เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 485 มรรคาแห่งโชคชะตา เขาเป็นขั้นเทวะ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 485 มรรคาแห่งโชคชะตา เขาเป็นขั้นเทวะ
เผ่าอวี่จะหายไป!
ช่างเป็นคำพูดที่วางโตยิ่งนัก!
เทพเซียนทั้งหลายของแดนสวรรค์ย่อมไม่คลางแคลงใจ
พวกเขาทุกองค์ยินดีปรีดาเป็นอย่างยิ่ง ก่อนเปิดศึกกับเผ่าอวี่
พวกเขาเคยมั่นใจเต็มเปี่ยม ทว่าหลังกรำศึกมาพันปี พวกเขาก็
ค้นพบว่าขุมกำลังที่เผ่าอวี่สั่งสมไว้น่ากลัวยิ่งนัก มันมิใช่สิ่งที่
แดนสวรรค์จะเทียบได้เลย
แต่ไม่ว่าเผ่าอวี่จะแข็งแกร่งอีกเท่าใด ขอเพียงมรรคา
จารย์ลงมือ เผ่าอวี่ย่อมพินาศ!
ในใจของผู้ศรัทธาทั้งหลาย มรรคาจารย์คือผู้ไร้
เทียมทาน กวาดสายตามองสรรพชีวิตทั่วทั้งสามพันโลก
มรรคาจารย์คือตัวตนที่ชิงชัยอันดับหนึ่งกับบรรพจารย์ยุทธ์
นิพพาน
จักรพรรดิสวรรค์เผยรอยยิ้ม เมฆอึมครึมที่ปกคลุมหัวใจ
ของเขาอยู่สลายไปทันที แต่เขาก็ยังกดความสงสัยใคร่รู้เอาไว้
ไม่อยู่ จึงถามออกมาว่า “มรรคาจารย์ยินดีลงมือเพราะ
เกี่ยวข้องกับมหันตภัยอย่างนั้นหรือ”
เทพเซียนทั้งหลายหันสายตาไปจับจ้องบนร่างของไป๋
ฉีอีกครั้ง ปกติมรรคาจารย์มักยุ่งอยู่กับการฝึกบำเพ็ญเสมอ
เขาไม่ถามไถ่เรื่องของแดนสวรรค์มานานมากแล้ว แต่วันนี้
กลับจะลงมือ เป็นเพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของแดน
สวรรค์จริงๆ หรือ
ไป๋ฉีแสร้งกระแอมหนึ่งหน แล้วเลียนแบบน้ำเสียงของ
มรรคาจารย์ “มรรคาจารย์บอกกกับข้าเช่นนี้ ‘ในเมื่อเผ่าอวี่มีผู้
ที่แข็งแกร่งระดับนั้น เช่นนั้นข้าคงต้องไปพบเขาเสียหน่อย’”
ผู้แข็งแกร่งระดับนั้น?
เทพเซียนทั้งหลายสีหน้าเปลี่ยนไปทันใด หรือว่าเผ่าอวี่
มีขุมกำลังที่พวกเขาไม่เคยเห็นอยู่อีก
ยอดอัจฉริยะของเผ่าอวี่ที่พวกเขาเผชิญหน้าอยู่เป็น
ตัวตนที่เข้าใกล้ระดับผู้ยิ่งใหญ่นิรันดร์กาลเท่านั้น หากเป็น
ระดับผู้ยิ่งใหญ่นิรันดร์กาลย่อมมิอาจเทียบชั้นกับมรรคาจารย์
ได้
ไป๋ฉีหมุนตัวออกไป ก่อนจากไปนางส่งสายตาให้จีอู่จวิน
กับอวี้เหยียนอี้ สตรีทั้งสองนางเข้าใจสัญญาณทันที
จักรพรรดิสวรรค์เลิกประชุมหมู่เซียนอย่างรวดเร็ว เทพ
เซียนทั้งหลายจับกลุ่มสององค์สามองค์เดินออกไป พวกเขา
ล้วนสนทนาเรื่องที่มรรคาจารย์จะลงมือ
อีกด้านหนึ่ง
ในตำหนักเมฆาม่วง
เจียงฉางเซิงยังนั่งอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา
นับจากตอนที่ให้ไป๋ฉีทดลองโอสถกลายเป็นหิน เวลาก็ผ่าน
มาสองร้อยกว่าปีแล้ว แต่เดิมเขากำลังปิดด่านฝึกบำเพ็ญอยู่
แต่แล้วก็ถูกคลื่นพลังสายหนึ่งปลุกให้ตื่น
มีคนกำลังสอดส่องประตูหมื่นโลก!
