เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 450 เคล็ดวิธีของเผ่าสูงศักดิ์ มาจากวิถีเซียน
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 450 เคล็ดวิธีของเผ่าสูงศักดิ์ มาจากวิถีเซียน
ในหอแห่งหนึ่งบนภูเขาวิญญาณ นอกเมืองจิงเฉิงของ
เทียนจิ่ง เจียงเทียนเซิงฝึกวิชาอยู่ตรงหน้ากระถางธูปใหญ่
ควันสีดำพวยพุ่งออกมาจากภายในกระถางธูปใหญ่
แทรกซึมเข้าไปภายในกายเขาเพื่อช่วยในการฝึกวิชา ควันสีดำ
คละคลุ้งทำให้โถงใหญ่มีควันดำพิษอยู่เต็มไปหมด
องครักษ์ชุดขาวนายหนึ่งเดินมาภายในโถงใหญ่อย่าง
รวดเร็ว เมื่อเห็นควันสีดำที่อยู่ภายใน เขาก็ต้องถอยหลัง
ไปสองก้าวแล้วกล่าวว่า “ทูลท่านอ๋อง ฝ่าบาทมีพระประสงค์
จะพบท่านพ่ะย่ะค่ะ”
“มีเรื่องใดกัน”
เจียงเทียนเซิงถามอย่างไม่แยแส น้ำเสียงเกียจคร้าน
องครักษ์ชุดขาวตอบว่า “ฝ่าบาทมีพระประสงค์จะเสด็จ
ออกไปเยือนเจ็ดลัทธิแห่งไท่ฮวง ทรงหวังว่าท่านจะเสด็จด้วย
พ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าไม่ไป!”
เจียงเทียนเซิงปฏิเสธเด็ดขาด ทำเอาองครักษ์ชุดขาว
ลำบากใจ
“ไสหัวไป แล้วไปบอกฝ่าบาทด้วยว่าให้ส่งวัตถุดิบยาให้
เราอีกชุด แบบเดียวกับครั้งก่อน”
เจียงเทียนเซิงพูดต่อด้วยน้ำเสียงยากจะโต้แย้ง
องครักษ์ชุดขาวยังลังเล “ฝ่าบาทรับสั่งว่าวัตถุดิบยาที่
ท่านต้องการมีมากเกินไป ยิ่งไปกว่านั้นก็มีมูลค่าที่สูงมาก คลัง
แคว้น…”
“ไสหัวไป ภายในเวลาสามวัน เราจะต้องได้เห็นวัตถุดิบ
ยาพวกนั้น!
เจียงเทียนเซิงพูดอย่างอดรนทนไม่ไหว เมื่อไอสังหารพุ่ง
ออกไป องครักษ์ชุดขาวก็ตกใจจนรีบหนีออกไปทันที โถงใหญ่
เข้าสู่ความเงียบงัน
เจียงเทียนเซิงดำดิ่งอยู่ท่ามกลางไอสีดำและพ่น
ลมปราณชั่วร้ายออกมาช้าๆ จากนั้นเขาก็ลืมตาขึ้น ดวงตาที่
แสนเย็นชามีควันสีดำพวยพุ่งอยู่ภายใน ผิดประหลาดเป็น
ที่สุด
แสงหนึ่งแล่นเข้ามาจากหน้าต่างและลงมาข้างกระถาง
ใหญ่ กลายเป็นร่างของเจียงซิ่ว
เจียงซิ่วสวมชุดคลุมสีขาวลายมังกร สวมมงกุฎหยก
มังกร สองมือไพล่หลัง ท่าทีทรงอำนาจ
“เสด็จพ่อ ดูท่าเมื่อท่านเหินสู่โลกเบื้องบนแล้วก็ได้เรียนรู้
ความสามารถไม่น้อย”
