เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 449 ความหมายที่แท้จริงของกรรม เนรเทศ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 449 ความหมายที่แท้จริงของกรรม เนรเทศ
เจียงฉางเซิงมองไปยังเทพธิดาเซียวเหอที่อยู่ไกลออกไป
จิตใจสับสนไปหมด
เขาใช้แต้มเผยแผ่หลักคำสอนมากขึ้นกว่าก่อน แสดง
ว่าการเทศนาในครั้งนี้จะต้องมีคุณค่าสูงกว่าครั้งก่อน หรือว่า
เทพธิดาเซียวเหอเก่งกาจกว่าบรรพจารย์เสวียนถีกัน?
ดูท่าเทพธิดาเซียวเหอผู้นี้กับเทพธิดาเซียวเหอที่เขาพบ
ครั้งก่อนจะเป็นช่วงเวลาที่ห่างกันนานมาก
เจียงฉางเซิงปรับจิตใจของตนเสีย ในเมื่อมาแล้วก็
จงทำใจให้สงบ คอยรักษาความระมัดระวังตัวส่วนหนึ่งเอาไว้
ในใจเป็นพอ
เมื่อเทียบกับการเทศนาในครั้งก่อน เทพธิดาเซียวเหอ
ในเวลานี้มีความเย็นชากว่า สง่าราศีดูลึกล้ำสูงส่งเกินหยั่ง
ยิ่งกว่า
เทพธิดาเซียวเหอนั่งขัดสมาธิอยู่บนบัลลังก์ดอกบัว
กวาดสายตาเย็นชาไปทั่ววิหาร กวาดไปยังผู้แสวงหามรรคา
ทุกคน ตอนที่กวาดผ่านเจียงฉางเซิงสายตาของนางไม่ได้
เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย ทั้งไม่ได้หยุดชะงัก ราวกับคนทั้งสอง
ไม่รู้จักกันแต่อย่างใด
เจียงฉางเซิงไม่คิดฟุ้งซ่านอีกและเริ่มตั้งตารอการเทศนา
“เพราะวาสนาจึงได้มาชุมนุม มาด้วยกรรม ปฏิบัติด้วย
กรรม วันนี้เทศนาเรื่องกรรม จะพูดเรื่องกรรมของข้าและพวก
เจ้า มองภาพรวมพินิจถึงรากแก่น เริ่มจากตื้นไปลึก…”
เทพธิดาเซียวเหอเริ่มเอ่ย เมื่อเสียงออกไปก็ทำให้ผู้
แสวงหามรรคาทั้งหลายผ่อนคลายลง ไม่ว่ามาด้วยเหตุผล
เช่นใด อึดใจนี้ทุกคนล้วนละวางความคิดนานาลง เริ่มจดจ่อ
ฟังเทศนา
เจียงฉางเซิงเองก็ดำดิ่งอยู่ในนั้นด้วยเช่นกัน
เทพธิดาเซียวเหอเอ่ยถึงกรรมตลอดการเทศนา และ
เอ่ยถึงกรรมระหว่างผู้แสวงหามรรคาที่อยู่ ณ ที่นี้ ชัดเจนเข้า
ใจง่าย ทุกคนฟังแล้วสามารถเข้าใจได้ทั้งสิ้น
แต่เมื่อเวลาเคลื่อนผ่านไป คำเทศนาของเทพธิดาเซียว
เหอก็ค่อยๆ ลึกล้ำยิ่งขึ้น ฟังไปฟังมา แม้แต่เจียงฉางเซิงเองก็
ยังรู้สึกสับสน
ภายในวิหารใหญ่มีคนหน้านิ่วคิ้วขมวด มีคนตื่นเต้น
กระตือรือร้น ทั้งมีคนมีสีหน้าเป็นทุกข์
ผู้แสวงหามรรคาที่อยู่โดยรอบค่อยๆ หายไป เหลือแต่
เขากับเทพธิดาเซียวเหอ
ระยะห่างของคนทั้งสองขยับเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ไม่รู้ว่า
เริ่มตั้งแต่เมื่อใด เทพธิดาเซียวเหอจึงได้มาอยู่ข้างหน้าเจียง
