เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 472 กระบี่อาณัติมรรคาสวรรค์
กะพริบตาไม่ทันถึงสองหน พลังแห่งกรรมก็กัดกร่อน
กระบี่ยาวสีทองจนมลายสิ้น แต่คิ้วของเจียงฉางเซิงกลับขมวด
มุ่น
บนร่างของเทพปี้หลิ่วมีกรรมที่เกี่ยวพันกับเขาอยู่
เต็มไปหมด เขาจึงสัมผัสได้ว่าจอมเทพปี้หลิ่วยังไม่ตาย
ขณะที่เขาเตรียมตัวจะค้นหาอีกฝ่ายนั่นเอง กรรมของ
จอมเทพปี้หลิ่วก็พลันหายไป
“ข้าอยากรู้ว่าจอมเทพปี้หลิ่วแข็งแกร่งมากเพียงใด”
[พยากรณ์ไม่ได้ ปัจจุบันระบบยังไม่ก้าวเข้าไปเกี่ยวข้อง
กับระเบียบแห่งมิติเวลา]
ระเบียบแห่งมิติเวลาอย่างนั้นหรือ
คิ้วของเจียงฉางเซิงขมวดแน่นกว่าเดิม จอมเทพปี้หลิ่ว
เร็วมากก็จริง แต่หลังจากถูกฝ่ามือสังสารวัฏกษิติครรภ์โจมตี
ความเร็วของเทพปี้หลิ่วก็ลดฮวบลงมาก นางไม่มีทางหนีออก
ไปพ้นขอบเขตการพยากรณ์ของระบบในเวลาสั้นๆ เท่านี้
หรือว่านางจะใช้พลังเทพของตนหนีเข้าไปในมิติเวลาอื่น
อดีต หรือว่าอนาคตกันเล่า
เขาแผ่จิตสัมผัสออกไปสำรวจอย่างถี่ถ้วนแต่ก็ยังหาไม่
พบ สิ่งนี้ยืนยันว่าสิ่งที่เขาคาดเดาเป็นความจริง
วิญญาณ ความเร็ว มิติเวลาแล้วยังมีพลังเทพอีกหนึ่ง
ชนิดสินะ เป็นสิ่งใดกัน
เจียงฉางเซิงสงสัยใคร่รู้ในตัวจอมเทพปี้หลิ่วมากกว่าเดิม
สังหารศัตรูให้สิ้นซากไม่สำเร็จ ย่อมหมายความว่าจะ
มีภัยคุกคามแฝงเร้นต่อไป แต่หลังจากถูกพลังเนรเทศกับฝ่า
มือสังสารวัฏกษิติครรภ์เข้าไป ต่อให้จอมเทพปี้หลิ่วมีชีวิตอยู่
ชีวิตที่เหลือต่อจากนี้ก็คงไม่สบายเท่าไรแล้ว ภายในเวลาสั้นๆ
นางไม่มีทางยกทัพกลับมาได้อีกแน่
หลังจบศึกนี้ทำให้เขาเข้าใจกรรมและสังสารวัฏลึกซึ้ง
กว่าเดิม เขารู้แล้วว่ามหามรรคาสองชนิดนี้ใช้ผสานกันได้
เจียงฉางเซิงผู้นั่งอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา
หายตัวไปพร้อมกับบัลลังก์เทพ
หลังจากเขากลับมาถึงตำหนักเมฆาม่วง เบื้องหน้าก็มี
แจ้งเตือนประโยคหนึ่งเด้งขึ้นมา
[ปีเซวียนเต้าที่หนึ่งพันหนึ่งร้อยสาม จอมเทพปี้หลิ่ว
หมายจะยึดครองโลกทุกใบ แต่เจ้าลงมือทันกาล รอดชีวิตจาก
การโจมตีของนางได้สำเร็จ ตัดเหตุแห่งเคราะห์กรรมครั้งนี้ ได้
รับรางวัลรอดชีวิตเป็นสมบัติวิเศษมรรคาสวรรค์ นามว่า
‘กระบี่อาณัติมรรคาสวรรค์’]
สมบัติวิเศษมรรคาสวรรค์!
