เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 441 ผู้อาวุโส ท่านยังไม่ลงมืออีกรึ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 441 ผู้อาวุโส ท่านยังไม่ลงมืออีกรึ
ในใจเจียงฉางเซิงฉงนสนเท่ห์แต่ไม่ตื่นตระหนก เพราะ
เขาก็เป็นเพียงร่างแยกเท่านั้น
แต่พวกหลี่ว์เสินโจวสามคนย่อมยุ่งยากแล้ว อย่างไรเขา
ก็เป็นคนพาพวกเขามา จะปล่อยให้ทั้งสามคนมาตายอยู่ที่นี่
ไม่ได้สิ
“รู้สึกไม่ดีเอาเสียเลย เจ้าสิ่งนั้นคือสิ่งใดกัน”
เยี่ยจ้านชี้เสาแสงสีม่วงที่อยู่ไกลๆ แล้วถามอย่าง
เคร่งเครียด
หลังจากพลังของมรรคาจารย์หดกลับไป ร่างกายของ
เขาก็ราวกับถูกคว้านจนว่างเปล่า ไม่เหลือเรี่ยวแรงแม้แต่น้อย
เวลานี้เขาไม่เหลือแรงสู้อีกแล้ว แต่สนามรบตรงหน้ากลับเกิด
สถานการณ์เช่นนี้ขึ้น เขาย่อมเป็นกังวล
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยโผล่ออกมาบอกว่า “นั่นคือมหาค่าย
กลเทพยุทธ์ เป็นมหาค่ายกลที่แข็งแกร่งที่สุดของโลกเทพยุทธ์
เมื่อถูกกักขังแล้วมิอาจหนีพ้น ได้ยินว่าค่ายกลนี้แปรเปลี่ยนได้
นับพันหมื่น เป็นมหาค่ายกลที่แข็งแกร่งที่สุดของวิถียุทธ์
มีเพียงยามโลกเทพยุทธ์ประสบภัยพิบัติใกล้ล่มสลายเท่านั้นจึง
จะทำงาน”
น้ำเสียงของเขาแฝงแววเหลือเชื่อ แม้ได้เห็นกับตา
ตนเองแล้ว แต่การที่โลกเทพยุทธ์ถูกไล่ต้อนจนถึงขั้นนี้ทำให้
เขาคิดไม่ถึงจริงๆ
วิถีบำเพ็ญผิดแผกเหล่านั้นแข็งแกร่งเหลือเกิน แข็งแกร่ง
จนเขาสงสัยว่าวิถียุทธ์เป็นวิถีบำเพ็ญที่แข็งแกร่งที่สุดจริงๆ
หรือ
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยหันไปมองเจียงฉางเซิงอีกครั้ง
แม้ผู้สืบทอดมหามรรคาสายอื่นจะแสดงให้เห็นว่าแข็งแกร่ง
มากเพียงใด เขาก็ยังรู้สึกว่ามรรคาจารย์ผู้นี้ต่างหากที่
แข็งแกร่งที่สุด ในการต่อสู้ก่อนหน้านี้ เห็นชัดว่ามรรคาจารย์
มีท่าทีสบายอกสบายใจ พลังของเขาช่างลึกล้ำจนมิอาจหยั่งถึง
“ฟ้าดินสรวล มหาค่ายกลเทพยุทธ์ที่เจ้าเรียกร้องมาแล้ว
เหตุใดเจ้ายังคิดหนีอีกเล่า”
เสียงอันน่าเกรงขามเสียงเดียวกับตอนก่อนหน้านี้ดังขึ้น
อีกหน พวกเจียงฉางเซิงหันไปมองฟ้าดินสรวลอย่างห้าม
ตนเองไม่ได้ ตอนนี้เจ้าหมอนี่ยิ้มที่ปากแต่ไปไม่ถึงดวงตา
ดูเหมือนเจ้าตัวก็คงกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง
เจียงฉางเซิงสังเกตเห็นว่าผู้ฝึกยุทธ์ที่ถูกย้ายเข้าไปใน
มหาค่ายกลล้วนระดับขั้นไม่ต่ำต้อย ส่วนผู้ฝึกยุทธ์ที่ระดับ
ขั้นต่ำอย่างพวกเฟิงอวี้กลับไม่ได้เข้าไป นี่เป็นการแบ่งแยก
