เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 473 เก้าขุมนรกสุขาวดี การยุ่งเกี่ยวกับอดีต
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 473 เก้าขุมนรกสุขาวดี การยุ่งเกี่ยวกับอดีต
นับตั้งแต่จอมเทพปี้หลิ่วกับเทพแห่งหยินหยางเปิดศึก
ครั้งใหญ่กัน ก็มีรอยแยกสีดำกระจายอยู่ตามโลกต่างๆ ทั่ว
ห้วงสุญญตา กาลเวลาสิบปีผ่านไป โลกบำเพ็ญเซียนคุ้นชิน
กับรอยแยกสีดำเหล่านี้แล้ว จวบจนตอนนี้มันก็ยังไม่แสดง
อันตรายอันใดออกมาให้เห็น
ทว่าผู้บำเพ็ญเซียนทั้งหลายเคยใช้สิ่งต่างๆ เช่นหุ่นเชิด
ของวิเศษ ยันต์ เข้าไปสำรวจในรอยแยกสีดำแทนตนเอง
มาแล้ว ทันทีที่สิ่งของนอกกายเหล่านี้เข้าไปในรอยแยกสีดำ
พวกมันล้วนถูกตัดการเชื่อมต่อกับเจ้าของทันที ด้วยเหตุนี้เอง
จึงทำให้ผู้บำเพ็ญเซียนไม่กล้าเข้าใกล้พวกมันอยู่ดี
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ย่อมมีข้อยกเว้น แม้โลกคุนหลุน
จะสงบสุข แต่มันก็เป็นเพียงความสงบสุขในภาพรวมเท่านั้น
ในสถานที่ต่างๆ ก็ยังมีการต่อสู้เกิดขึ้นไม่น้อย
ยามผู้บำเพ็ญเซียนถูกคู่แค้นไล่ล่าจนตรอก บางที
พวกเขาก็จำใจต้องกระโดดหนีเข้าไปในรอยแยกสีดำ สุดท้าย
ก็ไม่เคยหวนกลับมาอีก
เจียงฉางเซิงนึกถึงตอนที่จอมเทพปี้หลิ่วหลบหนีไป
บางทีในรอยแยกสีดำอาจมีความลี้ลับซ่อนอยู่
เขาตัดสินใจว่าจะรอให้ผ่านไประยะหนึ่ง เมื่อพลังอาคม
ที่สูญเสียไปกับการต่อสู้ฟื้นกลับคืนมาแล้ว เขาจะสร้างร่าง
แยกร่างหนึ่งเดินทางเข้าไปสำรวจ
เจียงฉางเซิงสอดส่องโลกคุนหลุนอยู่ครู่หนึ่ง ก็เบน
สายตามองออกไปยังห้วงสุญญตา
บรรพจารย์อธรรมเก้าหยินหยุดนิ่งอยู่ นางไม่บุกเข้ามา
ในโลกคุนหลุนทันที แต่เผยคลื่นพลังของตนเองออกมาอย่าง
ไม่ปิดบังแม้แต่น้อย เห็นชัดว่านางกำลังรอคอยให้เจียงฉางเซิง
ปรากฏตัวอยู่
ในห้วงสุญญตา บรรพจารย์อธรรมเก้าหยินยืนอยู่บน
ใบไม้สีเขียวขนาดยักษ์ใบหนึ่ง นางมองโลกคุนหลุนที่อยู่ไกลๆ
ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ท่าทางของนางดูเยือกเย็น แต่ในใจกลับร้อนรนยิ่งนัก
หลังจากได้ต้นไม้วิเศษเกล็ดทองกับหอเชื่อมฟ้ามา นาง
ก็จนปัญญาจะทำสิ่งใดกับพวกมัน แล้วก็จนปัญญาจะทำลาย
พวกมันด้วย ยอดของวิเศษสองชิ้นนี้กลายเป็นเผือกร้อนในมือ
นาง
นางก็อยากจะโยนพวกมันทิ้งไปดื้อๆ แต่หากมรรคา
จารย์ค้นพบร่องรอยของนางจากยอดของวิเศษสองชิ้นนี้เล่า
