เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 451 อันดับสองแห่งยุค
“ปัจจุบันมหามรรคาที่ถูกค้นพบล้วนมาจากห้วงอนันต์
สุญญตาอันเป็นดินแดนที่อยู่นอกอาณาเขตของวิถียุทธ์ ซาก
อารยธรรมโบราณที่หลงเหลืออยู่เหล่านั้นบ่งบอกว่ามหา
มรรคาเหล่านี้เคยรุ่งเรืองมาก่อน แต่พวกมันถูกวิถียุทธ์
มาแทนที่ ถ้าเช่นนั้นเป็นไปได้หรือไม่ว่าต้นกำเนิดของทุกมหา
มรรคาก็คือวิถีเซียน ดังนั้นจึงมีตำนานเทพเซียนทั้งหลาย…
คำว่าเซียนคำนี้ ดูเหมือนจะเป็นตัวแทนของความหมาย
บางอย่าง บางทีตัวมันอาจแปรเปลี่ยนมาดำรงอยู่ในฐานะของ
กฎแล้ว…”
ลั่วอิ่นยืนอยู่บนหน้าผา นางทอดสายตามองเหล่าผู้
บำเพ็ญเซียนที่กำลังฝึกบำเพ็ญอยู่ตามขุนเขาและพงพนา
หัวใจของนางเต็มไปด้วยความฉงนสนเท่ห์
นางมาถึงโลกคุนหลุนหลายปีแล้ว จากความใคร่รู้ใน
ตอนแรกแปรเปลี่ยนเป็นความฉงนงงงวย
ผู้สืบทอดมหามรรคาทั้งหลายล้วนเชื่อมั่นอย่าง
ไม่คลางแคลงในวิถีบำเพ็ญที่ตนเองสืบทอดมา ความเชื่อมั่นนี้
คือสิ่งที่ค้ำจุนพวกเขาให้ก้าวเดินต่อไปอย่างแน่วแน่
ลั่วอิ่นเคยเห็นมหามรรคาสายอื่นมาไม่น้อย แม้จะมีมหา
มรรคาบางสายที่ทำให้นางนึกทึ่งอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เคยมีมหา
มรรคาสายใดที่ทำให้นางสับสนดังเช่นวิถีเซียน
สิ่งที่น่ากลัวมิใช่ความแข็งแกร่งของมหามรรคาสายอื่น
มิว่ามหามรรคาสายใดล้วนเป็นเพียงวิถีทางแห่งการฝึก
บำเพ็ญเท่านั้น พลังแข็งแกร่งอ่อนแอล้วนขึ้นอยู่กับตนเอง
สิ่งที่น่ากลัวก็คือมหามรรคาของนางอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่ง
ของวิถีเซียนเท่านั้น
สิ่งที่นางกำลังคิดอยู่ตอนนี้ก็คือนางจะต้องนำวิถีเซียน
กลับไปปรับปรุงวิถีเก้าหยินของตนเอง
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมา มันก็งอกเงยราวกับต้นหญ้า
ไม่อาจหยุดยั้งได้อีก
นางปรับสภาพจิตใจ เลิกคิดถึงสิ่งไร้สาระเหล่านั้น แล้ว
เตรียมตัวเก็บเกี่ยววิชาบำเพ็ญเซียนให้ดีๆ
การกระทำของนางล้วนตกอยู่ในสายตาของเจียงฉางเซิง
แต่เจียงฉางเซิงไม่ใส่ใจ วิชาบำเพ็ญเซียนที่เผยแพร่อยู่ในแดน
มนุษย์ตอนนี้ มีแต่วิชาบำเพ็ญเซียนขั้นพื้นฐานที่เขาเป็นคน