โดยเจตนาอย่างนั้นหรือ
ดูจากสีหน้าของผู้ฝึกยุทธ์เหล่านั้น เหมือนพวกเขาก็
หวาดกลัวมหาค่ายกลเทพยุทธ์นี่มากเช่นกัน
บรรพจารย์พุทธอารัมภะประกบฝ่ามือพนมแล้วเอ่ยว่า
“อมิตตาภพุทธ ร่ำลือกันว่ายามใดมหาค่ายกลเทพยุทธ์
ปรากฏ สรรพสิ่งเหี่ยวเฉาโรยรา อาตมาก็อยากเห็นเหมือนกัน
ว่าโลกเทพยุทธ์จะสังหารผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหลายไปด้วยจริงหรือไม่”
เขากับโม่วั่งคนหนึ่งร้องคนหนึ่งรับอย่างเข้าขา คำพูด
ของทั้งสองคนทำให้สีหน้าของผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหลายย่ำแย่กว่า
เดิม
ในที่สุดเจียงฉางเซิงก็ฟังเข้าใจแล้ว เจ้าพวกนี้รู้เรื่องมหา
ค่ายกลเทพยุทธ์มาก่อนแล้ว ยามใดมหาค่ายกลเทพยุทธ์
ปรากฏ ผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ในสนามรบล้วนต้องตายไปด้วย
เพียงแต่เขาไม่เข้าใจอยู่อย่างหนึ่ง จำเป็นจะต้องเล่น
ใหญ่ถึงเพียงนี้เชียวรึ
หากผู้ฝึกยุทธ์เหล่านี้ตายกันหมดสิ้น ขุมกำลังของโลก
เทพยุทธ์มิใช่ว่าจะถูกตัดหายไปด้วยหรือไร
แม้นอกโลกเทพยุทธ์จะยังมีผู้ฝึกยุทธ์อีกมาก มิหนำซ้ำ
ยังมีโลกอิสระอีกเจ็ดแห่ง แต่ในฐานะโลกหลัก ผู้ฝึกยุทธ์ที่นี่
ย่อมเป็นขุมกำลังที่สำคัญยิ่งกว่าสำคัญ
“เพื่อสืบต่อวิถียุทธ์ โลกเทพยุทธ์เตรียมใจไว้นานแล้ว
ทุกท่าน การปล่อยให้พวกผิดแผกคุกคามถึงรากฐานของโลก
เทพยุทธ์เป็นความล้มเหลวในหน้าที่ของพวกข้า มนุษย์ล้วน
ต้องตาย ได้ตายเพื่อสืบสานวิถียุทธ์ มิใช่จุดจบที่พวกเราใฝ่ฝัน
ปรารถนาหรอกหรือ”
อัครเทพยุทธ์อีกคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมา วาจาของเขา
เศร้าสลดแต่กลับปลุกความฮึกเหิม ส่งอิทธิพลต่อผู้อื่น
อย่างยิ่ง
เมื่อคำพูดนี้ถูกกล่าวออกมา สีหน้าของผู้ฝึกยุทธ์
ทั้งหลายก็ค่อยๆ กลายเป็นสีหน้าแน่วแน่ทีละคนๆ
เจียงฉางเซิงสังเกตเห็นว่าสีหน้าของอู่ซินไม่เปลี่ยนแปลง
เลยตั้งแต่ต้นจนจบ ดูเหมือนเขาไม่ใส่ใจสถานการณ์จนตรอก
ที่เผชิญอยู่แม้แต่น้อย สายตาของเขาเอาแต่จับจ้องเจียงฉาง
เซิง ไม่แม้แต่จะเหลือบแลไปมองบรรพจารย์พุทธอารัมภะแม้
สักหน
เจ้าหมอนี่เล็งข้าไว้รึ
เจียงฉางเซิงลอบคิดในใจ เขาไม่ใส่ใจนัก ไม่ว่าอย่างไร
เขาก็เป็นเพียงร่างแยก
ตอนนี้เขาสนใจว่าจะส่งพวกหลี่ว์เสินโจวสามคนออก
ไปอย่างไรมากกว่า
เขาหันไปมองโม่วั่งแล้วคิดในใจ ‘เจ้าวางแผนการเสีย
มากมายเพียงนี้ คงไม่ใช่ว่าไม่มีแผนรับมือแล้วกระมัง เห็นชัด
ๆ ว่าเจ้ารู้เรื่องมหาค่ายกลเทพยุทธ์มาก่อนแล้ว!’
