เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 452 อสุรกายมหันตภัย ความเชื่อใจของบรรพจารย์
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 452 อสุรกายมหันตภัย ความเชื่อใจของบรรพจารย์
ยุทธ์
เจียงเทียนเซิงสัมผัสคลื่นพลังอันแข็งแกร่งของบุรุษ
อาภรณ์สีม่วงได้ก็ขวัญผวาตัวสั่น เขาเหลือบมองเจียงฉาง
เซิงอย่างห้ามตนเองไม่ได้ แล้วถามว่า “เจ้าเป็นใครกันแน่ แล้ว
เจ้าเอาชนะเขาได้หรือไม่”
ทันทีที่เจียงฉางเซิงออกโรงก็โจมตีบุรุษอาภรณ์สีม่วง
ถอยออกไปได้แล้ว เรื่องนี้นี้นำความหวังมาให้เขา
ในเมื่อมีโอกาสรอด ใครมันจะไปอยากตายกันเล่า
เจียงฉางเซิงตอบว่า “สังหารเขาง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ
ทว่าสังหารเขาไปแล้ว ปมในใจเจ้าจะคลี่คลายได้หรือ”
เจียงเทียนเซิงเงียบงัน เห็นชัดมากว่าบทสนทนา
ก่อนหน้านี้ระหว่างเขากับบุรุษอาภรณ์สีม่วงถูกคนผู้นี้ได้ยิน
หมดแล้ว เรื่องนี้ทำให้เขาทั้งอับอายและหงุดหงิด
ในตอนนี้เอง บุรุษอาภรณ์สีม่วงก็ทะยานร่างขึ้น
มาด้านบน สองแขนกางออก ปราณสีดำลุกโชนพาฝุ่นดินลอย
ขึ้นมา เขาผลักฝ่ามือสองข้างออกไปด้านหน้า ลมปราณอัน
น่ากลัวพาพลังประหนึ่งจะถล่มภูผาคว่ำสมุทรบุกมาโจมตี
พวกมันก่อตัวรวมกันเป็นมังกรคู่โจมตีกระหนาบมาจากสอง
ฟากฝั่ง
เจียงฉางเซิงยกมือขวาขึ้นกวักกลางอากาศ ทันใดนั้น
ปราณดำที่ลอยละล่องอยู่เต็มท้องฟ้าก็ถูกรวบมาเก็บไว้กลาง
ฝ่ามือของเขาจนหมดสิ้น แม้แต่บุรุษอาภรณ์สีม่วงก็ถูกเขาดูด
มาเก็บไว้กลางฝ่ามือเช่นกัน
ทุกสิ่งเกิดขึ้นเร็วยิ่งนัก!
แม้แต่เจียงเทียนเซิงยังตอบสนองไม่ทัน
เจียงฉางเซิงกำมือขวา ทันใดนั้นปราณสีดำใจกลางฝ่า
มือก็ปลิ้นออกมาตามง่ามนิ้วแล้วมลายหายไป เจียงเทียนเซิง
เห็นแล้วหนังตากระตุก
“เจ้าเป็นผู้ใดกันแน่”
เจียงเทียนเซิงถามออกมาอย่างอดใจไม่ไหว “เจ้าหน้าตา
เหมือนเสด็จพ่อของข้ายิ่งนัก พวกเจ้าเป็นอะไรกัน”
เจียงฉางเซิงส่ายหน้าพร้อมกับหลุดหัวเราะ “ไม่ใช่ข้า
เหมือนเขา แต่เขาเหมือนข้าต่างหากเล่า”
เจียงเทียนเซิงได้ยินดังนั้นก็งุนงงไปวูบหนึ่ง แต่แล้วเขาก็
เหมือนคิดอะไรบางอย่างออก สีหน้าจึงเปลี่ยนไปในทันที ทั้ง
ร่างเขาสั่นระริก งึมงำเอ่ยว่า “หรือว่าจะเป็นท่านบรรพ…
ไม่มีทาง ท่านจะมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน…”
ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงจุดประสงค์ของบุรุษอาภรณ์สีม่วง
ออก หรือว่าท่านบรรพบุรุษจะมาเพื่อปกป้องวิถีเซียน
เขาหวาดกลัวจนทรุดลงไปคุกเข่าทันที หัวใจเต็มไปด้วย
ความหวาดกลัวเมื่อนึกย้อนกลับไป
หากเมื่อครู่เขารับปากบุรุษอาภรณ์สีม่วงคนนั้น ผลลัพธ์
ที่ตามมาคงไม่ใช่สิ่งที่น่าคิดถึงแม้แต่น้อย
