เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 475 จอมปีศาจจิงเทียน เผ่าพันธุ์มรรคาสวรรค์
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 475 จอมปีศาจจิงเทียน เผ่าพันธุ์มรรคาสวรรค์
“หวังว่าเจ้าจะเอาชีวิตรอดมาได้นะ…”
เจียงฉางเซิงภาวนาเอาใจช่วยเฟิงอวี้อย่างเงียบๆ เขายัง
ไม่เคยใช้ยันต์เทพกำเนิดจักรวาลสักครั้ง ย่อมไม่อยากเสีย
สมบัติชิ้นนี้ไปทั้งแบบนี้
ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่กังวลมากเกินไป เขาเลื่อนสายตา
ไปดูคนอื่นต่อ
หลังจากเจียงเจี่ยนกับหลินเฮ่าเทียนเข้าไปในรอยแยกสี
ดำก็ไม่กลับออกมาอีก และไม่ปรากฏตัวที่มหาพิภพจิตจร
เช่นกัน
สถานการณ์นี้เป็นไปได้สองอย่าง ประการแรกคือ
พวกเขาตายแล้ว แต่บัญชีสถาปนาเทพยังไม่คืนชีพให้พวกเขา
มิหนำซ้ำรอยประทับวิญญาณก็ยังอยู่ นี่หมายความว่า
พวกเขายังไม่ตาย ส่วนประการที่สอง พวกเขาเดินทางข้าม
ไปยังห้วงเวลาที่มหาพิภพจิตจรยังไม่ถือกำเนิด
เจียงฉางเซิงคิดว่าประการหลังเป็นไปได้มากที่สุด
เพียงแต่เขาฉุกคิดปัญหาอีกประการหนึ่งขึ้นมาได้ หาก
รอยแยกสีดำเหล่านี้เชื่อมต่อไปยังห้วงเวลาปริศนาจริง เช่นนั้น
จะไม่เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นหรือ
จอมเทพปี้หลิ่วน่าจะไม่ใช่คนแรกที่ครอบครองพลังเช่นนี้
แล้วก่อนหน้านี้ซ่อมแซมอย่างไร ธรรมชาติเป็นผู้ฟื้นฟู หรือ
มีคนซ่อมแซมกลับมาเป็นเหมือนเดิม
หากจอมเทพปี้หลิ่วเป็นคนแรกที่สร้างเรื่องวุ่นวายเช่นนี้
ได้ เช่นนั้นเป็นนางหรือไม่ที่เป็นมหันตภัยแห่งวิถียุทธ์ที่แท้จริง
หากสิ่งมีชีวิตในปัจจุบันข้ามผ่านห้วงเวลาได้ เช่นนั้นผู้
ที่อยู่ในอดีตกับอนาคตจะข้ามผ่านรอยแยกสีดำมาเยือนได้
เหมือนกันหรือไม่
เจียงฉางเซิงเริ่มคาดการณ์ถึงสถานการณ์ที่ย่ำแย่ที่สุด
เขาต้องเตรียมหาทางจัดการสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเอาไว้
เช่นนี้เขาจึงจะเผชิญหน้ากับคราวเคราะห์ทั้งหลายได้
นอกจากเรื่องนี้ เจียงฉางเซิงก็ยังพบว่าเทพเซียนบนแดน
สวรรค์ลืมเลือนตัวตนของจอมเทพปี้หลิ่วไปเสียแล้ว พวกเขา