เช่นนั้นจะไม่ยุ่งยากเอาหรอกหรือ
ส่วนถ้าซ่อนเอาไว้ นั่นจะยิ่งอันตรายมากกว่า
ดังนั้นเมื่อคิดมาคิดไป นางจึงตัดสินใจแสร้งทำเป็นคน
มีน้ำใจที่เก็บของได้ ตอนนี้เกิดเรื่องของจอมเทพปี้หลิ่ว
ได้จังหวะพอดี มรรคาจารย์คงร้อนใจต้องการยอดของวิเศษ
สองชิ้นนี้แน่
“สหายผู้บำเพ็ญเก้าหยิน มาเยือนด้วยเหตุใดหรือ”
เสียงของเจียงฉางเซิงดังขึ้น น้ำเสียงไม่มีอารมณ์
แต่อย่างใด
บรรพจารย์อธรรมเก้าหยินยกมือขึ้น ห้วงสุญญตา
เหนือศีรษะฉีกออก ไอสีดำกลุ่มใหญ่ทะลักออกมา ท่ามกลาง
ไอดำเหล่านั้นคือต้นไม้วิเศษเกล็ดทองกับหอเชื่อมฟ้าขนาด
มหึมา
“ข้าบังเอิญพบสมบัติอาคมของท่าน ยามนี้จอมเทพ
ปี้หลิ่วกำลังรุกราน มิกล้าชักช้าทำให้ท่านเสียการศึก”
บรรพจารย์อธรรมเก้าหยินเอ่ยเสียงราบเรียบ นางจง
ใจเอ่ยถึงจอมเทพปี้หลิ่วขึ้นมาก็เพราะกลัวว่ามรรคาจารย์
จะโกรธ เมื่อมีภัยคุกคามอย่างจอมเทพปี้หลิ่วคนนี้อยู่ ต่อให้
มรรคาจารย์สงสัยนางก็มิกล้าทำอันใดบุ่มบ่ามอยู่ดี
ห้วงสุญญตาเบื้องหน้าปรากฏแสงสว่างไสว เงาร่างอัน
ยิ่งใหญ่ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า เจียงฉาง
เซิงนั่นเอง
เจียงฉางเซิงนั่งอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา
แก้มข้างหนึ่งเท้าอยู่บนหลังมือขวา ส่วนมือซ้ายยกขึ้นกวัก
กลางอากาศ เรียกต้นไม้วิเศษเกล็ดทองกับหอเชื่อมฟ้ามาเก็บ
ไว้ในมือ ยอดของวิเศษขนาดมหึมาสองชิ้นหดเล็กลงแล้วลอย
มาอยู่กลางฝ่ามือของเขา
ภาพนี้ทำให้บรรพจารย์อธรรมเก้าหยินตกตะลึงอยู่ในใจ
เมื่อได้เผชิญหน้ากับร่างจริงของมรรคาจารย์เข้าจริงๆ
แรงกดดันที่นางสัมผัสได้ช่างยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูด
นางกังวลขึ้นมาอย่างมิอาจห้ามตนเองได้
เจียงฉางเซิงก้มลงมองบรรพจารย์อธรรมเก้าหยิน แต่
มิได้เอ่ยตอบในทันที
ห้วงสุญญตาตกอยู่ท่ามกลางความเงียบงัน บรรพจารย์
อธรรมเก้าหยินลอบคิดในใจว่าแย่แล้ว เป็นอย่างที่คิด มรรคา
จารย์ไม่ใช่คนที่จะถูกหลอกง่ายๆ จริงๆ ด้วย นางได้แต่หวังว่า
มรรคาจารย์จะหวั่นเกรงจอมเทพปี้หลิ่ว
ผ่านไปครู่ใหญ่
ในที่สุดเจียงฉางเซิงก็ทำลายความเงียบ เขาเอ่ยด้วยน้ำ
เสียงเฉยเมย “ไม่ว่าด้วยเหตุใด เจ้าก็นำพวกมันมาคืน เช่นนั้น
เท่ากับมีหนทางรอดเหลือให้เสี้ยวหนึ่ง แต่คนเราทำผิดมิควร
