เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 484 มหาสมุทรเชื่อมอนธการ เชิญมรรคาจารย์ลงมือ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 484 มหาสมุทรเชื่อมอนธการ เชิญมรรคาจารย์ลงมือ
แต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์สามสิบห้าแต้มคือผู้ใดกันนะ
มาจากมหามรรคาปริศนาอันลึกลับสายไหน หรือว่าเป็น
เทวะของโลกเทพยุทธ์
เจียงฉางเซิงคิดว่าเทวะแห่งโลกเทพยุทธ์น่าจะเป็นไปได้
มากกว่า สาเหตุที่ผู้แข็งแกร่งเช่นนี้ปรากฏตัว คาดว่าน่าจะ
เป็นเพราะการมาเยือนของมหันตภัยแห่งวิถียุทธ์
“ถึงอย่างไรก็ตามหาต้นตอของมหันตภัยแห่งวิถียุทธ์
ไม่พบอยู่ดี ฝึกบำเพ็ญต่อดีกว่า สรุปก็คือพากเพียรฝึกบำเพ็ญ
ไว้อย่างไรก็ไม่ทำร้ายตนเองแน่”
เจียงฉางเซิงคลายคิ้วที่ขมวดออกจากกัน เขาลุกขึ้นยืน
แล้วเตรียมตัวจะหลอมโอสถสักชุด แล้วถือโอกาส
ศึกษาศาสตร์ยอดโอสถไปด้วย
ปัจจุบันนี้การดึงเวลาหลายปีไปจนถึงหลายสิบ
ปีมาหลอมโอสถไม่ค่อยส่งผลต่อการฝึกบำเพ็ญของเขามาก
นักแล้ว การผ่านด่านเคราะห์หนก่อน เขาต้องรอคอยนาน
ถึงสองพันกว่าปี ดังนั้นการเลื่อนขั้นหนหน้าเกรงว่าคงจะต้อง
ใช้เวลาห้าพันปีเป็นอย่างต่ำ
โอสถมากมายในศาสตร์ยอดโอสถอาจช่วยให้แดน
สวรรค์ข้ามผ่านภัยพิบัติครั้งหน้าได้ดีกว่าเดิม
เจียงฉางเซิงเดินมาหน้าเตาหลอมโอสถแล้วเริ่มหลอม
โอสถ
เป็นเช่นนี้ผ่านไปหลายปี
วันหนึ่งไป๋ฉีก็เดินเข้ามาในตำหนักเมฆาม่วง นางทำหน้า
ตื่นเต้นดีใจ พอพบว่าเจียงฉางเซิงกำลังหลอมโอสถอยู่พอดี ก็
ปราดเข้ามาประชิดทันใด
“นายท่าน ข้าพบผู้มีพรสวรรค์ของจอมปราชญ์คนหนึ่ง
แล้ว!”
ไป๋ฉีรีบรายงาน สีหน้าเต็มไปด้วยความคาดหวัง
เจียงฉางเซิงจับจ้องเตาหลอมโอสถ แล้วตอบกลับมา
อย่างไม่ใคร่ใส่ใจนัก “จอมปราชญ์ มิใช่สิ่งที่เจ้าในตอนนี้
จะมองออก”
ไป๋ฉีนั่งยองลงไปอยู่ข้างเขาแล้วเอ่ยว่า “ในแดนมนุษย์
มีคนอยู่ผู้หนึ่งนามว่าหงหลิน เขาสร้างวิถีเซียนยุทธ์ วิถีเซียน
ยุทธ์นี่แตกต่างจากวิถีเซียนยุทธ์ของกวนทงโยว มันใช้ปราณ
วิญญาณแห่งฟ้าดินมาหล่อหลอมกายา เสริมสร้างให้กายเนื้อ
