เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 476 ผ่านด่านเคราะห์ ณ ขอบห้วงสุญญตา พลัง
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 476 ผ่านด่านเคราะห์ ณ ขอบห้วงสุญญตา พลัง
ปริศนา
หลังจากได้รับคำสั่งของเจียงฉางเซิง ไป๋ฉีก็เดินทางไปหา
จักรพรรดิสวรรค์เพื่อบอกต่อเรื่องนี้ทันที
จักรพรรดิสวรรค์ได้ฟังก็ราวกับปลดภาระหนักอึ้งลงจาก
บ่า เขาอยากลงโทษจอมปีศาจจิงเทียนตนนี้ตั้งนานแล้ว แต่
เกรงบารมีของตำหนักเมฆาม่วงจึงได้แต่ยื้อเอาไว้ จอมปีศาจ
จิงเทียนจึงกลายเป็นเสี้ยนที่คอยตำเนื้อของแดนสวรรค์
จัดการอย่างไรก็ไม่สะดวก
ทันทีที่จักรพรรดิสวรรค์ออกคำสั่ง ข่าวคราวก็
แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว เทพเซียนมากมายรีบเร่งมามุงดู
หน้าคุกสวรรค์
ประตูใหญ่ของคุกสวรรค์เปิดออก จอมปีศาจจิงเทียนที่
ถูกตรวนล่ามมือและเท้าเดินออกมาอย่างเชื่องช้า บนร่างของ
เขาสวมชุดเกราะสีดำ ไม่มีบาดแผลที่ใด มีเพียงเส้นผมที่
ยุ่งเหยิงเท่านั้น เขาทั้งสองข้างดูประหนึ่งดาบคมกริบสองเล่ม
มันสะท้อนแสงเป็นประกายเย็นเยียบ บนร่างของเขามียันต์
แปะอยู่ทั่ว ยามก้าวเดินลำบากยิ่งนัก ราวกับกำลังแบกภูเขา
มหึมาลูกหนึ่งไว้บนหลัง
แม้ถูกจองจำอยู่ในคุก แต่ท่าทีของจอมปีศาจจิงเทียน
ยังคงองอาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงตาคู่นั้น แววตาช่างดุดัน
“ในที่สุดก็ถูกส่งลงนรก ดูท่าฝ่าบาทจะหมดความอดทน
แล้วสินะ”
“บางทีฝ่าบาทอาจขอคำแนะนำมาจากท่านนั้น”
“จิ๊ๆ หลายปีนี้เจ้าหมอนี่อยู่ดีกินดีเกินไปจริงๆ สมควร
ได้รับบทเรียนเสียบ้าง”
“ไม่มีท่านผู้นั้นคอยปกป้องแล้ว แดนสวรรค์ย่อม
มีหนทางมากมายให้จัดการเขา”
“ได้ยินว่านรกขุมที่สิบแปดยังไม่เคยมีผู้ใดไปเยือน
มาก่อน ไม่มีผู้ใดรู้ว่านรกสามขุมล่างสุดมีทัณฑ์ทรมาน
อย่างไรรออยู่”
เทพเซียนทั้งหลายสนทนากันอย่างไม่หลบซ่อนสักนิด
ถ้อยคำลอยเข้ามาในหูของจอมปีศาจจิงเทียนอย่างชัดเจน
จอมปีศาจจิงเทียนขมวดคิ้ว เขาคิดอยู่แล้วว่าท่าทีที่แดน
สวรรค์มีต่อเขาช่างแปลกยิ่งนัก ไปจับตัวเขามาแท้ๆ แต่กลับ
ไม่กล้าลงทัณฑ์เขา เป็นอย่างที่คิดจริงๆ พวกเขาหวั่นเกรง