เขาใช้แต้มเซ่นไหว้พยากรณ์ดูก็พบว่ามูลค่าของอีกฝ่าย
เท่ากับเก้าแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์!
ธรณีประตูของขั้นเบิกเนตรอัครยุทธ์ระดับห้าคือห้าแต้ม
เซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ นั่นหมายความว่าคนผู้นี้กำลังจะก้าวไป
ถึงขั้นเทวะของโลกเทพยุทธ์ได้ตลอดเวลา เริ่มแรกเขาคิดว่า
มีพวกเทวะมาเยือนเสียอีก แต่สุดท้ายเมื่อใช้เนตรฟ้าดินไร้
ขอบเขตมองดู กลับพบว่าเขามาจากเผ่าอวี่
การที่เผ่าอวี่มีคนแข็งแกร่งระดับนี้ ทำให้เจียงฉางเซิง
ประหลาดใจพอสมควร
เผ่าอวี่กับแดนสวรรค์รบกันมาเนิ่นนานถึงเพียงนี้ เผ่าอวี่
จึงได้เคล็ดวิชาบำเพ็ญเซียนไปมากมาย คาดว่าพวกเขาคง
ค้นพบว่าตนเองบำเพ็ญเซียนไม่ได้ ดังนั้นจึงเตรียมตัวเปิดฉาก
โจมตีโลกคุนหลุน
ในเมื่อครอบครองพลังที่ใกล้เคียงกับระดับเทวะ ก็ไม่
แปลกที่เผ่าอวี่จะกล้าเหิมเกริมถึงเพียงนี้ น่าเสียดาย ต่อให้
เจียงฉางเซิงยังไม่เลื่อนขั้น เก้าแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ก็
สู้เขาไม่ได้อยู่ดี
ตอนนี้เจียงฉางเซิงกำลังขบคิดว่าจะจัดการเผ่าอวี่
อย่างไรดี
จะสังหารคนที่แข็งแกร่งที่สุดผู้นั้นเป็นคำเตือน หรือว่า
จะเล่นงานทั้งเผ่าเลยดี
เขารักสรรพชีวิตในโลกคุนหลุนยิ่งนัก แต่นั่นมิได้
หมายความว่าเขาเป็นคนใจอ่อน กับศัตรูแล้วเขาโหดเหี้ยม
อย่างยิ่ง
คนอย่างพวกเผ่าอวี่ หากเจียงฉางเซิงสังหารหัวหน้าของ
พวกเขาแล้วเหลือทางรอดไว้ให้พวกเขา พวกเขาจะซาบซึ้งใจ
หรือไม่ เจียงฉางเซิงรู้สึกว่าน่าจะไม่ เผ่าอวี่คงมีแต่
จะเตรียมตัวมาแก้แค้นในวันหน้าเท่านั้น
เผ่าอวี่แห่งนี้ถูกใช้เป็นหินลับมีดมานานพอแล้ว สมควร
ทิ้งได้เสียที!