สมบัติวิเศษมรรคาสวรรค์ชิ้นก่อนก็คือป้ายวิถีเซียนพิภพ
ที่ทำให้เขาสร้างวิถีเซียนได้ แต่ป้ายวิถีเซียนพิภพเป็นสมบัติ
วิเศษที่ช่วยเสริมด้านอื่น มันไม่ช่วยเพิ่มความสามารถเวลา
ต่อสู้ของเขา
กระบี่อาณัติมรรคาสวรรค์ชิ้นนี้มองปราดเดียวก็รู้ว่าใช้
สำหรับต่อสู้!
“เร็วถึงเพียงนี้ก็กลับมาแล้วหรือ จอมเทพปี้หลิ่วเล่า
เจ้าคะ”
มู่หลิงลั่วสังเกตเห็นเขาโผล่มาก็เอ่ยปากถาม
ในความคิดของนาง จอมเทพปี้หลิ่วคงเป็นตัวตนระดับ
เดียวกับบรรพจารย์ยุทธ์ หากเจียงฉางเซิงอยากจัดการนาง
ย่อมมิใช่เรื่องที่จะจบลงในชั่วครู่ชั่วยามได้
เจียงฉางเซิงตอบว่า “ปล่อยให้นางหนีไปแล้ว”
ปล่อยให้นางหนีไปแล้วอย่างนั้นรึ
มู่หลิงลั่วอึ้ง
นางรู้ว่าเจียงฉางเซิงแข็งแกร่งมาก แต่นี่ก็น่าเหลือเชื่อ
เกินไปแล้ว
ยังไม่ต้องพูดถึงว่าจอมเทพปี้หลิ่วอยู่ห่างจากโลกคุน
หลุนไกลเพียงใด ต่อให้นางอยู่ใกล้ๆ ภายในเวลาสั้นๆ เท่านี้ก็
จบการต่อสู้ได้แล้วหรือ
ต้องรู้ก่อนว่าในการต่อสู้ของผู้บำเพ็ญเซียน การสังหาร
ศัตรูในพริบตาเป็นเรื่องยากมาก นอกเสียจากว่าระดับขั้นห่าง
ชั้นกันมากเท่านั้น ในระดับขั้นเดียวกันพวกเขาล้วนต่อสู้กัน
อย่างยาวนานเสมอ
“พวกท่านสู้กันแล้วหรือ” มู่หลิงลั่วจี้ถามต่อ
เจียงฉางเซิงพยักหน้าตอบว่า “ประมือกันแล้ว นาง
แข็งแกร่งมากจริงๆ”
เขามิได้โกหก จอมเทพปี้หลิ่วแข็งแกร่งมากจริงๆ เขา
ใช้ลูกไม้สารพัดอย่างยังทำได้เพียงขับไล่นางไปเท่านั้น
นางคือศัตรูตัวฉกาจอย่างแท้จริง!
