เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 474 มหาศึกสถานปนาเทพ เค้าลางของการเลื่อนขั้น
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 474 มหาศึกสถานปนาเทพ เค้าลางของการเลื่อนขั้น
เทพเซียนทั้งหลายพากันปลอบจักรพรรดิสวรรค์ให้เย็น
พระทัย พวกเขาล้วนรู้ดีว่าเจียงเจี่ยนกับหลินเฮ่าเทียนมีส
ถานะไม่ธรรมดา พวกเขาไม่เพียงเป็นแม่ทัพสวรรค์ผู้มีประวัติ
ผลงานอันโดดเด่นที่สุดของแดนสวรรค์ แต่ยังเป็นคนจำนวน
น้อยที่มรรคาจารย์ลำเอียงรักด้วย
แม้มรรคาจารย์จะหายหน้าหายตาไปจากสายตาของ
เทพเซียนทั้งหลายในแดนสวรรค์แล้ว แต่ทุกคนยังเคารพ
ยำเกรงเขาอยู่เสมอ
จักรพรรดิสวรรค์สูดหายใจลึกเฮือกหนึ่งแล้วเอ่ยว่า
“ท่านไป๋ เจ้าจงจับตาดูเรื่องนี้ด้วยตนเอง หากเกิดอะไรขึ้นให้
รายงานข้าตลอดเวลา!”
นายท่านไป๋รับคำสั่งทันที
เฉินหลี่ก้าวออกมาบ้าง “ฝ่าบาท จากเส้นสายที่อยู่ใน
โลกเทพยุทธ์ของพวกเรา ทำให้ทราบข่าวมาเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือ
จอมเทพปี้หลิ่วดูเหมือนจะถูกยอดฝีมือลึกลับบางคนสังหาร
ไปแล้ว นับว่าแดนสวรรค์หลบพ้นภัยมาได้หนหนึ่ง”
เมื่อคำนี้ถูกเอ่ยออกมา เทพเซียนทั้งหลายก็ฮือฮา
พวกเขาเป็นกังวลเรื่องจอมเทพปี้หลิ่วมาตลอด นางเป็น
ถึงตัวตนที่โลกเทพยุทธ์ทำอันใดมิได้ แม้แต่เผ่าอวี่ที่เป็นศัตรู
คู่อาฆาตของพวกเขายังหลบลี้หนีหายไปเพราะจอมเทพปี้หลิ่ว
ไม่กล้าโผล่มาระรานแดนสวรรค์ต่อ
คิดไม่ถึงว่าจอมเทพปี้หลิ่วยังมิทันบุกมาถึงโลกคุนหลุนก็
ถูกกำจัดแล้ว
“บรรพจารย์ยุทธ์ลงมือหรือ”
“ข้าคิดว่าจอมเทพปี้หลิ่วแข็งแกร่งมากเสียอีก คิดไม่ถึง
ว่าบทจะหายไปก็หายไปเลย”
“มิใช่การกระทำของบรรพจารย์ยุทธ์ด้วย แม้แต่โลกเทพ
ยุทธ์เองก็ไม่แน่ใจเช่นกันว่าผู้ใดสังหารจอมเทพปี้หลิ่ว ได้ยิน
มาว่าเทพแห่งหยินหยางที่โลกเทพยุทธ์หวั่นเกรงก่อนหน้านี้ก็
เคยไปประมือกับจอมเทพปี้หลิ่วมาก่อนเช่นกัน”
“เทพแห่งหยินหยาง? ตัวตนลึกลับที่กำลังจะนำ
มหันตภัยครั้งใหญ่มาคนนั้นน่ะหรือ”
“พวกเจ้าคิดหรือไม่ว่าอาจเป็นฝีมือของมรรคาจารย์
จอมเทพปี้หลิ่วยังเดินทางไปไม่ถึงมหาพิภพนิลเหลือง นางก็
กลืนกินโลกไปมากมายก่อนหน้านั้นแล้ว ไม่ว่าข้ามองอย่างไร
ก็คิดว่าจอมเทพปี้หลิ่วคงเข้ามาใกล้พวกเรามากขึ้น จนมรรคา
