เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 454 ความไม่แน่นอนแห่งกรรม ศึกของถ้ำเทวะ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 454 ความไม่แน่นอนแห่งกรรม ศึกของถ้ำเทวะ
โลกเทพยุทธ์ โลกอิสระที่เจ็ด สถานที่เปิดงานชุมนุมใหญ่
หมื่นวิถี
เหนือมหาสมุทรไร้ขอบเขต เมืองขนาดมหึมาตั้งลอยอยู่
กลางอากาศ บดบังทั้งฟ้าและแสงตะวัน เมืองนี้กว้างใหญ่
มีทั้งขุนเขาและป่าไม้น้อยใหญ่ซับซ้อน ซุ้มประลองนับไม่ถ้วน
กระจายอยู่ทั่วเมืองราวกับดวงดาว บางแห่งเล็ก บางแห่งใหญ่
รอบเวทีเหล่านั้นมีผู้คนอยู่มากมาย รวมถึงสิ่งมีชีวิตจาก
เผ่าพันธุ์อื่นด้วย
เจียงจื่ออวี้เดินอยู่บนถนนสายหนึ่งร่วมกับเหล่าเทพ
เซียนจากแดนสวรรค์ ตลอดทางพวกเขาพบกับขบวนของขุม
กำลังนานา แม้พวกเขาจะเป็นตัวแทนของอำนาจสูงสุดในนาม
โลกคุนหลุน แต่ที่นี่พวกเขาก็เป็นเพียงหนึ่งในหมื่นพันขุมกำลัง
และพลังของพวกเขาก็แทบไม่อาจพูดได้ว่าโดดเด่น
“โลกเทพยุทธ์สมแล้วที่เป็นจุดสูงสุดของวิถียุทธ์ อิทธิพล
เช่นนี้เหนือกว่าจินตนาการจริงๆ”
“ใช่แล้ว สามารถปกครองสามพันพิภพ พลังของโลกเทพ
ยุทธ์เกินกว่าที่เราจะจินตนาการได้ ที่สำคัญคือสามพันพิภพ
เป็นเพียงชื่อรวม ตัวเลขของพิภพอาจมีมากกว่าจำนวนของ
เผ่ามนุษย์ในโลกคุนหลุนเสียอีก”
“งานชุมนุมใหญ่หมื่นวิถีช่างน่าตื่นเต้นจริงๆ พวกเจ้าคิด
ว่าหมื่นวิถีนั้นมีอยู่จริงหรือไม่”
“จะเป็นไปได้อย่างไร เท่าที่เคยได้ยิน ยามนี้ระบบการฝึก
ตอนมีแค่ไม่กี่สิบวิถี ที่เหลือก็คงเป็นเพียงสาขาย่อยของวิถี
ยุทธ์เท่านั้น”
“เมื่อครู่พวกนั้นคือเผ่าอะไร โลกคุนหลุนของเรายัง
ไม่มีด้วยซ้ำ”
ขณะที่เสียงพูดคุยของเทพเซียนดังขึ้นด้านหลัง สีหน้า
ของจักรพรรดิสวรรค์เจียงจื่ออวี้กลับไม่สู้ดี
เหล่าเทพเซียนรู้สึกตื่นตาตื่นใจ แต่จักรพรรดิสวรรค์
กลับสัมผัสได้ถึงช่องว่างที่ยิ่งใหญ่
โลกคุนหลุนจะต้องใช้เวลาอีกเท่าใดจึงจะไล่ทันโลกเทพ
ยุทธ์กัน
ในใจของจักรพรรดิสวรรค์รู้สึกสิ้นหวัง เขารู้ดีว่าด้วย
อัตราการพัฒนาในปัจจุบันของโลกคุนหลุน หากหวัง
จะไล่ตามโลกเทพยุทธ์ให้ทันก็แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะโลกเทพ
ยุทธ์เองก็ยังคงพัฒนาไม่หยุดเช่นกัน
ที่เรียกว่างานชุมนุมใหญ่หมื่นวิถี ดูเหมือนจะเป็นเวทีให้
ทุกมหามรรคาได้แสดงตน แต่หากพินิจให้ดี กลับเป็น
ความทะเยอทะยานของวิถียุทธ์ที่จะรวบรวมหมื่นวิถีไว้ด้วยกัน
ใครที่มาร่วมงานนี้ก็ล้วนแต่เกิดความเคารพบูชาต่อวิถี
ยุทธ์ เช่นนี้แล้ว จะพลิกกลับมาแซงหน้าได้อย่างไร?