ฉางเซิงแล้ว นางเทศนาไปพร้อมกับจ้องมองเจียงฉางเซิง
“เจ้ามาด้วยเหตุใด”
“มาเพื่อมรรคาแห่งตน”
“เจ้าต้องการมรรคาเช่นใดรึ”
“ต้องการมรรคาที่ทำให้แข็งแกร่งขึ้น”
“กรรมทำให้แข็งแกร่งขึ้นได้รึ”
“มรรคาทั้งปวงล้วนทำให้แข็งแกร่งขึ้นได้”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดจึงเลือกกรรมเล่า”
เจียงฉางเซิงถูกถามจนหมดคำพูด เวลานี้เขาจึงเพิ่งพบ
ว่าเทพธิดาเซียวเหอมาอยู่ตรงหน้าตนเองแล้ว เรื่องนี้ทำให้เขา
ตกใจทีเดียว
เหตุใดผู้แสวงหามรรคาที่อยู่โดยรอบจึงหายไป
เทพธิดาเซียวเหอเผยรอยยิ้มบางๆ กล่าวว่า “นึกไม่ถึงว่า
เจ้าจะตื่นขึ้นมารวดเร็วเช่นนี้ มีคุณสมบัติร่างกายไม่ธรรมดา
โดยแท้ เพียงแต่เวลาผ่านไปตั้งสองล้านปี แต่เหตุใดเจ้ายังอยู่
ในขั้นเอกเทวะ หรือเพราะสหายพานพบบางสิ่ง แล้วตกลงใน
ภาวะปางประการที่เวลาหยุดชะงักกัน”
เจียงฉางเซิงจึงเพิ่งรู้ตัวว่าอีกฝ่ายต้องการสนทนากับเขา
เพียงลำพัง
สองล้านปี…
มิน่าเล่าเทพธิดาเซียวเหอจึงได้มีสถานฝึกบำเพ็ญเป็น
ของตนเอง กระทั่งคืบหน้ากว่าการเทศนาของบรรพจารย์
เสวียนถีในครั้งก่อน แน่นอนว่าหากว่าบรรพจารย์เสวียนถียัง
มีชีวิตอยู่ในเวลานี้ก็อาจจะแข็งแกร่งขึ้นกว่าก่อนด้วยเช่นกัน
ยังมีเจ้าลัทธิคุนหลุนที่เคยได้พบตอนผ่านด่านเคราะห์
ด้วย
เจียงฉางเซิงคาดเดาไปพลางและตอบไปพลางว่า
“สหายกล่าวไม่ผิด เพียงแต่ได้พบอีกครั้ง จึงรู้สึกค่อนข้าง
ปลงอนิจจังและปรับตัวไม่ได้ หวังว่าสหายจะใจกว้างให้อภัย”
เทพธิดาเซียวเหอกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เช่นนั้นข้าจะไม่
สอบถามให้มาก เจ้าและข้าต่างรู้ลึกซึ้งถึงความทรงพลังของ
กรรม พลังบางอย่างไม่ควรข้ามระดับขั้น”
มีความหมายซ่อนอยู่ในคำพูดนี้ หรือว่าอีกฝ่ายจะมอง
บางอย่างออก
ความรู้สึกที่เจียงฉางเซิงมีต่อเทพธิดาเซียวเหอเปลี่ยนไป
ไม่สามารถมองนางว่าเป็นเพียงผู้บำเพ็ญเซียนธรรมดาผู้หนึ่ง
อีกต่อไปแล้ว เวลานี้นางเป็นผู้สูงส่งที่ได้รับมรรคาและอยู่ใน
ระดับขั้นเหนือกว่าเขาแล้ว
“นี่เป็นครั้งที่สามที่เจ้าและข้าได้พบกัน ข้าจะถ่ายทอด
ความหมายที่แท้จริงของกรรมให้แก่เจ้า เพื่อช่วยให้เจ้าเข้าใจ
การเทศนาของข้าได้มากยิ่งขึ้น”
เทพธิดาเซียวเหอเอ่ยด้วยรอยยิ้ม มือขวาขึ้นแตะลง
กลางอากาศไปในทิศทางของเจียงฉางเซิง
ชั่วพริบตา ทุกสิ่งเบื้องหน้าของเจียงฉางเซิงก็พลิก
โฉมหน้าใหม่โดยสิ้นเชิง ลำแสงหลากหลายสีจำนวนนับไม่
ถ้วนปรากฏขึ้นและพุ่งเข้าหาพวกเขา
เป็นกรรมนั่นเอง!