ไม่รู้แน่ชัดว่ารอยแยกสีดำเกิดขึ้นมาได้เช่นไร จึงมองว่ามันเป็น
ภัยพิบัติจากสวรรค์
ดูท่าพลังเนรเทศจะเริ่มส่งผลกับจอมเทพปี้หลิ่วแล้ว
จอมเทพปี้หลิ่วแข็งแกร่งจริงๆ หลังจากถูกพลังเนรเทศ
ไปแล้ว สิ่งมีชีวิตทั้งหลายกลับไม่ลืมเลือนนางในทันที โชคยังดี
ที่สุดท้ายนางก็ต่อต้านการกัดกินของพลังแห่งกรรมไม่ได้
ส่วนบรรพจารย์อธรรมเก้าหยินไม่มีผู้ใดเอ่ยถึง
แม้แต่น้อย โม่วั่งเองก็ไม่เคยเอ่ยถาม นางอ่อนแอกว่าจอมเทพ
ปี้หลิ่วไม่น้อย
‘บางทีอาจเป็นเพราะช่วงนี้ พลังแห่งกรรมของข้า
แข็งแกร่งขึ้น ดังนั้นพลังแห่งกรรมบนร่างของจอมเทพปี้หลิ่ว
จึงแข็งแกร่งขึ้นด้วย หรือไม่อย่างนั้นบางทีจอมเทพปี้หลิ่วอาจ
พบอันตรายอย่างอื่น จนทำให้นางไม่อาจต่อต้านการกัดกร่อน
ของพลังแห่งกรรมได้อีก’
เจียงฉางเซิงวิเคราะห์ในใจ เขาคาดหวังว่ามันจะเป็น
ประการแรก หากเป็นเช่นนั้นย่อมหมายความว่าพลังแห่งกรรม
ส่งผลต่อเนื่องได้ไกลกว่าที่เขาเคยคาดเอาไว้
หลังจากนั้นเขาก็หันหน้าไปมองมู่หลิงลั่ว มู่หลิงลั่วยังคง
ใคร่ครวญศึกษามรรคาแห่งชะตากรรมอยู่ กลิ่นอายพลังของ
นางเริ่มให้ความรู้สึกลึกลับยากหยั่งถึง กรรมที่พัวพันอยู่บน
ร่างเริ่มหดหายไป
ชะตากรรมกับกรรมแต่เดิมก็ใกล้ชิดกันอยู่แล้ว ยิ่งกรรม
บนร่างของมู่หลิงลั่วน้อยลง ก็หมายความว่านางบรรลุมรรคา
แห่งชะตากรรมลึกซึ้งมากขึ้น
“แม้แต่นางยังเริ่มพากเพียรกับการฝึกบำเพ็ญแล้ว ข้า
จะล้าหลังไม่ได้“
เจียงฉางเซิงเห็นแล้วว่าโลกคุนหลุนไม่มีอันตราย
มาเยือนจึงวางใจแล้วฝึกบำเพ็ญต่อ
ต่อจากนี้เขาจะฝึกบำเพ็ญรวดเดียวให้ถึงการเลื่อนขั้น!
…
ณ ตำหนักเหนือเมฆา เทพเซียนทั้งหลายมารวมตัวกัน
เพื่อรายงานเรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นในดินแดนต่างๆ ของแดน
มนุษย์
“กราบทูลฝ่าบาท แดนมนุษย์มีปีศาจตนหนึ่งขโมย
สมบัติของวังมังกรไป วังมังกรเดินทางไปทวงของคืนแต่กลับ
ถูกตีกระเจิง ราชามังกรจึงร้องเรียนขึ้นมา ปีศาจตนนี้ฤทธิ์เดช
ร้ายกาจยิ่งนัก วังมังกรมิอาจรับมือได้อย่างแน่นอน ความสา
มารถของมันเหมือนจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังอยู่นิดหน่อย
พ่ะย่ะค่ะ”
