เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 477 มูลค่า 52 แต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 477 มูลค่า 52 แต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์
เจียงฉางเซิงไม่รู้ว่าการที่ตนเองใช้อภินิหารเนรเทศกับ
จอมเทพปี้หลิ่วส่งผลอย่างไร เวลานี้เขากำลังผ่านด่านเคราะห์
ด่านเคราะห์สวรรค์แข็งแกร่งมากขึ้นทุกทีจนเขาต้อง
จดจ่อสมาธิอย่างเลี่ยงไม่ได้ เขาไม่มีเวลาขบคิดถึงระเบียบของ
มิติเวลาอีกต่อไป
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!…
ปราณกำเนิดเทพอนธการสะบัดร่อนประหนึ่งแส้คมกริบ
มันโจมตีอสนีบาตสวรรค์สายแล้วสายเล่า ไม่ปล่อยให้
อสนีบาตสวรรค์ฟาดลงบนกายเนื้อของเจียงฉางเซิง
นี่มันพนักงานดีเด่นชัดๆ!
เจียงฉางเซิงปลื้มใจอย่างยิ่ง ฤทธิ์เดชที่แท้จริงของปราณ
กำเนิดเทพอนธการมาสำแดงชัดเอาท่ามกลางด่านเคราะห์
สวรรค์นี่เอง
อสนีบาตสวรรค์มีส่วนช่วยกระตุ้นและหล่อหลอมปราณ
กำเนิดเทพอนธการให้แข็งแกร่งขึ้นระดับหนึ่ง แต่เมื่ออสนีบาต
สวรรค์ที่ปราณกำเนิดเทพอนธการต้องทนรับมีจำนวนมากเข้า
การหล่อหลอมให้แข็งแกร่งก็แปรเปลี่ยนเป็นการทำลายแทน
เจียงฉางเซิงประมาณความทนทานของปราณกำเนิด
เทพอนธการอยู่เงียบๆ ปราณกำเนิดเทพอนธการผสานรวม
กับวิญญาณของเขาแล้ว มันจึงเป็นส่วนหนึ่งของเขาด้วย
ผ่านไปชั่วจิบชาหนึ่ง อสนีบาตสวรรค์ก็เริ่มเปลี่ยนจาก
สีขาวกลายเป็นสีแดง ทั้งยังเป็นสีแดงเข้มจนเกือบดำอีกด้วย
พวกมันเต็มไปด้วยแรงกดดันที่ส่งตรงมาถึงดวงวิญญาณ
อสนีบาตสีแดงเก้าสายฟาดลงมาอย่างต่อเนื่องจน
ปราณกำเนิดเทพอนธการเกือบแตกสลาย
เจียงฉางเซิงสลายปราณกำเนิดเทพอนธการทันที
บัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาแผ่รัศมีแสงเรืองรองเจ็ดสีก่อตัว
เป็นโล่ขนาดมหึมากั้นอสนีบาตสวรรค์ที่ฟาดลงมาเอาไว้
ตัวบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาเดิมทีก็เป็นยอดของ
วิเศษ มันมีเขตอาคมสำหรับป้องกันติดตัวมาด้วย
เจียงฉางเซิงอาศัยช่วงที่บัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา
ป้องกันด่านเคราะห์สวรรค์อยู่ หยิบโอสถขวดแล้วขวดเล่า
ออกมากรอกใส่ปากอย่างต่อเนื่อง
โอสถเหล่านี้ช่วยสลายพลังของอสนีบาตจากด่าน
เคราะห์สวรรค์ทำให้กายเนื้อทานรับอสนีบาตสวรรค์ได้ดียิ่งขึ้น
เมื่อฤทธิ์ยากลืนข้ากับเส้นเอ็นและร้อยกระดูกแล้ว เจียง
ฉางเซิงก็ลองปิดเขตอาคมป้องกันของบัลลังก์เทพสวรรค์มหา
มรรคา แล้วใช้กายเนื้อต้านรับอสนีบาตสวรรค์
เจ็บมาก!