กับดวงวิญญาณแข็งแกร่ง หลอมกายเนื้อให้กลายเป็นสมบัติ
อาคม วิถีบำเพ็ญนี้ทำให้เกิดผลกระทบต่อโลกบำเพ็ญเซียน
อย่างใหญ่หลวงยิ่งนัก ข้าเสนอเคล็ดวิชาฝึกบำเพ็ญกับ
ทรัพยากรให้เขาไปไม่น้อย เขาจึงกลายเป็นคนของข้าแล้ว”
เล่าถึงตอนสุดท้ายนางก็ภาคภูมิใจอย่างยิ่ง
เจียงฉางเซิงเหล่มอง แม้แต่หนึ่งในสามราชันในอนาคต
นางยังอุตส่าห์โน้มน้าวมาเป็นพรรคพวกได้อีก เจ้าหมาป่าตน
นี้คงไม่ใช่ว่ากลายเป็นเทพด้านนี้ไปแล้วกระมัง
ไป๋ฉีอยู่ใกล้ชิดกับเขามาก แม้เขาจะมองเห็นกรรมของ
นาง แต่ตัวแปรก็มีมากมายนัก
“หงหลินจะกลายเป็นราชันปฐพี ส่วนจอมปราชญ์ ตอนนี้
เขายังมีคุณสมบัติไม่มากพอ บุญบารมีของเขามีขอบเขตอยู่
แค่ในเผ่ามนุษย์ วิถีเซียนยุทธ์มุ่งเน้นไปที่กายเนื้อของมนุษย์
สำหรับเผ่าพันธุ์อื่น หากต้องการฝึกบำเพ็ญวิถีเซียนยุทธ์ของ
เขา ต้องอดทนรอจนกว่าจะกลายร่างได้ อีกอย่างเคล็ดวิชาฝึก
บำเพ็ญนี้เป็นเพียงวิธีทำให้แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น ยังไม่มากพอ
จะเปลี่ยนชีวิตของสรรพชีวิตในโลกคุนหลุน เว้นเสียแต่ว่าวิถี
เซียนยุทธ์จะก้าวข้ามวิถีเซียนไปได้”
เจียงฉางเซิงเผยความลับสวรรค์ออกมา ไป๋ฉีฟังแล้วก็
ผิดหวังทันที
สามราชันหรือ
มันไม่สนใจตำแหน่งนั้นแล้ว ตอนนี้มันคิดแต่อยาก
ตามหาจอมปราชญ์ให้พบ หลังจากนั้นจะได้ครอบครองยอด
ของวิเศษที่นายท่านมอบให้
“ก้าวข้ามวิถีเซียนจะเป็นไปได้อย่างไรเล่า…” ไป๋
ฉีถอนหายใจ จู่ๆ ทั้งร่างก็รู้สึกไร้เรี่ยวแรง จึงฉวยโอกาส
แอบอิงพิงร่างของเจียงฉางเซิง ก่อนจะถูกดีดกระเด็นออก
ไปนอนหมอบอยู่บนพื้นอย่างอเนจอนาถ
แต่นางไม่เศร้าซึมสักนิด นางลุกขึ้นแล้วปราดเข้ามาใกล้
ใหม่อีกหนทันที นางแสร้งถามอย่างน่าสงสาร “นายท่าน ท่าน
บอกข้าได้หรือไม่ว่าจอมปราชญ์จะปรากฏตัวออกมาเร็วที่สุด
เมื่อใด”
เจียงฉางเซิงจ้องมองเพลิงบริสุทธิ์แห่งสมาธิแล้วเอ่ยว่า
“บางทีหลังจากมหันตภัยแห่งวิถียุทธ์สิ้นสุด เขาอาจถือกำเนิด
มา”
“แล้วมหันตภัยแห่งวิถียุทธ์จะดำเนินไปอีกนานเท่าใดกัน
เล่า”
“นานยิ่งนัก แม้แต่ข้าก็คาดการณ์มิได้”
“เอ๋?”