เจียงเทียนเซิงเอ่ยออกไป น้ำเสียงเต็มไปด้วยการ
ประชดประชัน
เจียงซิ่วจับจ้องกระถางใหญ่แล้วกล่าวว่า “นี่มิใช่เคล็ด
วิชาบำเพ็ญเซียนที่เผ่ามารคิดค้นขึ้นหรอกหรือ สุดโต่งเกินไป
แล้ว เหตุใดเจ้าจึงต้องการพละกำลังอย่างเร่งด่วนเช่นนี้”
เจียงเทียนเซิงแค่นเสียงเอ่ย “ก็มิใช่เพราะเสด็จพ่อไม่ให้
ข้าเหินสู่โลกเบื้องบนหรอกหรือ”
เจียงซิ่วพาขุนนางเหินสู่โลกเบื้องบน ไม่ได้พาเจียงเทียน
เซิงไปด้วย หากแต่ทิ้งเขาเอาไว้ปกป้องดูแลเทียนจิ่ง เขายัง
หนุ่มมากพอและยังเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติการบำเพ็ญเซียน
แต่กำเนิดอันดับหนึ่งของเทียนจิ่ง จึงไม่มีผลกระทบใหญ่หลวง
หากได้รับสถาปนาเทพช้ากว่าผู้อื่น อย่างน้อยเจียงซิ่วก็คิด
เช่นนี้
เจียงซิ่วหันหน้าไปมองเขา “เวลานี้แต่ละอาณาจักรในใต้
หล้ารุ่งเรืองขึ้นมาแล้ว เทียนจิ่งไร้ความสามารถจะรวบรวม
แดนมนุษย์เป็นหนึ่ง เหตุที่เหลือเจ้าเอาไว้ก็ด้วยเทียนจิ่งต้อง
การคนผู้หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในโลกของการบำเพ็ญเซียน
เจ้าเองก็รู้ดีว่าเจ้าจะต้องได้รับการสถาปนาเทพไม่ช้าก็เร็ว”
เจียงเทียนเซิงจ้องเขาแล้วเอ่ยถามว่า “เหินสู่โลก
เบื้องบนแล้วจะไม่สามารถช่วยเทียนจิ่งได้หรือพ่ะย่ะค่ะ
หรือว่าแดนสวรรค์มิได้เป็นของสกุลเจียงของพวกเรา”
“ยึดถือเอาตระกูลเป็นแดนสวรรค์ ไม่สอดคล้องหลัก
คุณธรรม เหตุที่วิถีเซียนได้รับการเลื่อมใสศรัทธาก็เพราะไม่ว่า
จะมีชาติกำเนิดเช่นใดก็ล้วนมีโอกาสทั้งสิ้น”
“พวกท่านช่างรู้จักอ้างเหตุผลใหญ่โตกันเสียจริง มิใช่ว่า
ผู้แข็งแกร่งควรต้องยึดครองทรัพยากรทั้งหมดในฟ้าดินเอาไว้
ให้ตนเองใช้หรอกหรือ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าท่านบรรพบุรุษจะ
ไม่ทำเช่นนี้”
เจียงเทียนเซิงเชิดหน้าขึ้นพูด เพิ่งสิ้นเสียง พลัน
มีอานุภาพแสนน่ากลัวเข้าปกคลุมเขาทำให้เขาหายใจติดขัด
เขามองเจียงซิ่วอย่างไม่เชื่อสายตา ไม่เชื่อว่าเสด็จพ่อ
ของเขาจะแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้
เพราะตัวเขาก้าวหน้ามากกว่าเจียงซิ่วตั้งแต่ก่อนเจียงซิ่ว
จะเหินสู่โลกเบื้องบนแล้ว