จู่ๆ จักรพรรดิสวรรค์ก็เกิดความเคารพต่อบรรพจารย์
ยุทธ์ขึ้นมา แทนที่จะต่อสู้กันระหว่างมหามรรคา ต่างฝ่ายต่าง
แย่งชิงอำนาจ สู้ใช้คำว่ายุคแห่งหมื่นวิถีกลืนกินไปเลยไม่ดีกว่า
หรือ
ยอดเยี่ยมยิ่งนัก!
เมื่อวิถียุทธ์เกิดศัตรู พวกเขาย่อมต้องเร่งพัฒนาเพื่อ
ตอบโต้ ส่งเสริมให้วิถียุทธ์ก้าวหน้า ส่วนบรรดาหมื่นวิถีที่
ซาบซึ้งต่อบุญคุณของบรรพจารย์ยุทธ์ ในวันหนึ่งหากต้องรวม
เข้าเป็นส่วนหนึ่งของวิถียุทธ์ก็จะไม่ต่อต้านนัก
จักรพรรดิสวรรค์ยิ่งสนใจบรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน
มากขึ้น เขาพลันอยากพบบรรพจารย์ยุทธ์ผู้นั้น
น่าเสียดาย ด้วยระดับขั้นในตอนนี้ เขายังไม่มีคุณสมบัติ
แม้แต่จะพูดคุยกับบรรพจารย์ยุทธ์ เกรงว่าเพียงบิดาของเขา
เท่านั้นที่พอจะมีโอกาส
จากนั้นเขาก็เกิดความสงสัยอีกอย่างหนึ่ง
โลกที่บิดาของเขากับบรรพจารย์ยุทธ์อยู่เป็นเช่นไรกัน
วิสัยทัศน์ของพวกเขาที่มีต่อสรรพชีวิตนั้นกว้างไกล
เพียงใด การแย่งชิงผลประโยชน์ของสรรพสิ่งจะตกอยู่ใน
สายตาของพวกเขาหรือไม่
สีหน้าของจักรพรรดิสวรรค์เปลี่ยนจากมืดมนเป็นสดใส
เขาพบว่าตนเองไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นและอยากรู้อยากเห็นเช่นนี้
มานานแล้ว เขาอยากยืนอยู่ในระดับเดียวกับบิดาและบรรพ
จารย์ยุทธ์ พูดคุยกับพวกเขา มองลงมายังสรรพชีวิตทั้งหลาย
จากเบื้องสูง
นามของจักรพรรดิสวรรค์ จะพึ่งพาแต่รุ่นของบิดา
ไปตลอดได้อย่างไร?