ขณะที่เฉินหลี่รายงาน สีหน้าของเขาก็ดูกระอักกระอ่วน
จนสะกิดใจเทพเซียนทั้งหลาย
จักรพรรดิสวรรค์ถามว่า “มีเบื้องลึกเบื้องหลังอย่างไรรึ”
“วิชาที่เขาฝึกคือมหามรรคาปราณทองคำ แล้วเขายัง
ชำนาญวิชาดาวดินเจ็ดสิบสองจำแลงอีกด้วย”
คำตอบของเฉินหลี่ทำให้เทพเซียนทั้งหลายเปลี่ยนสีหน้า
ไปทันที มหามรรคาปราณทองคำกับวิชาดาวดินเจ็ดสิบสอง
จำแลงเป็นเคล็ดวิชาฝึกบำเพ็ญระดับสุดยอด โลกคุนหลุนใน
ยามนี้มีผู้ที่ใช้พวกมันเป็นน้อยยิ่งนัก อีกทั้งพวกเขาแต่ละคน
ล้วนเป็นคนใหญ่โตทั้งสิ้น
หากพูดถึงเบื้องบนก็มีมรรคาจารย์ มารดาของจักรพรรดิ
สวรรค์ ไป๋ฉี จักรพรรดิสวรรค์ หากพูดถึงแดนมนุษย์ก็มีมหา
เซียนวั่งเฉิน บุคคลเหล่านี้ล้วนมิใช่คนที่พวกเขาจะบังอาจ
ไปต่อว่าต่อขานได้
จักรพรรดิสวรรค์หรี่ตาถามว่า “เคยถามมหาเซียนวั่งเฉิน
แล้วหรือยัง”
“เคยถามแล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่มหาเซียนวั่งเฉินตอบว่า
ไม่รู้จักปีศาจตนนี้”
จักรพรรดิสวรรค์ได้ยินดังนี้ก็ขมวดคิ้ว
หากไม่เกี่ยวข้องกับมหาเซียนวั่งเฉิน ก็ได้แต่โยงไปหาคน
บนเบื้องบน เช่นนั้นเรื่องนี้ย่อมยุ่งยากแล้ว
ไม่ใช่เพียงจักรพรรดิสวรรค์ เทพเซียนคนอื่นก็
ตระหนักถึงจุดนี้เช่นกัน ภายในตำหนักเหนือเมฆาจมลง
สู่ความเงียบ
จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยปากอย่างเนิบช้า “วาสนาเซียนของ
ปีศาจตนนี้ไม่ธรรมดา เพื่อไม่ให้เขาหลงเดินทางผิด เฉินหลี่
เจ้าจงลงไปยังโลกเบื้องล่าง เรียกตัวเขามาครองตำแหน่ง
เซียนบนแดนสวรรค์”
เฉินหลี่รับบัญชา เทพเซียนคนอื่นไม่เห็นแย้ง พวกเขา
เพียงสงสัยใคร่รู้ในตัวปีศาจตนนี้อย่างยิ่ง
“จริงสิ แล้วปีศาจตนนี้นามว่าอันใด” จักรพรรดิสวรรค์
นึกบางอย่างออกก็เลิกคิ้วถาม
“เขาเรียกตนเองว่าจอมปีศาจจิงเทียนพ่ะย่ะค่ะ”
“จิงเทียน[1]? ช่างทำได้สมกับนามของตนเสียจริง”
จักรพรรดิสวรรค์พึมพำกับตนเอง จากนั้นเขาก็เผย
รอยยิ้มตามออกมา
หากดึงปีศาจตนนี้มาสวามิภักดิ์ได้ กำลังรบของแดน
สวรรค์ก็จะเพิ่มขึ้น ปีศาจที่แม้แต่สวรรค์ชั้นสามสิบสามยัง
ให้ความสำคัญ พรสวรรค์จะต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่
