เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 453 ว่าที่ผู้นำแห่งเซียนพิภพ
เจียงฉางเซิงสนทนากับบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานอยู่
เนิ่นนาน แม้จะได้ยินถ้อยคำเปิดอกจริงใจจากอีกฝ่าย แต่เขาก็
ยังคงรักษาความเคลือบแคลงใจไว้
หากบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานเป็นคนที่ยึดถือ
ความยุติธรรมอย่างแท้จริง ก็คงไม่ปล่อยให้เรื่องยืดเยื้อ
มาจนถึงตอนนี้
ดูท่าแล้ว การที่เจียงฉางเซิงทำลายน้ำพุเหลืองอนธการ
ลงไปนั้นต่างหากที่เป็นเหตุให้ยุคหมื่นวิถีเริ่มต้นขึ้น ส่วนบรรพ
จารย์ยุทธ์นิพพานก็เพียงแค่หวาดหวั่นต่อมหันตภัยวิถียุทธ์ จึง
จำต้องร่วมมือกับพวกผิดแผกที่วิถียุทธ์เคยมองว่าอันตราย
เมื่อกลับถึงเรือนพักชั่วคราวในโลกเทพยุทธ์ เจียงฉาง
เซิงก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ไม่ว่าจะจริงหรือเท็จ เขาก็เป็นเพียง
ร่างแยกเท่านั้น
หากมีหายนะหรือสิ่งชั่วร้ายใดมารุกราน ก็ย่อมเป็นบรรพ
จารย์ยุทธ์นิพพานที่ต้องรับมือ
เจียงฉางเซิงหลับตาลง เขาในฐานะร่างแยกไม่สามารถ
ฝึกตนได้ สิ่งที่เขาทำได้คือลดการใช้พลังอาคมให้น้อยที่สุด
การอยู่นิ่งไม่ขยับ ไม่คิดมาก ก็ถือเป็นการประหยัดพลัง
อย่างหนึ่ง
ทว่าวันหลังจากนั้น โม่วั่ง บรรพจารย์พุทธอารัมภะ
บรรพจารย์อธรรมเก้าหยินและผู้สืบทอดมหามรรคาทั้งหลาย
ที่เคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันก็พากันแวะเวียนมาเยี่ยม
เจียงฉางเซิง ทำให้เขารู้สึกเหนื่อยใจไม่น้อย
ขณะนั้น เขารู้สึกราวกับย้อนกลับไปในยุคต้าจิ่งตอนต้น
อีกครั้ง…
…
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลายปีล่วงเลย
ณ เทียนจิ่ง เมืองจิงเฉิง ภายในอุทยานของวังหลวง
โอรสสวรรค์กำลังดื่มสุรา เขาหันไปมองขันทีเฒ่าข้าง
กายแล้วถามว่า “ระยะนี้เว่ยอ๋องไม่มีความเคลื่อนไหวเลยหรือ
ไม่ยื่นข้อเสนออะไรเข้ามาบ้างหรือ”
ขันทีเฒ่าก้มตัวตอบว่า “ทูลฝ่าบาท ตั้งแต่กลับมาจาก
แดนสวรรค์ครั้งก่อน เว่ยอ๋องก็ไม่ออกจากจวนเลย และไม่เอ่ย
ข้อเรียกร้องใดๆ พ่ะย่ะค่ะ”
โอรสสวรรค์ยิ้มขึ้นแล้วพูดว่า “น้องชายของเรากลายเป็น
คนใหม่แล้วหรือ หรือว่าไปเจอเรื่องอะไรเข้าในแดนสวรรค์กัน