เขาต้องรีบทำเวลาเพื่อเลื่อนขั้น มิเช่นนั้นเขาจะรู้สึก
ไม่ปลอดภัยเกินไป
การที่จอมเทพปี้หลิ่วข้ามห้วงมิติเวลาหนีไป นางย่อม
ต้องเสียบางสิ่งเป็นการแลกเปลี่ยนแน่ มิเช่นนั้นนางคงอาศัย
ความต่างของมิติเวลามาทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้น จนสยบ
ศัตรูทุกคนได้ไปแล้ว
เขายังมีเวลาอยู่ เพียงแต่จะปล่อยให้เวลาที่ว่ายาวนาน
เกินไปไม่ได้
มู่หลิงลั่วได้ยินก็นิ่งเงียบ
เจียงฉางเซิงเริ่มรับสืบทอดกระบี่อาณัติมรรคาสวรรค์
ความทรงจำมหาศาลไหลทะลักเข้ามาในสมองของเขาอย่าง
ไม่ขาดสาย
กระบี่อาณัติมรรคาสวรรค์เกิดมาจากปราณแห่งมรรคา
สวรรค์ที่ถือกำเนิดยามมรรคาสวรรค์กำเนิดขึ้นครั้งแรก
มรรคาสวรรค์คือสิ่งที่วิวัฒน์มาจากมหามรรคา มันบรรจุ
ความลี้ลับของมหามรรคาทั้งสามพันเอาไว้ แล้วก่อเกิดเป็นกฎ
อันสมบูรณ์แบบ ส่วนกระบี่อาณัติมรรคาสวรรค์ที่ถือกำเนิด
มาจากปราณของมรรคาสวรรค์ก็ได้รับสืบทอดข้อดีประการนี้
มาอย่างเต็มเปี่ยม มันรองรับพลังของมหามรรคาทั้งสามพันได้
อีกทั้งตัวกระบี่อาณัติมรรคาสวรรค์ยังช่วยเสริมพลังของมหา
มรรคาให้แข็งแกร่งขึ้น รวมถึงทำให้พลังของอภินิหาร
แข็งแกร่งขึ้นได้อีกด้วย
ยิ่งพลังแห่งมหามรรคาแข็งแกร่งขึ้นเท่าใด พลังอภินิหาร
ก็แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น นั่นเท่ากับว่ายิ่งกระบี่อาณัติมรรคา
สวรรค์สำแดงพลังออกมาแข็งแกร่งมากเพียงไร ผลด้านบัฟ
เสริมพลังของมันก็จะทบทวีเป็นเท่าตัว
ช่างเป็นกระบี่ที่ทรงพลังนัก!
เหมาะกับเขาเหลือเกิน!
เจียงฉางเซิงเรียกกระบี่อาณัติมรรคาสวรรค์ออกมาทันที
ปราณสีขาวสายหนึ่งปรากฏกลางฝ่ามือของเขา มันทอแสง
สีขาวเจิดจ้า ส่องสว่างเป็นประกายระยิบระยับ
มู่หลิงลั่วเหลือบมองเพียงแวบเดียวก็รั้งสายตากลับ
ไปตั้งใจฝึกบำเพ็ญต่อ
เจียงฉางเซิงส่งจิตสัมผัสเข้าไปสอดส่องท่ามกลางหมอก
ขาว ตามหาเขตอาคมแห่งมรรคาสวรรค์อันไร้รูปลักษณ์
ด้านใน
…
ภายในอาณาเขตอันมืดมิดอย่างสมบูรณ์ ไท่ซั่งคุนหลุน
กับฟ้าดินสรวลกำลังเหาะไปข้างหน้า สีหน้าของทั้งสองคน
เคร่งเครียดอย่างยิ่ง
“ที่นี่เผชิญกับสิ่งใดมากันแน่ แม้กระทั่งกฎของจักรวาลก็
ไม่หลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย…”
ฟ้าดินสรวลพึมพำกับตนเอง น้ำเสียงของเขา
แฝงความหวาดกลัวและกระสับกระส่าย