เจียงฉางเซิงจับจ้องโดยละเอียดและพบว่ากรรมเหล่านี้
ล้วนเกี่ยวข้องกับเทพธิดาเซียวเหอ นี่คือกรรมของเทพธิดา
เซียวเหอ
เขาค่อนข้างรู้สึกเหนือคาด เท่ากับว่าให้ผู้อื่นได้มองเห็น
อดีตของตนด้วยกรรมนี้ และนี่ก็ไม่ใช่ความทรงจำด้วย กรรม
จึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
เขาเองก็มองเทพธิดาเซียวเหออย่างลึกล้ำเช่นเดียวกัน
เมื่อเห็นใบหน้าของนางมีรอยยิ้มน้อยๆ จึงไม่ได้ไปจับผิดอีก ได้
แต่สัมผัสกรรมของนางโดยละเอียด
สำหรับเจียงฉางเซิงแล้ว สองครั้งก่อนที่คนทั้งสองได้
พบกันไม่นับว่าห่างจากตอนนี้นานนัก เพราะเวลาส่วนใหญ่ใน
ตลอดหลายปีนี้เขาล้วนปิดด่าน แต่สำหรับเทพธิดาเซียวเหอ
แล้ว นางได้ผ่านเวลามาถึงสองล้านปี
สิ่งที่ประสบมาในเวลาสองล้านปีนี้ช่างมากมาย
หลายหลากอย่างยิ่ง ทะเลดาวกลางหาวถูกมรรคาแห่งมารเข้า
รุกราน ลัทธิเมฆาศักดิ์สิทธิ์ดับสลาย เหลือเพียงเทพธิดาเซียว
เหอ นางจึงเปลี่ยนจากศิษย์น้องหญิงคนเล็กที่ได้รับ
การปกป้องดูแล มาเป็นผู้แสวงหามรรคาที่ท่องไปในใต้หล้า
เพียงลำพัง
ในช่วงเวลานั้นนางได้พบกับความลำบากมากมาย แต่
ยังดีที่สามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้ และเคยไปขอ
พึ่งพาอาศัยมิตรสหายจำนวนมาก แต่หากไม่ถูกปฏิเสธก็
จะถูกลอบวางแผนร้าย และนางยังเคยคิดถึงเจียงฉางเซิงด้วย
แต่สืบหาข่าวคราวของเขาไม่พบ
เวลาสองล้านปีแห่งการล้มลุกคลุกคลาน แม้
จะเต็มไปด้วยความลำบากและเจ็บปวด แต่ก็นางยืนหยัดต่อสู้
จนผ่านพ้นไป และจากนั้นยังได้รับวาสนาแห่งเทพเซียน ได้รับ
การถ่ายทอดจากสายของชั้นพรหม หลังจากปิดด่านไปหลาย
แสนปีจึงได้ออกมาท่องใต้หล้าและไม่เคยได้พบกับศัตรูอีกเลย
กรรมเหล่านี้จะว่าไปก็ง่ายดายนัก เมื่อเจียงฉาง
เซิงยอมรับ กรรมจะนำเขาเข้าไปภายใน ได้รับรู้
ถึงความยากลำบากที่อยู่ในนั้น กระทั่งรู้สึกยากลำบากยิ่งกว่า
นางเสียอีก
เขาได้ประสบกับอุปสรรคไม่น้อยจริงๆ แต่อย่างน้อยก็
ได้รับการถ่ายทอดมาด้วยตนเอง ทว่าก่อนที่จะได้รับการ
ถ่ายทอดมหามรรคา เทพธิดาเซียวเหอได้แต่ต้องพึ่งพาตนเอง
จวบจนเขารับกรรมเหล่านี้ทั้งหมดแล้วก็จะเกิด
ความรู้สึกว่าผ่านชีวิตมาแล้วช่วงหนึ่ง เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง
ทุกสิ่งก็ล้วนเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมอีก
ลำแสงแห่งกรรมที่ห้อมล้อมอยู่อ่อนโยนลง เจียงฉาง
เซิงรู้สึกถึงกรรมได้กระจ่างชัดขึ้น
เมื่อเขามองเทพธิดาเซียวเหออีกครั้ง เขามีคำพูดนับ