แน่”
รอยยิ้มของเขามีแววเย้ยหยันอยู่ในที เมื่อก่อนเขากับ
เจียงเทียนเซิงสนิทสนมกันมาก แต่พอเจียงเทียนเซิงเริ่ม
แข็งกร้าวมากขึ้น เขาก็เริ่มรู้สึกไม่พอใจ เพียงแต่ไม่กล้า
แสดงออก
ขันทีเฒ่าหัวเราะเบาๆ แต่ไม่กล้าพูดอะไรต่อ
โอรสสวรรค์ก็เริ่มตกอยู่ในภวังค์ ขันทีเฒ่ารู้ดีว่าเขากำลัง
คิดอะไร ทำได้เพียงแอบถอนหายใจ
หากเว่ยอ๋องเปลี่ยนไปในทางที่ดี นั่นก็ถือเป็นเรื่องดี กลัว
แต่ว่าเว่ยอ๋องจะเงียบไปชั่วคราวเท่านั้น
อีกด้านหนึ่ง
บนยอดภูเขาวิญญาณ ภายในเรือนหลังหนึ่ง
เจียงเทียนเซิงนั่งอยู่หน้าโต๊ะ จ้องมองกระจกตรงหน้า
เขามีสีหน้าซับซ้อน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาไม่ได้ฝึกตนเลย เอาแต่เฝ้า
มองบุรุษอาภรณ์สีม่วงภายในกระจก หัวใจเต็มไปด้วย
ความรู้สึกปนเปหลากหลาย ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกอึดอัด
หลังบุรุษอาภรณ์สีม่วงกลับไปยังเผ่าเซียว เขาก็ถูกขับไล่
ในทันที บิดามารดาไม่ยอมรับ พี่น้องไม่เหลียวแล ถูกกระทำ
ราวกับสุนัข โดนตีจนบาดเจ็บหนักแล้วไล่ออกจากดินแดนของ
เผ่า เมื่อเห็นภาพนั้น เจียงเทียนเซิงรู้สึกโล่งใจราวกับ
ปลดปล่อย ทว่าไม่นาน เขาก็เริ่มรู้สึกสับสน
ชีวิตหลังจากนั้นของบุรุษอาภรณ์สีม่วงยิ่งยากลำบาก
ขึ้นไปอีก ไม่ว่าจะคบหากับใครก็ล้วนถูกรังเกียจ เกิดศัตรู
มากมาย ในเวลาเพียงไม่กี่ปี จากยอดฝีมือผู้รุ่งโรจน์แห่งเผ่า
เซียว กลับกลายเป็นคนพเนจรแห่งนภาดาราที่ใครก็อยาก
ไล่ตะเพิด
เจียงเทียนเซิงรู้ดีว่าพรสวรรค์ของอีกฝ่ายไม่ด้อยไปกว่า
ตัวเขาเลย
ยอดฝีมือระดับนั้น พอถูกเผ่าตระกูลทอดทิ้งกลับต้องใช้
ชีวิตอย่างยากแค้นขนาดนี้
นั่นแปลว่าอะไร
แปลว่าโลกนี้ไม่ได้นับถือแค่พรสวรรค์อย่างเดียว หรือ
อย่างน้อยก็ไม่ใช่ทุกกรณี
เขาเคยคิดว่าตัวเองมีพรสวรรค์ล้ำเลิศ โลกคุนหลุนควร
ยอมเสียสละเพื่อเขา แต่หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากสกุล
เจียง เขาจะสามารถมายืนอยู่จุดนี้ได้หรือ
ทรัพยากรที่เขาได้รับมาล้วนมาจากสกุลเจียง
ไม่ใช่ความพยายามของเขาเอง
เขาไม่มีสิทธิ์ไปเรียกร้องให้โลกคุนหลุนเสียสละให้เขา
คนที่มีสิทธิ์เช่นนั้นคือท่านบรรพบุรุษ!