เจียงซิ่วปรายตามองเขา “ห้ามพูดจาเลอะเลือน
นับตั้งแต่ครั้งก่อนที่เจ้าไปยังประตูหมื่นโลก เจ้าก็เปลี่ยนไป
ราวกับเป็นคนละคน เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่”
เมื่อประตูหมื่นโลกเปิด เพื่อเป็นการสนับสนุนเทียนจิ่ง
แดนสวรรค์จึงได้มอบสิทธิ์จำนวนหนึ่งแก่เทียนจิ่งให้เข้ามาใน
ประตูหมื่นโลก ซึ่งมีเจียงเทียนเซิงอยู่ในจำนวนนั้นด้วย การ
ไปครั้งนี้เป็นเวลาหลายปี ขากลับต้องเสียสละผู้ฝึกบำเพ็ญ
ไปหนึ่งในสาม และนิสัยของเจียงเทียนเซิงก็เปลี่ยนไปอย่าง
มากด้วยเหตุนี้ ไม่ได้อ่อนโยนเช่นก่อนอีกแล้ว
“จะเกิดสิ่งใดได้ ก็เพียงต้องผ่านความพ่ายแพ้
มาครั้งหนึ่งเท่านั้น”
เจียงเทียนเซิงเบะปาก เมื่อสัมผัสได้ว่าพลังของเจียงซิ่ว
หายไปเขาก็แอบโล่งใจ
เขาสามารถมองออกว่าวรยุทธ์ของเจียงซิ่วทัดเทียมเขา
อานุภาพเมื่อครู่นี้เป็นเพียงโชคชะตาของแดนสวรรค์เท่านั้น
เล่าขานกันว่ายิ่งมีตำแหน่งในแดนสวรรค์สูงเท่าใดก็จะ
มีโชคชะตาแห่งแดนสวรรค์แข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น แม้จะเป็น
คนธรรมดาที่ได้รับการสถาปนาเทพ เมื่อได้รับโชคชะตาแห่ง
แดนสวรรค์ก็จะสามารถพลิกโฉมหน้ากลายเป็นผู้แข็งแกร่งได้
ในเวลาอันสั้น
เจียงซิ่วขมวดคิ้วเอ่ยว่า “ระยะนี้ราษฎรเทียนจิ่ง
โอดครวญทั่วทุกทิศ สืบสาวราวเรื่องแล้วก็เป็นเพราะเจ้า
มีความปรารถนาที่ไม่มีขอบเขต ส่งผลให้เทียนจิ่งต้องทำงาน
ให้เจ้า ตั้งแต่เหล่าประชาล่างสุดถึงราชสำนักสูงสุดถึงต่าง
วิพากษ์วิจารณ์เจ้า จักรพรรดิสวรรค์ไม่พอใจในเรื่องนี้อย่างยิ่ง
หวังว่าเจ้าจะรู้จักสงบท่าที”
เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้หัวคิ้วของเขาก็ขมวดเข้ามา ตอนที่เขา
เป็นโอรสสวรรค์แห่งเทียนจิ่ง เขามองประชาเทียมฟ้า มิได้
รวมกำลังทั้งหมดไว้เพื่อทำงานให้ตนแต่อย่างใด
“เข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เจียงเทียนเซิงเอ่ยทั้งสะบัดมือพร้อมด้วยสีหน้า
รำคาญใจ
เจียงซิ่วกำชับไปอีกสองสามประโยค เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้
รับฟังจึงได้แต่จากไป
“หึ มากความ!”