ตัวตนของใครบางคนอยู่สินะ
แรกเริ่มเดิมทีคนที่เขานึกถึงคืออาจารย์ของตน ตราบจน
วันนี้เขาก็ยังไม่รู้ว่าอาจารย์ของตนคือผู้ใด แต่เมื่อเขา
แข็งแกร่งขึ้น เขาก็รับรู้ความเป็นมาที่ไม่ธรรมดาของวิชามหา
มรรคาปราณทองคำกับวิชาดาวดินเจ็ดสิบสองจำแลง นี่
หมายความว่าอาจารย์ของเขาไม่ธรรมดา เขาจะต้องเป็น
ผู้ยิ่งใหญ่ในโลกบำเพ็ญเซียนอย่างแน่นอน
เมื่อได้ยินคำพูดของเทพเซียนทั้งหลาย เขาก็เกือบจะ
ถามถึงอาจารย์ของเขาแล้ว แต่พอคำพูดเลื่อนมาถึงริมฝีปาก
เขาก็กล้ำกลืนมันกลับไป
ตัวเขาในวันนี้จะทำให้อาจารย์ผิดหวังหรือไม่
จอมปีศาจจิงเทียนจิตใจว้าวุ่นดุจเส้นด้ายพันกัน ฟังจาก
คำพูดของเทพเซียนทั้งหลาย อาจารย์ของเขาดูเหมือนจะยิน
ยอมให้เกิดการลงโทษหนนี้อย่างกลายๆ นี่หมายความว่า
อาจารย์ไม่พอใจเขาอย่างมาก
เขาทำผิดไปแล้วหรือ
นับตั้งแต่ได้รับสมญานามจอมปีศาจ เขาก็โอหังลำพอง
อย่างยิ่ง ในสายตาไม่เห็นผู้ใดทั้งสิ้น คิดว่าตนเองไร้คู่ต่อกรใน
ใต้หล้าแล้ว มีเพียงมรรคาจารย์ในตำนานเท่านั้นที่อยู่
เหนือกว่าเขา
จอมปีศาจจิงเทียนก้มศีรษะอันหยิ่งทระนงลงอย่าง
ไม่รู้ตัว ท่าทีของเขาทำให้เทพเซียนทั้งหลายยิ่งสาแก่ใจเข้าไป
อีก
“เฮ้ย คิดทบทวนให้ดีๆ แล้วก็ปรับปรุงตัวใหม่เสีย ถือเสีย
ว่าความลำบากต่อจากนี้เป็นการฝึกฝน”
เสียงหนึ่งดังลอยมา จอมปีศาจจิงเทียนหันหน้าไปมองก็
พบเจียงเทียนมิ่งคนที่จับตัวเขามา
จอมปีศาจจิงเทียนมีความรู้สึกอันแสนซับซ้อนต่อเจียง
เทียนมิ่ง
ศัตรูคนแรกที่ทำให้เขาได้ลิ้มรสความพ่ายแพ้ก็คือเจียง
เทียนมิ่ง
เขาจ้องเจียงเทียนมิ่งอยู่นานก่อนจะถูกทหารสวรรค์พา
ตัวจากไป
เยี่ยสวินตี๋กระแทกไหล่เจียงเทียนมิ่งเบาๆ แล้วยิ้มล้อว่า
“อะไรกัน เห็นใจหรือ”
เจียงเทียนมิ่งแค่นเสียงเหอะ “ย่อมไม่ใช่ ความผิดของ
เขาไม่ถึงขั้นต้องไปนรกขุมที่สิบแปดอยู่แล้ว ยิ่งเขาได้สืบทอด
วิชาพวกนั้นมา เจ้าคิดว่านี่คือบทลงโทษหรือ ข้าคิดว่ามัน
เหมือนโชควาสนามากกว่า อย่าลืมสิว่าผู้ใดอยู่ที่นรกขุมที่สิบ
แปด”
เยี่ยสวินตี๋คิดว่ามีเหตุผล เขาคล้องคอเจียงเทียนมิ่งแล้ว
ยิ้มแย้มบอกว่า “ไปกันเถิด ไม่นานมานี้ประตูหมื่นโลกเพิ่ง