หลายปีที่ผ่านมา เพื่อสั่งสมกำลังเตรียมตัวเผชิญกับ
มหันตภัยแห่งวิถียุทธ์ จิตใจของจักรพรรดิสวรรค์ได้เปลี่ยนไป
แล้ว เขาเริ่มให้ความสำคัญกับผู้ที่แข็งแกร่ง หาได้ดูเพียง
บุญบารมีที่สั่งสมมาไม่
ยามเผชิญหน้ากับมหันตภัย บุญบารมีย่อมใช้ประโยชน์
อะไรไม่ได้ พลังต่างหากที่เป็นปัจจัยตัดสินว่าจะข้ามผ่าน
มหันตภัยได้หรือไม่
แต่แล้ว…
จอมปีศาจจิงเทียนก็ปฏิเสธคำชวนของเฉินหลี่ เขานับ
เป็นคนที่สองต่อจากมหาเซียนวั่งเฉินที่กล้าปฏิเสธแดนสวรรค์
เรื่องนี้เป็นที่ฮือฮาอย่างมาก
แต่จักรพรรดิสวรรค์มิย่อท้อ เขาส่งมหาเทพอีกคน
ไปชักชวนซ้ำ มิหนำซ้ำยังเสนอสิทธิประโยชน์สูงกว่าเดิมอีก
แต่ก็ยังถูกจอมปีศาจจิงเทียนปฏิเสธอยู่ดี
ปฏิเสธแดนสวรรค์ถึงสองหน ชื่อเสียงของจอมปีศาจ
จิงเทียนในหมู่เผ่าปีศาจยิ่งลือกระฉ่อน จนแม้แต่จอมราชันเผ่า
ปีศาจก็สนใจ กระทั่งราชวงศ์แห่งโชคชะตาของเผ่ามนุษย์ก็เริ่ม
มาชักชวนเขาไปเป็นพวกเหมือนกัน
ในยุคนี้ ความแค้นระหว่างเผ่ามนุษย์กับเผ่าปีศาจ
เบาบางลงนานแล้ว อย่างน้อยก็ไม่ถึงขั้นไม่ตายไม่เลิกรา
อีกต่อไป หลังจากมหาศึกสถาปนาเทพเริ่มต้น ราชวงศ์แห่ง
โชคชะตาทั้งหลายก็เริ่มหยิบยืมพลังของชาวต่างเผ่ามาใช้
ประโยชน์ ยามนี้สงครามในที่ต่างๆ สามารถเห็นร่างของ
หลากหลายเผ่าพันธุ์ปะปนกัน อาจถึงขั้นพูดได้ว่านี่มิใช่
สงครามภายในของเผ่ามนุษย์ แต่เป็นสงครามของทั้งหมื่นเผ่า
การถูกปฏิเสธติดๆ กันทำให้จักรพรรดิสวรรค์พิโรธ ยิ่ง
ราชามังกรเพียรพยายามจะร้องทุกข์ ก็ยิ่งทำให้จักรพรรดิ
สวรรค์หงุดหงิดมากขึ้นไปอีก ด้วยเหตุนี้จักรพรรดิสวรรค์จึงส่ง
เจียงเทียนมิ่งไปจับตัวจอมปีศาจจิงเทียนที่โลกเบื้องล่าง
เจียงเทียนมิ่งเป็นผู้มีพลังระดับสูงสุดในหมู่แม่ทัพสวรรค์
เมื่อไม่นานมานี้เขาเพิ่งก้าวเข้าสู่ขั้นเซียนพิภพ เรียกได้ว่าผ่าน
การผลัดร่างเปลี่ยนกระดูกมาแล้ว
เจียงเทียนมิ่งไม่พอใจจอมปีศาจจิงเทียนมากเช่นกัน
แม้อีกฝ่ายอาจเกี่ยวข้องกับสวรรค์ชั้นสามสิบสาม แต่เขาก็
อยากสั่งสอนอีกฝ่ายสักหนอยู่ดี
ด้วยเหตุนี้เจียงเทียนมิ่งจึงเดินทางไปยังโลกเบื้องล่าง