เกินสามหน เจ้าขโมยสมบัติอาคมของข้า แอบลักลอบเข้ามา
ในวิถีเซียน สหายผู้ฝึกบำเพ็ญ สิ่งที่เจ้าทำช่างหมิ่นเกียรติ
สถานะของตัวเจ้ายิ่งนัก
หากเจ้ารับหนึ่งกระบี่ของข้าแล้วต้านเอาไว้ได้ ข้า
จะถือว่าเรื่องนี้หายกัน เจ้ากล้ารับหรือไม่”
บรรพจารย์อธรรมเก้าหยินได้ยินคำนี้ก็มิอาจรักษา
ความเยือกเย็นไว้ได้อีกต่อไป ในใจนางพิจารณาสิ่งต่างๆ
มากมายอย่างรวดเร็ว
หนีไม่ได้ หากหนี มรรคาจารย์ต้องสังหารนางแน่
แต่หากไม่หนี…
บรรพจารย์อธรรมเก้าหยินหวนนึกถึงการกระทำ
ทั้งหลายของมรรคาจารย์รวมกับคำพูดที่เอ่ยตอนนี้ เพื่อตัดสิน
ว่าเขาเชื่อถือได้หรือไม่
นางตอบเสียงขึงขัง “มรรคาจารย์ เจ้าสงสัยว่าข้าขโมย
สมบัติอาคมของเจ้าหรือ ข้าอุตส่าห์หวังดีนำสิ่งของมาคืน แต่
เจ้ากลับมีทีท่าเช่นนี้ หากเจ้าลงมือกับข้า ยามจัดการจอมเทพ
ปี้หลิ่ว เจ้าจะขาดผู้ช่วยไปหนึ่งคน!”
เจียงฉางเซิงหยัดตัวขึ้นมานั่งตัวตรง แล้วพลิกมือขวา
หงายขึ้น ใจกลางฝ่ามือมีปราณสีขาวลอยขึ้นมาด้านบนก่อตัว
เป็นกระบี่ยาวที่ทอแสงสีขาววิบวับเล่มหนึ่ง ท่ามกลางห้วง
สุญญตาอันมืดทะมึนแห่งนี้ กระบี่อาณัติมรรคาสวรรค์
กลายเป็นสิ่งที่เจิดจ้าแสบตาที่สุด แม้กระทั่งแสงเทพสุดขอบ
ตะวันกับแสงรัศมีของบัลลังก์เทพก็ยังมิอาจกลบมันได้
บรรพจารย์อธรรมเก้าหยินเห็นกระบี่อาณัติมรรคา
สวรรค์แวบแรก สัญชาตญาณก็หวาดหวั่นคล้ายกับพบศัตรู
ตามธรรมชาติ
นางสีหน้าคล้ำเขียว ในใจว้าวุ่นดุจสายป่านพันกัน ไม่รู้
ว่าสมควรเลือกอย่างไร
กระบี่อาณัติมรรคาสวรรค์ลอยอยู่กลางฝ่ามือของเจียง
ฉางเซิง เขาไม่รีบร้อน รอให้บรรพจารย์อธรรมเก้าหยินเลือก
ก่อน เขาจะได้ถือโอกาสนี้เก็บเกี่ยวรางวัลรอดชีวิตอีกชิ้นพอดี
ผ่านไปไม่นานนัก บรรพจารย์อธรรมเก้าหยินก็ยกแขน
สองข้างขึ้น ปราณสีดำระเบิดออกมาจากร่างอย่างบ้าคลั่งแล้ว
กลืนกายเนื้อของนางเข้าไป ไอดำขยายตัวอย่างรวดเร็วก่อตัว
กลายเป็นเงาสีดำที่ใหญ่โตมโหฬารยิ่งกว่าบัลลังก์เทพสวรรค์
มหามรรคา เรือนผมยาวของนางกลายเป็นมังกรน้ำสีดำตัว
แล้วตัวเล่าร้องคำรามอย่างโหดเหี้ยม น่าพรั่นพรึงยิ่งนัก
ดวงตาอันเย็นยะเยือกคู่หนึ่งทอแสงขึ้นมาบนร่างของ
เงาดำขนาดมหึมา สิ่งนั้นก็คือดวงตาของบรรพจารย์อธรรม
เก้าหยินนั่นเอง
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ให้ข้าได้เปิดหูเปิดตากับกระบี่ของ
มรรคาจารย์หน่อยเถิด!”