เขาหันไปมองผู้สืบทอดมหามรรคาคนอื่นก็พบว่าทุกคน
ไม่ลนลานสักนิด ทัณฑ์เทวะเผยสีหน้าดูแคลน ส่วนจักรพรรดิ
เทพมหาวัฏสวรรค์สีหน้าเรียบเฉย รอยยิ้มของบรรพจารย์
กำเนิดพิสดารดูเจ้าเล่ห์อันตราย
หรือว่ามหาค่ายกลเทพยุทธ์จะเป็นส่วนหนึ่งในแผนการ
ของพวกเขาด้วย
“จุดจบที่ดีเช่นนั้นหรือ แล้วไฉนพวกเจ้าไม่มาตาย
ด้วยกันเล่า”
โม่วั่งเปล่งเสียงหัวเราะดังลั่น วาจาเต็มไปด้วยคำเสียดสี
สาวกของลัทธิโบราณที่ติดตามมาต่างก่นด่าอย่างโกรธเกรี้ยว
ทำให้ผู้ฝึกยุทธ์จำนวนไม่น้อยได้สติกลับมา
ระหว่างที่ทั้งสองฝ่ายกำลังโต้คารมกันอยู่ พลังของมหา
ค่ายกลเทพยุทธ์ก็ยังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แรงกดดันสายนั้น
จวนเจียนจะผนึกแน่นกลายเป็นวัตถุอยู่รอมร่อ ดวงตา
มองเห็นไอหมอกสีม่วงขมุกขมัวลอยอยู่เต็มไปหมด
เจียงฉางเซิงรู้สึกอย่างชัดเจนว่ามีพลังลึกลับบางอย่าง
กำลังกัดกร่อนพลังอาคมของตนเอง
“ช่างเป็นค่ายกลที่แข็งแกร่งนัก…”
เจียงฉางเซิงสีหน้าแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย ตลอดเวลา
ที่ผ่านมาพลังอาคมของเขาไม่เคยถูกลมปราณหรือพลังบรรพ
ยุทธ์กดข่มได้มาก่อน นี่เป็นหนแรกที่พลังอาคมไร้กำลัง
ต่อต้าน
ไม่ใช่เพียงเขา พลังสายต่างๆ ในร่างของคนอื่นก็กำลัง
ถูกกัดกร่อนอยู่เช่นกัน
เทพยุทธ์ถูแค่นเสียงหยัน “ไยต้องเปลืองน้ำลายเถียงกัน
ต่อไปอีก ไม่ว่าอย่างไรพวกเจ้าก็ล้วนหนีไม่รอด ต้องตายอยู่
ที่นี่!”