เจียงเทียนเซิงแค่นเสียงเย็น ก่อนฝึกวิชาต่อไป
อีกด้านหนึ่ง
เจียงฉางเซิงในตำหนักเมฆาม่วงที่อยู่ไกลออกไปเห็น
ทุกสิ่งอยู่ในสายตา เขานับนิ้วคำนวณกรรมของเจียงเทียนเซิง
และคำนวณได้ว่าการเปลี่ยนแปลงของเจียงเทียนเซิงเกี่ยวข้อง
กับยอดอัจฉริยะของเผ่าตระกูลศักดิ์สิทธิ์นิรันดร์กาลผู้หนึ่ง
ที่แท้แล้ว ตอนผ่านประตูหมื่นโลกเข้าไปเรียนรู้
ประสบการณ์ เจียงเทียนเซิงได้พบกับอัจฉริยะอายุน้อยที่
มาจากเผ่าเซียวผู้หนึ่งและพ่ายแพ้อย่างยับเยิน อีกฝ่ายเห็นว่า
เขามีความสามารถไม่เลว ต้องการดึงตัวเขา จึงจงใจลบหลู่
เพื่อกระตุ้นเขา และบอกถึงวิธีที่ทำให้แข็งแกร่งขึ้นของเผ่า
ตระกูลศักดิ์สิทธิ์นิรันดร์กาล นั่นก็คือการปอกลอกจากฟ้าดิน
ลูกหลานเผ่าเซียวทุกคนล้วนได้เสพสุขกับทรัพยากรทั้งหมดใน
พิภพแห่งหนึ่ง และอัจฉริยะเผ่าเซียวผู้นี้ยิ่งได้รับทรัพยากรจาก
มหาพิภพถึงสิบแห่งแต่เพียงผู้เดียว
อัจฉริยะเผ่าเซียวบอกไปว่าหากยินยอมทำงานให้เขาก็
จะได้รับการช่วยเหลือจากเผ่าเซียว ทำให้เจียงเทียนเซิงอยาก
แข็งแกร่งขึ้นมาโดยเร็ว
เรื่องนี้กระทบจิตใจเจียงเทียนเซิงอย่างรุนแรง เขาคิด
เรื่อยมาว่าตนเองมีคุณสมบัติแต่กำเนิดที่ยอดเยี่ยม แต่การฝึก
บำเพ็ญของเขากลับไม่ได้รวดเร็วถึงขีดสุดเช่นที่เขาต้องการ
ในฐานะผู้ฝึกตนอันดับหนึ่งแห่งเทียนจิ่ง เขาจึงยังต้องคำนึงถึง
ราชสำนัก หลายสิ่งที่เขาต้องการต้องหามาด้วยตนเอง
เขาถึงขั้นเริ่มคิดว่าเป็นเพราะตนเองไม่เห็นแก่ตัวพอ
จึงได้พ่ายแพ้ยับเยินและถูกลบหลู่
นี่ก็คือสาเหตุที่ทำให้นิสัยเขาเปลี่ยนไปและเริ่มปรารถนา
มากมายเกินไป เพราะเมื่อเขาแข็งขืนขึ้นมา แม้แต่โอรสสวรรค์
ก็ยังไม่กล้าโต้แย้ง เขาค่อยๆ ลิ้มรสความรู้สึกเช่นนี้จนกระทั่ง
ลุ่มหลงไปกับมัน
เมื่อเจียงฉางเซิงพยากรณ์เสร็จแล้ว ทันใดนั้นก็เกิด
ความคิดขึ้นมาอย่างหนึ่ง
กรรมของอัจฉริยะเผ่าเซียวผู้นั้นกับเจียงเทียนเซิงไม่ได้
ตัดขาดจากกัน แสดงว่าสองฝ่ายยังติดต่อกันอยู่
เขาพยากรณ์ตามสายกรรมนี้ไปจึงพบว่าเผ่าเซียวได้