จารย์สังเกตเห็นเข้า”
เมื่อมีคนเอ่ยว่าเป็นการกระทำของมรรคาจารย์ เทพ
เซียนจำนวนมากก็เห็นพ้องอย่างรวดเร็ว
ในใจของเทพเซียนในแดนสวรรค์ มรรคาจารย์คือผู้
แข็งแกร่งที่สุด ก็เพราะมรรคาจารย์แข็งแกร่งที่สุด พวกเขา
ถึงกล้าต่อต้านเผ่าอวี่ ถึงกล้าสานสัมพันธ์กับมหามรรคาสาย
อื่นๆ
หลี่ว์เสินโจวหัวเราะ “อยากรู้ว่าเป็นฝีมือของมรรคา
จารย์หรือไม่ ลองถามไป๋ฉีดูก็รู้แล้วมิใช่หรือไร”
จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยต่อว่า “แต่เดิมจอมเทพปี้หลิ่วก็
มิใช่ตัวตนที่แดนสวรรค์สมควรเผชิญหน้าด้วยอยู่แล้ว พวก
เจ้าจงอย่าได้ประมาท ยามมหันตภัยแห่งวิถียุทธ์มาเยือน แดน
สวรรค์ก็ต้องเผชิญกับเคราะห์ภัยของตนเองด้วยเช่นกัน
จงอย่าลืมงานชุมนุมใหญ่หมื่นวิถีก่อนหน้านี้ พวกเราต้อง
พัฒนาศาสตร์การหลอมสมบัติอาคม ฝึกปรือการหลอมโอสถ
รีบเร่งทำเวลาให้เทพเซียนทุกคนได้ครอบครองสมบัติอาคมที่
ตัดสินชี้ชะตาศึกกับโอสถที่ช่วยยืดเวลาต่อสู้ต่อไปได้”
ในงานชุมนุมใหญ่หมื่นวิถี เทพแห่งหยินหยางสร้าง
อสุรกายมหันตภัยจำนวนนับไม่ถ้วนออกมาให้สิ่งมีชีวิต
ทั้งหลายต้องเผชิญหน้ากับตนเองอีกคนหนึ่ง ศึกหนนั้นสร้าง
แรงกดดันให้จักรพรรดิสวรรค์ เขามีลางสังหรณ์ว่ายามที่
มหันตภัยแห่งวิถียุทธ์มาเยือน แดนสวรรค์จะต้องเผชิญกับ
อสุรกายมหันตภัยอีกครั้ง
เทพเซียนทั้งหลายขานรับอย่างพร้อมเพรียง
แม้ปรมาจารย์หลอมศาสตรากับปรมาจารย์หลอมโอสถที่
เก่งกาจที่สุดของโลกคุนหลุนจะไม่ได้อยู่ที่แดนสวรรค์ แต่หาก
พูดถึงจำนวนหัวกะทิด้านหลอมศาสตรากับหลอมโอสถ แดน
สวรรค์ก็ยังครอบครองเหล่าหัวกะทิเป็นจำนวนมากอยู่ดี นั่น
ก็เพราะว่าแดนสวรรค์เป็นผู้นำกระแสนิยมในการฝึกบำเพ็ญ
ของโลกบำเพ็ญเซียนอยู่เสมอ
หลังจากนั้นเทพเซียนทั้งหลายก็เอ่ยถึงเรื่องอื่นต่อ
จักรพรรดิสวรรค์ฟังทั้งที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เพราะเขา
กำลังเป็นห่วงพวกเจียงเจี่ยน
…
ในอาณาเขตลึกลับแห่งหนึ่ง หมอกสีดำกับหมอกสีขาว
เคลื่อนไหวอยู่ท่ามกลางความมืด ไอหมอกสองชนิดเคลื่อน
สอดประสานทำให้บรรยากาศของที่แห่งนี้กดดันอย่างยิ่ง
ฟ้าดินสรวลเหาะผ่านไปอย่างรวดเร็ว สีหน้าของเขา
ย่ำแย่ยิ่งนัก ในใจไม่รู้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่