“พี่ฉางเซิง ข้าเหมือนจะบรรลุความรู้ใหม่เกี่ยวกับ
โชคชะตา ไม่สิ กฎแห่งโชคชะตาเพิ่มมาหน่อยแล้ว ข้าติดต่อ
กับตนเองในอนาคตได้หนหนึ่ง” เสียงของมู่หลิงลั่วดังขึ้น
คำพูดนี้ทำให้เจียงฉางเซิงหันไปมอง
อนาคตหรือ
เจียงฉางเซิงอ่อนไหวกับคำนี้มาก เขากวักมือเรียก มู่ห
ลิงลั่วเดินเข้ามาหาทันที นางนั่งลงข้างกายเขา
มู่หลิงลั่วคว้ามือของเขามาจับแล้วบอกว่า “ตัวข้า
ในอนาคตแย้มพรายเรื่องของมหันตภัยหนนี้ให้ฟัง นางบอกว่า
มหันตภัยหนนี้โหดร้ายยิ่งกว่าที่ข้าคาดคิดไว้ ข้าจะสูญเสียคน
ที่ห่วงใยไปจำนวนหนึ่ง”
เจียงฉางเซิงเลิกคิ้วถามว่า “เหตุใดนางจึงบอกเช่นนี้ นาง
ต้องการให้เจ้าเปลี่ยนแปลงโชคชะตาอย่างนั้นหรือ”
มู่หลิงลั่วส่ายหน้าตอบว่า “โชคชะตามิอาจเปลี่ยนแปลง
ได้ นางเพียงบอกกล่าวข้าเท่านั้น นางบอกว่าเมื่อข้าผ่าน
มหันตภัยไปแล้ว ข้าจะเข้าใจโชคชะตาในระดับใหม่ อาจถึงขั้น
ก้าวเข้าสู่มรรคาสายนี้อย่างเป็นทางการ”
โชคชะตามิอาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างนั้นรึ
เจียงฉางเซิงกลับไม่เชื่อ เขาถามว่า “ตัวเจ้าในอนาคต
เอ่ยถึงข้าบ้างหรือไม่”
“เรื่องนั้น…ไม่เลย นางดูเหมือนจะระวังอย่างมากไม่ให้
เผลอพูดถึง”
มู่หลิงลั่วขมวดคิ้ว เรื่องนี้ทำให้นางเสียดายยิ่งนัก นาง
อดคิดไม่ได้ว่าคนที่นางต้องสูญเสียไปคือเจียงฉางเซิง
เมื่อคิดถึงความเป็นไปได้นี้ นางก็ตื่นตระหนกอย่างยิ่ง
ดังนั้นนางจึงมาบอกเรื่องนี้กับเจียงฉางเซิง หวังว่าเขา
จะรอบคอบยิ่งกว่าเดิมในการเผชิญหน้ากับมหันตภัยแห่งวิถี
ยุทธ์
“อย่างนั้นหรือ” เจียงฉางเซิงทำท่าเหมือนกำลังครุ่นคิด
ทั้งสองคนจมอยู่ในความเงียบ มู่หลิงลั่วเอนกายพิงหัว
ไหล่เขาแผ่วเบา เจียงฉางเซิงได้ยินเสียงหัวใจของนาง
“อย่ากังวลกับอนาคตไปเลย ข้าจะไม่มีวันไปจากเจ้า
ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม” เจียงฉางเซิงปลอบโยนเสียงแผ่วเบา
น้ำเสียงสงบนิ่งนัก
เขาไม่เชื่อในชะตา แม้ก่อนหน้านี้จะเคยเห็นภาพมายา
ของอนาคตมาแล้ว แต่เขาก็ยังคลางแคลงอยู่ดี
หากทุกสิ่งล้วนถูกกำหนดมาแล้ว ดังสิ่งที่เรียกว่าชะตา
ลิขิต ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงจุดจบ
ได้ เช่นนั้นทุกสิ่งยังมีความหมายอันใด สรรพชีวิตจะมีจิตใจ
ของตนเองไปเพื่อสิ่งใด
บางทีโชคชะตาอาจมีอยู่จริง แต่ในความเห็นของเจียง
ฉางเซิง สิ่งที่เรียกว่าโชคชะตาคือพันธนาการที่ผู้แข็งแกร่ง
ใช้ควบคุมผู้อ่อนแอไว้ในกำมือ ผู้แข็งแกร่งที่ว่าอาจเป็นมนุษย์
หรืออาจไม่ใช่มนุษย์ก็ได้ โชคชะตาเป็นเพียงเครื่องแสดงพลัง