เผยแพร่เองกับพวกวิชาบำเพ็ญและวิชาอาคมที่ผู้บำเพ็ญ
เซียนทั้งหลายสร้างขึ้นมาเอง ในสายตาของเขา วิชาเหล่านั้น
ล้วนไม่ใช่วิชาที่เยี่ยมยอดอะไรนัก
ต่อให้ถูกถ่ายทอดไปข้างนอก วิถีเซียนก็ไม่เสียหาย
ไม่แน่อาจดึงดูดผู้ศรัทธาจำนวนมากกว่าเดิมมาให้ก็เป็นได้
เจียงฉางเซิงเฝ้ามองการกระทำของลั่วอิ่นอยู่เช่นนั้น
หลังจากใช้เวลาหลอมโอสถสิบปี เจียงฉางเซิงก็เริ่มฝึก
บำเพ็ญ ถึงตอนนี้ลั่วอิ่นก็ยังไม่จากไป นางยังรวบรวมวิชา
บำเพ็ญเซียนอยู่เช่นเดิม
เพียงพริบตาเดียวกาลเวลาก็ผันผ่านไปอีกหลายสิบปี
ลั่วอิ่นเก็บเกี่ยวได้เต็มคันรถก็เดินทางกลับ
จังหวะที่เหาะออกมาถึงห้วงอนันต์สุญญตา นางก็
หันกลับไปมอง โลกคุนหลุนยังคงลอยนิ่งอยู่ท่ามกลางความ
เวิ้งว้างสีดำสนิท ดูแล้วช่างเดียวดายนัก
ลั่วอิ่นยกมุมปากยิ้ม ในใจคิดว่า ‘พันร่างหมื่นลักษณ์ คง
เป็นเช่นนี้เองสินะ’
นางจากไปอย่างฮึกเหิม เงาร่างหายลับไปในห้วงมิติ
อย่างรวดเร็ว
เจียงฉางเซิงรั้งสายตากลับมาแล้วฝึกบำเพ็ญต่อ
กาลเวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไปอย่างมิรั้งรอ
เวลาร้อยปีที่บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานนัดไว้กำลังจะมาถึง
แล้ว เจียงฉางเซิงแบ่งร่างแยกออกมาร่างหนึ่งแล้วพาเทพ
เซียนทั้งหลายของแดนสวรรค์เดินทางไปยังโลกเทพยุทธ์ เรื่อง
นี้ทำให้เกิดปฏิกิริยามากมายในแดนสวรรค์ เทพเซียนทุกองค์
ต่างสงสัยใคร่รู้ว่างานชุมนุมหมื่นวิถีจะเป็นเช่นไร แล้วมหา
มรรคาสายอื่นจะยอดเยี่ยมเพียงใด
ในปีที่ร่างแยกเดินทางจากไปนี่เอง เจียงเทียนเซิงก็
เคลื่อนไหวอีกครั้ง เขาเดินทางไปที่แดนสวรรค์เพียงลำพัง
แล้วอาศัยฐานะหลานชายของจักรพรรดิสวรรค์เข้าไปในประตู
หมื่นโลก
ทหารสวรรค์กับแม่ทัพสวรรค์ที่เฝ้าประตูหมื่นโลกเห็น
เขาเข้าไปในประตูแล้ว ก็เอี้ยวศีรษะมากระซิบกระซาบกัน
“เห็นหรือไม่ หลานชายของฝ่าบาท ลูกชายของมหา
จักรพรรดิจื่อเวยช่างหยิ่งยโสนัก”
“ได้ยินมาว่าตอนนี้ทั่วทั้งเทียนจิ่งกำลังรวบรวม
ทรัพยากรเพื่อเขาเพียงคนเดียว”
“เฮ้อ ได้ยินว่าชีวิตของประชาชนในเทียนจิ่งย่ำแย่ลง
ทุกวัน ลูกหลานของข้าภาวนาหาข้าทุกวี่ทุกวันจนข้ารำคาญ
ยิ่งนัก แต่ข้าจะไปมีปัญญาทำอะไรได้เล่า”