เขาจินตนาการถึงพลังระดับนั้นไม่ออกจริงๆ
ไท่ซั่งคุนหลุนสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่งแล้วเอ่ยเสียง
เคร่งขรึมว่า “มีใครบางคนเปิดศึกครั้งใหญ่กับจอมเทพปี้หลิ่ว
ใช่บรรพจารย์ยุทธ์หรือไม่”
ฟ้าดินสรวลส่ายหัวแล้วบอกว่า “บรรพจารย์ยุทธ์
แข็งแกร่งอีกเท่าใดก็ห่างชั้นกับเทพแห่งหยินหยางไม่มาก
ตอนที่เทพแห่งหยินหยางกับจอมเทพปี้หลิ่วเปิดศึกกัน ข้าอยู่
ที่นั่นด้วย จอมเทพปี้หลิ่วแข็งแกร่งมากยิ่งนัก แม้แต่เทพแห่ง
หยินหยางก็ทำอันใดนางไม่ได้ แต่ถึงจอมเทพปี้หลิ่วจะฉีกห้วง
มิติได้จริง แต่นางทำไม่ได้ถึงขั้นนี้แน่ๆ…”
“เทพแห่งหยินหยางที่เจ้าพูดถึงฟังดูอ่อนแอเสียจริง
สู้บรรพจารย์ยุทธ์ก็ไม่ได้ แล้วยังพ่ายแพ้จอมเทพปี้หลิ่วอีก
ตัวตนเช่นนี้คู่ควรให้เจ้าติดตามรึ” ไท่ซั่งคุนหลันเอ่ยเยาะ
ฟ้าดินสรวลถลึงตาแล้วหัวเราะโต้ “เจ้าจะไปเข้าใจอะไร
นั่นเป็นเพียงพลังเสี้ยวหนึ่งของเทพแห่งหยินหยางเท่านั้น ร่าง
จริงของเขายังมิทันได้ปรากฏกาย รอให้ร่างจริงของเขา
มาเยือนเสียก่อนเถิด ยามนั้นวิถียุทธ์ย่อมพินาศ ข้าขอแนะนำ
เจ้าให้รีบมาสวามิภักดิ์กับเทพแห่งหยินหยางเสียดีกว่า มิ
เช่นนั้นจะหนีภัยพิบัติไม่พ้น!”
ไท่ซั่งคุนหลุนแค่นเสียงดังเหอะ แล้วไม่เอ่ยอะไรต่อ
ทั้งสองคนเดินทางไปข้างหน้าต่อพร้อมกับชะเง้อมอง
รอบด้านไปด้วย
ห้วงมิติที่หลงเหลือเพียงความว่างเปล่าผืนนี้กว้างใหญ่
ไพศาลกว่าที่พวกเขาคาดคิดเอาไว้ ยิ่งเหาะไปด้านหน้า
พวกเขาก็ยิ่งตื่นตะลึง
พลังเช่นไรกันแน่ที่ทำให้เกิดการทำลายล้างระดับนี้
“ห้วงอนันต์สุญญตามีผู้ใดกันที่ทำเช่นนี้ได้” ฟ้าดินสรวล
ลูบปลายคาง ใบหน้าเต็มไปด้วยความฉงน
ไท่ซั่งคุนหลุนดวงตาวาววับ ถามว่า “มรรคาจารย์ทำได้
หรือไม่”
“มรรคาจารย์รึ เขามีพลังลึกล้ำหยั่งไม่ถึงก็จริง แต่เขา
ไม่เคยสำแดงพลังระดับนี้ออกมาให้เห็น หากเขาแข็งแกร่ง
ถึงเพียงนี้จริง ศึกใหญ่สองหนก่อนก็คงไม่ต้องประนีประนอม
กับวิถียุทธ์แล้ว”
ฟ้าดินสรวลส่ายหน้า เขาคิดว่าข้อสันนิษฐานนี้ไม่
สมเหตุสมผล
หากมรรคาจารย์แข็งแกร่งเช่นนั้นจริง เหตุไฉนวิถีเซียน
จึงอ่อนแอเช่นนี้เล่า
ไท่ซั่งคุนหลุนหรี่ตา ไม่รู้เพราะเหตุใด เขาจึงสังหรณ์ว่า
เป็นฝีมือของมรรคาจารย์
บางทีอาจเป็นเพราะเขายึดถือมรรคาจารย์เป็นศัตรู
อันดับหนึ่งในชีวิตก็ได้ จิตใต้สำนึกจึงมองมรรคาจารย์เป็นผู้ที่