แต่ความเจ็บปวดบางเบากว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ เจียง
ฉางเซิงแอบพรูลมหายใจอย่างโล่งอก ศาสตร์ยอดโอสถ
ไม่หลอกลวงเขา โอสถก็ช่วยให้ผ่านด่านเคราะห์ได้
เช่นเดียวกัน
อสนีบาตนับหมื่นฟาดลงมาอย่างต่อเนื่อง เจียงฉางเซิง
เริ่มฉวยโอกาสนี้หล่อหลอมกายาและดวงวิญญาณ
พลังอำนาจของด่านเคราะห์สวรรค์เพิ่มพูนอย่าง
มหาศาลจนทำให้กลุ่มเมฆดาราในขอบห้วงสุญญตาบริเวณนี้
ลอยเคลื่อนจากที่เดิมเพราะมัน พวกมันสะท้อนแสงของ
อสนีบาตสวรรค์ ห้วงมิติสลับไปมาระหว่างสว่างและมืด
กาลเวลาไหลเคลื่อนคล้อยต่อไป
ผ่านไปครึ่งชั่วยามเต็มๆ เจียงฉางเซิงรู้สึกว่ากายเนื้อเริ่ม
แข็งทื่อเล็กน้อยแล้ว เขาจึงเปิดเขตอาคมป้องกันของบัลลังก์
เทพสวรรค์มหามรรคาอีกครั้ง แม้แต่เสื้อคลุมหยินหยางขลิบ
ทองก็เปิดใช้เขตอาคมป้องกันด้วยเช่นกัน
เขตอาคมป้องกันสองชั้นช่วยปกป้องกายเนื้อ ทำให้เขา
สบายขึ้นมาทันตา
‘ใช้กายเนื้อทานรับเคราะห์อสนีบาตเห็นทีจะไม่ไหวจริงๆ
กายเนื้อของข้าดูเหมือนแข็งแกร่งแต่กลับมิใช่จุดเด่นของ
ตนเอง’
เจียงฉางเซิงคิดอยู่ในใจ ในหมู่ผู้บำเพ็ญเซียนมีสายที่มุ่ง
ฝึกฝนกายเนื้ออยู่ด้วย หากอยู่ในยุคบำเพ็ญเซียนสมัยโบราณ
กายเนื้อของเขาเทียบกับคนในขั้นเดียวกันแล้วไม่นับว่า
แข็งแกร่งเท่าไรนัก จู่ๆ เขาก็นึกถึงวิถีเซียนยุทธ์ที่หงหลินสร้าง
ขึ้นมา
วิถีเซียนยุทธ์ที่ว่าก็คือเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเซียนด้วย
การหล่อหลอมฝึกปรือกายา ใช้เวลาที่ต้องฝึกปรือวิชาอาคม
และพลังอภินิหารไปกับการฝึกปรือกายา สิ่งที่แตกต่างจากวิถี
ยุทธ์ก็คือกายาอันแข็งแกร่งจากการบำเพ็ญเซียนจะช่วยเพิ่ม
ความแข็งแกร่งให้ดวงวิญญาณด้วย
เจียงฉางเซิงผ่านด่านเคราะห์ต่อไป เขากำแต้มเซ่นไหว้
กับแต้มโชคชะตาเอาไว้ ไม่ยอมใช้ออกมาง่ายๆ
หลังจากผ่านไปอีกหนึ่งชั่วยาม เจียงฉางเซิงก็ใช้กายเนื้อ
ต้านทานอสนีบาตสวรรค์ตรงๆ อีกครั้ง
ด่านเคราะห์สวรรค์ดำเนินมาจนถึงตอนนี้ ไม่ว่า
อสนีบาตสวรรค์สายใดก็ทำให้เขาเจ็บปวดทรมานอย่างยิ่ง นี่
เป็นความเจ็บปวดที่โอสถก็มิอาจบรรเทา
“อำนาจสวรรค์ที่แท้จริงกำลังจะมาแล้ว”
เจียงฉางเซิงแหงนหน้ามองใจกลางของกลุ่ม
เมฆอสนีบาตของด่านเคราะห์สวรรค์แล้วพึมพำกับตนเอง
อำนาจสวรรค์แข็งแกร่งจนถึงขั้นทำให้วิญญาณของเขา
กระสับกระส่าย มันทำให้สภาพอากาศในโลกแห่งมรรคาเริ่ม
วิปริตแปรปรวน ท้องฟ้ามืดทะมึน สายลมกระโชกรุนแรง
เปรี้ยง!