หมายตาวิถีเซียนเข้าแล้ว เจียงเทียนเซิงเป็นเพียงเบี้ยหมากตัว
หนึ่งในแผนการของพวกเขาเท่านั้น
เมื่อยุคแห่งหมื่นวิถีได้เริ่มขึ้น พร้อมกันนั้นก็มีมรรคา
ถ่ายทอดเข้ามาในสามพันพิภพมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้สืบทอดมหา
มรรคาแต่ละสายเคลื่อนไหวรวดเร็วยิ่ง แต่ไม่ว่าอย่างไรก็
ไม่อาจเทียบได้กับวิถีเซียน ตำนานของมรรคาจารย์แพร่ไปใน
มหาพิภพนิลเหลืองแล้ว ย่อมดึงดูดให้ขุมอำนาจจำนวนมาก
หมายปอง
เป็นจังหวะเหมาะที่จะใช้อภินิหารแห่งกรรมของเขากับ
เผ่าเซียวพอดี
มุมปากของเจียงฉางเซิงยกขึ้น เมื่อพิจารณาทุกสิ่งจาก
มุมมองของกรรม แน่นอนว่าทำให้มีความรู้สึกว่าเหนือกว่า
ผู้อื่น จึงทำให้เขามั่นใจมากขึ้น ทว่าเขายังคงจดจำความรู้สึก
ก่อนนี้ได้ไม่เสื่อมคลาย การเผชิญและเข้าไปก้าวก่ายพลังแห่ง
กรรมจะทำให้ถูกกรรมย้อนคืนใส่ได้โดยง่าย
แม้เขาสามารถควบคุมพลังแห่งกรรมได้มากขึ้น แต่ยัง
ไม่ถึงกับสามารถควบคุมบังคับกรรมได้
จากนั้นเขาก็ส่งกระแสจิตไปยังจักรพรรดิสวรรค์ ให้เขา
เตรียมเทพเซียนชุดหนึ่งเพื่อติดตามเขาไปยังโลกเทพยุทธ์ใน
อีกหนึ่งร้อยปีข้างหน้า
จักรพรรดิสวรรค์รู้เรื่องนี้ก็สั่งให้คนไปลั่นระฆังสวรรค์ใน
ทันใด เหล่าเทพประจำต่างรีบมาชุมนุมกันโดยพร้อมเพรียงที่
ตำหนักเหนือเมฆา
ครั้งนี้จักรพรรดิสวรรค์ไม่ได้กำหนดรายชื่อไปทันที แค่
ประกาศข่าวนี้ออกไปเท่านั้นและทำให้แดนสวรรค์ครึกครื้นขึ้น
มา เทพเซียนไม่น้อยต่างก็อยากลองไปชมโลกเทพยุทธ์ จะได้
ชมที่ซึ่งเป็นสุดยอดแห่งวิถียุทธ์สักคราว
เมื่อมีมรรคาจารย์ไปด้วยพวกเขาจึงไม่กังวลว่า
จะเกิดเรื่องใดขึ้น
หลี่ว์เสินโจว เยี่ยจ้านและชีหมิงหวังไม่รู้สึกสนใจ เพราะ
พวกเขาเคยไปมาแล้ว เวลานี้ต้องการแต่จะไขว่คว้าเวลาเพื่อ
ทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นและกลายเป็นผู้บำเพ็ญเซียนใน
ระดับสูง หลังจากได้เปิดหูเปิดตาในศึกใหญ่ระหว่างมรรคา
จารย์กับโลกเทพยุทธ์มาแล้ว พวกเขายิ่งปรารถนาในพลัง
อาคมที่แข็งกล้ามากขึ้น
…