น้ำเสียงแข็งกร้าวของบรรพจารย์อธรรมเก้าหยินดังขึ้น
นางก็มีศักดิ์ศรีของนาง จะไม่ยอมให้ผู้อื่นมาเหยียบย่ำดูแคลน
เป็นอันขาด
เจียงฉางเซิงกำกระบี่อาณัติมรรคาสวรรค์ไว้ แสงเจิดจ้า
กลืนกลบสีหน้าของเขา ขณะที่เขาตวัดหนึ่งกระบี่ฟันลงมา
ชั่วพริบตานั้น พลังกระบี่สีดำสายหนึ่งก็ฟันลงมา
เบื้องล่าง รูม่านตาของบรรพจารย์อธรรมเก้าหยินหดวูบ
เร็วมาก!
นางรีดเค้นพลังแห่งมหามรรคาในร่างตนเองทันที ไอดำ
ท่วมท้นจนหาจุดสิ้นสุดไม่พบแผ่ขยายอย่างรวดเร็ว ประหนึ่ง
ตาข่ายฟ้า มันโถมเข้าไปจะท่วมทับเจียงฉางเซิง แต่ตาข่าย
สีดำนี้โถมตัวออกไปเร็วสู้พลังกระบี่ไม่ได้อยู่มาก
เปรี้ยง!
พลังกระบี่สีดำโจมตีถูกร่างกายมหึมาของบรรพจารย์
อธรรมเก้าหยิน ตาข่ายสีดำถูกพลังกระแทกจนแหลกสลาย
บรรพจารย์อธรรมเก้าหยินถูกซัดกระแทกถอยไปด้านหลัง
ไอสีดำที่โหมคลั่งสลายหายไป พวกมันรวมตัวกลับมา
เป็นร่างกายของบรรพจารย์อธรรมเก้าหยินอีกครั้ง
นางเผยสีหน้าหวาดหวั่น มองไปที่สองมือกับร่างกาย
ของตนเองอย่างหวาดผวา นางเงยหน้ามองไปทางเจียงฉาง
เซิงแล้วถามเสียงสั่นเทาว่า “เจ้าทำสิ่งใดกับข้า”
พลังล่องหนสองสายกำลังประทับลงในร่างของนาง นาง
มิอาจขับไล่มันออกไปได้ ท่ามกลางความสับสน นางรู้สึก
เหมือนตนเองสูญเสียอะไรบางอย่างไป นางเองก็บอกได้ไม่ชัด
แต่ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้นางพรั่นพรึง ทำให้นางหวาดวิตก
ยิ่งนัก
เจียงฉางเซิงไม่ตอบนาง แต่หายตัวไปทันที
บรรพจารย์อธรรมเก้าหยินเผ่นหนีทันที ออกไปให้ไกล
จากโลกคุนหลุนก่อนค่อยว่ากัน
เจียงฉางเซิงกลับมาถึงในตำหนักเมฆาม่วงก็นั่งขัดสมาธิ
ทำสมาธิ เขานึกทบทวนการฟาดฟันกระบี่เมื่อครู่ เขาใช้ฝ่ามือ
สังสารวัฏกษิติครรภ์กับพลังเนรเทศผ่านกระบี่อาณัติมรรคา
สวรรค์ พลังเพิ่มพูนขึ้นเท่าทวีจริงๆ แต่พลังอาคมที่ใช้ไปก็