เจียงฉางเซิงก้มลงมองลูกหลานที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้า
ตนเอง ในใจรู้สึกเศร้าใจยิ่งนัก จิ่งเทียนจงในวันวานแม้ชอบ
ใช้อำนาจ แต่หัวใจมีประชาชน คิดไม่ถึงว่าหลัง
กลับชาติมาเกิด นิสัยจะเปลี่ยนไป ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะเกิดจาก
แผนการร้ายของเผ่าเซียวอยู่ส่วนหนึ่ง แต่หัวใจของเขาก็ยัง
ผิดหวังเล็กๆ อย่างยากจะเลี่ยงอยู่ดี
“เจ้าคิดว่าวิถีทางของแดนสวรรค์ไม่ถูกต้อง แต่วิถีทาง
ของเผ่าเซียวถูกต้องอย่างนั้นหรือ”
เจียงฉางเซิงถามอย่างเนิบช้า เจียงเทียนเซิงได้ยิน
ร่างกายก็สั่นเทาทันที ไม่รู้ว่าสมควรจะตอบเช่นไรดี
“แต่เจ้าเคยคิดหรือไม่ว่าสกุลเจียงก็ก่อร่างสร้างตัว
มาจากการไม่มีอะไร ใต้หล้าสมควรเป็นใต้หล้าของทุกคน จะ
เป็นใต้หล้าของคนผู้เดียวได้อย่างไร ลองคิดดูเถิด หากเจ้า
มิได้เกิดมาในสกุลเจียง เจ้าจะรู้สึกอย่างไรกับตัวเจ้าที่เกิดใน
สกุลเจียง”
เจียงฉางเซิงเอ่ยอย่างจริงใจ เจียงเทียนเซิงก้มหน้า ไม่มี
สิ่งใดไปคัดค้าน
“การรวบรวมกำลังของโลกทั้งใบเพื่อคนผู้หนึ่งทำให้เขา
แข็งแกร่งขึ้นได้ก็จริง แต่นั่นเป็นการสิ้นเปลืองขุมกำลังของโลก
หากสรรพชีวิตร่วมแรง โลกแห่งนี้กลับจะแข็งแกร่งมากกว่า
ให้กำเนิดผู้แข็งแกร่งออกมาได้มากกว่า ก่อนอื่นเจ้าคอย
เฝ้าดูเถิดว่าคนผู้นี้ยามสูญเสียฐานะในเผ่าเซียวแล้วน่าหัวร่อ
มากเพียงใด”
เจียงฉางเซิงพูดพลางยกมือซ้ายขึ้นมาจี้ดัชนีใส่บุรุษอา
กรณ์สีม่วงที่ดิ้นรนอยู่กลางฝ่ามือขวา
เจียงเทียนเซิงเงยหน้ามองตามไปก็เห็นท่านบรรพบุรุษ
จี้ดัชนีใส่บุรุษอาภรณ์สีม่วงอย่างไวๆ หนึ่งหนเสร็จก็ไม่ทำสิ่งใด
ต่ออีก หลังจากนั้นท่านบรรพบุรุษก็สะบัดมือขวา ปล่อยบุรุษ
อาภรณ์สีม่วงออกมา
บุรุษอาภรณ์สีม่วงกลับมามีขนาดตัวปกติแล้ว เขารีบ
ถอยหลังพร้อมกับมองเจียงฉางเซิงอย่างหวาดผวา แล้วถาม
เสียงเกรี้ยวกราดว่า “เจ้าทำสิ่งใดกับข้า”
ชั่วพริบตาเมื่อครู่ เขารู้สึกอย่างชัดเจนว่าตนเองได้สูญ
เสียหลายสิ่งหลายอย่างไป แม้จะบอกกล่าวออกมาเป็นคำ
พูดไม่ถูก แต่สิ่งนั้นได้เกิดขึ้นจริงๆ ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้สัญ
ชาตญาณของเขาหวาดหวั่น
เจียงฉางเซิงเอ่ยว่า “นับจากนี้ต่อไป เขากับเผ่าเซียว
ไม่เกี่ยวข้องกันอีกแล้ว แล้วเขาก็จะไม่เกี่ยวข้องกับผู้ใด
อีกต่อไป เจ้าจงมองดูเถิดว่าเผ่าเซียวจะดูแลฟูมฟักเขาอีก
หรือไม่”
หลังจากใช้อภินิหารตัดสายใยแห่งกรรมทำการเนรเทศ
แล้ว บุรุษอาภรณ์สีม่วงผู้นี้ย่อมสร้างกรรมเกี่ยวพันกับผู้อื่นได้
ยากยิ่ง หรือพูดอีกอย่างก็คือ ทุกคนจะหลีกห่างเขาโดยสัญ
ชาตญาณ แม้ว่าความสัมพันธ์ทางสายเลือดจะมิอาจ
เปลี่ยนแปลง แต่เผ่าเซียวก็ไม่แน่ว่าจะดูแลฟูมฟักเขาอีก