ในรูปแบบหนึ่งเท่านั้น
มู่หลิงลั่วเงยหน้าขึ้นมาถาม “หรือว่าสิ่งที่ข้าเห็นจะ
มิใช่ตนเองในอนาคต”
เจียงฉางเซิงคลี่ยิ้ม “ผู้ใดจะตอบได้กันเล่า แต่ไม่ว่า
อย่างไรพวกเราก็จะไม่ดูแคลนมหันตภัย เท่านี้ก็ใช้ได้แล้ว”
มู่หลิงลั่วพยักหน้า นางคิดว่ามีเหตุผล
เจียงฉางเซิงลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยว่า “พอดีเชียว ข้าจะไปทำ
ธุระเรื่องหนึ่ง เจ้าอยากไปด้วยกันหรือไม่”
มู่หลิงลั่วถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “เรื่องใดหรือเจ้าคะ”
“เรื่องที่พวกเจ้าสงสัยใคร่รู้กันก่อนหน้านี้”
ได้ยินคำนี้ มู่หลิงลั่วก็ยิ่งสงสัยใคร่รู้กว่าเดิม นางรู้ว่าเขา
กำลังพูดถึงอะไรอยู่
เจียงฉางเซิงสะบัดแขนเสื้อ บัลลังก์เทพสวรรค์มหา
มรรคาพาพวกเขาสองคนหายไปด้วยกัน
…
ใต้ดวงดาราบนท้องฟ้า ยอดเขาตั้งเรียงรายดุจป่าไผ่
ทว่ามีเพียงเหล่าศิลาแสดงความแข็งกร้าว ทอดสายตามอง
ไปหนใดบนหมู่ยอดเขากลุ่มนี้ก็ไม่เห็นสีเขียวแม้แต่น้อย
บนยอดเขาลูกหนึ่ง เงาร่างหนึ่งกำลังนั่งสมาธิ เขาสวม
อาภรณ์สีดำผูกผ้าคาดเอว เส้นผมยาวสีขาวโพลนครึ่งศีรษะ
เกล้าไว้ใต้กวานประดับผม ฝ่ามือซ้ายของเขาตั้งอยู่บนกลาง
ฝ่ามือขวา สองฝ่ามือตั้งฉากกันอยู่
เขามาจากเผ่าอวี่ มีนามว่าอวี่ฉิวเทียน
ทันใดนั้นเขาก็ลืมตาขึ้น คิ้วขมวดเข้าหากัน แล้วพึมพำ
กับตนเองว่า “ประตูหมื่นโลกบานนั้นมีความเป็นมาอย่างไรกัน
แน่ ไม่มีหนทางแย่งชิงมาได้เสียด้วย สมบัติอาคมของวิถีเซียน
ล้วนมีความสามารถในการปกป้องตนเองระดับนี้กันหมดเลย
หรือ
มิน่าพวกเขาศึกษากันมานานนับพันปีก็ยัง
ไม่ประสบความสำเร็จ กีดกันกันถึงเพียงนี้ มรรคาจารย์ตั้งใจ
จะเผยแผ่วิถีเซียนจริงๆ หรือไม่
หรือว่าเขาต้องการชักจูงให้สรรพชีวิตย้ายเข้ามาอาศัย
อยู่ในโลกคุนหลุนเท่านั้น เหอะ หากเป็นเช่นนั้น ข้าคงดูแคลน
เขาที่หวังน้อยนิดถึงเพียงนั้น”
น้ำเสียงของเขาเผยความดูแคลนออกมา ในความเห็น
ของเขา หากผู้สืบทอดมหามรรคาสายหนึ่งจำกัดขอบเขตของ
ตัวเองไว้ในโลกเพียงใบหนึ่ง มหามรรคาของเขาย่อมก้าวไปได้
ไม่ไกลนัก
“ถ้าเช่นนั้นหลบๆ ซ่อนๆ เช่นเจ้า ยิ่งใหญ่นักหรือไร”
เสียงหนึ่งดังมาจากบนฟ้า อวี่ฉิวเทียนตกใจเงยหน้า
ขึ้นไปมองทันควัน
บัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาปรากฏตัวออกมา
กลางอากาศ แสงรัศมีเจ็ดสีกับแสงเทพสุดขอบตะวันปิดบัง
ใบหน้าของเจียงฉางเซิงกับมู่หลิงลั่วเอาไว้ เผยออกมาให้เห็น
เพียงร่างกายของพวกเขา
อวี่ฉิวเทียนแอบตกตะลึงอยู่ในใจ เขาไม่รู้สึกตัวสักนิดว่า
อีกฝ่ายเข้ามาใกล้ขนาดนี้
มรรคาจารย์!