เขารีบเร่งมาตลอดทางจนมาถึงหน้าไข่ยักษ์ขนาดมหึมา
อย่างยิ่งฟองหนึ่ง ผิวของเปลือกไข่มีลวดลายสีโลหิตแผ่อยู่
ทั่วไปหมด ภายในเปลือกไข่เปล่งแสงสีแดง พอจะมองทะลุ
ไปเห็นร่างกายขนาดมหึมาที่ขดตัวอยู่ร่างหนึ่งได้เลือนราง ร่าง
นั้นขยับขึ้นลงเล็กน้อยพร้อมกับจังหวะหายใจ
ยามยืนอยู่เบื้องหน้าไข่ยักษ์ฟองนี้ ฟ้าดินสรวลเป็นดั่ง
เม็ดทรายที่อยู่เบื้องหน้าภูเขาไท่ซาน เป็นสิ่งที่เล็กกระจ้อยร่อย
อย่างยิ่ง
“จอมเทพปี้หลิ่วดับสูญแล้วจริงๆ ขอรับ ข้าตามหานาง
ไม่พบเลย แล้วข้ายังพบอาณาเขตที่ว่างเปล่าอย่างหมดจด
แห่งหนึ่งด้วย กฎทั้งหลายที่นั่นถูกทำลายจนหมดสิ้น
แม้กระทั่งกฎแห่งมิติ เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจอมเทพปี้หลิ่วจะถูก
กระบวนท่านั้นสังหาร”
ฟ้าดินสรวลรายงานด้วยน้ำเสียงจริงจัง เมื่อนึกย้อน
ถึงพื้นที่อันว่างเปล่าเวิ้งว้างแห่งนั้น เขาก็ข่มกลั่นอาการขวัญ
ผวาไม่ไหว
พลังที่ไม่รู้จักต่างหากคือสิ่งที่น่ากลัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
สำหรับผู้ที่ระดับขั้นสูงเท่าเขา ที่เคยเห็นสิ่งต่างๆ มามากมาย
แล้ว ทั้งที่เป็นอย่างนั้นเขากลับจินตนาการไม่ออกเลยว่าพลัง
เช่นไรกันที่มีพลังทำลายล้างมากถึงเพียงนั้น
“ดับสูญไปแล้วหรือ น่าเสียดาย ข้านึกอยากได้พลังของ
นางอยู่เชียว ต่อจากนี้เจ้าอย่าได้ทำสิ่งใดบุ่มบ่ามอีก รอให้ข้า
ปรากฏตัวก่อน”
เสียงของเทพแห่งหยินหยางดังขึ้น น้ำเสียงของเขานิ่ง
เรียบ ไม่ตกใจกับพลังลึกลับที่ฟ้าดินสรวลกล่าวถึง
ฟ้าดินสรวลถามว่า “อีกนานเท่าใดกว่าท่าน
จะปรากฏตัวได้หรือขอรับ มิต้องการให้ข้าไปชักชวนขุมอำนาจ
ต่างๆ เตรียมทำสงครามล่วงหน้าหรอกหรือ”
“อย่างช้าที่สุดก็อีกหมื่นปี มิจำเป็นต้องชักชวน
พรรคพวกกลุ่มใดทั้งสิ้น ยามใดข้าปรากฏตัว สรรพชีวิต
ทั้งหลายล้วนมิใช่คู่ต่อสู้ของข้า การทำลายวิถียุทธ์เป็นเรื่อง
ของช้าเร็วเท่านั้น แต่หลังจากวิถียุทธ์ มหามรรคาของเจ้า
จะได้กลายเป็นวิถีหลักหรือไม่ ก็ต้องดูความสามารถของเจ้า
แล้ว” เทพแห่งหยินหยางเอ่ยตอบ
ฟ้าดินสรวลพรูลมหายใจอย่างโล่งอก หมื่นปีไม่นับว่า
ยาวนาน สำหรับขั้นเบิกเนตรอัครยุทธ์แล้ว ปิดด่านเพียงหน
เดียว ช่วงเวลาเพียงเท่านี้ก็จะผ่านไปอย่างเร็วไว