ขณะเดียวกันนั้นเอง บนยอดหอคอยแห่งหนึ่ง กลับมีสอง
ร่างที่เฝ้ามองจักรพรรดิสวรรค์อยู่จากที่ไกลๆ แม้จะห่างกัน
เป็นหลายแสนลี้ แต่พวกเขากลับสามารถเห็นทุก
การเคลื่อนไหวของจักรพรรดิสวรรค์ได้ชัดเจน
“นั่นคือบุตรของมรรคาจารย์สินะ”
อัครเทพยุทธ์จุนกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเฉยเมย แฝงความ
ไม่ยินดี
ฟ้าดินสรวลที่ยืนอยู่ข้างๆ เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ใช่แล้ว
แถมยังเป็นบุตรเพียงคนเดียวด้วย”
อัครเทพยุทธ์จุนส่ายหัว “เขาอ่อนแอเกินไป ไม่เหมาะกับ
แผนของพวกเรา”
ฟ้าดินสรวลกล่าวต่อว่า “เขาอ่อนแอจริง แต่ยังหนุ่มนัก
อายุยังไม่ถึงหมื่นปีด้วยซ้ำ เจ้าเคยเห็นใครในวัยเท่านี้มีพลัง
ถึงเพียงนี้บ้างเล่า พรสวรรค์ของเขาไม่น่ากลัวพอหรือ”
อัครเทพยุทธ์จุนขมวดคิ้ว สายตาเย็นชาลงอีก
ฟ้าดินสรวลกล่าวอีกว่า “ผ่านไปอีกแสนปี เขาจะต้อง
โด่งดังไปทั่วสามพันพิภพ กลายเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของ
ยุคแห่งหมื่นวิถี บางทีเขาอาจกลายเป็นไท่ซั่งคุนหลุนคนต่อไป
ก็ได้”
“ไท่ซั่งคุนหลุน? เขาจะเทียบกับไท่ซั่งคุนหลุนได้หรือ”
“ขณะที่ทุกคนกำลังหลงใหลในความยิ่งใหญ่ของโลก
เทพยุทธ์ มีเพียงเขาที่รู้สึกถึงจิตมุ่งมั่นในการต่อสู้ เขาอยาก
ก้าวข้ามโลกเทพยุทธ์ ข้าน่ะมีสายตาที่มองคนได้ทะลุปรุโปร่ง”
คำพูดของฟ้าดินสรวลแฝงไว้ด้วยความลึกล้ำ ทำให้
สายตาที่อัครเทพยุทธ์จุนใช้มองจักรพรรดิสวรรค์เปลี่ยนไป
อย่างสิ้นเชิง
“เช่นนั้น เขาก็เหมาะสมจริงๆ”
…
การเปิดฉากของงานชุมนุมใหญ่หมื่นวิถีแพร่กระจาย
ไปยังมหาพิภพจิตจรอย่างรวดเร็ว แม้แต่เทพเซียนในมหา
พิภพจิตจรยังสร้างนครยิ่งใหญ่อันน่าตกตะลึงขึ้นมา
แสดงให้เห็นสถานที่จัดงานชุมนุมใหญ่หมื่นวิถีอย่างสมบูรณ์
พลังของหลากหลายมหามรรคาก็เริ่มแพร่กระจายออก
ไปด้วย ถูกผู้ศรัทธาบันทึกเอาไว้มากขึ้นเรื่อยๆ บรรยากาศของ
ยุคหมื่นวิถีจึงได้มาเยือนอย่างแท้จริง ปกคลุมไปทั่วโลกคุน
หลุน
วันนี้มู่หลิงลั่วกับไป๋ฉีกลับมายังตำหนักเมฆาม่วง เห็น
เจียงฉางเซิงกำลังหลอมโอสถ สตรีทั้งสองอดเข้ามาสอบถาม
เรื่องของมหามรรคาอื่นๆ ไม่ได้
เจียงฉางเซิงไม่ได้ปิดบัง เล่าทุกสิ่งที่ตนเห็นและได้ยินมา
“ไม่รู้ว่าพวกจื่ออวี้จะกลับมาอย่างปลอดภัยได้หรือไม่”