แข็งแกร่งที่สุดในยุคนี้
เขาไม่ยินยอมให้คู่ต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของตนเองพ่ายแพ้
ในเงื้อมมือผู้อื่น หากเป็นเช่นนั้น เขาย่อมแลดูอ่อนแอตาม
ไปด้วย ดังนั้นมรรคาจารย์ยิ่งแแข็งแกร่งเท่าใด เขาก็ยิ่งฮึกเหิม
เท่านั้น
“ห้วงอนันต์สุญญตาแห่งนี้ซ่อนสุดยอดผู้แข็งแกร่งที่อยู่
มาแสนนานไว้มากมายเท่าใดกันแน่…”
ฟ้าดินสรวลพึมพำกับตนเอง สีหน้าที่ดูเหนื่อยล้าจาก
กาลเวลาของเขา ดูเหมือนจะนึกถึงอะไรบางอย่าง
ส่วนไท่ซั่งคุนหลุนกำลังคิดอีกเรื่องหนึ่ง เขาต้องฝึก
บำเพ็ญไปจนถึงระดับใดกันจึงจะทำลายล้างทุกสิ่งจนเกิด
สภาพเช่นนี้ได้
หากเขาครอบครองพลังระดับนี้ จะเอาชนะมรรคาจารย์
ได้หรือไม่
ไม่
ขณะที่เขากำลังแข็งแกร่งขึ้น มรรคาจารย์ก็ย่อมกำลัง
แข็งแกร่งขึ้นเหมือนกัน
ข้อมูลของโลกเทพยุทธ์ระบุว่าชาตินี้มรรคาจารย์เพิ่ง
มีชีวิตมาไม่ถึงหนึ่งหมื่นปีก็จริง แต่ในโลกเทพยุทธ์เชื่อกันว่า
มรรคาจารย์เป็นผู้กลับชาติมาเกิดนับหมื่นชาติแล้ว นั่นเป็น
เพราะการที่มีอายุเพียงเท่านี้แต่กลับก้าวมาถึงพลังระดับนี้ มัน
เป็นไปไม่ได้อย่างสิ้นเชิง
แต่ว่า…
หากมรรคาจารย์เป็นอัจฉริยะที่ทำให้ผู้คนตั้งแต่อดีต
จรดปัจจุบันตกตะลึงจริงๆ เล่า
ภาพลักษณ์ของมรรคาจารย์ในใจไท่ซั่งคุนหลุนยิ่งใหญ่
กว่าเดิมขึ้นไปอีก
แต่ไท่ซั่งคุนหลุนหาได้สิ้นหวังไม่ กลับกันเขาเปี่ยม
ไปด้วยความฮึกเหิม นับตั้งแต่เขาได้รับนามไท่ซั่งมา เขาก็
ไม่เคยฮึกเหิมเช่นนี้อีก เพราะเขาไม่มีคู่ต่อสู้อีกแล้ว
ยามนี้ ความตั้งใจที่จะเอาชนะมรรคาจารย์ในหัวใจของ
เขารุนแรงยิ่งกว่าความต้องการจะแก้แค้นให้เจ็ดสิบสองถ้ำเท
วะเสียอีก
…
กาลเวลาสิบปีผ่านไปไวเพียงพริบตา ในที่สุดเจียงฉาง
เซิงก็ทำให้กระบี่อาณัติมรรคาสวรรค์เป็นของตนเองได้สำเร็จ
กระบี่เล่มนี้ก็เหมือนกับปราณกำเนิดเทพอนธการ มัน
ผสานเข้ากับดวงวิญญาณของเขา ตราบที่ดวงวิญญาณมิ
สิ้นสลาย กระบี่ก็ถูกพรากไปจากเขาไม่ได้
เขานั่งอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาแล้วยก
มือขวาขึ้นอย่างเชื่องช้า ปราณที่ทอแสงสีขาวเจิดจ้าสายหนึ่ง
ลอยขึ้นมาจากกลางฝ่ามือก่อตัวรวมกันเป็นกระบี่ยาวที่เปล่ง
แสงสีขาวเล่มหนึ่ง มันก็คือกระบี่อาณัติมรรคาสวรรค์นั่นเอง
กระบี่อาณัติมรรคาสวรรค์มิได้ก่อตัวรวมกันจนเป็นวัตถุ