เจียงเทียนเซิงทำหน้าตกตะลึง เขาไร้หนทาง
ทำความเข้าใจวิชาเช่นนี้
เจียงฉางเซิงหมุนตัวเดินจากไป เจียงเทียนเซิงรีบร้อน
ตามไปด้วย
แม้บุรุษอาภรณ์สีม่วงจะโกรธเกรี้ยวแต่ก็ไม่กล้าขัดขวาง
เขาทำได้เพียงหมุนตัวจากไปบ้าง เขาไม่เชื่อคำพูดของอีกฝ่าย
รอเขากลับไปแล้วเขาจะรายงานสถานการณ์กับเผ่าเซียวอย่าง
แน่นอน
เจียงฉางเซิงย่อมไม่กลัวเผ่าเซียว เท่าที่เขารู้จักวิถียุทธ์
มา วิถียุทธ์ยากจะยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับมรรคาแห่งกรรม
แม้จะเป็นบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานเองก็ตาม
หากบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานรับรู้การมีอยู่ของพลังแห่ง
กรรมแล้วล่ะก็ เขาคงมองออกตั้งนานแล้วว่าคนที่เผชิญหน้า
กับเขามิใช่ร่างจริงของเจียงฉางเซิง
“ท่านบรรพบุรุษ สิ่งที่ท่านกล่าวเมื่อครู่เป็นเรื่องจริงหรือ”
เจียงเทียนเซิงรีบเอ่ยถาม น้ำเสียงวิตกกังวล
เจียงฉางเซิงเสกกระจกบานหนึ่งขึ้นมาในมือแล้วส่งให้
เจียงเทียนเซิง “เจ้าจงคอยดูชีวิตของเขาหลังจากวันนี้ แม้เขา
ยังเป็นคนเผ่าเซียว แต่จงดูว่าหลังจากถูกเนรเทศ ชีวิตเขา
จะเปลี่ยนแปลงไปเช่นไร แล้วข้าเชื่อว่าเจ้าจะตามหาคำตอบ
ของเจ้าพบ”
กล่าวจบ เจียงฉางเซิงก็หายวับไปจากที่เดิม
เจียงเทียนเซิงถือกระจกขึ้นมา เขาพบว่าบนบานกระจก
สะท้อนภาพของบุรุษอาภรณ์สีม่วงคนนั้น เขาได้ยินแม้กระทั่ง
คำสบถก่นด่าของบุรุษอาภรณ์สีม่วง
กระจกบานนี้สร้างขึ้นมาจากพลังแห่งกรรม เจียงฉาง
เซิงดึงกรรมที่เกี่ยวโยงกับบุรุษอาภรณ์สีม่วงส่วนใหญ่ออกมา
แล้วจับรวมกันสร้างเป็นกระจกบานนี้ ในตอนนี้บนโลกมีเพียง
เขากับเจียงเทียนเซิงเท่านั้นที่จดจำบุรุษอาภรณ์สีม่วงได้
เจียงเทียนเซิงมองบุรุษอาภรณ์สีม่วงในกระจก แล้วพลัน
เกิดความคิดอันน่ากลัวประการหนึ่งขึ้นมา
หากเขาถูกเนรเทศ ความสัมพันธ์ทั้งหมดที่เขามีอยู่ใน
ตอนนี้ถูกตัดขาดสะบั้น เขาจะเป็นเช่นไร
ตัวเขาที่ไม่ใช่คนสกุลเจียงอีกแล้วคงถูกเทียนจิ่งหัน
กลับมาทำร้าย หรือแม้แต่แดนสวรรค์ก็อาจตามไล่ล่า
เขาสุขสำราญกับอำนาจและความสำเร็จที่สกุลเจียง
สร้างมา แต่กลับมาตั้งคำถามถึงวิธีการปกครองของสกุลเจียง
…
หัวใจของเจียงเทียนเซิงหนักอึ้ง แต่เขายังไม่คิดได้ใน
ตอนนี้หรอก อย่างมากที่สุดเขาก็ตำหนิตนเองที่ไร้สำนึก
เท่านั้น เขาก็ยังเชื่อว่าทรัพยากรของโลกใบหนึ่งสมควรทุ่มให้
กับคนผู้หนึ่งอยู่ดี ทำเช่นนั้นจึงจะส่งผลดีต่อทั้งโลกมากที่สุด
อีกด้านหนึ่ง
ในตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเซิงหลับตาลง รอคอยให้
ร่างแยกกลับเข้ามาในร่างกายของตน
เขายอมอภัยให้เจียงเทียนเซิงก็เพราะเห็นแก่หน้าจิ่ง