แต่ท่านบรรพบุรุษ…
เจียงเทียนเซิงเคารพบูชาท่านบรรพบุรุษมาตั้งแต่เด็ก
รู้เรื่องราวของอีกฝ่ายดี ท่านบรรพบุรุษไม่เคยเรียกร้องให้เทียน
จิ่งเสียสละ ไม่เคยให้ฟ้าดินต้องสูญเสีย กลับเป็นเขาคนเดียวที่
พาเทียนจิ่งลุกขึ้นมาสร้างโลกคุนหลุนได้สำเร็จ
ท่านบรรพบุรุษมีอำนาจขับไล่ผู้อื่น หากคนอื่นมีอำนาจ
เช่นนั้นบ้าง แล้ววันหนึ่งเขาถูกขับไล่ เขาจะรับมืออย่างไร
หัวใจของเจียงเทียนเซิงปั่นป่วน เขาเอาแต่จ้องบุรุษ
อาภรณ์สีม่วงด้วยสายตาเหม่อลอย ทั้งตัวแทบไม่มีเรี่ยวแรง
ขณะนั้นเอง เสียงขององครักษ์ชุดขาวคนหนึ่งก็ดัง
มาจากข้างนอก
“เว่ยอ๋อง มีคนชื่อหูยวนมาขอพบ บอกว่าเป็นคนรู้จักเก่า
ของท่าน”
เจียงเทียนเซิงเผลอคิดจะปฏิเสธไปโดยสัญชาตญาณ
แต่ก็พลันนึกออกว่าหูยวนคือใคร เขาจึงระลึกถึงวันคืนอัน
ตื่นเต้นในอดีต
“ให้เขาเข้ามาเถอะ”
เจียงเทียนเซิงตอบแล้วเก็บกระจกไป เขารู้ตัวว่าตน
ไม่ควรจ้องกระจกนั้นอีกต่อไป หากยังมองต่อไป เขาอาจเกิด
จิตมารขึ้นได้
ไม่นานก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงหัวเราะ
สดใส
“ฮ่าๆๆ เทียนเซิง ไม่เจอกันนานเลยนะ!”
เมื่อได้ยินเสียงนั้น รอยยิ้มก็พลันผุดขึ้นบนใบหน้าของ
เจียงเทียนเซิงโดยไม่รู้ตัว
หูยวนผลักประตูเข้ามา มาถึงก็นั่งลงอย่างไม่เกรงใจ
แล้วรินเหล้าให้ตัวเองทันที
เห็นท่าทางแบบนั้น เจียงเทียนเซิงกลับยิ้มกว้างขึ้น
เขากล่าวหยอกว่า “ได้ยินมาว่าเจ้าทะเลาะกับจอมราชัน
เผ่าปีศาจ แล้วยังกล้าปฏิเสธคำเชิญของมหาเทพแห่งแดน
สวรรค์อีก แดนสวรรค์ไม่ได้เล่นงานเจ้าหรือ พวกเขา
ให้ความสำคัญกับหน้าตามากเชียวนะ”
หูยวนยังดูหนุ่มแน่นอยู่เหมือนเดิม ความเฉียบแหลมใน
ตัวก็ยิ่งฉายชัดมากกว่าเดิม ไม่ได้ลดลงตามกาลเวลา
แม้แต่น้อย
เขาโบกมือแล้วพูดว่า “อย่าพูดเลย รู้สึกเหมือนไปยุ่งกับ
เรื่องเหม็นๆ มา”
พูดจบ เขาก็มองเจียงเทียนเซิงแล้วถามว่า “สหาย ดูเจ้า
ไม่ค่อยสดใส เจอเรื่องลำบากใจอะไรหรือไม่”
เจียงเทียนเซิงนิ่งงัน เขาคิดว่าหูยวนมาหาเพราะต้องการ
ความช่วยเหลือ คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะห่วงใยเขา
“มันก็มีปัญหาอยู่บ้าง แต่ไม่ถึงขั้นต้องกังวล ข้าจัดการ
ได้” เจียงเทียนเซิงส่ายหน้าพูด ระดับของเขากับหูยวนอยู่ห่าง
กันเกินไป หูยวนไม่มีทางเข้าใจความหมายของคำว่าการถูก
เนรเทศ
หูยวนมองเขาแน่นิ่ง แล้วพูดว่า “คนเราทุกคนต่างมีมุมที่