เชื่อมไปยังโลกใบหนึ่ง ข้าสงสัยใคร่รู้ยิ่งนัก ลองไปดูด้วยกันดี
หรือไม่”
เจียงเทียนมิ่งพยักหน้า ทั้งสองคนคล้องคอกันเดิน
จากไป
แดนสวรรค์ก่อตั้งมาเนิ่นนานแล้ว แม้แต่ในหมู่เทพใน
บัญชีก็มีการจับกลุ่มคนที่สนิทกัน กลายเป็นกลุ่มใหญ่บ้างเล็ก
บ้าง กลุ่มที่เยี่ยสวินตี๋กับเจียงเทียนมิ่งอยู่นับว่าเป็นกลุ่มที่เป็น
แกนหลัก ถูกเรียกอย่างหยอกล้อว่ากลุ่มมังกรผงาด เทพเซียน
ในกลุ่มนี้ล้วนมีสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับมรรคาจารย์
แม้แต่จักรพรรดิสวรรค์ก็ยังต้องไว้หน้าอยู่ส่วนหนึ่ง
หลังจากนั้นผ่านไปเป็นเวลาหลายปี ข่าวที่จอมปีศาจ
จิงเทียนถูกส่งลงไปยังนรกขุมที่สิบแปดก็แพร่ไปทั่ว เรื่องนี้
ค่อยๆ กลายเป็นตำนาน เล่าลืออย่างกว้างขวางในหมู่ชาวบ้าน
แล้วถูกใช้เปรียบเปรยถึงจุดจบของการไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ
…
หลังจากเตรียมตัวมาเจ็ดปี ในที่สุดเจียงฉางเซิงก็เริ่ม
เตรียมตัวเลื่อนขั้น
[แต้มเซ่นไหว้ปัจจุบัน 321,009,265,894,400 แต้ม]
[แต้มโชคชะตาปัจจุบัน 1,256,550,200,034,536 แต้ม]
[แต้มเผยแผ่หลักคำสอน 47,009,248,725,541 แต้ม]
เจียงฉางเซิงมองแต้มสามประเภทนี้แล้วสูดลมหายใจลึก
ยาว เขาแอบมั่นใจอยู่หลายส่วน
ตอนที่แต้มเซ่นไหว้ทะลุร้อยล้านล้าน ไม่มีฟังก์ชั่นใหม่
เปิดทำงาน แม้แต่การเพิ่มความแข็งแกร่งให้ฟังก์ชั่นก็ไม่มี ไม่รู้
ว่าฟังก์ชั่นเซ่นไหว้มาถึงขีดสุดแล้วหรือไม่
แต้มโชคชะตาเป็นสิ่งบ่งบอกพลังที่เพิ่มพูนของตัวเขา
เอง ยิ่งวรยุทธ์สูงส่ง โชคชะตาก็เติบโตขึ้นตาม ส่วนแต้ม
เผยแผ่หลักคำสอนหมายถึงพัฒนาการของวิถีเซียน
พัฒนาการของวิถีเซียนมีแต่จะเร็วขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่จบการ
ปิดด่าน วิถีเซียนมักเปลี่ยนโฉมประหนึ่งพลิกฟ้าพลิกดินอยู่
เสมอ
นอกจากแต้มเซ่นไหว้กับแต้มโชคชะตา เจียงฉางเซิงยัง
เตรียมโอสถสำหรับผ่านด่านเคราะห์ไว้อีกจำนวนมาก
แม้การผ่านด่านเคราะห์ก่อนหน้านี้จะผ่านพ้นมาได้
อย่างปลอดภัยไร้อันตราย แต่เขาก็ไม่กล้าประมาท
เพียงแต่หนนี้ควรไปผ่านด่านเคราะห์ที่ไหนดีเล่า