ที่มีรูปร่าง แสงสีขาวนั่นคือแสงแห่งมรรคาสวรรค์ที่สามารถ
ขับไล่การกัดกร่อนของพลังทุกอย่าง ส่วนรูปลักษณ์ของกระบี่
จะเปลี่ยนไปดั่งที่ใจเขาต้องการ
เขาควบคุมให้กระบี่อาณัติมรรคาสวรรค์เปลี่ยนไปเป็น
กระบี่เรียวยาวครู่หนึ่ง จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นกระบี่ใบกว้าง
ครู่หนึ่ง บางครั้งเขาก็เปลี่ยนมันให้กลายเป็นกระบี่ยักษ์ มันคง
เอกลักษณ์ของกระบี่เอาไว้เสมอ มิอาจเปลี่ยนเป็นศาสตราวุธ
ชนิดอื่นได้
เจียงฉางเซิงหายตัวไปจากตำหนัก บัลลังก์เทพสวรรค์
มหามรรคาปรากฏขึ้นในห้วงมิติ
ตัวเขาที่นั่งอยู่บนบัลลังก์เทพยกมือขวาขึ้นมา กระบี่
อาณัติมรรคาสวรรค์ก่อตัวขึ้น คมกระบี่กว้างเท่าฝ่ามือ
แสงแห่งมรรคาสวรรค์แปรสภาพเป็นดวงแสงจุดแล้วจุดเล่า
วนเวียนล้อมรอบตัวกระบี่ประหนึ่งดาวตกเรียวเล็กหลายสิบ
สาย แม้แต่รัศมีแสงเจ็ดสีของบัลลังก์เทพกับแสงเทพสุดขอบ
ตะวันก็ยังมิอาจกลบแสงแห่งมรรคาสวรรค์ได้
เจียงฉางเซิงถ่ายเทพลังแห่งกรรมเข้าไปในกระบี่อาณัติ
มรรคาสวรรค์
เพียงชั่วพริบตา กลุ่มดาวตกที่วนล้อมอยู่รอบคมกระบี่ก็
พลันเปลี่ยนเป็นสีดำ พลังอันน่ากดดันและเย็นยะเยือกแผ่
ออกมา
เจียงฉางเซิงเผยสีหน้าแปลกใจ นี่เป็นพลังที่แข็งแกร่ง
มากทีเดียว!
นี่มันแข็งแกร่งกว่าพลังที่เขาใช้ยามเนรเทศจอมเทพ
ปี้หลิ่วหลายเท่า ยิ่งไปกว่านั้นยามนั้นเขากำลังต่อสู้อยู่ แต่
ตอนนี้เขาเพียงทดลองส่งๆ ทีหนึ่งเท่านั้น
เจียงฉางเซิงสับเปลี่ยนมาเป็นพลังแห่งสังสารวัฏ กลุ่ม
ดาวตกแปรเปลี่ยนเป็นสีเทา มันแข็งแกร่งสู้พลังแห่งกรรม
ไม่ได้อยู่มาก แต่นี่ก็เป็นเรื่องปกติ เพราะเขาเพิ่งจะศึกษาพลัง
แห่งสังสารวัฏได้ไม่นานเท่าไร
เขาลองถ่ายเทพลังแห่งมหามรรคาทั้งสองสายเข้าไปใน
กระบี่อาณัติมรรคาสวรรค์อีกหน กลุ่มดาวตกแปรเปลี่ยนเป็น
สีดำกับสีเทา หมุนวนเหมือนก้นหอย ทำให้คลื่นพลังของกระบี่
อาณัติมรรคาสวรรค์ดูแปลกประหลาด พูดไม่ออกอธิบายไม่
ถูก
‘เป็นอย่างที่คิด มันแบกรับพลังของมหามรรคาที่ต่างกัน
ได้จริงๆ หากเป็นเช่นนี้ ยามต่อสู้พลังของข้าคงเพิ่มขึ้นอย่าง
ก้าวกระโดด’
เจียงฉางเซิงคิดในใจอย่างมีความสุข
ตัวกระบี่อาณัติมรรคาสวรรค์มิได้ครอบครองพลังที่
สามารถทำลายล้างทุกสิ่ง ความแข็งแกร่งของมันขึ้นอยู่กับผู้
ใช้ ขีดจำกัดสูงสุดของมันสูงอยางยิ่ง นับว่าเป็นสุดยอดของ
วิเศษที่ใช้ต่อไปได้เรื่อยๆ!