หมื่นนับพันอยู่ในใจ แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นเพียงคำพูด
ประโยคเดียว “ขอบคุณสหายยิ่งที่ชี้แนะ”
ไม่ใช่แค่กรรมเท่านั้น ยังเป็นการชี้แนะในเรื่องอื่นด้วย
เทพธิดาเซียวเหอกล่าวว่า “แม้ข้าไม่รู้แน่ชัดว่าเจ้า
ประสบกับสิ่งใดมา และไม่อยากเข้าไปก้าวก่าย แต่สุดท้าย
แล้วทั้งเจ้าและข้าต่างก็เป็นผู้แสวงหามรรคาแห่งกรรม หวังว่า
ยังจะได้พบพานอีกครา ณ จุดปลายสุดแห่งมหามรรคา”
เมื่อสิ้นเสียง ทุกสิ่งรอบกายก็สลายไปเช่นบุปผาใน
กระจก เขากลับเข้ามาในวิหารอีกครั้ง รอบกายล้วนเป็นผู้
แสวงหามรรคา เขาอยู่ห่างจากเทพธิดาเซียวเหอไกลนักและ
เทพธิดาเซียวเหอก็ไม่ได้มองเขาอีก
การเทศนายังคงดำเนินต่อไป
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าสามารถเข้าใจหลักแห่งกรรมที่
เทพธิดาเซียวเหอเทศนาได้อย่างง่ายดาย
เขาเปลี่ยนไปแล้ว
เรียกได้ว่าการสัมผัสรับรู้มรรคาแห่งกรรมเปลี่ยนไป
โดยสิ้นเชิง ทำให้เขาอดเกิดความซาบซึ้งต่อเทพธิดาเซียวเห
ออยู่ในใจไม่ได้
ไม่ว่าเพราะเหตุใด ทุกครั้งที่ได้พบกัน เทพธิดาเซียวเหอ
ล้วนได้ช่วยเหลือเขา แต่เขายังไม่เคยได้ตอบแทนนางเลย
เจียงฉางเซิงไม่คิดให้มากอีก หันไปจดจ่อฟังเทศนา
แม้ว่ากรรมจะขมุกขมัวไร้ตัวตน แต่ก็สามารถเป็นพลังที่
เป็นแก่นแท้ได้
เทพธิดาเซียวเหอยังเทศนาถึงอภินิหารแห่งกรรมชนิด
หนึ่งด้วย อภินิหารแห่งกรรมนี้สามารถเนรเทศศัตรูได้
หลังจากตัดกรรมทั้งหมดไปแล้ว จะไม่มีใครมาช่วยคนที่ถูก
เนรเทศอีก
เจียงฉางเซิงสนใจอภินิหารนี้ยิ่งจึงตั้งใจฟังให้ดี
เวลาโบยบินผ่านไป
หลังได้รับรู้ความหมายที่แท้จริงของกรรมจากเทพธิดา
เซียวเหอแล้ว เจียงฉางเซิงจึงรู้แจ้งและเข้าใจในมรรคาแห่ง
กรรมได้อย่างรวดเร็วยิ่ง และเขาก็เริ่มเพลินเพลินในเรื่องนี้
ด้วย
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด
ในช่วงเวลาที่เจียงฉางเซิงเคลิบเคลิ้มอยู่นั้นพลันได้ยิน
เสียงอื้ออึง เสียงอื้ออึงนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่รอบกาย
จะเงียบสงบลง
จนเมื่อเขาตื่นขึ้นมา ทันใดนั้นก็พบว่ารอบกายไม่มีคน
อยู่แล้ว และครั้งนี้กลับไม่ใช่ภาพมายา ตัวเขายังคงอยู่ในวิหาร
ใหญ่เช่นเดิม
เขาช้อนตาขึ้นมอง เห็นว่าบัลลังก์ดอกบัวที่อยู่ไกลออก
ไปนั้นหายไปและไม่เห็นตัวเทพธิดาเซียวเหอแล้ว
งานเลิกแล้วรึ
เจียงฉางเซิงลุกขึ้นยืน โค้งตัวไปเบื้องหน้า เขาติดค้างหนี้
น้ำใจเทพธิดาเซียวเหอหนหนึ่ง ทว่าตัวเขาก็ไม่สามารถช่วย