เขาครุ่นคิดหาสถานที่ผ่านด่านเคราะห์อย่างเงียบๆ ปัจ
จุบันสิ่งมีชีวิตในโลกคุนหลุนล้วนรับรู้ความเก่งกาจของเขาแล้ว
ต่อให้ผ่านด่านเคราะห์ต่อหน้าสรรพชีวิตทั้งหลายก็ไม่ช่วยเพิ่ม
แต้มเซ่นไหว้อย่างมีนัยยะสำคัญอีก ซ้ำร้ายอาจดึงวิถียุทธ์กับ
มหามรรคาอื่นมาสอดส่องด้วย
โลกคุนหลุนในยามนี้เปิดกว้างแล้ว คนดีคนชั่วปะปนอยู่
ด้วยกัน
ระยะนี้มีผู้แข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้นทุกที เจียงฉางเซิงจะต้อง
ทำให้ศัตรูมิอาจคาดเดาพลังที่แท้จริงของเขาออก
คิดจบ เขาก็นำบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาออกไป
ร่างแยกในตำหนักเมฆาม่วงแทบจะไม่ขยับ มีมันรับผิดชอบ
ปกป้องโลกคุนหลุนย่อมมากพอแล้ว
ไป๋ฉีเห็นเจียงฉางเซิงหายไปก็พึมพำกับตนเอง “มีศัตรูที่
แข็งแกร่งมาอีกแล้วหรือ เหตุใดข้าถึงพูดว่าอีกแล้วกันเล่า
ศัตรูที่แข็งแกร่งหนก่อนคือผู้ใดกัน”
นางรู้สึกว่าตนเองลืมเลือนบางสิ่งบางอย่างไป แต่ไม่ว่า
อย่างไรก็นึกไม่ออก
…
เจียงฉางเซิงเหาะอย่างเร็วรี่มาถึงขอบห้วงสุญญตา เขา
ทะลุเข้าไปด้านในต่อ จากนั้นก็แผ่จิตสัมผัสออกไปกวาด
สำรวจตามทาง
ขอบห้วงสุญญตาระดับขั้นสูงกว่าห้วงมิติธรรมดา ที่แห่ง
นี้มีสิ่งมีชีวิตอยู่น้อยยิ่งนัก ผู้ที่เดินทางผ่านที่แห่งนี้ได้อย่าง
อ่อนแอที่สุดก็ต้องบรรลุขั้นเบิกเนตรอัครยุทธ์แล้ว จำนวนของ
ขั้นเบิกเนตรอัครยุทธ์จะมีอยู่สักเท่าใดกันเล่า
หลังจากทะลุผ่านเข้ามาด้านในครู่หนึ่งเขาก็หยุด แล้ว
แผ่จิตสัมผัสออกไปให้ไกลที่สุด หลังจากแน่ใจแล้วว่า
ไม่มีกลิ่นอายของสิ่งมีชีวิตเขาจึงเริ่มผ่านด่านเคราะห์
ขอบห้วงสุญญตาบริเวณนี้เป็นสีน้ำเงินคราม กลุ่ม
เมฆดารารูปลักษณ์แตกต่างกันลอยตัวเคว้งคว้าง บางกลุ่ม
ดูเหมือนเทพสงครามจากอดีตอันไกลโพ้น บางกลุ่มดูเหมือน
เรือแจวลำเรียวเล็ก
เมื่อเจียงฉางเซิงเลิกกดพลังของตนเอง อำนาจสวรรค์
พลันปรากฏ เมฆอสนีบาตของด่านเคราะห์สวรรค์ก่อตัวขึ้น
ด้านบน
“ผ่านด่านเคราะห์หนก่อน จิตได้ท่องกลับไปในอดีต
แล้วหนนี้จะพานพบประสบการณ์มหัศจรรย์อีกหรือไม่นะ”
เจียงฉางเซิงนั่งอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา
พลางครุ่นคิดอยู่เงียบๆ
หนนี้เขาตั้งใจว่าตอนแรกจะไม่ใช้แต้มเซ่นไหว้กับแต้ม
โชคชะตา เพื่อป้องกันกรณีมีตัวตนที่แข็งแกร่งโผล่มายุ่งย่าม
กลางคัน ไว้จังหวะลำบากที่สุดเขาค่อยใช้แต้มเซ่นไหว้กับแต้ม
โชคชะตาผ่านด่านเคราะห์ ถึงตอนนั้นไม่ว่าผู้ใดก็คงไม่กล้า
ย่างเท้าเข้ามายุ่งอย่างแน่นอน
ปราณกำเนิดเทพอนธการวนเวียนรอบบัลลังก์เทพ
สวรรค์มหามรรคา แม้กำลังเผชิญหน้ากับอำนาจสวรรค์อัน
ยิ่งใหญ่ มันกลับไม่กลัวเกรงสักนิด ตรงกันข้ามกลับมีท่าทาง
ระริกระรี้อยู่นิดๆ ด้วย
เจียงฉางเซิงหันมามองปราณกำเนิดเทพอนธการ
ทันใดนั้นเขาก็เกิดความคาดหวังขึ้นมาเล็กน้อย
เจ้าของวิเศษชิ้นนี้จะช่วยเขาผ่านด่านเคราะห์ได้หรือไม่
นะ
ครืนนน!
อสนีบาตสวรรค์ส่งเสียงสะเทือนเลื่อนลั่น ทว่าจิตใจของ
เจียงฉางเซิงกลับไม่จดจ่อกับมันเท่ากับในอดีต เขาควบคุม
จิตใจของตนเองไม่อยู่ เพราะใจเอาแต่กระหวัดไปคิดถึง
ความรู้เกี่ยวกับระเบียบแห่งมิติเวลาที่เพิ่งศึกษาในช่วงนี้
จะว่าไปแล้วการที่ดวงจิตท่องอดีตกลับไปยังลานเทศนา
ของคุนหลุนระหว่างผ่านด่านเคราะห์หนก่อน มิใช่การลองก้าว
เท้าเข้าไปยุ่งกับระเบียบของมิติเวลาแล้วหรอกหรือ
เจียงฉางเซิงจมลงในห้วงภวังค์ความคิด กลุ่ม
เมฆดำทะมึนของด่านเคราะห์สวรรค์ทรงพลังขึ้นทุกที
ขอบเขตที่กลุ่มเมฆดำทะมึนแผ่ปกคลุมใหญ่กว่าขนาดของโลก
คุนหลุนแล้ว
พื้นที่ขนาดเท่านี้ช่างใหญ่โตอย่างน่าเหลือเชื่อ ต้องรู้ก่อน
ว่าโลกคุนหลุนเกิดจากโลกนับพันใบผสานรวมกันเป็นหนึ่ง
หนึ่งในโลกเหล่านั้นอย่างโลกยุทธ์ไท่ฮวงก็ถือว่ากว้างใหญ่
ไพศาลสำหรับมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งแล้ว
ทวีปชีพจรมังกรใหญ่กว่าทวีปในโลกเมื่อชาติก่อนมาก
บางทีมันอาจใหญ่กว่าดาวโลกทั้งดวงด้วยซ้ำ แต่ทวีปชีพจร
มังกรกลับเป็นเพียงเสี้ยวเล็กๆ เสี้ยวหนึ่งในมหาสมุทรไร้
ขอบเขต มันเล็กกระจ้อยร่อยอย่างยิ่ง ส่วนมหาสมุทรไร้
ขอบเขตเมื่ออยู่ในไท่ฮวงมันก็เป็นเพียงทะเลสาบแห่งหนึ่ง
เท่านั้น
ผู้ฝึกยุทธ์ที่ระดับขั้นต่ำกว่าขั้นยุทธ์บรรจบเทพ หาก
เผชิญหน้ากับด่านเคราะห์สวรรค์นี้ ต่อให้หนีด้วยความเร็ว
เต็มที่ก็หนีไม่พ้น
เปรี้ยง!