นับแต่คลื่นเหมันต์นิรันดร์กาลยุติลง มรรคาจารย์ก็เก็บ
คันฉ่องฟ้าดินไป แต่แดนสวรรค์ยังคงไม่อนุญาตให้สิ่งมีชีวิต
นานาไปยังห้วงอนันต์สุญญตาเพราะอันตรายเกินไป หนำซ้ำ
ยังหลงทิศทางได้โดยง่าย ทว่าทุกๆ ช่วงระยะเวลาหนึ่ง
จะมีผู้ฝึกตนจากพิภพอื่นเข้ามาเยี่ยมเยือน ซึ่งเรื่องนี้ก็ทำให้
แดนสวรรค์ได้มีความรู้เรื่องจากห้วงอนันต์สุญญตาเพิ่มขึ้น
อย่างต่อเนื่อง
วันนี้ สตรีอาภรณ์สีดำผู้หนึ่งมาจากห้วงสุญญตา
หน้าตาของนางธรรมดา พกแส้คมเส้นหนึ่งที่เอว เมื่อถูกทหาร
สวรรค์เผ่าฉางขวางเอาไว้ นางก็ประสานมือกล่าวว่า “ข้าน้อย
มาจากเผ่าเก้าหยิน นามลั่วอิ่น เวลานี้ ยุคแห่งหมื่นวิถีมาถึง
แล้ว มหามรรคาแต่ละสายต่างก็ใกล้ชิดกัน ข้าน้อยก็ต้อง
การสัมผัสกับวิถีเซียน ในขณะเดียวกันข้าก็จะทิ้งเคล็ดวิธีฝึก
บำเพ็ญของเผ่าเก้าหยินเอาไว้ให้ด้วย เพื่อแสดงความจริงใจ”
ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทหารสวรรค์เผ่าฉางได้พบกับคนเช่นนี้
พวกเขาทำงานตามระเบียบ จึงได้พาลั่วอิ่นไปยังตำหนัก
สวรรค์ของเผ่าฉาง โดยมีฉางเยวี่ยเฉียนมาต้อนรับด้วยตนเอง
ฉางเยวี่ยเฉียนย่อมเคยได้ยินชื่อของเผ่าเก้าหยินมาก่อน
เขาไม่คิดว่าเผ่าเก้าหยินที่วางตัวสันโดษจะกลายเป็นสายแห่ง
การฝึกบำเพ็ญด้วย
ลั่วอิ่นไม่เหมือนผู้ฝึกตนคนอื่นๆ นางไม่ได้ขอพบกับ
มรรคาจารย์โดยตรง แต่ประสงค์จะท่องไปในแดนมนุษย์สัก
คราว ฉางเยวี่ยเฉียนไม่ได้ตกปากรับคำในทันที แต่ส่งคน
ไปสอบถามกับจักรพรรดิสวรรค์ โดยให้ลั่วอิ่นพักอยู่ในเผ่าฉาง
เป็นการชั่วคราว
เมื่อจักรพรรดิสวรรค์รู้เรื่องนี้ก็ตอบรับไปทันใด เขามิได้
หวาดกลัวแต่อย่างใดว่ามหามรรคาอื่นจะเป็นแขกเสียงดัง
กลบเจ้าบ้าน[1] เขาเชื่อว่าวิถีเซียนมีแรงดึงดูดมากที่สุด สิ่ง
สำคัญที่สุดก็คือมีมหาพิภพจิตจรอยู่ ทำให้ความภักดีที่เหล่าผู้
บำเพ็ญเซียนมีต่อมรรคาจารย์ยากจะสั่นคลอนได้
ดังนี้เอง ลั่วอิ่นจึงเข้ามาในโลกคุนหลุนได้สำเร็จ
ฐานะของนางกลับมิได้เรียบง่ายเช่นที่นางบอก ฐานะที่
แท้จริงของนางคือบรรพจารย์อธรรมเก้าหยิน!