อสนีบาตสีทองเส้นหนึ่งฟาดลงมา ดูประหนึ่งคงคา
สวรรค์สีทองเส้นหนึ่งร่วงลงมาโจมตีเม็ดฝุ่นอย่างเจียงฉาง
เซิงอย่างกะทันหัน
เจียงฉางเซิงต้านรับตรงๆ ไปหนึ่งหน ร่างกายก็ชาหนึบ
ในพริบตา เลือดลมของเขาปั่นป่วนจากการโจมตีนี้ เขา
หวาดผวารีบใช้แต้มโชคชะตาในบัดดล
อสนีบาตสายนี้โจมตีพลังอาคมส่วนหนึ่งของเจียงฉาง
เซิงจนแตกซ่าน พลังอำนาจระดับนี้เหนือกว่าที่เขาคาดการณ์
เอาไว้
โล่ป้องกันของพลังโชคชะตาห้อมล้อมรอบบัลลังก์เทพ
สวรรค์มหามรรคา เจียงฉางเซิงพรูลมหายใจอย่างโล่งอก
เป็นอย่างที่คิด อย่างไรก็ต้องพึ่งแต้มโชคชะตากับแต้ม
เซ่นไหว้อยู่ดี
เขาครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วนแล้วก็พบว่าการเลื่อนขั้นเร็ว
เกินไปก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดี อย่างน้อยเขาก็ขาดเวลาเตรียมตัว
เผชิญด่านเคราะห์สวรรค์ แม้แต่ผู้บำเพ็ญเซียนยุคโบราณยาม
เผชิญด่านเคราะห์สวรรค์ยังต้องมีค่ายกล ยันต์ สารพัดสิ่งนับ
ไม่หมด
อีกอย่างด่านเคราะห์สวรรค์ของเขาก็รุนแรงกว่าด่าน
เคราะห์สวรรค์ของผู้บำเพ็ญเซียนขั้นเดียวกันด้วย เพราะว่า
เขาผ่านด่านเคราะห์โดยมีภูมิหลังมาจากวิถียุทธ์ ดังนั้นเขาจึง
ถูกกฎแห่งวิถียุทธ์คอยกดข่มอยู่
ด่านเคราะห์สวรรค์บ้าคลั่งขึ้นเรื่อยๆ แต้มโชคชะตา
ลดลงเร็วอย่างน่าใจหาย เจียงฉางเซิงเห็นแล้วหวาดผวา
ตัวสั่น
แต้มโชคชะตาตั้งหนึ่งพันล้านล้านกว่าแต้มเชียวนะ อย่า
เทหายเร็วเกินไปนักสิ!
เจียงฉางเซิงหวังอยู่เงียบๆ
ทว่าหลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วยาม แต้มโชคชะตาก็
ลดน้อยลงมากกว่าครึ่ง ทว่าพลังของด่านเคราะห์สวรรค์ยัง
เพิ่มขึ้นอยู่!
เจียงฉางเซิงรอคอยพลางกินโอสถอย่างต่อเนื่องเพื่อ
เร่งรีบฟื้นฟูพลังอาคมที่เสียไปก่อนหน้านี้
เขาต้องเตรียมพร้อมเผื่อมีศัตรูมาก่อกวนตลอดเวลา
อย่างน้อยหลังจากผ่านด่านเคราะห์จบแล้วเขาก็ต้องมีพลังไว้
ต่อสู้
เวลาเคลื่อนคล้อยไปทีละนาที ทีละวินาที
เวลาผ่านไปอีกหนึ่งชั่วยาม
แต้มโชคชะตาหมดลงแล้ว เจียงฉางเซิงเปิดโล่ป้องกัน
ของแต้มเซ่นไหว้ แต้มเซ่นไหว้ไหลหายไปไม่เร็วเท่าแต้ม
โชคชะตา ทำให้เขาโล่งใจได้เปลาะหนึ่ง
แต่แล้วทันใดนั้นเอง!