“หมื่นปีเช่นนั้นรึ ไปป่วนวิถียุทธ์อีกหน่อยท่าจะดี”
ฟ้าดินสรวลยกมุมปากยิ้ม รอยยิ้มเหยียดหยันปรากฏบน
ใบหน้า
…
นับตั้งแต่เจียงฉางเซิงแตกฉานอภินิหารเก้าขุมนรก
สุขาวดี เขาก็เริ่มจดจ่อกับการฝึกบำเพ็ญ ไม่นานก็เข้าสู่
สภาวะลืมสิ้นตัวตน
ยามผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายปิดด่านฝึกบำเพ็ญ วสันต์สารท
เปลี่ยนผันไวว่อง กาลเวลาปีแล้วปีเล่าในแดนมนุษย์ไหลหาย
ไป
ไป๋ฉีเดินเข้าๆ ออกๆ ตำหนักเมฆาม่วง ส่วนมู่หลิงลั่ว
นับตั้งแต่บรรลุวิชาก็เริ่มลุ่มหลงอยู่กับการปิดด่านฝึกบำเพ็ญ
นางจมอยู่กับมันมากกว่าเจียงฉางเซิงเสียอีก ไม่เคยออก
ไปนอกตำหนักเมฆาม่วงอีกเลย
แดนมนุษย์เกิดสงครามกันอุตลุด เทียนจิ่งกับราชวงศ์
แห่งโชคชะตาแห่งหนึ่งเปิดศึกใหญ่กัน แล้วลากโลกบำเพ็ญ
เซียนเข้าไปพัวพันด้วย
โอรสสวรรค์เซวียนเต้าไม่คิดจะใช้การสถาปนาเทพเพื่อ
ขึ้นไปอยู่บนแดนสวรรค์ ความทะเยอทะยานของเขามีมากกว่า
นั้น เขาต้องการปกครองแดนมนุษย์ สร้างราชวงศ์แห่ง
โชคชะตาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน จากนั้นค่อยบรรลุเซียนกลาย
เป็นหนึ่งในตรีราชัน ยามนี้ตำแหน่งสามราชัน ได้แก่ราชันนภา
ราชันปฐพี ราชันมนุษย์ของแดนสวรรค์ยังว่างอยู่ เขาต้อง
การช่วงชิงตำแหน่งราชันนภา
เมื่อวิถีเซียนพัฒนามาจนถึงวันนี้ ราชวงศ์แห่งโชคชะตา
ที่ไหนๆ ก็ล้วนบ่มเพาะขุมกำลังผู้บำเพ็ญเซียนของตนเอง
เอาไว้ทั้งสิ้น พวกเขาสานไมตรีกับสำนักใหญ่แต่ละแห่งของ
โลกบำเพ็ญเซียน ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับเทียนจิ่ง ราชวงศ์
แห่งโชคชะตาทั้งหลายก็ไม่หวาดกลัว พวกเขาถึงขั้นเริ่ม
ร่วมมือกันล้อมโจมตีเทียนจิ่งแล้ว
อาณาจักรทั้งหลายต่างตาวาวอยากครองโอกาส
สถาปนาเทพของเทียนจิ่ง พวกเขาหวังว่าการทำสงคราม
จะทำให้พวกเขาได้โอกาสถูกสถาปนาเป็นเทพ
การช่วงชิงโชคชะตาแห่งแว่นแคว้นเป็นสิ่งที่แดนสวรรค์
ไม่ขัดขวาง เทียนจิ่งต้องพึ่งพาพลังที่พัฒนาสั่งสมมาของ
ตนเอง อีกอย่างมหันตภัยก็กำลังย่างกรายเข้ามาแล้ว
จักรพรรดิสวรรค์หวังว่าสงครามที่เกิดขึ้นจะกระตุ้นให้เกิดผู้
แข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเดิม
มหาเซียนวั่งเฉินก็ไม่ได้ขัดขวางมากนัก เขาสนใจแต่การ
ฝึกบำเพ็ญ มีแต่ตอนที่ผู้บำเพ็ญเซียนทำเรื่องผิดศีลธรรมผิด