อสนีบาตสวรรค์สายแรกผ่าลงมาแล้ว!
อสนีบาตสายนี้เป็นสีขาว มันทิ้งประกายแสงสีขาวเส้น
หนึ่งไว้บนผิวของกลุ่มเมฆดาราใกล้ๆ
ปราณกำเนิดเทพอนธการตวัดขึ้นไปบนฟ้าประหนึ่งพู่กัน
ด้ามหนึ่ง มันวาดน้ำหมึกสีม่วง ต่อต้านอสนีบาตสีขาวสายนี้ไว้
ได้อย่างง่ายดาย
การผ่านด่านเคราะห์เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว!
หลังจากอสนีบาตสวรรค์สายแรกร่วงลงมา มันกลับ
ไม่เพิ่มขึ้นทีละนิด แต่กระหน่ำฟาดอสนีบาตนับหมื่นสายลงมา
อย่างฉับพลัน
ปราณกำเนิดเทพอนธการสำแดงอิทธิฤทธิ์ มันขวาง
อสนีบาตที่ฟาดลงมาไว้ทั้งหมด อสนีบาตทั้งมวลที่ถูกขวาง
สลายหายไปทันที
เจียงฉางเซิงตื่นเต้นยินดี ดูท่าตนเองจะประเมินพลังของ
ปราณกำเนิดเทพอนธการต่ำเกินไป
อสนีบาตกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง มันแตกต่างจากด่าน
เคราะห์สวรรค์ในอดีต เจียงฉางเซิงรู้สึกราวกับว่าเพิ่งเริ่มต้น
ด่านเคราะห์อสนีบาตก็เข้าสู่ช่วงสูงสุดทันที แต่ในใจเขารู้ดีว่า
นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น!
ผลงานของปราณกำเนิดเทพอนธการทำให้เจียงฉางเซิง
มั่นใจเพิ่มขึ้นมาก
หนนี้จะต้องเลื่อนขั้นสำเร็จแน่!
ผู้ใดก็ขวางเขาไม่ได้ทั้งนั้น!
…
ในห้วงมิติอันมืดมิด ผู้สืบทอดมหามรรคาอย่างโม่วั่ง
ทัณฑ์เทวะ บรรพจารย์พุทธอารัมภะ บรรพจารย์กระบี่
ประกาศิตเทวะ บรรพจารย์กำเนิดพิสดารล้วนมารวมตัวกัน
พวกเขาขมวดคิ้วจนเป็นปม
บรรพจารย์พุทธอารัมภะเอ่ยปากอย่างเนิบช้า “พวก
เจ้าคิดออกแล้วหรือว่าพวกเราลืมเลือนสิ่งใดไปกันแน่ แล้ว
เหตุใดจึงมารวมตัวกัน”
โม่วั่งเคยเรียกผู้สืบทอดมหามรรคาทั้งหลาย
มารวมตัวกันเพื่อต่อกรกับจอมเทพปี้หลิ่ว ก่อนหน้านี้พวกเขา
มาพบกันไปหนหนึ่งแล้ว แต่กลับกลายเป็นว่าพวกเขาไม่รู้ว่า
ตนเองมาเพราะเหตุใด หลังจากเดินทางกลับ พวกเขาก็ยิ่ง
รู้สึกถึงความผิดปกติ ดังนั้นจึงมารวมตัวกันใหม่อีกครั้ง
ทัณฑ์เทวะแค่นเสียงดังเหอะ “ในเมื่อพวกเราล้วน
ไม่รู้สึกตัว ย่อมหมายความว่ามีพลังอันแข็งแกร่งและลึกลับ
บางอย่างทำบางสิ่งกับพวกเรา พวกอสุรกายมหันตภัยนั่น
หลังจากหายไปก็ไม่โผล่หัวออกมาอีก ทุกท่านไม่รู้สึกว่าแปลก
หรอกหรือ”