ไม่อยากเปิดเผยทั้งนั้น แต่ข้าจำได้ว่าเมื่อก่อน เจ้าเป็นคน
กระตือรือร้น มีคุณธรรม จิตใจดี เต็มเปี่ยมไปด้วย
ความกล้าหาญ นั่นแหละคือตัวอย่างที่ข้าอยากเดินตาม ข้า
เคยคิดว่าเจ้าคือเซียนผดุงธรรม ไม่สนฐานะของใคร หากเห็น
ความไม่เป็นธรรมก็ชักกระบี่ช่วยเหลือ ยามนี้ข้านึกถึงภาพนั้น
ก็ยังรู้สึกเลื่อมใสอยู่เลย”
รอยยิ้มของเจียงเทียนเซิงจางหายไป เขาเข้าใจ
ความหมายในคำพูดของอีกฝ่าย หากเป็นเมื่อก่อน เขาคง
โกรธไปแล้ว แต่เมื่อได้เห็นชะตากรรมของบุรุษอาภรณ์สีม่วง
ตลอดหลายปีนี้ เขากลับเลือกที่จะเงียบแทน
เขาตอบไปด้วยหน้าตาเย็นชาว่า “คบหากับใคร
ช่วยเหลือคนอื่น แล้วมันได้อะไรกัน หากวันหนึ่งข้าถูกพลัง
บางอย่างเนรเทศออกไป ไม่มีใครจดจำสิ่งที่ข้าเคยทำ
ทุกอย่างที่ข้าทุ่มเทไปก็เปล่าประโยชน์สิ้นดีไม่ใช่หรือ”
หูยวนจ้องเขาแน่นิ่ง จู่ๆ ก็หัวเราะออกมา แล้วหัวเราะ
เสียงดังขึ้นเรื่อยๆ
“เจ้าหัวเราะอะไร มันตลกมากหรือ” เจียงเทียนเซิง
ถามด้วยความผิดหวัง
แน่นอนอยู่แล้ว พวกเขาไม่ใช่คนที่อยู่ในโลกเดียวกัน
แต่ละคนก็สัมผัสกับสิ่งที่อีกฝ่ายไม่มีวันเข้าใจ
หูยวนเก็บรอยยิ้มไปแล้วกล่าวว่า “เจ้าลองถามดูทั้งใต้
หล้านี้ดูสิ นอกจากคนที่เจ้าเคยช่วยไว้ ยังมีใครอีกที่จดจำเจ้า
สมัยก่อนบ้าง นี่ไม่ใช่พลังที่เจ้าพูดถึงเมื่อครู่หรอกหรือ”
เจียงเทียนเซิงชะงักไป
หูยวนกล่าวต่อว่า “คนทำชั่วบ่อยๆ ก็ย่อมพินาศในที่สุด
ส่วนคนที่สั่งสมบุญไว้มากย่อมได้รับผลบุญ วันหนึ่งหากมีผู้
ยื่นมือเข้าช่วยยามเจ้ากำลังตกอยู่ในหายนะ เจ้าจะไม่มีวันลืม
แน่ เจ้าลองคิดดูสิ เจ้าไม่เคยมีประสบการณ์ที่มีคนช่วยไว้ใน
ช่วงสิ้นหวังหรือไร”
เจียงเทียนเซิงนึกถึงตอนที่ได้รับความช่วยเหลือจากท่าน
บรรพบุรุษ แม้เขาจะหวาดกลัวในวิธีลงโทษของท่านบรรพบุรุษ
แต่เมื่อมีคนยื่นมือมาช่วยไว้ เขาก็รู้สึกซาบซึ้งใจ
“ใช่…จะลืมได้อย่างไรกันเล่า…”
เจียงเทียนเซิงพึมพำออกมา ดวงตาเต็มไปด้วย
ความเลื่อนลอย แล้วเสริมอีกประโยคว่า “แต่ก็มีบางคนที่ถูก
ลืมจริงๆ นะ”
หูยวนย้อนถามว่า “แล้วคนผู้นั้นเคยทำความดีช่วยคน
อย่างเจ้าหรือไม่”
เจียงเทียนเซิงนึกถึงนิสัยของบุรุษอาภรณ์สีม่วง แล้วก็
ส่ายหน้าทันที
คนประเภทนั้น ทั้งหยิ่งยโส มองคนอื่นต่ำกว่า ไม่มีทาง
ทำเรื่องช่วยเหลือใครเป็นแน่
เขารู้สึกสบายใจขึ้นมา
สบายใจอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน!