มู่หลิงลั่วกล่าวด้วยความเป็นห่วง มีมหามรรคามากมาย
เช่นนั้น จะสามารถวางความแค้นและอยู่ร่วมกันอย่างสงบได้
จริงหรือ
เจียงฉางเซิงตอบว่า “จะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น
แน่นอน แต่ตอนจบจะเป็นไปในทางที่ดี”
ก่อนหน้านี้เขาพยากรณ์ไว้แล้วว่าเจียงจื่ออวี้จะสามารถ
กลับมาได้ และงานชุมนุมใหญ่หมื่นวิถีก็จะดำเนินไปอย่าง
ราบรื่น เพียงแต่ระหว่างทางกลับดูคลุมเครือ นั่นคือสิ่งที่
เปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนแปลงยังคงขยายตัวอยู่ นี่จึงเป็น
เหตุผลที่เขาหลอมโอสถ หากโลกเทพยุทธ์เกิดเรื่อง เขาต้อง
พร้อมช่วยเหล่าเทพแห่งแดนสวรรค์ทันที
การเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันของกรรมทำให้เจียงฉาง
เซิงนึกถึงอสุรกายมหันตภัยที่บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานเคย
พูดถึง
ไม่รู้ว่าอสุรกายมหันตภัยเป็นพลังเช่นไร ถึงสามารถ
สั่นคลอนกรรมได้ หรือว่าเบื้องหลังมีผู้เกี่ยวข้องกับกรรมที่
กำลังวางแผนอยู่
เมื่อได้ยินคำปลอบของเจียงฉางเซิง มู่หลิงลั่วก็พลันรู้สึก
เบาใจขึ้น นางเชื่อคำพูดของเขาโดยไม่มีข้อสงสัย
“จริงสิ ที่เทียนจิ่งเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น เจียงเทียนเซิง เว่ย
อ๋องที่ผูกขาดทรัพยากรของเทียนจิ่งไว้แต่เพียงคนเดียวจู่ๆ ก็
เปลี่ยนไป เขาสละทรัพย์สมบัติทั้งหมดมอบให้ชาวบ้าน มอบ
เคล็ดวิชา วิชาอาคม อาวุธอาคม โอสถที่เก็บสะสมไว้มอบให้
คลังหลวง ข่าวนี้แพร่กระจายไปทั่ว แม้แต่แดนสวรรค์ก็ยัง
พูดถึง ว่ากันว่ามีคนชื่อหูยวนเป็นผู้เกลี้ยกล่อมเขา”
ไป๋ฉีพูดขึ้นทันใด พอพูดจบก็พิจารณาสีหน้าเจียงฉาง
เซิงอย่างระมัดระวัง
มู่หลิงลั่วเอ่ยด้วยความสงสัยว่า “หูยวน? ใช่คนที่ได้รับ
การสนับสนุนจากวังมังกร แต่ปฏิเสธการรับเชิญจากแดน
สวรรค์หรือไม่ ได้ยินมาว่าขนาดนักปราชญ์ฉียังชื่นชมเขา
อย่างยิ่ง”
ไป๋ฉียิ้มอย่างภูมิใจ “ใช่แล้ว เขามีศักยภาพจะเป็นผู้นำ
แห่งเซียนพิภพ เดินทางทั่วหล้า สร้างคุณความดีมากมาย ใน
โลกบำเพ็ญเซียน เขาสะสมชื่อเสียงไว้ไม่น้อยเลยทีเดียว”
มู่หลิงลั่วจ้องนางแล้วเอ่ยว่า “หูยวนคงไม่ใช่คนที่เจ้า
สนับสนุนหรอกกระมัง จริงสิ วังมังกรมิใช่ขุมอำนาจของ
เจ้าหรือ”
ไป๋ฉีแกล้งกระแอมแล้วตอบว่า “ขุมอำนาจของข้าอะไร
กัน ของนายท่านต่างหาก!”