“ใครว่าไม่ใช่เล่า คนส่วนใหญ่ของแดนสวรรค์ก็ล้วน
มาจากเทียนจิ่งทั้งนั้น ใครไม่มีลูกหลานอยู่ในเทียนจิ่งบ้าง
เรื่องนี้ควรจะ…อั้ยหยา เกือบปากไวเสียแล้วสิ”
“รอก่อนเถิด ฝ่าบาททรงปรีชา พระองค์ต้องทรง
ออกหน้าแน่”
บรรดาทหารสวรรค์กับแม่ทัพสวรรค์สนทนาจนถึง
ตอนท้ายก็พากันส่ายหน้าถอนหายใจ
แม้แดนสวรรค์จะมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย มีขุมอำนาจ
หลายฝ่ายปะปนกัน แต่สายเลือดของจักรพรรดิสวรรค์ก็ยัง
เป็นนายที่แท้จริงแห่งแดนสวรรค์ แม้ฉากหน้าเหล่าทหาร
สวรรค์กับแม่ทัพสวรรค์จะบอกว่าเชื่อมั่นในตัวจักรพรรดิ
สวรรค์ แต่ความจริงแล้วหากสะท้อนหัวใจของพวกเขาออกมา
ดูก็จะพบว่าพวกเขาล้วนไม่เชื่อ
จักรพรรดิสวรรค์ยามจัดการเรื่องอื่นล้วนเด็ดขาด ดู
อย่างเรื่องของเซียนหญิงนางนั้นก็ทรงสำแดงอำนาจสวรรค์
ออกมายิ่งใหญ่ขนาดไหน
ทว่าทั้งที่การกระทำของเจียงเทียนเซิงเป็นที่โพนทะนา
ทั่วแดนสวรรค์แล้ว แต่จักรพรรดิสวรรค์กลับส่งเพียงมหา
จักรพรรดิจื่อเวยไปเกลี้ยกล่อม ไม่เพียงไร้ประโยชน์ แต่กลับ
ทำให้เจียงเทียนเซิงทำตัวหนักข้อมากกว่าเดิม
มีหลายคนแอบคุยกันอย่างลับๆ ว่า ทายาทคนนี้ของ
จักรพรรดิสวรรค์ไม่ธรรมดา นามของเขาต่างกับนามจริงของ
มรรคาจารย์เพียงอักษรเดียวเท่านั้น แล้วผู้ใดจะกล้าไม่ไว้หน้า
เขากันเล่า
เกรงว่าแม้แต่จักรพรรดิสวรรค์ก็ยังต้องเห็นแก่หน้า
มรรคาจารย์เลยกระมัง!
อีกด้านหนึ่ง
เจียงเทียนเซิงผู้ก้าวออกมาจากประตูหมื่นโลกเดินทาง
มาถึงโลกอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตแห่งหนึ่ง ขุนเขาธาราช่าง
งดงาม ทิวทัศน์ดูประหนึ่งภาพวาด บนท้องฟ้าไร้ดวงตะวัน
ยามแหงนหน้ามองพบเพียงธารดาราระยิบระยับ
บนผืนดินมีสัตว์อสูรขนาดมหึมาเตร็ดเตร่อยู่มากมาย
ประหนึ่งหวนกลับไปช่วงเวลาที่อยู่ในไท่ฮวง เจียงเทียนเซิงเดิน
ไปข้างหน้าจนมาถึงด้านในหุบเขาแห่งหนึ่ง โครงกระดูกกอง
เกลื่อนกลาดอยู่ข้างใน
เจียงเทียนเซิงก้าวเดินต่อไปเรื่อยๆ ดวงตาที่สามจับจ้อง
ตรงไปด้านหน้า สีหน้าเคร่งขรึม ทว่ากลับมีประกายแห่ง
ความคาดหวังซุกซ่อนอยู่ในดวงตา
ผ่านไปไม่นานนักเขาก็หยุดเดิน สายตาจับจ้องบนแท่น