ยิ่งกว่าตอนเห็นบุรุษอาภรณ์สีม่วงตกอยู่ในสภาพน่า
สมเพชเสียอีก!
แต่เดิมเขาไม่ใช่คนเห็นแก่ตัว เพียงแต่ความอัปยศและ
ความพ่ายแพ้ที่บุรุษอาภรณ์สีม่วงมอบให้มันรุนแรงเกินไป
รุนแรงจนเขาเชื่อว่าหากเขาทำได้อย่างอีกฝ่าย รวมพลังแห่ง
ฟ้าดินไว้ได้ เขาก็จะสามารถเหนือกว่าอีกฝ่ายได้ในที่สุด
เหตุผลเช่นนี้กลับกลายเป็นข้ออ้างที่ทำให้เขาหันเหเข้าสู่
เส้นทางที่สุดโต่งในเวลาต่อมา
“การทำความดีช่วยเหลือผู้คน จะถูกจดจำไว้ตลอดจริง
หรือ…” เจียงเทียนเซิงพึมพำ
หูยวนยิ้มแล้วกล่าวว่า “แน่นอนอยู่แล้ว เพียงแต่แค่ครั้ง
สองครั้งมันยังไม่พอ ต้องทำดีโดยไม่หวังผลลัพธ์ นี่แหละที่
มรรคาจารย์กล่าวไว้ว่าเป็นกุศล หากมีบุญกุศลมากพอก็ถึงขั้น
สำเร็จเป็นเซียนได้ในทันที ไม่ได้มีเพียงเส้นทางที่ต้อง
สะสมพลังอาคมเท่านั้น”
แววตาของเจียงเทียนเซิงสว่างวาบขึ้นทันที ความคิดก็
โล่งโปร่งขึ้นมาก
ใช่แล้ว
ไม่ใช่ว่าเขาอยากเป็นเหมือนท่านบรรพบุรุษมาตลอด
หรอกหรือ
หากเดินตามเส้นทางของบุรุษอาภรณ์สีม่วง นั่นก็
หมายความว่าเขากำลังจะกลายเป็นบุรุษอาภรณ์สีม่วงอีกคน
ระหว่างท่านบรรพบุรุษกับบุรุษอาภรณ์สีม่วง เขาย่อม
ต้องเลือกเป็นท่านบรรพบุรุษอยู่แล้ว!
คิดไปยิ่งตื่นเต้น เขาเริ่มยกสุราขึ้นดื่มอึกใหญ่ๆ
หูยวนมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของเขาก็ยิ้มออกมา
เช่นกัน
เจียงเทียนเซิงสูดลมหายใจลึก สีหน้ากลับมาสงบนิ่ง
อีกครั้ง ไม่ใช่คนหม่นหมองเหมือนที่ผ่านมา เขาเอามือทั้งสอง
วางบนต้นขา มองหูยวนแล้วเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ว่า
“หูยวน เจ้าเจอเรื่องยากลำบากมากกว่าข้าเสียอีก
เหตุใดเจ้าถึงไม่…”
หูยวนยิ้มพลางตอบว่า “เพราะข้าเต็มไปด้วยความรู้สึก
ขอบคุณ ข้าไม่เหมือนเจ้า เจ้ากำเนิดในสกุลเจียง มีจุดเริ่มต้น
ที่สูงส่งเกินกว่าผู้คนทั่วไป ข้ากลับเกิดในหมู่บ้านเล็กๆ แม้แต่
โอกาสบำเพ็ญเซียนก็ยังได้มาด้วยความเมตตาของมรรคา
จารย์ ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น เอาแค่มหาพิภพจิตจรก็พอ
มรรคาจารย์สั่งสมบุญกุศลไว้มากเพียงใดกัน ก็เพราะมรรคา
จารย์ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่าง แม้ใต้หล้านี้จะยังมีความชั่วอยู่
บ้าง แต่ความชั่วไม่มีวันชนะความดีได้หรอก
หากไม่มีมรรคาจารย์ อย่าว่าแต่ใต้หล้านี้เลย แค่สกุล
เจียงของพวกเจ้า ข้าพูดตรงๆ ก็แล้วกัน แต่ไหนแต่ไรมาพวก
จักรพรรดิไม่เคยมีความรักในครอบครัว แต่พวกเจ้าสกุลเจียง
กลับเป็นข้อยกเว้น ตั้งแต่มรรคาจารย์ปรากฏตัว ก็ไม่
มีเหตุการณ์พี่น้องฆ่าฟันกันอีกเลย เจ้าเองก็ลองคิดดู ตอน
เจ้ายังเด็กก็แสดงพรสวรรค์ออกมา หากเกิดในยุคก่อนมรรคา
จารย์ เจ้าคิดหรือว่าจะมีชีวิตรอดมาจนโต เจ้าก็
ไม่ใช่บุตรชายคนโตที่เกิดจากภรรยาเอกเสียหน่อย!”