แล้วเปิดศึกสะเทือนฟ้าสะเทือนดินกับจอมปีศาจจิงเทียน ผู้
แข็งแกร่งจากฝั่งเผ่าปีศาจจำนวนไม่น้อยเดินทาง
มาชมการต่อสู้ เทพเซียนบนฟ้าก็มารวมตัวกันที่ตำหนักเหนือ
เมฆาเพื่อชมการต่อสู้เช่นกัน
วิชาเจ็ดสิบสองจำแลงของจอมปีศาจจิงเทียนยอดเยี่ยม
อย่างแท้จริง แต่ตัวเจียงเทียนมิ่งมีสายเลือดนับร้อยเผ่าพันธุ์
ผสานอยู่ในกาย ทั้งยังสืบทอดดวงเนตรมหามรรคามาอีกด้วย
เขาเปลี่ยนสิบยอดวิชาเทพของเผ่าราชาให้กลายเป็นพลัง
อภินิหารของวิชาเซียน ทำให้เขาครอบครองพลังที่น่ากลัว
ยิ่งนัก ตลอดการต่อสู้เขาเป็นฝ่ายกดดันจอมปีศาจจิงเทียน
หนึ่งมนุษย์กับหนึ่งปีศาจเปิดศึกใหญ่กันสามวันสามคืน
สุดท้ายเจียงเทียนมิ่งก็จับจอมปีศาจจิงเทียนมัดเป็นข้าวต้มมัด
พากลับไปที่แดนสวรรค์ได้สำเร็จ
ศึกนี้ทำให้เผ่าปีศาจได้เห็นพลังของแดนสวรรค์ ชื่อเสียง
ของแดนสวรรค์ในเผ่าปีศาจจึงขจรขจายมากขึ้นกว่าเดิม
….
ลึกเข้าไปในภูเขาของเทียนจิ่ง บนแดนมนุษย์
ไป๋ฉีกับมหาเซียนวั่งเฉินกำลังจิบชาอยู่ในอารามหลังหนึ่ง
ไป๋ฉีถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “เจ้าจะไม่สนใจไยดีเขาจริง
หรือ”
มหาเซียนวั่งเฉินตอบอย่างนิ่งสงบ “อาจารย์ของข้าก็
ไม่เห็นสนใจไยดีข้า เหตุใดข้าต้องสนใจไยดีเขา ชะตาของเขา
จะดีหรือร้าย ล้วนขึ้นอยู่กับเคราะห์กรรมของเขาเอง”
ไป๋ฉีส่ายหน้าแล้วหลุดหัวเราะ เอ่ยว่า “นี่เจ้ากำลังนึก
แค้นใจอาจารย์ของเจ้าอยู่หรือ”
มหาเซียนวั่งเฉินได้ยินก็กลอกตาเอ่ยว่า “ข้าจะกล้าคิด
แค้นได้อย่างไร ตัวตนของท่านผู้เฒ่าบอกใครไม่ได้จริงๆ ส่วน
ตัวตนของข้า สำหรับจิงเทียนแล้วก็บอกใครไม่ได้เช่นกัน”
หลังจากกลายเป็นผู้นำแห่งเซียนพิภพ เขาก็เฝ้าตามหา
อาจารย์ของตนเองมาตลอด แต่เมื่อเขารู้ประวัติความเป็นมา
ของวิชามหามรรคาปราณทองคำกับวิชาดาวดินเจ็ดสิบสอง
จำแลง เขาก็ไม่กล้าตามหาอีกแล้ว
หากอาจารย์ของเขาเป็นท่านผู้นั้นจริงๆ เขาตามหาไปก็
หาไม่พบหรอก
“อารามหลังนี้ของเจ้าเงียบเหงาเหลือเกิน รับลูกศิษย์
บ้างเถิด อย่าเอาแต่คิดว่ารับลูกศิษย์แล้วจะกระทบกับ
ความยุติธรรมของเจ้าเลย เจ้ารับพวกลูกศิษย์ที่ไม่มีเบื้องหลัง