เจียงฉางเซิงก็สัมผัสคลื่นพลังอ่อนๆ สายหนึ่งได้
มีคนกำลังสอดแนมเขาอยู่!
“พวกผู้แข็งแกร่งในขอบห้วงสุญญตารู้สึกตัวแล้วสินะ
…”
เจียงฉางเซิงลอบถอนหายใจ เขาไม่ตระหนกลนลาน
แม้พลังของด่านเคราะห์สวรรค์จะยังคงเพิ่มขึ้นอยู่ แต่
ความเร็วที่มันเพิ่มพูนพลังไม่เร็วเท่าก่อนหน้านี้แล้ว นั่น
หมายความว่าอีกไม่นานมันจะไปถึงช่วงที่ด่านเคราะห์สวรรค์
ทรงพลังมากที่สุด หากทนผ่านช่วงนั้นไปได้ ด่านเคราะห์
สวรรค์หลังจากนั้นก็จะอ่อนแรงลงอย่างรวดเร็ว
เขาเหลือบตามอง พร้อมกับใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขต
อีกฝ่ายอยู่ห่างจากเขาไกลยิ่งนัก คิดว่าอีกฝั่งก็คงไม่กล้า
เข้ามากวนเขาง่ายๆ
ที่แห่งนั้นเป็นห้วงมิติในขอบห้วงสุญญตาที่มืดทะมึนแห่ง
หนึ่ง มันไม่มีกลุ่มเมฆดารางามหลากสี มีเพียงกลุ่มหมอก
ขนาดใหญ่ขมุกขมัวแผ่ปกคลุมไปทั่ว
ในหมอกอันกว้างใหญ่ไพศาลมีเงาร่างหนึ่งผลุบๆ โผล่ๆ
เมื่อเจียงฉางเซิงเลื่อนสายตาเข้าไปใกล้ ในที่สุดก็มองเห็นใบ
หน้าที่แท้จริงของอีกฝ่ายชัดเจน
คนผู้นั้นเป็นผู้เฒ่าที่มีเส้นผมเหลืออยู่บางหรอมแหรม
ผิวหนังของเขาแตกระแหงราวกับเปลือกไม้ แผ่นหลังงองุ้ม
นั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นรูปดอกบัวที่ทำจากหิน ศีรษะของเขา
ห้อยตก ดวงตาที่เปิดอยู่ข้างเดียวจับจ้องมาทางที่เจียงฉาง
เซิงอยู่ เสื้อผ้าบนร่างนั้นขาดรุ่งริ่ง พอปกปิดร่างกายได้อย่าง
หวุดหวิดเท่านั้น
นี่มันมนุษย์อย่างนั้นหรือ
เจียงฉางเซิงขมวดคิ้ว เขามองไม่ออกเลยว่าอีกฝ่าย
แข็งแกร่งมากเพียงใด
รูปลักษณ์เช่นนี้ มิรู้ว่าเขาจงใจข่มขวัญผู้อื่นหรือว่าตัวเขา
แบกรับผลของกรรมอันใหญ่หลวงอยู่กันแน่
เจียงฉางเซิงจับจ้องอีกฝ่ายพลางผ่านด่านเคราะห์
ไปด้วย สองฝ่ายต่างไม่บุ่มบ่ามผลีผลาม หากอีกฝ่ายเพียง
จ้องมอง เขาก็ย่อมไม่ยุ่งย่ามแส่หาเรื่อง
ตอนนี้กลัวก็แต่การผ่านด่านเคราะห์จะเรียกผู้อื่นมาอีก
ในขณะที่ผ่านด่านเคราะห์ เจียงฉางเซิงก็ใช้ฟังก์ชั่นแต้ม
เซ่นไหว้พยากรณ์ไม่หยุด เนื่องจากทั้งสองฝั่งอยู่ไกลกันมาก