เจียงฉางเซิงเริ่มรีดเค้นพลังฟ้าดินสิ้นสลาย เขาใช้วิธีการ
เดียวกับเวลาใช้พลังอภินิหารถ่ายเทพลังอาคมเข้าไปในกระบี่
อาณัติมรรคาสวรรค์ จากนั้นจึงสะบัดกระบี่ไปข้างหน้า ปราณ
กระบี่สายหนึ่งกวาดขวางออกไป มันวาดผ่านเกิดเป็นรอยเส้น
ยาวสีดำสนิทอย่างยิ่งเส้นหนึ่ง จากนั้นเมื่อปราณกระบี่หยุดลง
แสงอันเจิดจ้าก็พลันแผ่พุ่งออกไป มันขยายตัวอย่างรวดเร็ว
จนทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง
กระแสลมพัดเสื้อคลุมหยินหยางขลิบทองกับเส้นผมของ
เจียงฉางเซิงจนปลิวสะบัด แต่เขาไม่หลีกไม่หลบใดๆ ทั้งสิ้น
เขาเพียงทดลองเท่านั้น ดังนั้นขอบเขตการทำลายของ
อภินิหารฟ้าดินสิ้นสลายหนนี้จึงไม่กว้างมาก มันส่งผลมาไม่
ถึงเขา
“แม้แต่ฟ้าดินสิ้นสลายก็ฟันออกไปได้…”
เจียงฉางเซิงยินดีปรีดา เขากำกระบี่อาณัติมรรคาสวรรค์
สัมผัสความอบอุ่นของแสงแห่งมรรคาสวรรค์ ยิ่งมองเขาก็ยิ่ง
ชมชอบ
กระบี่เล่มนี้เหมาะกับเขาเหลือเกิน!
มองจากบางแง่นับได้ว่าตอนนี้เขาได้ของวิเศษสุดแกร่ง
มาครอบครองแล้ว ถึงมันจะใช้ได้กับการต่อสู้เท่านั้นก็เถอะ
ขณะเดียวกันสิ่งนี้ก็บ่งบอกถึงความแข็งแกร่งของจอม
เทพปี้หลิ่วด้วย นางเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตของเจียงฉาง
เซิงอย่างร้ายแรงยิ่งนัก ถึงขนาดแลกสุดยอดของวิเศษที่
แข็งแกร่งระดับนี้ออกมาได้
เจียงฉางเซิงไม่ทดลองต่อแล้ว เขาหวนกลับไปในตำหนัก
เมฆาม่วงอย่างรวดเร็ว
เขาเก็บกระบี่อาณัติมรรคาสวรรค์เข้าไปในฝ่ามือ กลืน
มันเข้าไปเก็บไว้ในส่วนลึกของดวงวิญญาณ หลังจากนั้น
จึงสอดส่องดูโลกคุนหลุน เขาไม่ฝึกบำเพ็ญทันทีก็เพราะว่า
มีแขกไม่ได้รับเชิญคนหนึ่งกำลังรีบเร่งเดินทางมาเยือน
บรรพจารย์อธรรมเก้าหยิน!
หนนี้บรรพจารย์อธรรมเก้าหยินไม่ปลอมตัวแล้ว
เจียงฉางเซิงสัมผัสได้ถึงกรรมที่เกี่ยวพันกับต้นไม้วิเศษ
เกล็ดทองกับกลิ่นอายของมันจากตัวนาง ในใจเขาสงสัยใคร่รู้
ยิ่งนัก
แม่คนนี้คิดจะทำอะไรกัน
อยากจะมาทดสอบคมกระบี่ของเขาว่าคมหรือ
ไม่อย่างนั้นรึ
……………………………………………………