อัครเทพยุทธ์ทั้งหลายต่างพยักหน้าเห็นด้วย จากนั้น
พวกเขาก็กระจายตัวกัน พุ่งปราดเข้าไปในเสาแสงสีม่วงแต่ละ
ทิศทางอย่างรวดเร็วประหนึ่งลูกธนูแล่นออกจากเกาทัณฑ์
ในเสาแสงสีม่วง เงาร่างของพวกเขาขยายใหญ่อย่าง
รวดเร็วจนดูเหมือนเทพมารบรรพกาลเมื่อคราแรกก่อเกิด
อนธการมาเยือน เงาร่างที่มาพร้อมกับพลังอันดุดัน
น่าเกรงขามร่างแล้วร่างเล่านั่นสร้างแรงกดดันมหาศาลให้
ทุกคน
ทุกคนตระหนักดีว่าพวกเขากำลังจะใช้พลังที่น่ากลัว
ที่สุดของมหาค่ายกลเทพยุทธ์แล้ว!
เจียงฉางเซิงหันไปมองโม่วั่ง ขณะเดียวกันตัวเขาเองก็
เริ่มโคจรพลัง เตรียมพร้อมจะใช้ฟ้าดินสิ้นสลายตลอดเวลา
หากหนีไม่พ้นจริงๆ แล้วล่ะก็ เช่นนั้นทุกคนก็จงตาย
ไปพร้อมกันเสียเถอะ!
โม่วั่งสีหน้าเคร่งขรึมเหมือนกำลังวางแผนสิ่งใดอยู่
มือขวาของเขายกขึ้นมาอย่างเนิบช้า
ในเวลาเดียวกันนี้เอง
ภายในตำหนักเมฆาม่วง มู่หลิงลั่วกับไป๋ฉีเฝ้ามองอย่าง
เคร่งเครียด แม้พวกนางจะไม่ได้ยินเสียง แต่ก็มองเห็น
ช่วงเวลาที่สงครามดำเนินมาถึงจุดที่ตึงเครียดที่สุด
พวกนางไม่ทันสังเกตว่าเจียงฉางเซิงลุกขึ้นมายืน เขา
เรียกเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันออกมา แล้วไปปรากฏตัวบน
หลังคาของตำหนักเมฆาม่วง เพราะพลังอาคมของเขากับสตรี
ทั้งสองนางเชื่อมต่อกันอยู่ สิ่งที่สตรีทั้งสองนางมองดูอยู่จึง
ไม่ขาดตอน
เจียงฉางเซิงยิงธนูออกไปเก้าดอกต่อเนื่อง แสงสีทองเก้า
สายควงสว่านพุ่งขึ้นไปด้านบน เทพเซียนทั้งหลายของแดน
สวรรค์ผู้อาศัยอยู่เหนือคงคาสวรรค์ต่างตกใจกับแสงสีทองที่
ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน แต่แล้วแสงสีทองทั้งเก้าสายก็
หายวับไปก่อนที่พวกมันจะพุ่งชนปราการพลังแห่งกฎของโลก
คุนหลุน
หลังจากทำทุกสิ่งนี้เสร็จสิ้น เจียงฉางเซิงก็หวนกลับไปใน
ตำหนักเมฆาม่วง แล้วนั่งลงบนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา
เพื่อเฝ้ามองศึกหนนี้ต่อ
วิชาเกาทัณฑ์ต้าอี้พิฆาตโลกาทะลวงผ่านห้วงมิติได้
ระหว่างที่พวกมันพุ่งทะยานจากไป ดวงจิตเสี้ยวหนึ่งของเขาก็
แทรกไปกับประกายแสงของลูกธนูด้วย ดังนั้นเมื่อถึงที่หมาย
เจียงฉางเซิงย่อมเล็งศัตรูที่เขาเลือกได้อย่างแม่นยำ
แม้ไม่รู้ว่าจะทำลายมหาค่ายกลเทพยุทธ์ได้หรือไม่ เขาก็
ยังเลือกยิงพวกมันออกไปอยู่ดี
ตอนนี้ปล่อยให้ธนูทั้งหลายบินไปสักพักก็แล้วกัน!
…
ครืนนน!