เจียงเทียนเซิงตั้งใจฟัง หูยวนก็ยิ่งพูดไปอย่าง
กระตือรือร้น
เห็นหูยวนพูดเพลินจนเกินขอบเขต เจียงเทียนเซิงกลับ
ไม่โกรธเลย ตรงกันข้ามกลับยิ่งรู้สึกยินดี เขาพลันรู้สึกขึ้นมาว่า
ตนเองอาจจะสำคัญกับหูยวนมากกว่าที่เขาคิดไว้
ลองคิดกลับกัน หากสหายของเขาเดินผิดทาง
แถมยังอยู่ในตำแหน่งสูง เขาเองก็คงไม่มีความกล้า
ไปตักเตือนเช่นกัน
พอหูยวนพูดจบ เห็นเจียงเทียนเซิงยิ้มมองเขาอยู่ เขาก็
ยิ้มตามออกมา
ทุกอย่างไม่ต้องเอ่ยก็เข้าใจกัน
เจียงเทียนเซิงสั่งเอาเหล้าดีมาเพิ่ม ทั้งสองดื่มต่อกันอีก
หลายชั่วยาม
หูยวนไม่ได้อยู่นาน ดื่มเสร็จแล้วก็เตรียมจะจากไป
“เจ้ามาในครั้งนี้เพื่อโน้มน้าวข้าเท่านั้นหรือ” เจียงเทียน
เซิงตกใจ เขานึกว่าหูยวนมีเรื่องสำคัญ
หูยวนเดินมาถึงหน้าประตู หันหลังให้เขาแล้วยืดตัว
บิดขี้เกียจ แสงอาทิตย์สาดส่องลงบนร่างของเขา ทำเอาเจียง
เทียนเซิงเผลอมองจนตะลึง
หูยวนเอียงหน้า เหลือบตามองแล้วพูดว่า “ไม่คิดมาก่อน
ล่ะสิ ข้าน่ะคือว่าที่ผู้นำแห่งเซียนพิภพ ส่วนเจ้าเป็นผู้บำเพ็ญ
เซียน ข้าไม่ดูแลเจ้า แล้วจะให้ใครมาดูแลเจ้าเล่า
ข้าไปล่ะ ครั้งหน้าเจอข้าอีก ก็คงเป็นตอนที่ข้าถือคันฉ่อง
ฟ้าดินแล้วล่ะ!”
เขาโบกมือ แล้วเหาะขึ้นสู่ท้องฟ้า ขี่เมฆาลอยจากไป
เจียงเทียนเซิงก้าวออกจากประตูเรือน มองร่างเงาของ
เขาที่ลอยห่างออกไปพลางเผยรอยยิ้มออกมา
“ผู้นำแห่งเซียนพิภพหรือ ในเมื่อเจ้าคิดจะเป็นแล้ว ข้าก็
คงต้องเพิ่มความยากให้เจ้าสักหน่อยแล้วล่ะ”
…………………………………………..