เทียนจงในอดีต เขามีลูกหลานของมากมายนัก แต่ผู้ที่
มีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับเขาจริงๆ มีน้อยมาก ฮ่องเต้ซุ่น
เทียนก็เป็นหนึ่งในนั้น
เจียงฉางเซิงจดจำโอรสสวรรค์ผู้เยาว์วัยคนนั้นได้
ไม่ลืมเลือน เขาอายุยังน้อย ดังนั้นเพื่อทำให้อำนาจใน
ราชสำนักมั่นคงจึงเพียรมาเยี่ยมเยียนเขาปีแล้วปีเล่า
เจียงเทียนเซิงในชาตินี้มีพรสวรรค์โดดเด่นกว่าผู้ใดได้ก็
เพราะได้รับแต้มเซ่นไหว้ประทานพรจากเขา แน่นอนว่าเรื่องนี้
มีเพียงเขาที่ล่วงรู้ และเขาก็ไม่มีวันบอกเรื่องนี้กับผู้อื่นไป
ชั่วนิรันดร์
‘อย่าทำให้ข้าผิดหวังเสียเล่า มิเช่นนั้นสิ่งที่ข้ามอบให้เจ้า
ได้ ข้าก็ทวงคืนกลับมาได้เช่นกัน’
เจียงฉางเซิงคิดในใจ ลูกหลานมีมากมายถึงเพียงนั้น เขา
คงมานั่งดูแลลูกหลานทุกคนไม่ได้หรอก
ภายในตำหนักเมฆาม่วงจมลงสู่ความเงียบงัน
วสันต์จากจร สารทมาเยือน ร่างแยกพาเทพเซียน
ทั้งหลายของแดนสวรรค์เดินทางผ่านขอบห้วงสุญญตา
ใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเดินทางไปถึงโลกเทพยุทธ์ สาเหตุที่
ใช้เวลาหลายเดือนก็เพื่อให้เทพเซียนทั้งหลายได้เปิดหูเปิดตา
การมีอยู่ของขอบห้วงสุญญตาทำให้ผู้แข็งแกร่งเดิน
ทางข้ามผ่านพื้นที่ระยะทางไกลโพ้นได้ในเวลาสั้นๆ หรือ
แม้กระทั่งเดินทางข้ามผ่านพื้นที่ซึ่งอยู่กันคนละห้วงมิติ
หลังจากเคยเข้าไปครั้งหนึ่งแล้ว เจียงฉางเซิงย่อมเข้าไปด้วย
ตนเองได้
หลังจากมาถึงโลกเทพยุทธ์ ร่างแยกก็นั่งสมาธิอยู่
เพียงลำพัง จักรพรรดิสวรรค์พาเทพเซียนทั้งหลายไปสนทนา
กับผู้แข็งแกร่งจากวิถีต่างๆ ที่อยู่รอบๆ การมาเยือนของมรรคา
จารย์ได้รับความสนใจจากโลกเทพยุทธ์มากอย่างยิ่ง
ค่ำคืนนี้
ร่างแยกของเจียงฉางเซิงที่พักอยู่ในหอหลังหนึ่งจับ
สัมผัสบางสิ่งได้ เขาลืมตาแล้วหายวับไปจากห้อง
ร่างแยกมาปรากฏตัวที่ขอบห้วงสุญญตา เขาเพ่งสายตา
จับจ้องบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานผู้กำลังรอคอยเขาอยู่เบื้องหน้า
หมู่มวลดาราสีแดงม่วง
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานสวมเสื้อคลุมนักพรต ใบหน้า
ยังคงสวมหน้ากาก แลดูลึกลับอย่างยิ่ง พลังสายตาของเจียง
ฉางเซิงไม่อาจมองทะลุหน้ากากไปเห็นใบหน้าที่แท้จริงของเขา
ได้
“มิทราบว่าบรรพจารย์ยุทธ์เรียกหาข้า มีธุระประการใด”
เจียงฉางเซิงถามอย่างมีมารยาท เขายังจับทางไม่ถูกว่า
บรรพจารย์ยุทธ์ผู้นี้คิดอย่างไรกับตนเองกันแน่ แม้บรรพจารย์
ยุทธ์จะชื่นชมเขาในโลกเทพยุทธ์อยู่หลายครั้ง แต่ในสายตา
ของเขา นั่นเป็นไปเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้อำนาจของเขา
กับอุดมการณ์ในการปกครองของเขาต่างหาก
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานเอ่ยปากถามว่า “ขอบังอาจ