มาก็ไม่มีปัญหาแล้ว”
ไป๋ฉีเปลี่ยนหัวข้อสนทนา ดวงตาของนางกลอกกลิ้งแล้ว
ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
มหาเซียนวั่งเฉินกลอกตาเอ่ยว่า “เป็นเช่นที่พวกเขาว่า
จริงๆ ท่านน่ะหากไม่มีผลประโยชน์ย่อมไม่มีทางตื่นเช้า หาก
เป็นคนอื่นพูดเช่นนี้ ข้าคงปฏิเสธเป็นแน่ แต่ข้าติดค้างบุญคุณ
ท่านอยู่จึงต้องไว้หน้าท่านบ้าง”
ไป๋ฉีหัวเราะ “ข้ามีอยู่สองคน พวกเขาไร้ญาติขาดมิตร
แล้วก็ไม่มีเผ่าด้วย รับรองว่าหลังจากนี้ไม่สร้างปัญหาให้เจ้า
แน่”
มหาเซียนวั่งเฉินเอ่ยอย่างแฝงความนัย “ท่านก็คือ
เส้นสายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขาแล้ว”
ไป๋ฉีหัวเราะแต่ไม่เอ่ยตอบ
…
กาลเวลาเคลื่อนคล้อยดุจอาชาขาวห้อตะบึง วิ่งลับ
ไปมิหวนกลับ
แดนมนุษย์เปลี่ยนโฉมไปตามกาลเวลา สรรพสิ่ง
หมุนเวียนเปลี่ยนผัน
บนสวรรค์ชั้นสามสิบสาม
ไป๋ฉีนั่งสมาธิอยู่บนลำตัวของไป๋หลง สายตาของนาง
จับจ้องเจียงฉางเซิงเหมือนอยากพูดบางสิ่งแต่ไม่กล้าพูด
ร่างแยกที่อยู่ตรงมุมห้องส่งกระแสจิตมาถาม “เจ้าอยาก
พูดอะไรหรือ”
ไป๋ฉีเหลือบตามองเขาแล้วใช้วิชาส่งกระแสจิตตอบ “ไม่
ใช่เรื่องใหญ่อะไร เป็นเรื่องเกี่ยวกับไท่วาไท่ซีเท่านั้น ท่าน
ไม่เข้าใจหรอก ท่านอย่าสิ้นเปลืองอาคมเลย”
ร่างแยกหัวเราะ หลังจากนั้นก็หลับตาลง
เวลานี้เองเสียงก็ลอยมาจากร่างจริงของเจียงฉางเซิง
“เรื่องเผ่าพันธุ์ใหม่อย่างนั้นหรือ”
ได้ยินคำนี้ ไป๋ฉีก็สะดุ้งโหยง ลุกพรวดขึ้นมายืนในบัดดล
นางมายืนอยู่หน้าบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาอย่างรวดเร็ว
แล้วเอ่ยอย่างระมัดระวังว่า “นายท่าน ข้ารบกวนท่านแล้วหรือ
”
เจียงฉางเซิงยิ้มน้อยๆ “ข้าตื่นตั้งนานแล้ว แค่ไม่ลืมตา
เท่านั้นเอง”
เขาก้าวมาถึงขอบผาของการเลื่อนขั้นแล้ว แค่กำลัง
จัดการสิ่งที่ได้จากการปิดด่านช่วงนี้เท่านั้น
การปิดด่านหนนี้ยาวนานถึงสองร้อยสี่สิบสองปี
เขาพยากรณ์หาผู้แข็งแกร่งในขอบเขตแต่ละแห่งแล้ว
โลกคุนหลุนยังไม่พานพบวิกฤตร้ายแรงอะไร ดังนั้นเขาจึง
ไม่ลุกขึ้นมา แต่เรียบเรียงสิ่งที่เขาบรรลุอยู่ในหัว
“นายท่าน ไท่วาใช้สารพัดวิธีลองสร้างมาหลายสิบหน