“ว่าแล้วเชียว ข้าก็ว่าเจ้าจะชมคนอื่นโดยไม่มีที่มาที่ไปได้
อย่างไร” มู่หลิงลั่วส่ายหัวพลางยิ้มขำ
เจียงฉางเซิงไม่ได้พูดอะไร แต่ในใจกลับรู้สึกอิ่มเอม
เจียงเทียนเซิงกับหูยวนมีกรรมต่อกันจริง หูยวนสามารถ
ทำให้เจียงเทียนเซิงกลับใจได้ ถือว่าเกินความคาดหมายของ
เขา
“กรรมนั้นสามารถคำนวณได้ แต่การคำนวณย่อม
มีความไม่แน่นอน หูยวนเองก็เป็นผู้ที่ข้าสร้างขึ้นมา ข้าคือผู้
คำนวณ แต่ข้าก็เป็นความไม่แน่นอนด้วยเช่นกัน…”
เจียงฉางเซิงครุ่นคิดในใจ และค่อยๆ เข้าสู่ภาวะสมาธิ
สตรีทั้งสองเห็นดังนั้นก็ไม่กล้ารบกวน พากันเดินออก
ไปไกลอีกหน่อย แล้วพูดคุยเรื่องของหูยวนกับเจียงเทียน
เซิงกันต่อ
การกระทำของเจียงเทียนเซิงสร้างแรงสะเทือนให้กับทุก
รัฐของเทียนจิ่ง ประชาชนที่ได้รับเงินทองต่างก็ปลื้มปีติ แต่
เหล่าตระกูลขุนนางกลับประณามเขาอย่างรุนแรง พอ
ความจริงเปิดเผยว่าเว่ยอ๋องสะสมทรัพย์มหาศาลไว้เช่นนั้น
ราชสำนักเองก็เริ่มตั้งคำถาม
เจียงเทียนเซิงเมื่อได้ยินก็ไม่ได้โกรธ กลับไปหาโอรส
สวรรค์ด้วยตนเอง แสดงความประสงค์จะทำงานเพื่อเทียนจิ่ง
ต้องการชดเชยสิ่งที่ทำผิดมาตลอดหลายปี
โอรสสวรรค์ย่อมยินดี เจียงเทียนเซิงในตอนนี้คืออันดับ
หนึ่งในใต้หล้าของเทียนจิ่งอย่างแท้จริง เขาสามารถจัดการ
เรื่องราวได้มากมาย หากเขายินดีทุ่มเทก็คงมีคุณค่ามากกว่า
การแจกจ่ายทรัพย์สินเสียอีก
ในวันต่อๆ มา เจียงเทียนเซิงพิสูจน์การเปลี่ยนแปลงของ
ตนด้วยการกระทำจริง ยิ่งเขาสร้างผลงานมากเพียงใด
ประชาชนเทียนจิ่งก็ยิ่งเคารพหูยวนมากขึ้น เพราะเจียงเทียน
เซิงมักเอ่ยถึงหูยวนอยู่เสมอ ยืนยันว่าหูยวนคือผู้ที่สะท้อน
อุดมคติแห่งเซียนผดุงธรรมได้อย่างแท้จริง
แม้ว่าเทียนจิ่งจะยังไม่ได้รวมใต้หล้าเป็นหนึ่งเดียว แต่ก็
ถือเป็นศูนย์กลางของแดนมนุษย์แห่งโลกคุนหลุน เรื่องใด
แม้เพียงเล็กน้อยก็กระจายไปทั่วใต้หล้าได้ หูยวนจึงกลายเป็น
บุคคลที่มีชื่อเสียงพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
…
โลกเทพยุทธ์ ในโลกหลัก
บนยอดเขา ไท่ซั่งคุนหลุนยืนอย่างองอาจ จ้องลงมายัง
เงาร่างทั้งเจ็ดสิบสองด้านล่างเชิงเขา ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเฟิงอวี้
ผู้ที่ถูกยันต์เทพกำเนิดจักรวาลประทับร่าง
“นับจากนี้ พวกเจ้าคือเจ็ดสิบสองถ้ำเทวะใต้
บังคับบัญชาของข้า จะฟังคำสั่งจากข้าเพียงผู้เดียว แม้พวก
เจ้าจะยังห่างไกลจากเจ็ดสิบสองถ้ำเทวะรุ่นก่อน แต่พวก
เจ้าก็ได้พิสูจน์ตนแล้วว่ามีพรสวรรค์!”
น้ำเสียงของไท่ซั่งคุนหลุนเรียบสงบ ไม่มีถ้อยคำ
เร้าอารมณ์ใดๆ แต่ถ้ำเทวะทั้งเจ็ดสิบสองกลับมีแววตา
คลั่งไคล้อย่างเห็นได้ชัด
แค่ได้เห็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งนิรันดร์กาลในตำนาน
เลือดในกายพวกเขาก็เดือดพล่านแล้ว
เมื่อหลายปีก่อน ไท่ซั่งคุนหลุนใช้พลังเทพเหนือกำเนิด
ยุติคลื่นเหมันต์นิรันดร์ ชื่อเสียงของเขาถูกผลักดันขึ้นสู่จุดสูง
สุด ในวิถียุทธ์เป็นรองเพียงแค่บรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน กระทั่ง
พูดได้ว่าเหนือกว่าบรรพจารย์ยุทธ์ เพราะในสายตาของผู้ฝึก
ยุทธ์ส่วนใหญ่ บรรพจารย์ยุทธ์นับว่าทรยศวิถียุทธ์ไปแล้ว
ตอนนี้ เสียงเรียกร้องเริ่มหนาหูขึ้นเรื่อยๆ ต้องการให้
ไท่ซั่งคุนหลุนขึ้นแทนที่บรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน ควบคุมโลก
เทพยุทธ์ทั้งปวง!