ถามมรรคาจารย์ เจ้าได้รับมรดกวิถีเซียนมาจากที่ใด”
เจียงฉางเซิงลังเลครู่หนึ่งก็ตอบว่า “ทะเลดาวกลางหาว”
“ทะเลดาวกลางหาวอย่างนั้นรึ มิเคยได้ยินมาก่อน ดูท่า
เจ้าคงเดินทางเข้าไปลึกมาก ห้วงอนันต์สุญญตากว้างใหญ่
ไพศาลเกินไป แม้โลกเทพยุทธ์ก่อตั้งมานานถึงเพียงนี้ก็ยังไม่รู้
แน่ชัดว่าห้วงอนันต์สุญญตากว้างใหญ่มากเพียงใด แล้ววิถี
ยุทธ์ครอบครองพื้นที่ไปมากเท่าใดแล้ว บางทีพวกเราอาจเป็น
เพียงข้าวฟ่างเมล็ดหนึ่งในมหาสมุทรก็เป็นได้”
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานถอนหายใจ คล้ายถูกดึงให้หวน
นึกถึงความทรงจำบางอย่าง
เจียงฉางเซิงไม่ขัดจังหวะการหวนระลึกอดีตของอีกฝ่าย
เขากำลังสงสัยจุดประสงค์ของฝั่งนั้น
เขาไม่กลัวว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรบ้าๆ เพราะงานชุมนุม
หมื่นวิถีกำลังจะมาถึงแล้ว หากบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานลงมือ
กับเขามีแต่จะทำลายงานชุมนุมหมื่นวิถี
ผ่านไปครู่ใหญ่
“มหันตภัยแห่งวิถียุทธ์ที่แท้จริงกำลังจะมาเยือน มันคือ
หายนะอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ในอดีตกาลอันไกลโพ้น
มหันตภัยเช่นนี้เคยจู่โจมสามพันโลก ทำลายยุคสมัยแห่งวิชา
โบราณ มอบความหวังให้วิถียุทธ์ผงาดขึ้นมา ยามนี้มหันตภัย
เช่นนั้นกำลังจะมาเยือนอีกครั้ง เทียบกับการสืบสานวิถียุทธ์
ข้าเป็นห่วงความปลอดภัยของสรรพชีวิตมากกว่า ดังนั้นข้า
จึงหวังให้หมื่นวิถีสามัคคีร่วมกันต้านมหันตภัย อาศัย
มหันตภัยสลายความแค้นของกันและกัน แล้วบุกเบิกยุค
สมัยใหม่
เมื่อวิถีบำเพ็ญอันหลากหลายคงอยู่ร่วมกัน มันย่อมส่ง
เสริมกันและกันให้ก้าวหน้า มอบความหวังให้สรรพชีวิตได้
มากกว่าเดิม ขอเพียงหนทางมีมากพอ สักวันย่อมตามหา
วิถีทางที่เหมาะสมกับตนเองพบ สิ่งที่น่ากลัวอย่างแท้จริงก็คือ
ทางเลือกดันมีเพียงหนึ่ง”
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานเอ่ยอย่างเนิบช้า คำพูดนี้
ช่างกล่าวได้มีคุณธรรมน่านับถือ พูดได้งดงามอย่างยิ่งจน
เจียงฉางเซิงทำได้เพียงพยักหน้าเห็นด้วย
เจียงฉางเซิงถามว่า “มันเป็นมหันตภัยเช่นไร มีข้อมูล
บ้างหรือไม่”
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานตอบว่า “ข้าก็ไม่ทราบแน่ชัด
ข้อมูลมีน้อยยิ่งนัก ตำนานเพียงเล่าว่าหลังมหันตภัยพัดผ่าน
ไป สามพันโลกล้วนเหลือเพียงความว่างเปล่า มีเพียงเผ่า
มนุษย์น้อยนิดที่รอดชีวิตมาได้ ส่วนเผ่าพันธุ์อื่นๆ ถือกำเนิด
จากสามพันโลกมาในภายหลัง
เจียงฉางเซิงได้ยินดังนี้ ในใจพลันบังเกิดข้อสันนิษฐาน
อันใจกล้าประการหนึ่งขึ้นมา
หรือว่าเผ่ามนุษย์ก็คือเผ่าที่เหลือรอดมาจากมหันตภัย!