ส่วนใหญ่ล้วนไม่สำเร็จ บางครั้งก็มีผลสำเร็จออกมาแต่
พวกเขากลับตายลงอย่างรวดเร็ว สิ่งมีชีวิตสองตนที่
ประสบความสำเร็จก็มิอาจสืบทอดลูกหลานได้ ท่านคิดว่า
พวกนางต้องสร้างเผ่าพันธุ์ใหม่อย่างไรหรือ”
ไป๋ฉีเอ่ยถาม พูดถึงเรื่องนี้นางก็กลัดกลุ้มยิ่งนัก เพราะ
นางก็เข้าไปมีส่วนร่วมด้วย ทุ่มเทกายใจไปมากมาย จึงรู้สึก
ไม่ยินยอมหากต้องล้มเหลว
เจียงฉางเซิงส่ายหน้ายิ้มๆ แล้วเอ่ยว่า “สิ่งที่พวก
เจ้าต้องการสร้างมิใช่เผ่าพันธุ์ธรรมดา แต่เป็นเผ่าพันธุ์มรรคา
สวรรค์ผู้ครอบครองบุญบารมีอันยิ่งใหญ่ คล้ายคลึงกับเผ่า
มนุษย์ ดังนั้นพวกเจ้าจึงล้มเหลวอยู่เสมอ”
ไป๋ฉีรีบพยักหน้า พวกนางคิดเช่นนี้อยู่จริงๆ
“รออีกสักหน่อยเถิด เผ่าพันธุ์ที่พวกเจ้าต้องการ ต้อง
อาศัยช่วงเวลาที่เหมาะเจาะ อีกอย่างพวกเจ้าก็ยังอ่อนแอ
เกินไป พลังยังไม่มากพอจะสร้างบุญบารมีใหญ่หลวงได้”
เจียงฉางเซิงทอดถอนใจ เจ้าสามตนนี้ช่างใจกล้าจริงๆ
โลกแห่งมรรคาของเขายังให้กำเนิดเผ่าพันธุ์ออกมาไม่ได้
เลยด้วยซ้ำ แต่พวกนางกลับคิดจะแซงหน้าเดินนำเขาเสียแล้ว
ดวงหน้างามของไป๋ฉีเศร้าหมอง เอ่ยว่า “รอ ไม่รู้ว่าต้อง
รออีกเนิ่นนานเพียงใด”
เจียงฉางเซิงไม่สนใจนางอีก เขาลุกขึ้นมาขยับกระดูก
กระเดี้ยว
สมควรเตรียมตัวเลื่อนขั้นแล้ว!
“นายท่าน แดนสวรรค์จับตัวจอมปีศาจจิงเทียนมา จอม
ปีศาจจิงเทียนต่อให้ตายก็ไม่ยอมสวามิภักดิ์ อาจารย์ของเขาก็
ไม่คิดจะยุ่ง ท่านคิดว่า…” ไป๋ฉีนึกอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
เจียงฉางเซิงย่อมจดจำจอมปีศาจจิงเทียนได้
จอมปีศาจจิงเทียนก็เหมือนกับหงหลิน เขาคือผู้
มีโชคชะตายิ่งใหญ่ที่ถือกำเนิดมาจากตัวของโลกคุนหลุนเอง
โลกคุนหลุนทั้งใบล้วนเป็นของเขาอยู่แล้ว เมื่อพบผู้
มีพรสวรรค์โดดเด่น เขาย่อมไม่คิดจะชักชวนมาเป็นพวกเสีย
หมด
“หากมิยอมสวามิภักดิ์ก็ส่งไปที่นรกขุมที่สิบแปด ให้เจียง
ซั่นฝึกเขาหน่อย”
คำพูดของเจียงฉางเซิงทำให้ดวงตาของไป๋ฉีวาววับวูบ
หนึ่ง ต่อจากนั้นก็ไว้อาลัยให้จอมปีศาจจิงเทียนอย่างเงียบๆ
……………………………………………….
[1]จิงเทียน (惊天) แปลว่าทำให้ใต้หล้าตกตะลึง