ต่อสวรรค์เท่านั้นเขาจึงจะลงมือ
โลกคุนหลุนต้อนรับการมาเยือนของกลียุคครั้งแรก
หลังจากผสานโลกรวมเป็นหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นมันยังเป็นกลียุค
ที่แผ่อิทธิพลครอบคลุมไปทั่วแดนมนุษย์ เผ่าพันธุ์อื่นก็หมาย
จะก้าวเข้ามาครองสิทธิ์ได้รับสถาปนาเป็นเทพเช่นกัน ดังนั้น
พวกเขาจึงเริ่มช่วยเหลือราชวงศ์แห่งโชคชะตาแต่ละฝ่าย
เทียนจิ่งมิได้ต่อสู้กับใต้หล้าเพียงลำพัง ราชวงศ์แห่ง
โชคชะตาบางแห่งก็ช่วยเหลือเทียนจิ่ง โอรสสวรรค์เซวียนเต้า
ให้สัญญาว่าขอเพียงพวกเขาสร้างผลงานได้ดี การสถาปนา
เทพหนต่อไป เขาจะมอบสิทธิ์ส่วนหนึ่งให้
ทุกสิ่งนี้ล้วนได้รับการอนุญาตกลายๆ จากจักรพรรดิ
สวรรค์ สถานการณ์ไม่เหมือนเดิมแล้ว เขาจึงหวังว่าผู้ที่
ได้รับแต่งตั้งเป็นเทพกลุ่มต่อไปจากแดนมนุษย์จะเป็นผู้ที่
แข็งแกร่งที่สุด มิใช่อาศัยเพียงความดีความชอบ ยามสงบอาจ
พิจารณาโดยความดีความชอบได้ก็จริง แต่ยามนี้มหันตภัย
แห่งวิถียุทธ์กำลังจะมาเยือน เขาจึงต้องเลือกกระทำการอย่าง
สุดโต่ง
กลียุคหนนี้ถูกชาวบ้านเรียกขานกันว่า ‘มหาศึกสถาปนา
เทพ!’
เวลาไหลผ่านไปอย่างเร็วรี่ กาลเวลาสามร้อยปีล่วงผ่าน
ในตำหนักเมฆาม่วง
เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า ดวงเนตรมหามรรคา
บนหน้าผากของเขาเดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่ ตรงลูกนัยน์ตาเปล่ง
แสงสว่างไสว
เขานับนิ้วคำนวนก็ทราบว่าการปิดด่านหนนี้กินเวลา
ไปทั้งหมดสามร้อยยี่สิบปี
เขาจงใจทิ้งร่างแยกร่างหนึ่งไว้ที่มุมตำหนักเมฆาม่วง
เพื่อป้องกันศัตรูแข็งแกร่งบุกมาโจมตี ตลอดหลายปีนี้ ไม่
มีศัตรูที่แข็งแกร่งคนใดบุกมารุกรานโลกคุนหลุน ดังนั้นเขาจึง
จมอยู่กับการปิดด่านฝึกบำเพ็ญ ปล่อยให้เวลาไหลผ่าน
ไปเรื่อยๆ
กาลเวลาผ่านพ้นไปสามร้อยยี่สิบปี วรยุทธ์ของเจียงฉาง
เซิงเพิ่มพูนขึ้นไม่น้อย ในที่สุดเขาก็สัมผัสเค้าลางของการ
เลื่อนขั้นได้รางๆ แล้ว
หลังจากเลื่อนขั้นหนก่อน กาลเวลาผ่านไปแล้วเกือบสอง
พันปี ช่างไม่ง่ายดายเลยจริงๆ
ยามนี้เขาอายุครบสามพันสามร้อยสิบเจ็ดปีแล้ว
“การใช้พลังแห่งกรรมไปยุ่งเกี่ยวกับอดีต ทำได้ก็จริง แต่
ยากมาก เพราะไม่ว่าอย่างไรกรรมก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว
หากอยากไปยุ่งกับอดีต คงจะต้องผสานกับพลังอีกสักชนิด
หนึ่ง…”
เจียงฉางเซิงนั่งอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาแล้ว
นึกทบทวนสิ่งที่ตนเองเข้าใจเพิ่มมาจากช่วงเวลาที่ผ่านมานี้
การเข้าไปข้องเกี่ยวกับอดีตและอนาคตยากลำบากกว่า
ที่เขาจินตนาการไว้ บางทีต่อให้เลื่อนขั้นได้สำเร็จก็คงไป
ถึงระดับที่เขาต้องการไม่ได้
ระดับที่เขาต้องการก็คือหลุดพ้นจากมิติเวลา หรือก็คือ
ทำให้ศัตรูไม่อาจไปสังหารตัวเขาในอดีต และทำให้ศัตรูมิอาจ
ไปตามหาตัวเขาในอนาคตได้
จอมเทพปี้หลิ่วเดินทางข้ามเวลาได้ นี่บ่งบอกว่าการข้าม
เวลามิใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เจียงฉางเซิงต้องกำจัดความเป็นไป
ได้ที่ศัตรูตัวฉกาจจะข้ามเวลาไปสังหารเขา
ไม่ว่าการข้ามไปยังอดีตเพื่อสังหารตัวเขาที่ยังอ่อนแอ
หรือการที่ศัตรูผู้แข็งแกร่งในอนาคตข้ามเวลามาสังหารตัวเขา
ในปัจจุบัน
หากไม่อาจทำจุดนี้ได้ จะนับว่าตนเองบำเพ็ญเซียนได้
อย่างไรกัน
“ระเบียบแห่งมิติเวลา…”
เจียงฉางเซิงพร่ำพูดกับตนเองในใจ ขณะที่เขาเก็บดวง
เนตรมหามรรคากลับมา
ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ลำบากมากกว่าจะรู้สึกถึงเค้าลางของ
การเลื่อนขั้น เลื่อนขั้นก่อนแล้วค่อยว่ากันเถิด เมื่อระดับขั้น
บำเพ็ญของตนเองสูงขึ้น เขาย่อมเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้ลึกซึ้ง
มากกว่าเดิม
เขาเริ่มพยากรณ์หาผู้แข็งแกร่งที่สุดที่นอกเหนือจากตัว
เขาในขอบเขตต่างๆ ผู้แข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตที่ระบบรับรู้
มีมูลค่ายี่สิบแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ น่าจะเป็นบรรพจารย์
ยุทธ์นิพพาน ดูท่าขอบเขตการพยากรณ์ของระบบ
จะครอบคลุมไปทั่ววิถียุทธ์แล้ว
หลังจากพยากรณ์เสร็จ เจียงฉางเซิงก็รั้งสายตากลับมา
มองโลกคุนหลุน
เมื่อแดนสวรรค์ขยับขยาย โชคชะตาของวิถีเซียนก็เริ่ม
แผ่ขยายออกไปในห้วงมิติ โลกขนาดเล็กหลายแห่งถูกแดน
สวรรค์เข้าไปยึดครองมากขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่โลกหลายแห่งของ
มหาพิภพนิลเหลืองก็ถูกแดนสวรรค์ยึดมาด้วย พวกมันล้วน
เป็นสถานที่ซึ่งวิถียุทธ์ไม่มีเวลาไปสนใจดูแล แดนสวรรค์