ตอนแรกระบบจึงพยากรณ์ไม่ได้
หลังจากหนึ่งชั่วยามผ่านไป
ในที่สุดเจียงฉางเซิงก็พยากรณ์มูลค่าแต้มเซ่นไหว้ของ
อีกฝ่ายออกมาได้
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ 52 แต้ม ต้องการ
ดำเนินการต่อหรือไม่]
แต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ห้าสิบสองแต้มอย่างนั้นหรือ
เจียงฉางเซิงตกตะลึง จำนวนแต้มนี้ทำสถิติมูลค่าแต้ม
สูงสุดที่เขาเคยเห็นให้ไปถึงระดับใหม่ คนผู้นี้แข็งแกร่งยิ่งกว่า
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานเสียอีก อีกฝ่ายมีประวัติความเป็นมา
อย่างไรกันแน่
‘ขอเพียงเลื่อนขั้นสำเร็จ ข้าย่อมจัดการเขาได้ ไม่ต้อง
ตระหนกไป’
เจียงฉางเซิงคิดกับตนเองเงียบๆ เพื่อเรียกกำลังใจให้
ตนเอง
มูลค่าแต้มเซ่นไหว้ของตัวเขามีมากกว่าสิบแต้มเซ่นไหว้
มรรคาสวรรค์แล้ว แม้เดี๋ยวนี้การเลื่อนขั้นจะไม่ทำให้พลังเพิ่ม
ทบทวีร้อยเท่าเหมือนสมัยระดับขั้นต่ำๆ อีกแล้ว แต่ต่อให้เพิ่ม
มาเพียงสิบเท่า มันก็มากกว่าหนึ่งร้อยแต้มเซ่นไหว้มรรคา
สวรรค์อยู่ดี ดังนั้นเขาไม่จำเป็นต้องกลัวอีกฝ่ายแม้แต่น้อย
แต้มเซ่นไหว้ลดน้อยลงอย่างรวดเร็ว อย่างน้อยก็
มีตัวเลขเจ็ดหลักที่กำลังเปลี่ยนจำนวนอย่างเร็วรี่
เจียงฉางเซิงเงยหน้า ใจกลางกลุ่มเมฆอสนีบาตที่
กว้างใหญ่จนมองไม่เห็นสุดขอบมีแสงสีแดงเรืองรองออกมา
มันดูประหนึ่งทางเข้าห้วงนรก แล้วก็ดูเหมือนจุดสิ้นสุดของ
กาลเวลา พลังที่ชวนให้คนหายใจไม่ออกแผ่ออกมาจากสิ่งที่
ถูกกดเก็บอยู่ในนั้น คล้ายกับว่ามีบางสิ่งที่น่าหวาดกลัวอย่าง
ที่สุดกำลังจะโผล่มา
ในตอนนี้เอง เจียงฉางเซิงก็สัมผัสได้ว่าคลื่นพลังอ่อนๆ
สายนั้นหายไปแล้ว เขาใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตมองไปอีกครั้ง
ก็พบว่าผู้เฒ่าปริศนาคนนั้นหายตัวไปแล้ว
เขาลองใช้แต้มเซ่นไหว้พยากรณ์ดูอีกครั้ง ก็หาตัวตนที่
มีมูลค่าห้าสิบสองแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ไม่พบ ไม่มีสิ่งมี
ชีวิตใดอยู่เลยด้วยซ้ำ
แต่เขาจะไม่ประมาท เขากลัวว่าอีกฝ่ายจะใช้อุบาย
เปรี้ยง!