ศิลาแท่นหนึ่งด้านหน้า บนแท่นศิลามีร่างหนึ่งนั่งสมาธิอยู่
แสงดาวเลือนรางห้อมล้อมร่างนั้นจนเปล่งประกายออกมาเป็น
สีน้ำเงินจางๆ
คนผู้นั้นเป็นบุรุษร่างองอาจผู้สวมอาภรณ์สีม่วง เรือนผม
ยาวสยายพลิ้วไหวอย่างไร้พันธนาการ พลังที่โอบล้อมรอบตัว
เขาแข็งแกร่งจนทำให้เสื้อคลุมที่สวมอยู่สะบัดเบาๆ
“เจ้ามาแล้ว”
บุรุษอาภรณ์สีม่วงเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ
เจียงเทียนเซิงหยุดยืนห่างจากเขาสิบก้าวแล้วถามว่า
“ข้าอยากแข็งแกร่งขึ้น เผ่าเซียวช่วยเหลือข้าได้จริงหรือ”
บุรุษอาภรณ์สีม่วงลืมตาขึ้นมาปรายตามองเขาแล้ว
ย้อนถามว่า “เจ้าฐานะไม่ธรรมดา ข้าสืบมาแล้ว เจ้าน่าจะ
มาจากโลกคุนหลุน แล้วเจ้ายังแซ่เจียง เกรงว่าคงเป็น
สายเลือดสกุลราชาแห่งโลกคุนหลุน โลกคุนหลุนมีไม่พอให้
เจ้าเสวยสุขหรืออย่างไร ก็น่าจะใช่ ถึงอย่างไรก็มีโลกเพียงใบ
เดียวนี่นะ”
เขาดูเหมือนกำลังเอ่ยถาม แต่เมื่อพูดถึงตอนท้ายสุด
กลับถามเองตอบเอง
เจียงเทียนเซิงว่าอย่างเย้ยหยัน “เสวยสุขรึ สกุลเจียงของ
ข้าแสนจะจอมปลอม พวกเขาไม่ยอมใช้ขุมกำลังของโลกทั้งใบ
เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ตนเอง ข้าไม่เข้าใจจริงๆ ว่า
จะทำให้ทุกคนบนโลกแข็งแกร่งขึ้นไปเพื่อเหตุใดกัน รวบรวม
ทรัพยากรสร้างสุดยอดผู้แข็งแกร่งขึ้นมาคนหนึ่ง มิใช่ว่า
จะปกป้องโลกได้ดีกว่าหรอกหรือ ต่อหน้าความห่างชั้นของ
ระดับขั้น จำนวนจะมีประโยชน์อันใด”
บุรุษอาภรณ์สีม่วงหัวเราะ “หลักการเป็นเช่นนั้นไม่ผิด
เหมือนเช่นมรรคาจารย์ของพวกเจ้าอย่างไรเล่า”
เจียงเทียนเซิงเปลี่ยนประเด็น “ความช่วยเหลือของเผ่า
เซียว ต้องจ่ายด้วยสิ่งใด”
บุรุษอาภรณ์สีม่วงลุกขึ้นยืน เขาก้มลงมองเจียงเทียน
เซิงที่อยู่เบื้องล่างแล้วเอ่ยอย่างเนิบช้า “เจ้าแน่ใจแล้วหรือ
เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับความแน่วแน่ของเจ้า เจ้าอยากแข็งแกร่งขึ้น
มากเพียงใดกัน!”
เจียงเทียนเซิงตอบว่า “อยากสิ ข้าอยากไปจากกรงขัง
นามว่าโลกคุนหลุนแห่งนี้ ข้าอยากหนีจากชะตาของสกุลเจียง
ข้าอยากมีชีวิตเพื่อตัวเอง! ทว่าเงื่อนไขแรกของทุกสิ่งที่ว่ามานี้
คือข้าต้องแข็งแกร่งมากพอ!”
สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม เขาทนมามาก
พอแล้วจริงๆ
เสด็จพ่อไม่ยอมให้เขาขึ้นไปเป็นเซียนบนแดนสวรรค์
เพราะต้องการให้เขารั้งอยู่ปกป้องเทียนจิ่ง ตั้งแต่เล็กจนโต
ล้วนเป็นเช่นนี้ พรสวรรค์ของเขาถูกมองว่าเป็นเกียรติยศของ
เทียนจิ่ง ช่วงเวลาที่เขามีความสุขที่สุดคือช่วงที่ออกไปฝึกวิชา
ข้างนอก ได้ผูกสัมพันธ์กับมิตรสหายดีๆ แต่ต่อมาเขาก็
เบื่อหน่าย เพราะว่าสหายรักที่ผูกไมตรีกันในแต่ละช่วงชีวิต
เหล่านั้นล้วนไล่ตามระดับขั้นของเขาไม่ทัน
ก็พอมีอยู่คนหนึ่ง เขามีนามว่าหูยวน สร้างชื่อเสียง
โด่งดังไว้ไม่น้อย แต่น่าเสียดายที่หูยวนใช้ชีวิตพเนจรร่อนเร่
ไปสุดขอบฟ้า ขณะที่ตัวเขาต้องถูกขังอยู่ที่เทียนจิ่ง
ความไม่พอใจต่อชะตาชีวิตของตนเองค่อยๆ แปร
เปลี่ยนเป็นความชิงชังต่อเทียนจิ่งและโลกคุนหลุน เขา
ปรารถนาจะหนีไปจากที่นี่ ปรารถนาจะเดินทางท่องฟ้าดินอัน
กว้างใหญ่ไพศาลจากนั้นก็สร้างโลกของตนเอง เฉกเช่น
บรรพบุรุษของเขา
ตอนนี้เผ่าเซียวคือโอกาสอันดีของเขา!
“ข้าต้องการยอดเคล็ดวิชาของวิถีเซียน!”
บุรุษอาภรณ์สีม่วงเอ่ยพร้อมกับแววตาวาววับ
ความตื่นเต้นในถ้อยคำยากจะปิดบัง
ในใจเขาดูแคลนเจียงเทียนเซิงอย่างยิ่ง เจ้าเด็กน้อยคนนี้
ไม่รู้เสียแล้วว่าบรรพบุรุษของตนเองแข็งแกร่งมากเพียงใด ใน
มหาศึกโลกเทพยุทธ์เมื่อครั้งโน้นก็มีผู้อาวุโสของเผ่าเซียว
เข้าร่วมศึกด้วย ภายในเผ่าประเมินค่ามรรคาจารย์ไว้สูงยิ่ง
ถึงขั้นประเมินเขาด้วยคำว่าผู้แข็งแกร่งอันดับสองแห่งยุค!
เป็นรองเพียงบรรพจารย์ยุทธ์เท่านั้น!
มรรคาจารย์ใช้ร่างแยกสร้างบาดแผลให้บรรพจารย์ยุทธ์
เปิดประตูสู่ยุคแห่งหมื่นวิถี แม้มีคนมากมายต่อต้านยุคแห่ง
หมื่นวิถี แต่ไม่มีผู้ใดกล้าสงสัยในพลังของมรรคาจารย์
ถึงกับมีคนล้อเล่นกันว่าหากมารรคาจารย์ใช้ร่างจริง
บางทีเขาอาจไม่ใช่แค่สร้างบาดแผลให้บรรพจารย์ยุทธ์ก็
เป็นได้!
แน่นอน สาเหตุสำคัญที่ทำให้คำพูดล้อเล่นเช่นนี้ผุดขึ้น
มา เป็นเพราะว่าบรรพจารย์ยุทธ์เป็นผู้ยึดมั่นในความคิดของ
ตนเองฝ่ายเดียว การสนับสนุนยุคแห่งหมื่นวิถีของเขาทำให้
ผู้คนของวิถียุทธ์รู้สึกต่อต้านอย่างมาก เมื่อเกิดความรู้สึก
ไม่พอใจ พวกเขาจึงเยินยอคู่ต่อสู้ของเขาเพื่อกดเขาให้ต่ำลง
“ไม่มีทาง!”