ไม่ใช่น้อยๆ
นับจากนี้เป็นต้นไป กรรมของบรรพจารย์อธรรมเก้าหยิน
ถูกสะบั้นขาดแล้ว นอกจากเจียงฉางเซิงจะไม่มีผู้ใดจดจำนาง
ได้อีก รวมถึงสรรพชีวิตทั้งหลายใต้อาณัติของนางด้วย
ไม่เพียงเท่านี้ บรรพจารย์อธรรมเก้าหยินยังมิอาจ
กลับชาติมาเกิดได้อีกต่อไป ยามใดร่างวิญญาณของนาง
ปรากฏ แม้แต่สิ่งมีชีวิตธรรมดาก็จะมองเห็นนางด้วยตาเปล่า
‘พลังอภินิหารที่ใช้ผ่านกระบี่อาณัติมรรคาสวรรค์
รวดเร็วขึ้น พลิกแพลงได้มากขึ้น ดูท่าข้าคงจะได้ขุดศาสตร์
การควบคุมกระบี่กลับมาอีกหนแล้ว’
เจียงฉางเซิงครุ่นคิดอยู่เงียบๆ เขาเริ่มคาดหวังกับรางวัล
รอดชีวิตอันถัดไป
ผ่านไปครู่หนึ่ง การแจ้งเตือนบรรทัดหนึ่งก็ปรากฏขึ้น
มาเบื้องหน้าของเขา
[ปีเซวียนเต้าที่หนึ่งพันหนึ่งร้อยสิบสาม บรรพจารย์
อธรรมเก้าหยินลักขโมยสมบัติอาคมของเจ้า ซ่อนเจตนาร้าย
แต่เจ้าลงมือได้ทันกาล ตัดเหตุแห่งเคราะห์กรรมหนนี้สำเร็จ
ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นพลังอภินิหารนามว่า ‘เก้าขุมนรก
สุขาวดี’]
เจียงฉางเซิงรับสืบทอดความทรงจำเกี่ยวกับเก้าขุมนรก
สุขาวดีมาทันที
เก้าขุมนรกสุขาวดี เป็นพลังอภินิหารประเภทภาพมายา
วิชาหนึ่ง มันแบ่งออกเป็นเก้าชั้น แต่ละชั้นจะขุดคุ้ยกิเลสของผู้
ที่ถูกกักขังมาขยายให้ใหญ่ขึ้น ทำให้พวกเขาจมอยู่ในนั้น
ตั้งแต่ชั้นที่หนึ่งถึงชั้นที่เก้า ความเร็วของภาพมายาจะเร็วขึ้น
เรื่อยๆ ยามขุมที่เก้าปรากฏ เพียงชั่วพริบตาเดียวก็ทำให้คน
ประสบกับแดนสุขาวดีหนึ่งชาติภพ จมอยู่ในนั้นอย่างสมบูรณ์
จนจิตใจแตกสลาย
พลังอภินิหารนี้ทำให้ศัตรูเสียสมาธิระหว่างต่อสู้ได้
ชั่วพริบตาหนึ่ง ทว่าเพียงชั่วพริบตาเดียวก็มากพอให้เจียงฉาง
เซิงสังหารศัตรูได้เป็นหมื่นหนแล้ว
ยามเผชิญหน้ากับผู้ที่ระดับขั้นต่ำกว่า พลังอภินิหารนี้
มากพอจะทำให้อีกฝ่ายแตกสลาย
ไม่เลวเลยทีเดียว!