แต่เหตุไฉนจึงมีสองคน เป็นหนึ่งบุรุษ หนึ่งสตรีเล่า
ว่ากันว่ามรรคาจารย์มีพันร่างหมื่นลักษณ์ หรือว่าเขา
มีรูปลักษณ์ที่เป็นอิสตรีด้วย
อวี่ฉิวเทียนลุกพรวดทันที เขาแหงนหน้ามองบัลลังก์เทพ
สวรรค์มหามรรคาแล้วถามว่า “มรรคาจารย์แห่งวิถีเซียน
ใช่หรือไม่”
เจียงฉางเซิงก้มหน้ามองเขาแล้วเอ่ยว่า “เจ้าเคยคิด
หรือไม่ว่าสักวันเผ่าอวี่จะพานพบความพินาศ”
อวี่ฉิวเทียนขมวดคิ้ว เขามิอาจข่มกลั้นจิตสังหาร มันพุ่ง
ออกมาจากสายตาของเขาอย่างเข้มข้นจนแทบจะแตะต้องได้
เจียงฉางเซิงไม่สนใจอวี่ฉิวเทียนอีก เขาเอ่ยเสียงนุ่มนวล
“การย่างเท้าสู่มรรคาแห่งโชคชะตาทำให้หลงทางได้ง่ายนัก
เพราะเจ้ามิเข้าใจโชคชะตาจึงบังเกิดความรู้สึกว่าตนเองเล็ก
กระจ้อยร่อย โชคชะตาเป็นเช่นนี้ กรรมก็เป็นเช่นนี้ หรืออาจ
กล่าวได้ว่ามหามรรคาทั้งสามพันล้วนเป็นเช่นนี้ เจ้าจงอย่า
หวาดกลัวโชคชะตา แต่จงตั้งใจควบคุมโชคชะตาเอาไว้ให้ได้”
มู่หลิงลั่วขบคิดคำพูดของเขาอย่างจริงจัง
“เหอะ! มรรคาจารย์ เจ้าจะดูแคลนข้าเกินไปหน่อยแล้ว
กระมัง เจ้าคิดว่าข้าเป็นผู้ใดกัน”
อวี่ฉิวเทียนตวาดเสียงเย็นชา พลังอันน่าหวาดกลัว
ระเบิดออกมา หมู่ยอดเขาเบื้องล่างแตกสลายเป็นฝุ่นผงใน
พริบตา ฟ้าดินบริเวณนี้ล้วนแหลกสลายเป็นธุลีตามไปด้วย
ไม่มีเสียงกึกก้องดังสะเทือนแก้วหู ทว่าเพียง
พริบตาเดียวโลกก็มลายหายไป มู่หลิงลั่วเห็นแล้วหลุดสีหน้า
ตกตะลึงออกมา
นี่มันพลังอันใดกัน
เมื่อมีบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคากับปราณกำเนิดเทพ
อนธการป้องกันอยู่ มู่หลิงลั่วจึงสัมผัสพลังของอวี่ฉิวเทียน
ไม่ได้ แต่การที่อีกฝ่ายทำให้ฟ้าดินบริเวณกว้างสลาย
กลายเป็นความว่างเปล่าก็ยังน่าตกตะลึงมากอยู่ดี
ตัวนางอยู่แต่ในโลกคุนหลุนมาตลอดจึงไม่เคยเห็นพลัง
ทำลายล้างระดับนี้
“คิดจะทำลายเผ่าอวี่ของข้า มรรคาจารย์ เจ้าไม่รู้จัก
ความแข็งแกร่งของเผ่าอวี่แม้แต่น้อย บางทีเจ้าอาจเป็น
ตำนานที่มหาพิภพนิลเหลือง แต่มหาพิภพนิลเหลืองหาใช่
จุดสูงสุดไม่!”
อวี่ฉิวเทียนเอ่ยเสียงเย็นชา เขายกมือขวาชี้บัลลังก์เทพ
สวรรค์มหามรรคาที่ลอยอยู่ด้านบน
“จงลิ้มรสพลังเทพของผู้ที่เข้าใกล้เทวะเสียเถิด!”