เจียงเทียนเซิงปฏิเสธอย่างเด็ดขาด เขาชะงักไปครู่หนึ่งก็
เอ่ยต่อ “ข้ายินดีทำงานให้เผ่าเซียว แต่ไม่มีทางทรยศวิถีเซียน
”
วิถีเซียนสำหรับเขา ไม่ใช่เพียงวิถีเซียน แต่ยังเป็น
มรดกตกทอดของสกุลเจียงของพวกเขาด้วย
วิถีเซียนเป็นสิ่งที่มรรคาจารย์สร้างขึ้นมา มันย่อมเป็น
ของสกุลเจียงของพวกเขา!
บุรุษอาภรณ์สีม่วงส่ายหน้าเอ่ยว่า “พลังระดับเจ้า เผ่า
เซียวมีอยู่มากมาย เหตุใดข้าต้องให้เจ้าช่วย เจ้าต้องเอาของที่
ไม่มีใครมีออกมาสิ”
เจียงเทียนเซิงนิ่งเงียบไป
บุรุษอาภรณ์สีม่วงไม่รีบร้อน เขาเฝ้ารออย่างอดทน
ทว่า จู่ๆ เจียงเทียนเซิงก็หันหลังเดินจากไป
“เดี๋ยวก่อน เจ้าจะทิ้งโอกาสนี้อย่างนั้นหรือ”
บุรุษอาภรณ์สีม่วงถามเสียงเข้ม น้ำเสียงเต็มไปด้วย
ความโกรธเกรี้ยว
เจียงเทียนเซิงไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง “เจ้าเป็นเพียง
โอกาสเดียวที่ข้ามีในตอนนี้ มิใช่โอกาสเดียวในชีวิตนี้ของข้า!”
“ดูเหมือนการแข็งแกร่งขึ้นจะมิใช่สิ่งที่เจ้ากระหายอยาก
มากที่สุด”
“ข้ากระหายอยากแข็งแกร่งขึ้น แต่เกียรติยศของสกุล
เจียงจะมัวหมองมิได้!”
เจียงเทียนเซิงเอ่ยอย่างทระนง ทว่าเพิ่งเอ่ยจบ เขาก็ต้อง
กระโดดหลบทันควัน
เปรี้ยง!
แผ่นดินปริแตกเป็นรอยแยกยาวเฟื้อยเส้นแล้วเส้นเล่า
พลังสีดำสายแล้วสายเล่าแผ่โอบล้อมจนมิติบิดเบี้ยว
เจียงเทียนเซิงปรากฏตัวบนท้องฟ้า พลางจ้องบุรุษ
อาภรณ์สีม่วงอย่างโกรธเกรี้ยว
บุรุษอาภรณ์สีม่วงระเบิดคลื่นพลังอันแข็งแกร่งออกมา
ทั่วทั้งหุบเขาสั่นสะเทือน ภูเขาสั่นสะท้าน ฝุ่นดินฟุ้งกระจาย
ปกคลุมไปจนถึงท้องฟ้า
เจียงเทียนเซิงขมวดคิ้ว เขาลอบตื่นตระหนกในใจ
คลื่นพลังสายนี้แข็งแกร่งยิ่งกว่าหนก่อนที่พบหน้ากันเสีย
อีก!