เจียงฉางเซิงนึกถึงดวงเนตรมหามรรคาของตนเอง หาก
ใช้พลังเก้าขุมนรกสุขาวดีผ่านดวงเนตรมหามรรคา จะได้
ผลลัพธ์เช่นไรกัน
…
ในห้องโถงใหญ่แห่งหนึ่ง บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานนั่ง
สมาธิอยู่กลางอากาศ เบื้องหน้าของเขามีเงาเลือนรางของ
ภาพมัจฉาคู่หยินหยางลอยอยู่ มือขวาของเขาวาดขยับ
ไปมาน้อยๆ
เงาร่างหนึ่งเหาะเข้ามาอย่างรวดเร็วแล้วคุกเข่าใน
ห้องโถง คนผู้นี้เป็นผู้เฒ่ารูปร่างอ้วนเตี้ยผู้หนึ่ง
“บรรพจารย์ยุทธ์ จอมเทพปี้หลิ่วหายไปแล้วขอรับ คาด
ว่านางน่าจะถูกยอดฝีมือลึกลับลอบจู่โจม เป็นไปได้อย่างยิ่งว่า
จะ…สิ้นชีพแล้ว!”
ผู้เฒ่าอ้วนเตี้ยเอ่ยเสียงเคร่งขรึม กล่าวถึงตอนสุดท้าย
สีหน้าของเขาก็ดูกระอักกระอ่วนพิกล
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานตอบว่า “อืม ข้าทราบแล้ว นาง
ยังไม่ตาย เพียงแต่หนีไปยังอดีตไม่ก็อนาคตเท่านั้น”
ผู้เฒ่าอ้วนเตี้ยหน้าถอดสี เอ่ยอย่างตกตะลึง “ข้าม
กาลเวลา นางมิถูกต้นกำเนิดวิถียุทธ์ขัดขวางหรือไร”
“ต้องโดนอยู่แล้ว ดังนั้นมิว่านางจะไปที่ใดล้วนต้องได้รับ
ผลสะท้อนกลับของมิติเวลา นางคงจะไม่กลับมาอีกเป็น
ระยะเวลานานแสนนาน อย่างน้อยตอนนี้นางก็ไม่ใช่ภัย
คุกคามต่อโลกเทพยุทธ์อีกแล้ว”
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานกล่าวอย่างนิ่งสงบราวกับว่า
ไม่เห็นจอมเทพปี้หลิ่วอยู่ในสายตา
ผู้เฒ่าอ้วนเตี้ยรีบถามว่า “ไล่ต้อนจอมเทพปี้หลิ่วได้
ถึงขั้นนี้ ผู้ที่ลงมือ…”
“มิต้องสืบหา ในเมื่อเขาเป็นศัตรูของจอมเทพปี้หลิ่ว ก็
เป็นไปได้ว่าเขาจะเป็นพวกพ้องของเรา ล่วงเกินมากเกินไป
มีแต่จะผลักเขาออกห่าง สิ่งที่วิถียุทธ์ต้องทำก็คือเตรียมพร้อม
เผชิญหน้ากับมหันตภัยแห่งวิถียุทธ์ที่กำลังจะมาเยือน”
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานเอ่ยขัดด้วยน้ำเสียงที่ไม่เปิดช่อง
ให้แย้ง
ผู้เฒ่าอ้วนเตี้ยพยักหน้า หลังจากนั้นจึงคำนับแล้วเดิน
ออกไป
เมื่อเขาเดินออกไปพ้นห้องโถงใหญ่แล้ว บรรพจารย์ยุทธ์
นิพพานก็จับจ้องภาพมัจฉาคู่หยินหยางเบื้องหน้าแล้วเอ่ยเสียง
เบากับตนเองว่า “มรรคาจารย์ วิถีเซียน…กงเกวียนกำเกวียน
