุทธก่อนหน้านี้ก็หาได้รู้สึกถึงพันธนาการใดๆ