ไป๋ฉีครวญคราง แต่เจียงฉางเซิงไม่สนใจ
เขาหยิบโอสถเม็ดหนึ่งออกมาจากเตาหลอมแล้วส่งให้ไป๋
ฉี “กินซิ ลองดูผลลัพธ์ของมันหน่อย”
เจียงฉางเซิงเห็นนางทำท่าเหมือนจะปฏิเสธก็หัวเราะ
“หากเจ้าช่วยให้ข้าบรรลุศาสตร์โอสถ ข้าก็อาจจะมอบยอด
ของวิเศษให้เจ้าได้นะ”
ไป๋ฉีได้ยินดังนั้นก็ไม่พูดพร่ำโยนโอสถเข้าปาก ไม่ทัน
เคี้ยวก็กลืนลงไปทันที
นางกำลังอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่แล้วทันใดนั้น
นางก็ก้มหน้ามองด้านล่างอย่างหวาดผวา นางเห็นลำคอของ
ตนเองเริ่มกลายเป็นหินแล้วไล่ลามขึ้นมาด้านบนกับลง
ไปด้านล่าง
เจียงฉางเซิงยิ้มอย่างพึงพอใจ ดูท่าโอสถกลายเป็นหิน
จะหลอมสำเร็จสินะ
…
ใต้ท้องนภาอันมืดหม่น ขุนเขาธารากับพงพนาดูราวกับ
ภูตผีมารปีศาจมาชุมนุม ลมหนาวเย็นยะเยือกโหมพัด
ตามอำเภอใจ เฟิงอวี้ก้าวเดินอยู่บนภูเขา เส้นผมของเขา
สกปรกและยุ่งเหยิง ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบเลือด แม้แต่
อาภรณ์ก็ขาดวิ่น เห็นชัดว่าเขาเพิ่งผ่านการต่อสู้ครั้งใหญ่มา
ฝีเท้าของเขาเชื่องช้าลงทุกที ขณะเดียวกันลมหายใจก็
หอบหนักขึ้นเรื่อยๆ
เดินได้สักพัก ในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหว เขาหยุดอยู่หน้า
ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งแล้วพิงลำต้นของมันเพื่อพักเอาแรง เขา
ขยับขาลงไปนั่งสมาธิไม่ไหวเสียด้วยซ้ำ
“บางทีนี่อาจเป็นจุดจบของข้า…”
เฟิงอวี้คิดในใจ เขารู้สึกว่าหนังตาหนักอึ้งอย่างที่ไม่เคย
เป็นมาก่อน พลังประหลาดในร่างสายนั้นยังคงทำร้ายเขา
ทำให้เขาไม่อาจโคจรพลังรักษาบาดแผลได้ ในช่วงเวลานี้พลัง
จากโชควาสนาที่คอยช่วยให้เขาแข็งแกร่งขึ้นสายนั้นในร่าง
กลับหายไปแล้ว เขาจึงสูญเสียที่พึ่งอย่างสิ้นเชิง
เมื่อนึกทบทวนชีวิตนี้ของตนเอง เขาก็ทั้งเสียดาย ทั้งรู้สึก
ไม่ยินยอม
ก่อนจากมา น้องชายกับน้องสาวของเขามีชีวิตอยู่ด้วย
ตนเองได้แล้ว สาเหตุที่เขาบุกเข้ามาในรอยแยกสีดำปริศนาก็
เพื่อทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้น
แต่สาเหตุสำคัญกว่าก็คือเขาถูกเสียงลึกลับนั่นล่อลวง
บอกว่าด้านในรอยแยกสีดำมีโชควาสนาอันยิ่งใหญ่อยู่
“เสียงนั่นคือผู้ใดกันแน่ หรือว่าจะเป็นเจ้าโชควาสนา
ประการนั้นที่แฝงอยู่ในร่างของข้า…แต่หากเป็นเสียงของ
เจ้านั่นจริง เหตุใดตอนนี้เจ้าจึงสิ้นฤทธิ์ไปเสียแล้วเล่า” เฟิงอวี้
คิดอย่างขมขื่น สติของเขาเริ่มพร่ามัว
เขาไม่ทันสังเกตว่ามีสายลมสีดำสายหนึ่งพัดลงมาจาก
ท้องนภาอันมืดหม่น ใจกลางของสายลมมีเงาร่างสีทอง
เลือนรางร่างหนึ่ง
“เจ้าอยากมีชีวิตต่อไปหรือไม่”
เสียงของคนแปลกหน้าที่ฟังดูคุ้นเคยลอยมาเข้าหู แรก
สุดเฟิงอวี้คิดว่าเขาประสาทหลอน จนกระทั่งเสียงนี้เอ่ยทวน
ซ้ำอีกครั้ง
เขาปรือตาเปิดอย่างยากลำบาก เขานึกออกแล้ว นี่ก็คือ
เสียงที่ชักนำให้เขาเข้ามาในรอยแยกสีดำเสียงนั้น
“หากมีชีวิตอยู่ได้…ผู้ใดจะ…อยากตาย…”
เฟิงอวี้เอ่ยอย่างอ่อนระโหยโรยแรง เขาอยากเงยหน้า
ทว่าแม้แต่เรี่ยวแรงจะทำเช่นนั้นก็ไม่เหลืออยู่แล้ว
“ถ้าเช่นนั้นก็จงกลายเป็นทหารทาสของข้าเสียเถิด”
สิ้นเสียงนี้ สายลมสีดำสายหนึ่งก็พัดลงมาจากท้องฟ้า
กลืนร่างเฟิงอวี้เข้าไป เหลือเพียงฝุ่นดินที่ฟุ้งตลบ
…
เจียงเจี่ยนกับหลินเฮ่าเทียนนั่งสมาธิอยู่หน้ากองไฟ เจียง
เจี่ยนมองท้องนภาอันมืดหม่นไม่เห็นดาว ในดวงตา
เต็มไปด้วยแววตาสับสน ขณะที่หลินเฮ่าเทียนเอาแต่จ้อง
มือขวาของตนเอง กลางฝ่ามือของเขามีรอยแตกแต่กลับไร้
โลหิต มีเพียงไอสีดำเส้นบางๆ วนเวียนอยู่บริเวณนั้น
“เฮ่าเทียน เจ้าว่าพวกเรายังจะกลับออกไปได้อีกหรือไม่”
จู่ๆ เจียงเจี่ยนก็ถามขึ้นมา น้ำเสียงแฝงแววกลัดกลุ้ม
หลินเฮ่าเทียนแค่นเสียงดังเหอะ “กลัวอันใด มรรคา
จารย์เคยบอกว่าข้ามีโชคชะตาอันยิ่งใหญ่ เปลี่ยนร้าย
กลายเป็นดีได้เสมอ มีข้าอยู่ พวกเราต้องกลับไปได้แน่!”