มหาค่ายกลเทพยุทธ์เริ่มเคลื่อนไหว แรงกดดันอัน
น่ากลัวทำให้ขอบห้วงสุญญตาแห่งนี้สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ทุกคนต่างตกตะลึงกับสถานการณ์นี้
“ฆ่า!”
ไม่รู้ผู้ใดตะโกนนำขึ้นมาก่อน ผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหลายของ
ฝั่งวิถียุทธ์ดวงตาแดงก่ำบุกมาหาผู้คนที่พวกเขาเชื่อว่าเป็น
พวกผิดแผกอีกครั้ง ขั้นเบิกเนตรอัครยุทธ์ทั้งหลายก็ลงมือ
เช่นกัน
แม้ความตายจะอยู่เบื้องหน้า แต่หลังจากขบคิดสิ่งต่างๆ
มากมาย สุดท้ายพวกเขาก็ยังเลือกปกป้องวิถียุทธ์อยู่ดี
ต่อให้ต้องตายก็จะปล่อยให้พวกผิดแผกกำเริบเสิบสาน
ไม่ได้ ดูการกระทำเลวทรามของลัทธิโบราณสิ พวกเขา
ไม่อยากจะจินตนาการเลยว่าหลังจากวิถียุทธ์ถูกโค่นล้มลง
แล้ว ทุกสิ่งที่พวกเขาเฝ้าปกป้องจะเป็นอย่างไร!
เมื่อยืนอยู่ต่อหน้าจุดยืนนี้ ต่อให้พวกเขารู้ว่าเรื่องราวใน
ตอนนี้ดูไม่ปกติ พวกเขาก็มีแต่ต้องดาหน้าโถมเข้าใส่ศัตรู
เท่านั้น!
สงครามใหญ่ปะทุขึ้นอีกครั้ง!
ในตอนนี้เอง โม่วั่งก็ชูมือขวาขึ้น อักขระยันต์สีดำ
กระจายไปทั่วผิวบนร่างของเขา หน้าอกของเขามีโพรงสีดำ
โผล่ออกมา จากนั้นมันก็สูบทั้งร่างของเขาหายเข้าไปด้านใน
ไม่ทันไรหลังจากนั้นโพรงสีดำก็ขยายขนาดอย่างรวดเร็วจน
มีขนาดมหึมา
เจ้าหมอนั่นมันหนีไปแล้วเรอะ
จบเท่านี้รึ
เจียงฉางเซิงอึ้งไปแล้ว แต่เมื่อลองจับสัมผัสอย่างถี่ถ้วน
เขาก็ค้นพบความผิดปกติ แม้กลิ่นอายของโม่วั่งจะจางลง แต่
ยังไม่หายไปอย่างสมบูรณ์
ทันใดนั้นเขาก็จับสัมผัสกลิ่นอายอื่นได้ เขาคุ้นเคยกับมัน
อยู่หน่อยๆ กลิ่นอายนั่นเพิ่มขึ้นพรวดพราดประหนึ่งน้ำมันที่
ปะทุออกมาจากปากหลุมเจาะ
นี่มันกลิ่นอายของน้ำพุเหลืองอนธการ!
เจ้าหมอนี่กำลังทำการอัญเชิญอีกแล้วหรือ!
เจียงฉางเซิงรู้สึกสนใจศาสตร์โบราณมากขึ้นอีก ศาสตร์
โบราณนี่ช่างอเนกประสงค์เสียจริง มีลูกเล่นแพรวพราวกว่า
วิถียุทธ์มากนัก
ไม่ถึงห้าลมหายใจ เส้นผ่านศูนย์กลางของโพรงสีดำก็
แผ่ขยายยาวมากกว่าร้อยล้านลี้ มันบีบให้ผู้คนมากมายที่
กำลังต่อสู้อยู่พากันถอยหลบ ไอเย็นยะเยือกอันน่าหวาดหวั่น
สายแล้วสายเล่าแผ่ออกมาจากโพรงอันมืดมิด
ฟู่!