มีจริงอย่างนั้นรึ”
“ต่อให้กงเกวียนกำเกวียนมีจริง ก็ใช่ว่าวิถียุทธ์จะต้อง
หยุดอยู่เพียงเท่านี้ ไม่แน่ว่าจะขัดขืนกงเกวียนกำเกวียนไม่ได้
เสียหน่อย อย่างน้อยข้าก็ต้องลองดู”
…
การทำให้พลังอภินิหารตกเป็นของตนเองใช้เวลา
เนิ่นนานไม่แพ้สมบัติอาคม มิหนำซ้ำอาจนานยิ่งกว่าด้วย
เจียงฉางเซิงใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะบรรลุวิชาเก้าขุมนรก
สุขาวดีอย่างสมบูรณ์
หลังจากฝึกปรือพลังอภินิหารเสร็จแล้ว เขาจึงสร้างร่าง
แยกร่างหนึ่งส่งเข้าไปในรอยแยกสีดำบนโลกคุนหลุนอย่างลับ
ๆ
ปรากฏว่าร่างแยกเข้าไปในรอยแยกสีดำก็
ขาดการติดต่อทันที ถึงเจียงฉางเซิงจะลองใช้พลังแห่งกรรม
พยากรณ์ดูว่าร่างแยกยังอยู่หรือไม่ ก็มิอาจทำได้
เขาไม่ขบคิดมาก เริ่มฝึกบำเพ็ญต่อทันที
ต่อจากนี้ เขาต้องรีบเลื่อนขั้นให้ถึงวิชามรรคาธรรมชาติ
ขั้นที่สิบสามในเร็ววัน
ระดับขั้นต่อไปสมควรก้าวไปถึงระดับขั้นเช่นไร เขา
ตัดสินใจเอาไว้แล้ว
เขาตัดสินใจว่าจะให้พลังแห่งกรรมแผ่ขยายครอบคลุม
ไปถึงอดีตและอนาคต!
เขาจะให้พลังของเขาเข้าไปข้องเกี่ยวกับอดีตและอนาคต
!
อีกฟากฝั่งหนึ่ง
ภายในตำหนักเหนือเมฆา
จักรพรรดิสวรรค์ลุกพรวดขึ้นมายืนแล้วเอ่ยเสียง
เกรี้ยวกราด “อะไรนะ พวกเขาบ้าไปแล้วหรือ พวกเจ้าไม่ได้
ขวางไว้หรือไร”
เจียงเทียนมิ่งที่อยู่ในท้องพระโรงเอ่ยอย่างจนปัญญา
“ฝ่าบาท พวกข้าจะไปเกลี้ยกล่อมพวกเขาได้อย่างไรเล่า
พวกเขาสองคนตัวติดกันไม่ห่าง มองไปทั่วแดนสวรรค์ ต่อให้
เป็นคำพูดของพระองค์ก็ไม่แน่ว่าพวกเขาจะฟัง
นับประสาอะไรกับพวกข้าเล่า ยิ่งไปกว่านั้นแดนสวรรค์ก็
จนปัญญาจะทำสิ่งใดกับรอยแยกสีดำพวกนั้น พวกเขา
จึงอยากใช้ตนเองเป็นพลทหารแนวหน้าเฉกเช่นวันวาน บางที
พวกเราอาจทำความเข้าใจสภาพภายในรอยแยกสีดำผ่าน
พวกเขาได้จริงๆ ก็เป็นได้”
นายท่านไป๋ลุกขึ้นมายืนแล้วประสานมือเอ่ยว่า “ฝ่าบาท
รอยประทับวิญญาณบนบัญชีสถาปนาเทพของพวกเขาสอง
คนยังมิถูกลบไป นั่นก็หมายความว่าพวกเขายังไม่ตาย เพียง
ขาดการติดต่อไปเท่านั้น อีกอย่างต่อให้พวกเขาตายไปจริงๆ ก็
ยังใช้บัญชีสถาปนาเทพเข้าสู่สังสารวัฏได้อยู่ดี”
…………………………………………………