เขากำมือขวาซ่อนเข้าไปในแขนเสื้อ
เจียงเจี่ยนสังเกตเห็นเข้าจึงถามว่า “อาการบาดเจ็บหนัก
ขึ้นหรือ”
หลินเฮ่าเทียนหัวเราะ “นี่นับเป็นอะไร ไม่ตายหรอกน่า
หากสถานการณ์เลวร้ายจริงๆ อย่างมากก็แค่ตัดมือทิ้งเท่านั้น
”
เจียงเจี่ยนกลอกตา แต่อารมณ์ผ่อนคลายลงบ้างแล้ว
สีหน้าไม่เครียดขรึมเท่าก่อนหน้านี้
“สถานที่แห่งนี้ช่างเลวร้ายเสียจริง มันกว้างใหญ่ไพศาล
ดูเหมือนจะใหญ่กว่าโลกคุนหลุนเสียอีก แต่กลับไร้แหล่งน้ำ
ทุกหนทุกแห่งมีแต่อสุรกายที่มองไม่เห็น…” หลินเฮ่าเทียน
สบถก่นด่าเป็นชุด เขาบ่นไม่ยอมหยุด
ทันใดนั้นเจียงเจี่ยนก็เหลือบเห็นอะไรบางอย่าง เขาลุก
พรวด หลินเฮ่าเทียนที่มองตามไปดวงตาเบิกโตในทันใด
ตัวพวกเขายืนอยู่บนทุ่งร้างผืนหนึ่ง เมื่อมองไล่ตาม
สายตาของพวกเขาไปก็เห็นฝุ่นดินฟุ้งตลบอยู่ตรงสุดปลาย
ขอบที่ราบ พลังสายตาของพวกเขาทำให้มองปราดเดียวก็เห็น
นักรบเกราะดำจำนวนมากกำลังห้ออาชาตะบึงมาทางนี้
กองทัพของพวกเขายิ่งใหญ่เกรียงไกร ดุจพยัคฆ์ที่ข่มศัตรูได้
ไกลหมื่นลี้
สีหน้าของทั้งสองเคร่งเครียดในบัดดล สถานที่เช่นนี้
มีกองทัพมนุษย์อยู่ได้เช่นไรกัน
นี่มันผิดปกติ!
ทั้งสองคนจ้องมองต่อไปจนพบว่าพลทหารเกราะดำ
ที่อยู่ไกลๆ เหล่านั้นต่างมีไอโลหิตลอยออกมาจากร่าง พวกมัน
ก่อตัวรวมกันกลายเป็นโครงกระดูกยักษ์อันน่าสะพรึงร่างหนึ่ง
อย่างรวดเร็ว ลูกไฟสีฟ้าสองดวงที่ลุกโชติช่วงอยู่ใต้โหนกคิ้ว
จับจ้องมาทางพวกเจียงเจี่ยน
เจียงเจี่ยนหยิบง้าวสามแฉกสองคมออกมาทันที ฝ่าย
หลินเฮ่าเทียนก็ยกมือซ้าย ปล่อยกระบี่บินเล่มแล้วเล่มเล่า
ออกมาจากแขนเสื้อ พวกมันส่งเสียงหวีดแหลมแสบแก้วหู บิน
ฉวัดเฉวียนอยู่รอบกายเขา
“เวรเอ๊ย ข้าจะสู้ตายกับพวกมันแล้วนะ ตามติดเป็น
ผีหลอกวิญญาณหลอนเสียจริง!”