เงาร่างสีดำร่างแล้วร่างเล่าพลันพุ่งออกมาจากโพรงสีดำ
พวกมันพุ่งไปทั่วทุกสารทิศประหนึ่งห่าลูกศร เพียง
พริบตาเดียว เงาสีดำเหล่านั้นก็เหยียบลงบนเสาแสงสีม่วงต้น
แล้วต้นเล่า
เมื่อเพ่งพิจมองให้ดีก็พบว่าสิ่งนั้นคือสิ่งมีชีวิตลึกลับชนิด
หนึ่งที่ดูคล้ายมนุษย์ แต่คล้ายจะเป็นมนุษย์กบมากกว่า
แขนขาทั้งสี่ของพวกมันเกาะอยู่บนเสาแสงแล้วกัดกินเสาแสง
สีม่วงอย่างบ้าคลั่ง รูปลักษณ์ภายนอกของพวกมันมีจุดเด่น
คล้ายคลึงกัน ทำให้มองออกว่าเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน เพียงแต่
ขนาดตัวเล็กใหญ่ไม่เท่ากันเท่านั้น
มารร้ายสีดำที่ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทำให้
สงครามหยุดชะงักอีกครั้ง
‘หรือว่าเจ้าตัวพวกนี้มาจากข้างใต้น้ำพุเหลืองอนธการ’
เจียงฉางเซิงเดาอยู่ในใจ พลังสายตาของเขาเหนือกว่า
ผู้ใด เขามองเห็นว่ามารร้ายสีดำกำลังกัดกินลำแสงสีม่วงนั่น
อยู่จริงๆ
“บังอาจ! ที่แท้ผู้ที่ทำลายน้ำพุเหลืองอนธการก็คือ
เจ้านี่เอง! โม่วั่ง เจ้ารู้หรือไม่ว่าสิ่งมีชีวิตที่เจ้าพามาจะสร้าง
หายนะใหญ่หลวงเพียงไร!”
อัครเทพยุทธ์คนหนึ่งตวาดเสียงเกรี้ยวกราด ถ้อยคำของ
เขาเต็มไปด้วยจิตสังหาร
โม่วั่งผู้อยู่ในโพรงดำขนาดมหึมาหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
“เก่าไปใหม่มา! ในเมื่อวิถียุทธ์มิยอมรับการมีอยู่ของวิถีอื่น
เช่นนั้นก็ต้องโค่นล้มวิถียุทธ์เสีย! วิถียุทธ์มีสิทธิ์อะไรจึงได้
เป็นใหญ่เพียงผู้เดียว เหตุใดจึงไม่ยินยอมให้มหามรรคาอื่นสืบ
สานต่อ! วิถียุทธ์คือมหามรรคา แล้วศาสตร์โบราณมิใช่มหา
มรรคาหรือ”
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว…
เสาแสงสีม่วงสิบแปดต้นยิงลำแสงสีม่วงนับไม่ถ้วน
ออกมาสังหารเหล่ามารร้ายสีดำ พร้อมกันนั้นมันก็สังหารผู้ฝึก
ยุทธ์กับผู้บำเพ็ญเพียรวิถีอื่นไปอีกไม่น้อย
เร็วมาก!