เสียงเปรี้ยงดังสะเทือนเลือนลั่นออกมาจากใจกลางกลุ่ม
เมฆของด่านเคราะห์สวรรค์ แม้เจียงฉางเซิงจะระดับขั้นเท่านี้
แล้ว เขาก็ยังถูกแรงสั่นสะเทือนของเสียงนั้นเขย่าจนดวงวิญ
ญาณสั่นสะท้าน
เจียงฉางเซิงเพ่งสายตามอง ทันใดนั้นเขาก็เห็นร่าง
มหึมาที่มากด้วยฤทธิ์เดชร่างหนึ่งก้าวออกมาจากใจกลางกลุ่ม
เมฆอสนีบาต ร่างของมันสูงมากกว่าล้านจั้ง ร่างกายประกอบ
มาจากอสนีบาตสีแดงที่มารวมกัน พอจะเห็นชัดเพียงเค้า
โครงร่างกับเครื่องหน้าทั้งห้าเท่านั้น
มันสวมชุดเกราะหนาหนักทับด้วยผ้าคลุมกันลมที่ปลิว
สะบัด ในมือกำกระบี่ยักษ์ที่มหึมายิ่งกว่าขนาดร่างเล่มหนึ่ง ตัว
กระบี่เกิดจากอสนีบาตหลากสีกระหวัดเกี่ยวประสาน จนดู
คล้ายมันกำกฎแห่งสวรรค์เอาไว้ในมือ พลังอำนาจ
น่าเกรงขามอย่างยิ่ง ดวงตาสองข้างที่อยู่ใต้หมวกเกราะ
ทอแสงสีม่วงเจิดจ้าบนใบหน้าที่แสนเย็นชา
เจียงฉางเซิงรู้สึกถึงแรงกดดดันอย่างที่ไม่เคยประสบพบ
เจอมาก่อน เขาเข้าใจทันทีว่านี่คือการทดสอบของด่าน
เคราะห์สวรรค์!
“ผู้ขัดขืนครรลองแห่งมรรคาสวรรค์ หมื่นวิถีมิยอมรับ
มรรคาสวรรค์จักประหัตประหารเจ้า!”
เสียงตวาดดังกึกก้อง ร่างที่กอปรด้วยอสนีบาตชูกระบี่
ยักษ์ขึ้นสูง จากนั้นก็ฟันลงมา อสนีบาตสวรรค์หลากสีที่สอด
ประสานกันอยู่สร้างพายุอันรุนแรงที่พร้อมทำลายทุกสิ่งลงมา
จู่โจม
เปรี้ยง!
โล่แต้มเซ่นไหว้ของเจียงฉางเซิงสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
เขาหน้าถอดสีมากกว่าเดิม
การโจมตีนี้หั่นแต้มเซ่นไหว้ของเขาไปคราวเดียวห้าล้าน
ล้านแต้ม!
ไม่เปิดโอกาสให้เขาขบคิด ร่างอสนีบาตก็ตวัดกระบี่
ลงมาอีกหน เมฆอสนีบาตที่ปกคลุมจนไม่เห็นสุดขอบ ฟาด
อสนีบาตลงมาพร้อมกัน อสนีบาตสวรรค์นับล้านล้านสายร่วง
ลงมาเบื้องล่าง ประหนึ่งเรือนจำสายฟ้าเมื่อครั้งห้วงอนธการ
ถือกำเนิด พวกมันมาพร้อมกับพลังที่พร้อมจะทำลายทุกสิ่ง
แม้แต่ขอบห้วงสุญญตาก็บิดเบี้ยวเพราะพวกมัน
เจียงฉางเซิงมองแต้มเซ่นไหว้ของตนเองลดลงฮวบฮาบ
อย่างรวดเร็วแล้วนั่งไม่ติด
หนึ่งกระบี่ตามต่อด้วยอีกหนึ่งกระบี่ กระบี่แล้วกระบี่เล่า
ที่ฟาดฟันลงมา พลังของอสนีบาตสวรรค์เพิ่มขึ้นเป็นทบทวี