จึงยอมสละผลประโยชน์ส่วนหนึ่งกับเคล็ดวิชาบำเพ็ญเซียน
บางส่วนให้โลกเทพยุทธ์เพื่อแลกกับสิทธิ์ในการครอบครอง
เจียงฉางเซิงเหลือบมองกลียุคแห่งแดนมนุษย์ มหาศึก
สถาปนาเทพหนนี้อลังการสู้มหาสงครามของเหล่าเทพใน
ตำนานของประเทศจีนไม่ได้ก็จริง แต่กาลเวลาที่ดำเนิน
ไปยาวนานยิ่งกว่า ขนาดเวลาผ่านไปสามร้อยปีแล้วมันก็ยัง
ไม่จบ
แดนมนุษย์ตกอยู่ในกลียุคแห่งสงครามอย่างต่อเนื่อง
ประชาชนที่ทุกข์ร้อนย่อมมีไม่น้อย ทว่ามันกลับผลักดันให้เกิด
ผู้เก่งกาจมากมาย มีแม้กระทั่งผู้ที่ผสานวิถียุทธ์กับวิถีเซียน
สร้างวิถีเซียนยุทธ์ออกมาได้
คนผู้นี้มีนามว่าหงหลิน เขาเป็นผู้ศรัทธาเซ่นไหว้คนหนึ่ง
ของเจียงฉางเซิง แต่มิได้เข้ามาอยู่ในแดนสวรรค์และไร้
ความเกี่ยวข้องกับเทียนจิ่ง เขาเป็นศัตรูกับเทียนจิ่งเสียด้วยซ้ำ
เจียงฉางเซิงรู้สึกสนใจเขาอยู่นิดๆ ดังนั้นจึงลอบนับนิ้ว
พยากรณ์กรรมที่เกี่ยวพันกับตัวเขาดู
“เอ๋ ช่างมีโชคชะตาที่ยิ่งใหญ่นัก เป็นราชันปฐพีเชียวหรือ
…”
หงหลินจะผงาดขึ้นมาในมหาสงครามสถาปนาเทพ เขา
ทำให้ใต้หล้ากลับมาสงบสุข แล้วร่วมมือกับราชันนภา แบ่ง
การปกครองใต้หล้า สร้างบุญบารมีท่วมท้น จนได้รับตำแหน่ง
ตรีราชันแห่งแดนสวรรค์
ผู้มีโชคชะตายิ่งใหญ่จากตัวโลกคุนหลุนเองเริ่ม
ถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว เจียงฉางเซิงปีติยินดีอย่างยิ่ง ก่อนหน้านี้
ผู้ที่ปกครองใต้หล้ามีแต่คนที่เขาดูแลกับลูกหลานของเขา
ในที่สุดตอนนี้ก็มีหน้าใหม่มาเสียที นี่บ่งบอกว่ากฎของโลกคุน
หลุนพัฒนาจนสมบูรณ์แบบแล้ว พลังโชคชะตาในฟ้าดินของ
โลกใบนี้สามารถสรรสร้างยอดอัจฉริยะที่สั่นสะเทือนอดีตปัจ
จุบันออกมาได้เองแล้ว
เจียงฉางเซิงจดจำนามของหงหลินเอาไว้ แต่ไม่ได้ใส่ใจ
มากนัก
เขายังค้นพบอีกเรื่องหนึ่ง
เฟิงอวี้หายไปแล้ว!
เฟิงอวี้อันตรธานหายไปพร้อมกับยันต์เทพกำเนิด
จักรวาลของเขา เขาจับสัมผัสยันต์เทพกำเนิดจักรวาลไม่ได้
ด้วยซ้ำไป
หรือนั่นก็หมายความว่า เฟิงอวี้เข้าไปในรอยแยกสีดำที่
จอมเทพปี้หลิ่วทิ้งเอาไว้
เรื่องนี้นอกเหนือความคาดหมายของเจียงฉางเซิงอย่าง
สิ้นเชิง พลังของเฟิงอวี้นับว่าแข็งแกร่ง ยิ่งรวมกับสถานะของ
เขา เขาไม่มีทางถูกใครไล่ต้อนเข้าไปในรอยแยกสีดำแน่
หรือว่าเขาต้องการเข้าไปด้วยตนเอง?
…………………………………….