นางนึกว่าตนเองปลอมตัวแล้วจะสามารถปิดบังทั้ง
สวรรค์และทะเลได้ หารู้ไม่ว่านางถูกเจียงฉางเซิงจับได้แล้ว
ช่วงเวลานี้เจียงฉางเซิงไม่ได้ปิดด่าน จึงคอยพยากรณ์
หาผู้แข็งแกร่งในแต่ละขอบเขตจนเป็นความเคยชิน เมื่อเขา
พบว่ามีศัตรูแข็งแกร่งระดับ 3 แต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์
ปรากฏตัวในโลกคุนหลุนยังทำเอาเขาตกใจนัก เขาจึงจับ
เป้าหมายที่ตัวลั่วอิ่นได้อย่างรวดเร็ว
คนผู้นี้บอกว่าตนเองมาจากเผ่าเก้าหยิน ไม่ใช่บอกว่า
บรรพจารย์อธรรมเก้าหยินคือผู้ใดอย่างนั้นหรือ
แม้เขาจะมองการปลอมตัวของบรรพจารย์อธรรมเก้า
หยินไม่ออก แต่ก็คิดว่าอีกฝ่ายคือบรรพจารย์อธรรมเก้าหยิน
อย่างแน่นอน
เขาไม่ได้แหวกหญ้าให้งูตื่น เพราะเขาก็อยากดูว่าบรรพ
จารย์อธรรมเก้าหยินต้องการทำสิ่งใด
ส่วนเรื่องความสามารถของบรรพจารย์อธรรมเก้าหยิน
ความจริงแล้วเขาก็จำไม่ได้ชัดเจน เพราะอีกฝ่ายไม่ได้เข้า
โจมตีโลกหลักเมื่อครั้งศึกใหญ่ในโลกเทพยุทธ์
ลั่วอิ่นมาถึงแดนมนุษย์ภายใต้การจับตาดูของเขา นาง
ไปเยี่ยมสำนักบำเพ็ญเซียนหลายแห่งที่มีชื่อเสียงกระฉ่อนใน
ดินแดน
เจียงฉางเซิงไม่ได้เร่งร้อน ต่อให้เผ่าเก้าหยินได้เคล็ดวิชา
เซียนไปก็ฝึกไม่ได้ เหตุที่แดนสวรรค์สามารถบำเพ็ญเซียนได้ก็
เพราะป้ายวิถีเซียนพิภพ จะบำเพ็ญเซียนได้เฉพาะในโลกคุน
หลุนเท่านั้น
หากบรรพจารย์อธรรมเก้าหยินได้ลิ้มรสชาติของการ
บำเพ็ญเซียนจนถึงลุ่มหลง เช่นนั้นก็น่าสนใจแล้ว!
เจียงฉางเซิงคอยจับตาดูบรรพจารย์อธรรมเก้าหยิน
ไปพลางและเริ่มหลอมโอสถไปพลางเพื่อไม่ให้ตนเองง่วง
เมื่อระดับขั้นสูงขึ้น ศาสตร์แห่งโอสถก็ยิ่งมีความสำคัญ
มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน ระดับขั้นที่จะมีในภายหน้าก็ยิ่ง
ต้องการโอสถมากขึ้น จะอาศัยแค่ปราณวิญญาณฟ้าดินอย่าง
เดียวนั้นใช้ไม่ได้ เวลานี้เจียงฉางเซิงต้องฝึกฝนศาสตร์ยอด
โอสถไปด้วยและสั่งสมโอสถนานาชนิดไปด้วย
เวลานี้โอสถเซียนที่เขาสั่งสมไว้มีจำนวนน่าพึงพอใจ
อย่างยิ่ง มีทั้งโอสถฝึกบำเพ็ญ โอสถผ่านด่านเคราะห์ โอสถ
กำจัดจิตมาร เป็นต้น
อีกด้านหนึ่ง
หลังจากลั่วอิ่นเดินทางไปเยือนห้าลัทธิแล้ว จิตใจของ
นางก็ยิ่งหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ
นางพบว่าวิถีเซียนและมรรคาที่นางฝึกบำเพ็ญอยู่
เหมือนกันอย่างมาก หรือจะพูดให้ถูกก็คือ วิถีเซียนนั้นรวม
มรรคาที่นางฝึกบำเพ็ญเอาไว้ด้วย ซึ่งก็หมายความว่าสายของ
มรรคาที่นางค้นพบนั้นอาจมาจากส่วนหนึ่งของวิถีเซียน
อย่างนั้นหรือ
………………………………………
[1] แขกเสียงดังกลบเจ้าบ้าน ในที่นี้หมายถึง คนมาใหม่
ชิงความโดดเด่นของผู้ที่อยู่มาแต่เดิม