สิ้นเสียงของอวี่ฉิวเทียน หมู่มวลดารากับผืนฟ้ายาม
รัตติกาลทั้งหมดก็จมหายไปในแสงสีเงินอันเจิดจ้า ประกาย
แสงหลากสีมากมายหลายสายก่อตัวรวมกัน แล้วแผ่ขยาย
มาโอบคลุมรอบบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา
มู่หลิงลั่วถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “เทวะคือสิ่งใดหรือเจ้าคะ
”
เจียงฉางเซิงตอบว่า “ผู้ยิ่งใหญ่นิรันดร์กาลคือขั้นเบิก
เนตรอัครยุทธ์ เป็นพลังระดับที่สูงกว่ายอดยุทธ์ปฐมมรรคา
และขั้นวิวัฒน์ยุทธ์รังสรรค์ ส่วนเทวะอยู่เหนือกว่าขั้นเบิกเนตร
อัครยุทธ์อีกขั้นหนึ่ง เจ้าหมอนี่คือผู้มีฝีมือโดดเด่นในหมู่ขั้น
เบิกเนตรอัครยุทธ์ ดังนั้นเขาจึงยกยอตนเองว่าเข้าใกล้เทวะ”
มู่หลิงลั่วได้เปิดหูเปิดตาแล้ว นางไม่ตื่นตระหนกสักนิด
เพราะนางเชื่อมั่นว่าเจียงฉางเซิงแข็งแกร่งกว่า
อวี่ฉิวเทียนได้ยินเจียงฉางเซิงอธิบายระดับขั้นให้สตรี
ที่อยู่ข้างกายฟังราวกับรอบด้านไม่มีใครอื่นอยู่ด้วย ก็พลันรู้สึก
ว่าถูกหยามหมิ่นอย่างรุนแรง ขณะเดียวกันในใจก็บังเกิดความ
กระสับกระส่ายขึ้นมาด้วย
อีกฝ่ายไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาสักนิด หรือว่าอีกฝ่าย
จะบรรลุขั้นเทวะแล้ว
เป็นไปไม่ได้!
หากเป็นขั้นเทวะ เหตุใดจึงยังรั้งอยู่ในมหาพิภพนิล
เหลืองเล่า
อวี่ฉิวเทียนแววตาสั่นระริก มือขวาหมุนเข้าด้านในแล้ว
กำเป็นหมัด ลำแสงที่ทอดยาวประหนึ่งสายรุ้งจำนวนนับไม่
ถ้วนฟาดเข้าใส่บัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาประหนึ่ง
แส้คมกริบเส้นแล้วเส้นเล่า ท่ามกลางหมู่ดาวบนผืนฟ้าที่ถูก
อาบย้อมด้วยแสงสีเงิน
ทว่าเจียงฉางเซิงยกมือขึ้นมาเร็วกว่า เขายื่นมือซ้าย
ออกมาคว้าจับกลางอากาศ ทันใดนั้นแสงสีเงินที่อาบย้อมนภา
อยู่ก็หายไปในบัดดล
อวี่ฉิวเทียนรู้สึกว่าบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคากำลัง
ขยายใหญ่ขึ้นด้วยความเร็วที่เขาไม่อาจทำความเข้าใจได้
จากนั้นเขาก็ร่วงลงมาอยู่กลางฝ่ามือของเจียงฉางเซิง ตัวเขา
ราวกับมดปลวกบนพื้นที่กำลังแหงนหน้ามองทวยเทพบน
ท้องฟ้า เจียงฉางเซิงกับมู่หลิงลั่วผู้มีแสงเจิดจ้าบดบัง
โฉมหน้าที่แท้จริงกำลังก้มมองเขา พร้อมกับแรงกดดันอย่างที่
เขาไม่เคยประสบพบเจอมาก่อน
พลังอภินิหาร!
จักรวาลกลางฝ่ามือ!
พลังของพวกเขาช่างห่างชั้นกันยิ่งนัก เจียงฉางเซิง
ใช้พลังอภินิหารส่งๆ เพียงกระบวนท่าเดียวก็ทำให้อีกฝ่ายไร้
หนทางตอบโต้กลับได้แล้ว
พลังอภินิหารวิชานี้ของเขาทำให้อวี่ฉิวเทียนตกลงสู่ควา
มสิ้นหวังอันไร้ก้นบึ้ง
‘นี่มันพลังอันใดกัน…เขาเป็นขั้นเทวะ! เขาจะต้องเป็นขั้น
เทวะแน่ๆ!’
อวี่ฉิวเทียนเบิกตาโต ในใจคำรามคลุ้มคลั่งอย่าง
เกรี้ยวกราด
เขาพยายามต่อต้าน แต่พลังที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งสาย
หนึ่งกำราบเขาไว้ ทำให้เขากระดิกกระเดี้ยวตัวไม่ได้
ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปาก เขาก็เห็นหน้าผากของ
มรรคาจารย์มีดวงตาแนวตั้งสีทองดวงหนึ่งปรากฏขึ้นมา
ทันใดนั้นเขาก็ตกอยู่ในห้วงภวังค์
………………………………………………………