ประสบการณ์ชาติก่อนทำให้เจียงฉางเซิงรู้ว่าในจักรวาล
อีกแห่งหนึ่งที่ไม่รู้ว่าอยู่แห่งหนใด ยังมีเผ่าพันธุ์มนุษย์ดำรงอยู่
อีก
แล้วยังมีฟังก์ชั่นจิตหวนสดับหลักคำสอนอีก ผู้บำเพ็ญ
เซียนมากมายเหล่านั้นไปอยู่แห่งหนใด
ปริศนามากมายรอให้เขาไปแก้
“แดนโลหิตที่อยู่ลึกเข้าไปในห้วงสุญญตาเป็นสิ่งที่โลก
เทพยุทธ์สร้างขึ้น ข้างใต้แดนโลหิตคือน้ำพุเหลืองอนธการ
น้ำพุเหลืองอนธการมีอยู่เพื่อสะกดอสุรกายมหันตภัย แต่
เมื่อไม่นานมานี้น้ำพุเหลืองอนธการถูกพลังปริศนาทำลาย
อสุรกายมหันตภัยจึงหนีออกมาได้ นอกจากมารร้ายสีดำที่ถูก
โม่วั่งเรียกมา ยังมีพวกที่ตัวตนเป็นปริศนา ที่แข็งแกร่งกว่านั้น
และมีจำนวนมากกว่านั้นแทรกซึมเข้ามายังสามพันโลกแล้ว
แม้แต่โลกเทพยุทธ์ก็มิอาจตรวจสอบได้ชัดเจน แต่มีจุดหนึ่งที่
แน่ใจได้ นั่นก็คืองานชุมนุมหมื่นวิถีหนนี้ อสุรกายมหันตภัย
จะต้องเข้ามาป่วนอย่างแน่นอน”
น้ำเสียงของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานนิ่งสงบดั่งปกติ
ฟังอารมณ์ใดไม่ออกทั้งสิ้น
เจียงฉางเซิงถามต่อว่า “แล้วได้แจ้งผู้สืบทอดมหา
มรรคาคนอื่นหรือไม่”
“ไม่ ข้าเชื่อเจ้าเพียงคนเดียว”
“เหตุใดเล่า”
“เพราะมีเพียงเจ้าที่ปรารถนาจะบุกเบิกยุคแห่งหมื่นวิถี
ผู้อื่นเพียงอยากโค่นล้มวิถียุทธ์เท่านั้น ในตอนนั้นไม่ใช่ว่า
พวกเขามิกล้าลงมือเพราะเกรงกลัวข้าเพียงอย่างเดียว ในหมู่
พวกเขามีสองคนที่มีพลังมากพอจะสยบอัครเทพยุทธ์ทั้งสิบ
แปด การที่พวกเขาไม่ยอมลงมือ ทำให้ข้าสูญเสียความเชื่อใจ
ที่มีต่อพวกเขาไปแล้ว”
คำพูดของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานทำให้เจียงฉางเซิงจับ
ทางความคิดของอีกฝ่ายไม่ออกขึ้นมาอย่างฉับพลัน
สรุปว่าเจ้าหมอนี่ชื่นชมเขาจริงๆ อย่างนั้นรึ
……………………………………………………….