ดวงตาของไท่ซั่งคุนหลุนแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม ก่อนที่
ร่างกายจะปลดปล่อยแสงสีขาวเจิดจ้าออกมา กลายเป็น
ลำแสงเจ็ดสิบสองสายพุ่งเข้าสู่ร่างของทุกคนที่อยู่ตรงเชิงเขา
เฟิงอวี้ไม่ทันตั้งตัวจึงไม่อาจหลบเลี่ยงได้ ทว่าหลังจาก
ตกตะลึงได้ไม่นานนักก็เปลี่ยนเป็นความยินดี
“พลังนี่มันอะไรกัน…ลมปราณของข้า…”
เฟิงอวี้รู้สึกตื่นเต้น เขาสัมผัสได้ว่าลมปราณในร่างกำลัง
เพิ่มพูน และยังมีพลังลี้ลับบางอย่างเพิ่มเติมเข้ามา
เขาเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง มองไปยังเงาร่างนั้นบนยอดเขาซึ่ง
สูงส่งเหนือสรรพสิ่ง สายตาเต็มไปด้วยความยำเกรง
นี่มันความแข็งแกร่งเพียงไหนกันแน่!
“ภายในครึ่งปี จงควบคุมพลังนี้ให้ได้ มีเพียงการควบคุม
พลังนี้ พวกเจ้าจึงจะเป็นเจ็ดสิบสองถ้ำเทวะที่แท้จริง งาน
ชุมนุมใหญ่หมื่นวิถีในครั้งนี้ จะเป็นสมรภูมิแรกแห่งมหันตภัย
วิถียุทธ์ และเป็นเวทีประกาศนามของพวกเจ้า!”
ไท่ซั่งคุนหลุนเอ่ยอย่างอหังการ ราวกับไม่เห็นมหันตภัย
วิถียุทธ์อยู่ในสายตาแม้แต่น้อย
หนึ่งในผู้ฝึกยุทธ์ตะโกนถามขึ้นว่า “ขอถามนายท่าน
มหันตภัยวิถียุทธ์คือสิ่งใดกัน พวกเราต้องเผชิญกับศัตรูแบบ
ไหนกันแน่”
ไท่ซั่งคุนหลุนหันไปมองคนผู้นั้น สีหน้าไม่เปลี่ยนไป เขา
ตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชาไร้ความรู้สึก “สรรพสิ่งเหี่ยวเฉา หมื่น
วิถีดับสูญ นั่นคือมหันตภัยวิถียุทธ์ ศัตรูของพวกเราในครานี้
คือสิ่งที่ไม่มีวันตาย พวกมันดำรงอยู่ในรูปแบบที่พวกเจ้านึกไม่
ถึง ใช้พลังที่เกินความเข้าใจของพวกเจ้าแทรกซึมเข้าสู่โลกเทพ
ยุทธ์ กล่าวโดยสรุป ศัตรูคือสิ่งที่พวกเจ้าไม่รู้จัก ความตายใกล้
เข้ามาเรื่อยๆ แล้ว หากไม่สร้างชื่อด้วยการต่อสู้ ก็ต้อง
กลายเป็นกระดูกขาวกองพะเนินก่อนมหันตภัยวิถียุทธ์จะเริ่ม!”
คำพูดนี้ทำให้หัวใจของทุกคนเต้นสะท้าน ความ
เย็นยะเยือกซึมลึกเข้าสู่กระดูกสันหลัง
………………………………………………………