เจียงฉางเซิงรีดเค้นพลังอาคมออกมาปกป้องสามคน
ที่อยู่ด้านหลังทันที
ผู้สืบทอดมหามรรคากับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเบิกเนตรอัครยุทธ์
ทั้งหลายต่างพากันใช้วิชาปัดป้อง แต่ลำแสงสีม่วงนั่นมีพลัง
ทะลุทะลวงน่ากลัวยิ่งนัก ซ้ำร้ายทิศทางที่พวกมันโจมตีก็ยัง
กำหนดกะเกณฑ์ไม่ได้
บางคนพยายามหนีออกไปผ่านช่องว่างระหว่างเสาแสง
สีม่วง แต่ผลสุดท้ายหลังจากเหาะออกไป พวกเขาก็ลอย
กลับมาอย่างรวดเร็ว เมื่อพวกเขากลับมา สิ่งที่อยู่บนใบหน้า
คือสีหน้าสิ้นหวัง เห็นชัดว่าพวกเขามิได้เลือกหวนกลับมาเอง
แต่ถูกค่ายกลพากลับมา
ตอนนั้นเองเจียงฉางเซิงก็พลันสัมผัสถึงอะไรบางอย่าง
เขาหันขวับไปมอง ด้านบนของมหาค่ายกลเทพยุทธ์มีทะเล
เมฆสีม่วงกำลังก่อตัวรวมกัน อสนีบาตสวรรค์แลบ
แปลบปลาบสั่งสมขุมพลัง
เจียงฉางเซิงนึกถึงการผ่านด่านเคราะห์
มหาค่ายกลเทพยุทธ์ชักนำพลังของสวรรค์เช่นเดียวกับ
ยามผ่านด่านเคราะห์มาอย่างนั้นหรือ
ดูท่าค่ายกลนี้จะดึงพลังออกมาจากต้นกำเนิดพลังของ
กฎแห่งวิถียุทธ์ได้ พลังอำนาจของสวรรค์อันยิ่งใหญ่ด้านบน
นั่นดูน่ากลัวว่าพลังของสวรรค์ที่เจียงฉางเซิงเผชิญระหว่าง
การผ่านด่านเคราะห์ครั้งล่าสุดเสียอีก
พลังของสวรรค์ที่ยิ่งใหญ่ระดับนี้ หากมันโจมตีลงมา
ทุกคนที่อยู่ในอาณาเขตของค่ายกลคงยากจะรอดชีวิต
มารร้ายสีดำพุ่งอกมาจากอุโมงค์สีดำขนาดยักษ์อย่าง
ไม่ขาดสาย ทว่าแม้พวกมันจะโผล่ออกมาอย่างไม่ขาดสาย
แต่เมื่อเทียบกับลำแสงสีม่วงของค่ายกลนี้ พวกมันก็ยังเทียบ
ไม่ติด มารร้ายสีดำถูกสังหารมากขึ้นทุกที จนกระทั่งต่อมา
มารร้ายสีดำเพิ่งโผล่หัวออกมาพ้นโพรงสีดำก็ถูกสังหาร
เสียแล้ว เสาแสงสีม่วงสิบแปดต้นที่ตั้งอยู่ไกลๆ ไม่มีมารร้าย
สีดำเกาะอยู่บนนั้นอีกต่อไป
ไพ่ตายของโม่วั่งล้มเหลวแล้ว!
เจียงฉางเซิงมองไม่เห็นโม่วั่ง แต่เขาพบว่าผู้สืบทอดมหา
มรรคาคนอื่นกำลังทำสีหน้าตื่นตระหนก ดูท่าพวกเขาคง
มีไพ่ตายใบนี้เพียงใบเดียว
“ผู้อาวุโส ท่านยังไม่ลงมืออีกรึ! หรือว่าฟ้าดินอะไรสัก
อย่างที่ท่านคุยโม้นั่นเป็นเพียงเรื่องโกหก”
เสียงของโม่วั่งดังออกมาจากโพรงสีดำขนาดยักษ์ หนนี้
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ผู้อาวุโสหรือ
เจียงฉางเซิงขมวดคิ้ว ผู้สืบทอดมหามรรคาคนอื่นก็
เปลี่ยนสีหน้าไปเช่นกัน มีแต่ฟ้าดินสรวลกับจักรพรรรดิเทพ
มหาวัฏสวรรค์เท่านั้นที่ฉีกยิ้มดูมีเลศนัย
“ผู้ใดอยู่นอกค่ายกล!”
ทันใดนั้นอัครเทพยุทธ์คนหนึ่งก็ตะโกนลั่น น้ำเสียง
เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
……………………………………………..