เทพธิดาเซียวเหอในเรื่องใดได้
ในเมื่อเป็นดังนี้ จึงขอยกหนี้น้ำใจครั้งนี้ให้เป็นของวิถี
เซียน เขาจะต้องทำให้วิถีเซียนก้าวหน้าดีๆ ให้ได้
เขาหันหลังจากไป เดินตรงมาที่หน้าประตูใหญ่ จู่ๆ เขาก็
หยุดฝีเท้า เมื่อหันหน้าไปก็พบว่าเทพธิดาเซียวเหอยืนอยู่ใน
ตำแหน่งที่เทศนาอยู่ก่อนหน้านี้และมองเขาอยู่ไกลๆ
“มรรคาแห่งกรรมสามารถพยากรณ์ถึงอนาคตของ
ตนเอง หรือพยากรณ์ถึงอนาคตของมรรคาได้หรือไม่”
จู่ๆ เจียงฉางเซิงก็โพล่งถามออกไป เขาคิดว่าเทพธิดา
เซียวเหอต้องบรรลุมรรคาแห่งกรรมเป็นผลสำเร็จแล้ว
เทพธิดาเซียวเหอตอบว่า “มรรคาแห่งกรรมพยากรณ์
อนาคตจากเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว แต่แม้จะเป็นการพยากรณ์ก็
ยังมีความคลาดเคลื่อนอยู่ การหยั่งรู้ถึงอนาคตนั้นเป็นศาสตร์
โชคชะตา หาใช่สิ่งที่ทั้งเจ้าและข้าสามารถพยากรณ์ได้”
เจียงฉางเซิงกำลังจะพูดต่อแต่ถูกขัดจังหวะ
“สหายอย่าได้แพร่งพรายความลับสวรรค์อีกเลย บาง
คราที่ต้องการเปลี่ยนแปลงมัน กลับอาจทำให้กรรมที่
เจ้าหวาดกลัวกลายเป็นจริงขึ้นมา” เทพธิดาเซียวเหอเอ่ยอย่าง
ราบเรียบ
เจียงฉางเซิงเผยยิ้มออกมาแล้วกล่าวว่า “ข้ามองแต่
เปลือกนอกเสียแล้ว”
“ภายภาคหน้ายังจะได้พบกันอีกหรือไม่” เทพธิดาเซียว
เหอถามด้วยรอยยิ้ม คนทั้งสองราวกับเป็นสหายรู้ใจที่รู้จักกัน
มานานปี
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “ได้พบสิ อาจเป็นเวลานาน แต่ข้า
จะจำคำของท่านเอาไว้ ว่าไปพบกับท่านที่สุดปลายของมรรคา
แห่งกรรม”
เทพธิดาเซียวเหอพยักหน้ายิ้ม จากนั้นก็ส่งเจียงฉางเซิง
จากไปด้วยสายตา มองเขาเดินออกจากประตูใหญ่ไป
“สุดปลายของมหามรรคาจะยากเย็นเพียงใด…”
เทพธิดาเซียวเหอรำพึงกับตนเอง เมื่อสิ้นเสียงประตู
วิหารก็ปิดลง
…
เจียงฉางเซิงกลับมาภายในตำหนักเมฆาม่วงอีกครั้ง เขา
ลืมตาขึ้น นับนิ้วคำนวณ เวลาผ่านไปแค่ไม่กี่อึดใจเท่านั้น
แต่เวลาไม่กี่อึดใจนี้กลับทำให้เขารู้สึกราวกับว่าผ่าน
ไปหนึ่งชาติ ซึ่งประเด็นสำคัญก็คือกรรมของเทพธิดาเซียวเหอ
ช่างหนักหนาเกินไป
หลังจากฟังเทศนาครั้งนี้แล้วเรียกได้ว่าความเข้าใจที่
เจียงฉางเซิงมีต่อมรรคาแห่งกรรมได้ไปสู่อีกระดับขั้นหนึ่งแล้ว
ไม่ใช่แค่สรรพสิ่งในโลกคุนหลุนเท่านั้น ถึงขั้นที่เขา
สามารถคำนวณกรรมของโลกคุนหลุนและมหาพิภพนิล
เหลืองได้ และพยากรณ์ได้ว่างานชุมนุมหมื่นวิถีจะเปิดขึ้น
เมื่อใดด้วย
ทุกสิ่งเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง!