หลินเฮ่าเทียนสบถด่าเบาๆ เขาทะยานนำหน้าออก
ไปก่อน มือซ้ายขยับนิ้วใช้เคล็ดวิชา กระบี่บินรอบด้านเหินขึ้น
ฟ้า แล้วขยายใหญ่อย่างรวดเร็ว จากนั้นก็มีเงากระบี่เล่มแล้ว
เล่มเล่าแยกออกมาจากตัวกระบี่ เพียงพริบตาเดียวเงากระบี่
ทั้งหลายก็ลอยแยกไปอยู่ทั่วอาณาบริเวณล้านลี้ ตั้งเป็นค่าย
กลกระบี่
เจียงเจี่ยนพุ่งออกไปตามแนวพื้นดิน หนึ่งก้าวรุดหน้าพัน
จั้ง เร็วประหนึ่งอสนีบาต ประกายเย็นเยียบของง้าวสามแฉก
สองคมดุจผืนผ้าสะบัดคลุมพสุธา
“พวกผิดแผกที่บุกรุกมหาสมุทรเชื่อมอนธการ พวก
เจ้าต้องตาย!”
เสียงเย็นชาน่าขนลุกเสียงหนึ่งดังก้องฟ้าดิน ชักนำ
อสนีบาตให้ร้องคำรนดังครืนๆ
ยามอสนีบาตสายหนึ่งฟาดลงสู่พสุธา ศึกใหญ่ก็เริ่มต้น
ผืนดินสะเทือน แผ่นฟ้าคำราม คล้ายฟ้าดินใกล้ถึงกาลอวสาน
…
นับตั้งแต่โอสรถสวรรค์เซวียนเต้าแห่งเทียนจิ่งได้ครอง
ค่ายกลกระบี่สุริยันจันทร์สวรรค์พิภพ เทียนจิ่งก็ทำการใด
สำเร็จราบรื่นดุจผ่าปล้องไผ่ พวกเขาบุกโจมตีเมืองแย่งชิง
ดินแดนอย่างไม่หยุดหย่อน แผ่นดินขยายใหญ่รวดเร็วกว่า
ก่อนหน้านี้ยิ่งนัก
โอสรถสวรรค์เซวียนเต้าบันทึกวิชาค่ายกลกระบี่สุริยัน
จันทร์สวรรค์พิภพไว้เป็นคัมภีร์ลับ แล้วประกาศว่าผู้ใดช่วย
เทียนจิ่งจบมหาศึกสถาปนาเทพ ล้วนจะได้รับคัมภีร์วิชาค่าย
กลกระบี่สุริยันจันทร์สวรรค์พิภพหนึ่งชุด คำพูดนี้ทำให้โลก
บำเพ็ญเซียนคลุ้มคลั่ง ผู้ฝึกกระบี่และผู้ฝึกวิชาค่ายกล
มากมายล้วนถูกซื้อใจในทันที พวกเขาเร่งรีบเดินทางไปที่เทียน
จิ่ง
พลังของค่ายกลกระบี่สุริยันจันทร์สวรรค์พิภพทำให้
ราชวงศ์แห่งโชคชะตาแต่ละแห่งได้รับแรงกดดันอย่างหนัก จน
ถึงขั้นเริ่มมีราชวงศ์แห่งโชคชะตาจับมือเป็นพันธมิตรกัน
ต่อต้านเทียนจิ่ง แต่พวกเขาขัดขวางเทียนจิ่งไม่ได้แม้แต่น้อย
นับตั้งแต่โอสรถสวรรค์เซวียนเต้าได้ครองค่ายกลกระบี่
สุริยันจันทร์สวรรค์พิภพ ภายในห้าร้อยปี เทียนจิ่งก็ครอบ
ครองแผ่นดินของเผ่ามนุษย์ไปครึ่งหนึ่ง เพราะดินแดนขยาย
ใหญ่ขึ้น ศาสตร์เกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายข้ามมิติ การเหาะเหิน
และการส่งข่าวของวิถีเซียนจึงพัฒนาตามอย่างรวดเร็ว
ราชันนภา!