เกิดอะไรขึ้น
เขาแข็งแกร่งขึ้น หรือว่าเมื่อหนก่อนเขาออมมือไว้
เจียงเทียนเซิงหาได้หวาดกลัวไม่ ตรงกันข้ามเขากลับยิ่ง
มีโทสะ เขาไม่ใช่คนโง่ เขาเข้าใจทันทีว่าจุดประสงค์ของอีก
ฝ่ายก็คือยอดเคล็ดวิชาของวิถีเซียน มิน่าเล่าตอนนั้นอีกฝ่าย
ถึงไว้ชีวิตเขา
“คิดว่าคนอย่างข้าหลอกเล่นได้ตามใจอย่างนั้นหรือ
เกียรติยศของสกุลเจียง น่าขำนัก เกียรติยศของสกุลเจียงจะ
มาเทียบกับเกียรติของเผ่าเซียวของข้าได้อย่างไร ในเมื่อเจ้า
ไม่ยินยอม เช่นนั้นข้าก็จะบังคับเอามา!”
บุรุษอาภรณ์สีม่วงเอ่ยเสียงเย็นชา เขาทะยานขึ้นจากพื้น
อย่างฉับพลัน ร่างกายว่องไวประหนึ่งอสนีบาต เพียง
พริบตาเดียว เขาก็บุกมาถึงตรงหน้าของเจียงเทียนเซิงแล้ว
เร็วมาก!
เจียงเทียนเซิงรูม่านตาหดวูบ เขายกมือใช้วิชาอาคมออก
ไปตามสัญชาตญาณ
เปรี้ยง!
แต่แล้วสายลมแรงกล้าสายหนึ่งก็พุ่งจู่โจมมาจาก
ด้านหลังของเจียงเทียนเซิง มันพัดบุรุษอาภรณ์สีม่วงกระเด็น
ออกไปกระแทกพื้นดินทะลุเป็นรู
เจียงเทียนเซิงกำลังจะหันหลังกลับไปมอง ทันใดนั้นเขาก็
เห็นร่างหนึ่งเดินผ่านข้างกายเขาไปพอดี
ช่างเป็นบุรุษที่สง่างามยิ่งนัก!
เจียงเทียนเซิงตกตะลึงกับรูปโฉมอันสง่างามของอีกฝ่าย
บุรุษผู้หนึ่งงามได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ
ต่อจากนั้นเขาก็นึกถึงเสด็จพ่อของตนเอง คนผู้นี้หน้าตา
คล้ายเสด็จพ่อของเขา แต่งามกว่า อ่อนเยาว์กว่า
ประเดี๋ยวก่อนนะ!
หรือว่าคนผู้นี้จะเป็น…
เจียงเทียนเซิงมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าซับซ้อน
เจียงฉางเซิงหยุดก้าวเท้า เขายืนขนาบข้างเจียงเทียนเซิง
แล้วก้มมองบุรุษอาภรณ์สีม่วงที่อยู่ด้านล่าง “ข้าเคยคิดว่า
มีแต่เด็กน้อยอายุไม่ถึงยี่สิบปีเท่านั้นที่จะมีวัยต่อต้าน คิดไม่ถึง
ว่าเจ้าอายุตั้งหลายร้อยปีแล้วยังมีวัยต่อต้านอยู่อีก ซ้ำร้าย
อาการยังหนักยิ่งนัก”
เจียงเทียนเซิงกัดฟันกรอดถามว่า “เจ้าเป็นพี่ชายของข้า
หรือว่าน้องชายของข้ากัน”
เจียงฉางเซิงได้ยินคำนี้ รอยยิ้มก็แข็งค้างไป
เวลานี้เองบุรุษอาภรณ์สีม่วงก็ระเบิดพลังออกมาอีกหน
พลังของเขาซัดฝุ่นดินที่คลุ้งอยู่จนปลิวกระจาย เขาเหาะขึ้น
มาด้านบน คลื่นพลังโหมพัดฝุ่นดินจนเกิดเป็นพายุฝุ่นพัดวน
รอบกาย เส้นผมยาวสะบัดไปมาอย่างยุ่งเหยิงประหนึ่งเทพ
มารประทับร่าง
“พวกเจ้า…สมควรตาย!”
………………………………………………