สายตาของเจียงฉางเซิงมองเห็นแต่อสนีบาตสวรรค์มากมาย
มหาศาลที่มองตามแทบจะไม่ทัน แรงกดดันที่เขาเผชิญอยู่
ยากจะใช้ถ้อยคำใดมาพรรณนา
แต้มเซ่นไหว้ที่ลดดิ่งอย่างรวดเร็วทำให้หัวใจของเจียง
ฉางเซิงเคร่งเครียด
ร่างที่กำลังฟาดกระบี่อสนีบาตลงมาคล้ายมีเพลิงโทสะ
นับอนันต์ ส่วนอาณาเขตที่อสนีบาตสวรรค์แผ่ปกคลุมก็ขยาย
ออกไปจนน่ากลัวอย่างที่สุด
เจียงฉางเซิงพยายามรักษาความเยือกเย็น
โชคยังดีที่อำนาจสวรรค์ของร่างอสนีบาตแข็งแกร่ง แต่
มิใช่ไม่มีวันเลิกรา ไม่นานความเร็วการเหวี่ยงกระบี่ของมันก็
เริ่มเชื่องช้า
เจียงฉางเซิงยังเหลือแต้มเซ่นไหว้อีกสี่สิบล้านล้านแต้ม
เขาพรูลมหายใจอย่างโล่งอก
นี่หมายความว่าช่วงพลังสูงสุดของด่านเคราะห์สวรรค์
ครั้งนี้กำลังจะผ่านพ้นไปแล้ว ด่านเคราะห์สวรรค์หลังจากนี้
จะอ่อนแรงลงเรื่อยๆ
“ช่างน่ากลัวจริงๆ หากไม่มีแต้มเซ่นไหว้ อำนาจสวรรค์
เมื่อครู่นั่น ข้าคงต้านทานไม่ไหวอย่างแน่นอน…”
ความหวาดกลัวเมื่อครู่ยังลอยอวลอยู่ในใจของเจียงฉาง
เซิง โชคดีที่เขาไม่ใช้แต้มเซ่นไหว้สุรุ่ยสุร่าย เก็บทั้งหมดเอาไว้
สำหรับผ่านด่านเคราะห์
เขานึกไปถึงยุคสมัยแห่งการบำเพ็ญเซียนในอดีตกาล ผู้
บำเพ็ญเซียนที่ไม่มีแต้มเซ่นไหว้ ยามเผชิญด่านเคราะห์
สวรรค์คงมีโอกาสรอดไม่เกินหนึ่งในสิบส่วน
บางทีสำหรับผู้บำเพ็ญเซียนจำนวนมาก พวกเขาอาจ
ยินดีไม่เลื่อนขั้น แทนที่จะต้องเผชิญกับด่านเคราะห์สวรรค์
ร่างอสนีบาตด้านบนเหวี่ยงกระบี่ช้าลงทุกที อสนีบาต
สวรรค์ที่ฟาดลงมาพร้อมกับแต่ละกระบี่ก็รุนแรงน้อยลงด้วย
เจียงฉางเซิงสังเกตเห็นว่าร่างอสนีบาตกำลังจะสลาย
ไปแล้ว เขาจึงสร้างร่างแยกขึ้นมาร่างหนึ่งให้เฝ้าอยู่ด้านข้าง
หลังจากนั้นกรอกโอสถให้ตนเองสิบกว่าขวดเพื่อฟื้นฟูพลัง
อาคมทันที
ทันใดนั้นเงาอสนีบาตก็ระเบิดตัวแล้วสลายหายไป แสง
เจิดจ้าแผ่พุ่งออกมาจนทั้งขอบห้วงสุญญตาสว่างไสว สายตา
ของเจียงฉางเซิงตกอยู่ท่ามกลางสีขาวเจิดจ้า
มาแล้ว!
เจียงฉางเซิงลอบถอนหายใจ เขาสัมผัสได้ว่า
ประสาทสัมผัสของตนเองเริ่มเลือนราง ดูท่าเขากำลังจะ
พบพานภาพมายายามผ่านด่านเคราะห์เหมือนครั้งก่อน
อีกแล้ว
…………………………………………………