ฉายานี้ค่อยๆ ถูกแปะอยู่บนศีรษะของโอสรถสวรรค์
เซวียนเต้า แม้แต่เทพเซียนบนแดนสวรรค์ทั้งหลายก็คิดเช่นนี้
ขอเพียงรวบรวมเผ่ามนุษย์ให้เป็นหนึ่งได้ เขาย่อมกลายเป็น
จักรพรรดิมนุษย์คนแรกของโลกคุนหลุน!
ขณะที่แดนมนุษย์กำลังปั่นป่วน เทพเซียนทั้งหลายบน
ฟ้าก็มิได้ว่างงาน เผ่าอวี่รุกรานมาอีกครั้ง ทั้งสองฝ่ายเปิดฉาก
เข่นฆ่ากันอย่างยากลำบาก กลิ่นอายที่มองไม่เห็นของสงคราม
แผ่ปกคลุมอยู่เหนือสนามรบแต่ละแห่งของประตูหมื่นโลก
ในตำหนักเหนือเมฆา
จักรพรรดิสวรรค์นั่งอยู่บนบัลลังก์จักรพรรดิพร้อมกับ
สีหน้าถมึงทึง แม่ทัพสวรรค์ทั้งหลายกำลังรายงานความ
เสียหายจากศึกที่รบกับเผ่าอวี่ บรรยากาศในตำหนักหนักอึ้ง
อย่างยิ่ง
ตี้ชางรายงานจบก็กราบทูลว่า “ฝ่าบาท แม้แต่มหาเซียน
วั่งเฉินกับหลี่ว์เสินโจวก็ยังสู้กับยอดอัจฉริยะของเผ่าอวี่ไม่ได้
สมควรเชิญมรรคาจารย์ลงมือแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
คำพูดของเขาได้รับการสนับสนุนจากเทพเซียนองค์อื่นๆ
พวกเขาพากันเห็นด้วย
“ได้ยินมาว่ายอดอัจฉริยะแห่งเผ่าอวี่คนนั้นใกล้จะได้เป็น
ผู้ยิ่งใหญ่นิรันดร์กาลแล้ว แดนสวรรค์ทำอันใดเขาไม่ไหวจริงๆ
”
“พวกกระหม่อมมิได้บุ่มบ่ามจะไปรบกวนมรรคาจารย์นะ
พ่ะย่ะค่ะ แต่จนปัญญาที่สถานการณ์เร่งด่วน”
“มีเทพในบัญชีสถาปนาเทพถูกสังหารไปสามองค์แล้ว
ทหารสวรรค์ก็ล้มตายไปมากกว่าหนึ่งพัน ทั้งที่ฝั่งเราพยาย
ยามหลบเลี่ยงแล้วแท้ๆ”
“เห็นชัดว่าเจ้าชั่วนั่นกำลังล่าหัวเทพเซียน พวกเราไม่รู้
ด้วยซ้ำว่าเขาอยู่ที่ใดกันแน่”
“หากไม่เชิญมรรคาจารย์ลงมืออีก แดนสวรรค์คงวิกฤต
!”
ความร้อนรนของเทพเซียนทั้งหลายเป็นเครื่องพิสูจน์
ชั้นดีว่ายอดอัจฉริยะของเผ่าอวี่แข็งแกร่งเพียงใด แรงกดดันที่
พวกเขาเผชิญอยู่ทำให้พวกเขามิอาจรักษาความสุขุม
เยือกเย็นของเทพเซียนเอาไว้ได้
จักรพรรดิสวรรค์ถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า “เราเข้าใจแล้ว
วันนี้เราจะไปคารวะมรรคาจารย์ ขอให้ท่านลงมือจัดการ”
เมื่อคำนี้เอ่ยออกมา เทพเซียนทั้งหลายก็ยินดีปรีดา
“ไม่ต้องไปเชิญแล้ว!”
เสียงหัวเราะเสียงหนึ่งดังขึ้น เรือนร่างอ้อนแอ้นอรชรของ
ไป๋ฉีเดินนวยนาดเข้ามาในตำหนักเหนือเมฆา สายตาของเทพ
เซียนทั้งหมดหันไปจับจ้องบนร่างของนาง
ไป๋ฉีหันไปมองจักรพรรดิสวรรค์แล้วคลี่ยิ้มบอกว่า
“มรรคาจารย์ทราบเรื่องนี้แล้ว ท่านทราบว่าแดนสวรรค์
พยายามเต็มที่แล้ว อีกเดี๋ยวเผ่าอวี่จะหายไปเอง”
…………………………………………………………..