“อภินิหารนี้ไม่เลวเลยจริงๆ แต่จะต้องทดลองดูผลของ
มันเสียก่อน”
เจียงฉางเซิงมีรอยยิ้มขึ้นมา อภินิหารแห่งกรรมที่เขาได้รู้
จากเทพธิดาเซียวเหอแข็งแกร่งทรงพลังเกินไป จึงไม่สามารถ
ใช้ได้ตามอำเภอใจ
ทว่าไม่จำเป็นต้องใช้อภินิหารนี้กับศัตรูเท่านั้น กลับ
สามารถทำให้คนบรรลุได้อย่างถ่องแท้ด้วย
เจียงฉางเซิงใจตัดสินว่าจะลองทดสอบกับตัวของ
ลูกหลาน เลือกลูกหลานที่เดินทางผิดเหล่านั้นมา
ไม่นานนักเขาก็จับเป้าหมายไปที่คนผู้หนึ่ง
เจียงเทียนเซิง!
เวลานี้ลูกหลานที่เป็นฮ่องเต้ซุ่นเทียนกลับชาติมาเกิดผู้นี้
กำลังเดินทางผิดพอดี
เขาไม่ได้ใช้อภินิหารแห่งกรรมในทันที แต่อยากดูก่อนว่า
เจียงเทียนเซิงสามารถแก้ไขความผิดของตนและรู้สึกตัวว่า
ตนเองเดินทางผิดได้หรือไม่
หลายปีผ่านไป เจียงฉางเซิงกำลังหลอมโอสถอยู่และ
สัมผัสได้ว่ามีลมปราณหนึ่งเข้ามาโจมตี แต่ไม่ได้มาจากมหา
พิภพนิลเหลือง หากแต่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นมากลางอากาศ
จากขอบห้วงสุญญตา!
เจียงฉางเซิงใช้ดวงจิตรับลมปราณนั้น และจากนั้นก็
ได้รับกระแสจิตหนึ่ง
“งานชุมนุมหมื่นวิถีจะเปิดในอีกหนึ่งร้อยปีข้างหน้า หวัง
ว่ามรรคาจารย์จะนำคนรุ่นหลังแห่งวิถีเซียนที่เก่งกาจมา เพื่อ
แลกเปลี่ยนความรู้ของมหามรรคากัน!”
เป็นเสียงของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน
เจียงฉางเซิงกลับไม่ได้แปลกใจ เพราะเขาพยากรณ์
เอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงได้ใช้ดวงจิตออกไปรับ
ในที่สุดงานชุมนุมหมื่นวิถีก็มาถึงเสียที!
ทว่าต้องพาคนรุ่นหลังไปด้วย เรื่องนี้กลับทำให้เจียงฉาง
เซิงต้องพบกับความยุ่งยาก
ผู้บำเพ็ญเซียนแหงโลกคุนหลุนเริ่มต้นช้าเกินไป ในภาวะ
ที่ความสามารถอ่อนด้อยจึงยากจะแสดงจุดที่ทรงพลังของ
เทพเซียนให้เห็นได้
ด้วยเหตุนี้จึงได้แต่ต้องเลือกคนจากแดนสวรรค์
เจียงฉางเซิงคิดอยู่สักพัก จึงตัดสินใจว่าจะให้จักรพรรดิ
สวรรค์นำคนไปร่วมงานเอง ประจวบเหมาะว่าจะได้แนะนำ
ตัวตนของแดนสวรรค์ต่อโลกแห่งหมื่นวิถี ทั้ง
อำนวยความสะดวกให้แดนสวรรค์ได้สั่งสมเส้นสายอีกด้วย
………………………………………