เมื่อไม่มีจอมเทพปี้หลิ่ว พวกเขาจึงได้แต่คิดเชื่อมโยง
ไปหาเทพแห่งหยินหยาง
บรรพจารย์กำเนิดพิสดารหันไปมองโม่วั่งแล้วถามว่า
“เหตุใดไม่เรียกมรรคาจารย์มาด้วยเล่า”
โม่วั่งขมวดคิ้ว “หนก่อนเขาก็ไม่มา ข้าไม่แน่ใจว่า
ก่อนหน้านี้ได้เรียกเขามาหรือไม่ อีกอย่าง…ทุกท่านไม่รู้สึกว่า
ในหมู่พวกเราเหมือนขาดผู้ใดไปหรือ”
พวกเขาล้วนมิใช่ขั้นเบิกเนตรอัครยุทธ์ธรรมดาทั่วไป
ดังนั้นจึงจับสังเกตผลของอภินิหารเนรเทศได้อยู่บ้าง
ผู้สืบทอดมหามรรคาทุกคนต่างเงียบงันไปอีกครั้ง
ความไม่รู้คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด
พวกเขามีชีวิตอยู่มาเนิ่นนานถึงเพียงนี้ แต่เพิ่งประสบ
เรื่องบ้าบอเช่นนี้เป็นครั้งแรก
“โลกเทพยุทธ์กำลังใช้เล่ห์เหลี่ยมอะไรอีกหรือไม่” บรรพ
จารย์กระบี่ประกาศิตเทวะถามเสียงเคร่งขรึม
หลังจากยุคแห่งหมื่นวิถีเปิดม่าน แม้มหามรรคาของ
พวกเขาจะมีสิทธิดำรงอยู่แล้ว แต่พวกเขากลับพบว่ามัน
ดำรงอยู่ยากเย็นกว่าเดิม ถึงพวกเขาจะพบปะกับสรรพชีวิต
จากวิถียุทธ์ได้แล้ว แต่ผู้ฝึกบำเพ็ญของพวกเขาก็พานพบกับ
มหามรรคาสายอื่นได้เช่นกัน สิ่งนี้ทำให้พวกเขาปวดหัวอย่าง
มาก
มหามรรคาของพวกเขาเผยแผ่ได้เชื่องช้านัก สิ่งนี้ทำให้
พวกเขาเข้าใจเจตนาของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานในบัดดล
ความทะเยอทะยานของพวกเขามิใช่การอยู่ร่วมกันกับ
วิถียุทธ์ แต่เป็นการแทนที่ต่างหาก!
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราก็เดินทางไปขอบห้วงสุญญตา
เพื่อตามหาคนผู้นั้นกันเถิด มีเพียงเขาเท่านั้นที่คลายข้อสงสัย
ให้พวกเราได้”
โม่วั่งดวงตาเป็นประกายวิบวับ น้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง
บรรพจารย์พุทธอารัมภะหน้าถอดสีเอ่ยว่า “ไปหาเขา
ย่อมต้องจ่ายด้วยบางสิ่ง เรื่องนี้ประหลาดเกินไป หากเขา
เอ่ยปากเรียกร้องสิ่งล้ำค่าขึ้นมา พวกเราจะทำอย่างไรเล่า”
บรรพจารย์พุทธ์อารัมภะผู้แข็งแกร่งอยู่เสมอ
แสดงท่าทางหวาดกลัวใครบางคนขึ้นมาเป็นครั้งแรก
บรรพจารย์โลหิตอสุราหน้าบึ้งเอ่ยว่า “ไม่ไปหาเขาก็ได้
แต่ไปหาบรรพจารย์ยุทธ์ ต้องเลือกสักทาง มิเช่นนั้นพวกเรา
จะสงบใจฝึกบำเพ็ญได้หรือ”
………………………………………….